คนเราสามารถมีชีวิตอยู่ได้.... ไม่ว่าอยู่ที่ไหน nobuta power enter !! :))
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2555
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
28 มิถุนายน 2555
 
All Blogs
 
1 litre of tears (ขอบคุณบันทึกของ อายะ คิโต )

1 L I T R E O F T E A R S




หนังสือ 1 liter of tears ถูกนำมาตีพิมพ์และวางขาย
โดยได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก






1 litre of tears บันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร เป็นละครโทรทัศน์สัญชาติญี่ปุ่นที่สร้างขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากบันทึกประจำวันของ อายะ คิโต เด็กหญิงที่ป่วยเป็นโรค "กล้ามเนื้อเสียการประสานงานจากสมองน้อยและไขสันหลัง" ( spinocerebellar degeneration) เป็นโรคทางพันธุกรรมและต้องเผชิญชีวิตกระทั่งถึงแก่ความตายก่อนวัยอันควร

สิ่งที่สำคัญที่เป็นความสนใจจากคนรอบข้าง คือ
"การต่อสู้" ของอายะจัง ในขณะที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าว
เป็นการต่อสู้ ทั้งกับตัวเอง และต่อคนรอบข้าง

เพื่อที่จะมีชีวิต อยู่ต่อ
อายะจังได้สร้างแรงบันดาลใจ ไว้ให้กับคนที่อยู่ข้างหลังมากมายค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุด เมื่อดูซีรีย์เรื่องนี้ คือ ทำให้เราเห็นและสัมผัสได้ถึงความหมายของการมีครอบครัวที่อบอุ่น การมีเพื่อนที่ดี
และเหนือสิ่งอื่นใด "ความพยายาม ที่จะมีชีวิตอยู่"ต่อของอายะ คิโต
เพียงเพื่อจะตื่นขึ้นมาพบกับโลกใบนี้ในแต่ละวัน เพื่อพบเจอกับความสุขเล็กๆน้อยๆของชีวิตนั้น..
"มันยิ่งใหญ่และน่านับถือมาก"ค่ะ

มีหลายๆ ถ้อยคำจากบันทึกจริงของ อายะ คิโต ที่ลึกซึ้งและทำให้เราต้องกลับมานั่งคิด มากมายไปหมด
ได้รับคำแนะนำมากก ว่าเรื่องนี้ต้องดู นะ จากเพื่อนๆในห้องบันเทิงญี่ปุ่น รวมทั้งจากคนใกล้ตัว ที่เห็นว่าเราเป็นคอซีรีย์

อยากดู ค่ะ
แต่ต้องต่อคิว เป็น อันดับท้ายๆ เพราะคิดว่ายังไม่อยากเศร้า
(บันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร ..แค่ชื่อเรื่อง และจากพลอตเรื่อง ..ดูก็รู้ว่าต้อง เศร้าแน่ๆ)
เราไม่อยากดูซีรีย์เศร้าๆ..เพราะเรามัก กลัว ที่จะต้องเศร้าตาม รึเปล่านะ?
ถ้าเป็นแค่เหตุผลนี้ ก็คงน่าเสียดายมาก
เพราะ ซีรีย์เรื่องนี้ "สอน" และ "บอก" อะไรๆ ในชีวิตคนเราได้มากมายดีเหลือเกิน

