ขอบคุณค่ะที่เข้ามาอ่าน^_^
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2552
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
21 ตุลาคม 2552
 
All Blogs
 
สู่แดนกระจกเงา 2

เราขึ้นค่ายครูบ้านนอกกันอีกครั้ง ก่อนที่จะไป เราคิดว่าเรากับเลาซานตอนนั้นเริ่มที่จะชอบกันแล้ว เราคิดว่าพี่เราคิดไปเองว่าเค้าชอบพี่ ดูสิ เรานี่โง่ๆๆๆๆจริงๆ

พี่เราเริ่มไม่พูดกับเรา




เค้าโกรธเราเรื่องเลาซาน และไม่อยากจะพูดจากับใคร ที่รู้เรื่องนี้ และเค้าก็รู้กันทั้งบางกระจกเงาแล้ว

เราก็กลุ้มใจ นี่ก็พี่ คนนี้ก็กำลังจะชอบ

ก่อนที่เราจะไปค่ายครั้งนี้ เลาซานก็ต้องไปเก็บข้อมูลที่ลาว เราอาจจะได้เจอกันหรือไม่ได้เจอกันอีกก็ได้ เพราะวันที่เราขึ้นครูบ้านนอก หลังจากนั้นสักวัน 2 วัน เลาซานก็ไปลาว

เค้าก็บอกจะขับมอไซด์ขึ้นมาหาเรา

เราก็รอ......ที่หมู่บ้านที่ไปห้วยลุหลวงครั้งนี้ ไกล ไกลมากๆ เค้าจะมามั้ยหน้อ เราก็รอ แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะมา

ค่ายที่ไปครั้งนี้ ไปกับพี่เต้ยด้วย คราวนี้เลยสนิทกับพี่เต้ยชายบ้าง

เรานอนบ้านสตาฟ พี่เต้ยก็จะเดินมานอนเล่นนั่งเล่นที่แคร่หน้าบ้านเราประจำ มากินน้ำชา มานอนคุย เราก็คุยๆๆๆๆกัน ถูกคอกันดี เอาล่ะสิ ต่อมหวั่นไหวทำงานอีกแล้ว แต่ก็ยังคิดถึงเลาซานนะ ตอนแรกก็ไม่ยอมบอกพี่เต้ยหรอก แต่พวกพี่อุ๋มอิ๋มกับพี่กิ๊บเริ่มรู้แล้ว

เค้าเห็นเราเขียนระบายลงในสมุดฉีกน่ะสิ เราอยากระบาย ไม่รู้จะระบายกับใคร คิดถึงเลาซานจัง ไปเขียนใส่ด้านหลังซะ แถมยังเขียนเพลง มองดูเดือน เหมือนเตือนให้ใจคิดถึง ที่รักจ๋า หนุ่มนารำพึง คิดถึงนงคราญบ้านนา.... 55555 1 ใน 2 คนนั้นมาเจอ แมร่งเอ๊ยยย โครตอาย เราเลยสารภาพให้ฟัง แล้วก็อายๆๆๆๆๆๆ

คราวนี้ พี่เต้ยมารู้อีกคน เพราะ 2 คนนี่แหละ วันนั้นหลังจากกิจกรรมครูบ้านนอกจบลง ทุกคนแยกย้านพักผ่อน พี่เต้ยก็เดินมาบ้านเรา มานั่งมานอนตามเคย เราก็เลยให้พี่เค้าดูลายมือให้ พี่เค้าดูเป็น

เค้าก็พลิกดูเส้นเนื้อคู่เรา เอ๊ะ.....มีเส้นกิ๊กขึ้นมา

เท่านั้นแหละ เราก็อายม้วน บิดเชียว

รู้ได้ไงๆๆๆๆ พี่เต้ยก็ถามใครๆๆๆ เราก็ไม่บอกๆๆๆๆ อายๆๆๆๆ




ในขณะนั้นเอง 2 สาว เพื่อนซี้ก็ควงคู่คล้องแขนกันมา “เลาซานๆๆๆๆๆๆ มองดูเดือนเหมือนเตือนให้ใจคิดถึง เลาซานๆๆๆๆ”

พี่เต้ยระเบิดหัวเราะ “เอ๊าะรู้มั้ย เหมือนคนมาเติมช่องว่างตรงเควสชั่สมารค์พอดี๊” เราก็อายๆๆๆ เรื่องมันช่างน่าอาย น่าอ๊ายยยยย.....

ก็เลยคุยกันเรื่องนี้ไปโดยปริยาย แต่เราก็ยังแอบ 2 ใจ แอบชอบพี่เต้ยเหมือนกัน





คืนสุดท้าย พวกเรานัดกัน ไปนั่งเล่นกีตาร์ฟังเพลง กินเบียร์นิดๆ ชุมนุมกันที่บ้านน้องคนหนึ่ง

แต่เรา 2 คนกับพี่เต้ย แยกตัวออกมาคุยกัน 2 คน นั่งคุยอยู่ดีๆสักพักก็นอนคุยกัย

เค้าก็แซว....เฮ้ยยย ยังไงๆ

พี่เต้ยก็ตะโกนไป กำลังได้เสียกันอยู่ เราก็อายๆๆๆๆตามเคย

สักพักชักจะดึก พี่เต้ยเลยเดินมาส่งเรา ฝนตกด้วยสิ

เราลืมเลาซานไปเลยๆๆๆๆๆ ชักจะชอบพี่เต้ยละ แต่ก็ยังคิดถึงอยู่ ป่านนี้ไปลาวรึยังนะ ไปแล้วละมั้ง คงกลับไปไม่ทัน

วันที่เรากลับกระจกเงา เลาซานไปตั้งแต่เช้า เรามาถึงราวๆ 11 โมง เที