spinocerebellar degeneration
เป็นโรคที่เกิดจากพันธุกรรม
อาการของโรคคือ
ผู้ป่วยจะสูญเสียความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพของตน สูญเสียการเดิน โดยเกิดภาวะสูญเสียการประสานกันของท่าเดิน (unsteady gait)
มีอาการพูดไม่เป็นความ (dysarthria)
และอาการตากระตุก (nystagmus) นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังอาจมีอาการอื่น ร่วมด้วย เช่นอาการสั่น จนกระทั่งเมื่อเป็นมากขึ้นจะไม่สามารถควบคุมตัวเองและร่างกายได้เลย แม้แต่การกลืน และ การไอขับเสมหะออกมา สุดท้ายต้องนอนอยู่เฉยๆ และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เมื่ออยากจะพูด ก็ไม่สามารถที่จะพูดออกมาเป็นคำพูดได้
เมื่ออยากจะเดินและเคลื่อนไหว
แม้แต่จะก้าวขาหรือยกเท้าขึ้นก็ทำได้ยาก
ไม่สามารถแม้แต่จะกลืนอาหารกลืนน้ำลาย
หรือกระทั่ง ไอขับเสมหะหรือน้ำลายออกมาได้เอง
(เป็นเหตุทำให้หายใจติดขัดได้)
โอ...
นี่มันโรค สวรรค์ลงโทษ ชัดๆ (ถ้าเป็นตั้งแต่เกิดก็อาจจะดีซะกว่า มาเป็นโรคนี้เมื่ออายุเข้าสู่วัยรุ่นนะคะ ลองคิดถึง สิ่งที่เราเคยทำได้ในชีวิตประจำวัน แล้วไม่สามารถที่จะทำได้เองอีกต่อไป ต้องพึ่งคนอื่น..มันคงทรมานมาก)
จะมีที่ยังคงปกติอยู่ นั่นก็คือ ในส่วนของ ความรู้สึกนึกคิด ยังคงเหมือนเดิม
(แต่มันจะดีจริงรึเปล่านะ ที่ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ยังคงอยู่ แต่ร่างกายไม่สามารถตอยสนองต่อสิ่งใดๆได้อีก.....ดีกว่ากันตรงไหนเนี้ย? Y.Y )


เราจะรู้ซึ้ง ถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ในแต่ละวันได้มากขึ้น
"ความสุข" ที่หากเราไม่เคยสังเกต อย่าง
การที่สามารถ จะเดินไปที่ไหนก็ได้ตามที่ใจเรานึกอยากจะไป
การที่สามารถ วิ่งไปข้างหน้าได้เรื่อยๆโดยที่ไม่ล้ม
การที่จะสามารถเล่นกีฬาที่ตัวเองรักได้
การที่จะสามารถ พูด ในสิ่งที่ใจ นึกและต้องการได้



รูปถ่าย ตัวจริง ของ อายะ คิโต ค่ะ
(เธอเป็นคนที่น่ารักดีทีเดียว^^)





ถูกนำมาสร้างเป็นละคร และผู้ที่ถูกรับเลือกให้มารับบท
ของ อายะ คิโต เพื่อที่จะถ่ายทอด "ความรู้สึก"
ที่มีต่อ "โรค" และ "โลก" ใบนี้ จากบันทึกจริงของอายะ คิโต
ก็คือ เอริกะ ซะวะจิริค่ะ ( เอริกะน่ารักมากค่ะ )
โดยใช้ชื่อในการแสดงเป็น อายะ อิเกะอุชิ



จากนั้นถูกนำมาสร้างเป็นซีรีย์ บันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร นำเสนอฉายในปี 2005 ทางช่องฟูจิทีวี (และแพร่ภาพในไทยในปี 2551ทางช่องสถานี ไทยพีบีเอส )





บางฉากของละคร ที่มีการเขียนบทเพิ่มเติมในส่วนของ เพื่อน /โรงเรียน /รวมถึงคนรักของอายะจัง ฮะรุโตะ อะโซ (รับบทโดย เรียว นิชิกิโดค่ะ)





ครอบครัวของนางเอก (คุณแม่น่ารักมาก ค่ะ )





ส่วนหนึ่งของการทำกายภาพบำบัด(พยายามเข้านะ อายะจัง !)
ขออนุญาตนำรูปของคุณมาลงให้เห็นถึง "ความพยายาม"
ในการมีชีวิต อยู่ต่อ ของคุณนะคะ
อายะ คิโต (มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1963-1988 รวมอายุ 25 ปี)
สำหรับเราแล้ว รูปนี้มัน "สวยงามมาก" ค่ะ
ขอบคุณมากที่ ต่อสู้ จนเรามีเรื่องราวดีดี ให้ได้อ่าน และได้เห็นถึงคุณค่าและความหมายของการมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะ ได้มากมาย
รู้ถึงความหมายของ การมีชีวิตอยู่ในตอนนี้และในขณะนี้



เพราะมีแม่คอยสนับสนุนอยู่ข้างๆเสมอ
ถึงทำให้ "ต่อสู้" มาได้ไกลขนาดนี้
ความรักของ แม่ ยิ่งใหญ่จริงๆค่ะ^^





…
ฟากหนึ่งของความเศร้า
จะมีฝั่งที่มีความสุขรออยู่
แต่หนทางข้างหน้าที่จะไปถึง
ไม่รู้จะมีอะไรรออยู่
ไม่ใช่เพื่อต้องการวิ่งหนี
แต่เพื่อต้องการวิ่งตามความฝัน
จึงเดินทางในวันหนึ่ง
ในฤดูร้อนที่ผ่านมาแสนนาน
ถ้าได้เห็นแค่เพียงพรุ่งนี้
คงไม่ต้องทอดถอนใจ
ดั่งเรื่อที่ลอยทวนสายน้ำ
ตอนนี้มีเพียงแต่ต้องก้าวเดินไปข้างหน้า
เมื่อเมฆฝนจางหายไป
เส้นทางที่เปียกก็จะสว่างแวววับ
มีเพียงความมืด ที่ช่วยนำทาง

สอนให้ฉันเข้มแข็ง
เข้มแข็งดุจแสงแรงกล้า
ให้ฉันมีแรงก้าวไปข้างหน้า

อย่างเข้มแข็งต่อไป




"ถึงจะล้มกี่ครั้งก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ลุกขึ้นใหม่ได้
ถ้าล้มแล้วมองไปบนท้องฟ้าที่สดใส
วันนี้ฟ้าก็ยังคงกว้าง..อย่างหาที่สุดไม่ได้เหมือนเดิม
และยังคงยิ้มให้กับเราอยู่เสมอ
ฉันยังมีชีวิตอยู่.."



ขอบคุณนะคะ ที่ทำให้เห็นถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่
และ "ความสุข" ประจำวันเล็กๆน้อยๆ ที่เคยมองข้ามไป
ขอบคุณบันทึกของคุณ Aya Kito


Create Date : 28 มิถุนายน 2555
Last Update : 28 มิถุนายน 2555 23:39:21 น. 9 comments
Counter : 6790 Pageviews.

 
เป็นเรื่องเศร้ามากค่ะเรื่องนี้
ดูตอนจบแล้วน้ำตาไหลมาก สงสาร
น้องนางเอกน่ารักมากจริงๆจ้ะ


โดย: อุ๋มอิ๋มoppo IP: 202.29.153.10 วันที่: 29 มิถุนายน 2555 เวลา:0:41:09 น.  

 
เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกๆของการดูซีรีส์ญี่ปุ่นเลยค่ะ
ตอนนั้นTPBSนำมาออนแอร์ จำได้ว่าเปิดไปดูแบบบังเอิญอ่ะค่ะ
แล้วก็ติดใจหน้าตาของนิชิคิโด เรียว
นั่นเพราะเพิ่งเคยเห็นหน้าตาเขาเป็นครั้งแรกค่ะ
(บ่งบอกไงไม่รู้นะคะ ทีนางเอกดารานำแต้ๆกลับไม่ติดใจ)
แล้วมาติดใจคุณหมอมิซึโนะ ฮิโรชิ อีก โอ้!ช่างเป็นคุณหมอที่เท่จัง
เพราะนั่นก็เป็นการประสบพบพักตร์ครั้งแรกกับนาโอฮิโตะเช่นกันค่ะ
ทีนี้ก็เลยติดหนึบสิคะ ต้องมาเฝ้าดูทุกตอน
ส่วนเอริกะ ซาวาจิริ มะนาวว่าเธอแสดงเก่งมากเลยนะคะ
ทำให้เราอินไปกับชีวิตของคิโตะ อายะ ไปด้วย
เธอแสดงให้เห็นว่าอายะเป็นสาวน้อยที่เข้มแข็ง ใจสู้ และไม่ท้อแท้
ทั้งๆที่เป็นโรคที่เธอยากจะทำใจ
เธอต้องเสียน้ำตามากมาย เพื่อให้คนรอบข้างเห็นว่าเธอเข้มแข็งและมีความสุขได้
พอๆกับคนดูอย่างเราที่เสียน้ำตาให้กับเธออย่างมากมายเช่นกัน
เรื่องนี้เรียกว่ามะนาวร้องไห้พอๆกับ"Grave of the Fireflies"ของจิบลิเลยค่ะ
เรียกว่าเรื่องนั้นร้องไห้จนกลัว ไม่กล้าหยิบมาดูรอบสองเลยอ่ะค่ะ
พอมาถึงเรื่องนี้ มีคนเอาDVDมาให้ดู ก็กล้าๆกลัวๆไม่กล้าดูซ้ำสองค่ะ
จนป่านนี้ยังวางแหมะอยู่ก้นลิ้นชักเลยอ่ะค่ะ
ทั้งๆที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มะนาวประทับใจมากเลยนะคะ
ประทับใจกับเนื้อเรื่องที่ให้เห็นถึงความเข้มแข็ง ใจสู้ของอายะ
ความอบอุ่นของครอบครัว การร่วมมือกันของคนในครอบครัว
ที่จะร่วมกันฝ่าฟันกับสภาพของบุคคลที่รักในครอบครัวไปด้วยกัน
ประทับใจกับสุดยอดคุณแม่ ช่างเป็นคุณแม่ที่ประเสริฐจริงๆ
ประทับใจกับคุณน้องอาโกะ ทั้งๆที่คิดน้อยใจเสมอว่า
เธอเป็นที่รักของคนในครอบครัวน้อยกว่าอายะ
แต่เมื่อวันหนึ่งอายะต้องมาป่วยเป็นโรคร้าย
เธอเป็นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นปกป้องพี่สาวอย่างน่าชื่นชม
ชอบมากที่เธอเล่นงานฮิโรกิน้องชาย
ที่อับอายจากการที่ถูกเพื่อนล้อเรื่องอายะป่วย จนไม่คิดจะปกป้องพี่สาว
เธอพูดจนเราคนดูนั่งน้ำตาไหลไปกับคำพูดของเธอด้วย
เรื่องนี้มีคำพูดที่กินใจ และฟังแล้วสะเทือนใจหลายตอนมากเลยค่ะ
และจากการที่ชอบและประทับใจซีรีส์เรื่องนี้
ทำให้เริ่มเสาะแสวงหาซีรีส์ญี่ปุ่นมาดู
แล้ว...ก็แหะแหะ กลายมาเป็นสาวกป๋ายะไปในที่สุดนี่ล่ะค่า^___^



โดย: มะนาวเพคะ IP: 125.24.94.124 วันที่: 29 มิถุนายน 2555 เวลา:23:55:54 น.  

 
ไม่เคยดูหนังเกาหลีเลย แต่แวะมาเยี่ยมเยียนครับ


โดย: Johann sebastian Bach วันที่: 30 มิถุนายน 2555 เวลา:17:55:09 น.  

 
แม้จะเป็นคนชอบดูหนังเศร้า
แต่ก็ไม่อาจหาญดูเป็นซีรี่ย์ล่ะ
ดังนั้น
เราก็ยังไม่ได้ดูซีรี่ย์เรื่องนี้เลย

แอบมาสารภาพว่าไม่ค่อยชอบดูซีรี่ย์เศร้าของญี่ปุ่นนะ
เพราะมันจะไม่ค่อยอิงกับความรักของหนุ่มสาวเท่าไหร่
จะเป็นความเศร้าที่ต่อสู้กับตัวเองรวมถึงดีลกับความเจ็บปวดของคนในครอบครัวและคนรอบข้าง
มันเป็นหนังที่ให้กำลังใจมากกว่าหนังรักเนอะ
แต่เรายังแอบชอบดูหนังเศร้าแบบคู่รักมากกว่า

เรายังดูเรื่อง Walk My Way ไม่จบเลย
ดูไปหาวไป ไม่ค่อยอินเท่าไหร่
ส่วนที่ดูจบไปก็ล้วนแต่พระเอก นางเอกป่วยกันหมดเลย
ทั้ง Hitsudan Hostess กับ Niini no Koto wo Wasurenaide

เราว่า
ซีรี่ย์ญี่ปุ่นเนี่ย
ถ้าไม่ใช่วัยรุ่น วัยเรียน
เค้าก็จะทำเกี่ยวกับอาชีพที่ต้องต่อสู้ให้ประสบความสำเร็จ
หรือไม่ก็ต่อสู้กับอาการป่วย
ซึ่งพอเราจับทางได้ เราก็จะเบื่อและง่วงตลอดเลย แหะ ๆ

กำลังคิดว่า
ซีรี่ย์ญี่ปุ่นเนี่ย
ถ้าไม่ใช่ป๋าทาคุยะ เราคงดูไม่จบนะเนี่ย

แต่ไม่ต้องห่วง
ยังไงก็ต้องได้ดูซีรี่ย์เรื่องนี้แน่นอน
แต่ว่าเมื่อไหร่เท่านั้นเอง



แอบมาลุ้นกับซีรี่ย์เกาหลีของโนบุตะ


โดย: หนูลีลี วันที่: 1 กรกฎาคม 2555 เวลา:14:46:47 น.  

 
คุณอุ๋มอิ๋มoppo
เรื่องนี้คงจะรั้งตำแหน่ง ซีรีย์ แห่งน้ำตา ของทางฝั่งญี่ปุ่น ไปได้อีกนานเลยนะคะ

คุณมะนาวเพคะ
ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ก็ถือเป็น "รักแรกพบ" ของมะนาวที่มีต่อซีรีย์ญี่ปุ่นเลยสินะคะ^^
โอวว มะนาวเองก็เป็นแม่ยกของเรียว นิชิกิโด เหมือนกับคุณ prysang เลยน่ะสิ แต่เรียวเล่นเรื่องนี้แล้วก็ดูเท่ดีนะ โนบูตะรู้สึกสงสารเรียวในเรื่องมากตอนนที่ เรียวเดินเข้าไปบอกกับคุณพ่อของตัวเองว่า "สิ่งที่พ่อพูดมาทั้งหมดน่ะ เป็นความจริงเลยนะครับ" (คือในเรื่องพ่อจะห้ามไม่ให้เรียวเข้าไปรู้สึกผูกพันกับอายะจังให้มากกว่านี้เพราะกลัวลูกชายจะต้องผิดหวังใช่มั้ยคะ) ถือเป็นบทที่เสริมเข้ามาได้ดีมากกับบทบาทของเรียวในเรื่องนี้ ทำให้เห็นความรักในอีกแง่มุมหนึ่งดีนะคะ ดีใจที่มะนาวก็ชอบซีรีย์เรื่องนี้

คุณลีลี : D
โอ.อ.อ.อ..... ลีลีอ่า
เธอเป็นคนที่กระตุ้นให้เรารีบเขียน blog ซีรีย์เกาหลีให้เสร็จ (555)
Walk My Way เราเองก็ยังดูไม่จบค่ะ (เก็บดองเอาไว้เหมือนกัน : ) ส่วนตัวเราคิดเหมือนลีลีเลยค่ะ ว่าซีรี่ย์ญี่ปุ่นเนี่ย ถ้าไม่ใช่วัยรุ่น วัยเรียน เค้าก็จะทำเกี่ยวกับอาชีพที่ต้องต่อสู้ให้ประสบความสำเร็จ(ซึ่งอย่างหลังนี่ดูจะมีมากกว่า และก็เป็นซีรีย์ดีดีน่าดูทั้งนั้น )หรือไม่ก็เป็นแนวที่ต่อสู้กับอาการป่วย ซึ่งถ้าดูไปนานๆ เราจะจับทางได้ มีเพื่อน โนบูตะ เคยถามมาเหมือนกันว่า เราเลือกดูหนังจากอะไร?
แล้วรู้ได้ยังไงว่าเรื่องไหนสนุก?
.. อืมมม ทำเอาเราต้องคิดอยู่สักพักนึงเลยทีเดียว สรุปคือ สำหรับโนบูตะ โนบูตะจะเริ่มดูซีรีย์เรื่องนึงๆจาก 1.นักแสดงที่ชอบก่อน แล้วก็จะอ่านจากกระทู้ หรือรีวิว ของเพื่อนๆดู ซึ่งส่วนมากที่เลือกดู ก็จะชอบนะคะ (แอบเหมือนกับลีลีตรงที่ว่า ทุกเรื่องที่ชอบก็จะเป็นของทาคุยะแสดงเกือบทั้งหมดน่ะค่ะ) 2.ต่อมาก็จะเลือกดูซีรีย์หรือหนัง โดยดูจากชื่อของผู้กำกับหรือคนเขียนบทค่ะ จนมาตอนหลังๆ ที่จะเลือกดูซีรีย์หรือหนังเรื่องหนึ่ง จากโครงเรื่อง พลอตเรื่องที่น่าสนใจ ก่อนรวมไปถึงซีรีย์ที่ดัดแปลงเนื้อหามาจากหนังสือการ์ตูนด้วยค่ะ ก็จะลดหลั่นกันมา


โดย: nobuta wo produce วันที่: 1 กรกฎาคม 2555 เวลา:18:47:21 น.  

 
อ๊าก
เรามิกล้าดูซีรีย์ที่ดัดแปลงเนื้อหามาจากหนังสือการ์ตูนเลย
เพราะรู้ว่ามันต้องอะนิเมะ แสดงกันเว่อร์หลุดโลกแน่นอน

เราแทบไม่เคยดูจากชื่อของผู้กำกับหรือคนเขียนบทเลย
นอกจากเลือกหนังสือที่จะเลือกจากนักเขียนและสำนักพิมพ์เป็นหลัก
ซึ่งสำนักพิมพ์ก็แน่นอนต้องเป็น A book กับอมรินทร์เป็นหลัก

ไว้เราจะเข้ามากดดันซีรี่ย์เกาหลีเป็นระยะนะถ้ายังไม่คลอดออกมา
อิอิ


โดย: หนูลีลี วันที่: 1 กรกฎาคม 2555 เวลา:19:25:35 น.  

 
ไม่เคยได้ชมแต่อยากชมเหมือนกันนะครับ
เพราะแม่คนที่พร้อมเคียงข้างเราเสมอ ถึงมีวันนี้
รักแม่ครับ


โดย: คนขับช้า วันที่: 7 กรกฎาคม 2555 เวลา:11:55:12 น.  

 
เคยดูเรื่องนี้ค่ะ ซึ้งมากๆ :)


โดย: แฟนlinKinPark วันที่: 13 กรกฎาคม 2555 เวลา:20:38:39 น.  

 
เราเสียน้ำตาให้กับความพยายามต่อสู้ดำเนินชีวิตต่อไปของอายะ เราได้ดูจากช่องไทยพีบีเอสเหมือนกัน เราชอบช่องนี้ตรงที่เราเลือกเสียงซาวเเทรกเเล้วอ่านซับได้ค่ะ เพลงประกอบฟังเเล้วเศร้าจนถึงขั้นน้ำตาไหลได้ไม่รู้ตัว นิชิกิโดในบทอาโซคุงทำเราหลงรักไปเลย(ขัดกับบทที่ได้รับในลาสเฟรน เรื่องนั้นน่ากลัวมาก) เราดูเเล้วได้กำลังใจในการดำเนินชีวิตมากเลยค่ะ เป็นคนที่มีครบ32 ไม่ได้เป็นโรคร้าย เกิดในครอบครัวทั่วไปๆ เรายังโชคดีกว่าใครอีกหลายคน


โดย: lyly_j IP: 203.209.66.42 วันที่: 22 กรกฎาคม 2557 เวลา:16:25:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nobuta wo produce
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]




ปาฎิหาริย์คืออะไร เคยได้ยินประโยคนี้กันไหมคะ ?

"เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง จะมีประตูอีกบานเปิดเสมอ"
ประตูบานที่สองนั่นล่ะ คือปาฎิหาริย์
หน้าที่ของทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อในปาฎิหาริย์ก็คือ
"หาประตูบานนั้นให้เจอ"


Cr. ประภาส ชลศรานนท์


หวังว่า มิตรภาพดีดี จะเกิดขึ้น ใน blog นี้นะคะ

New Comments
Friends' blogs
[Add nobuta wo produce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.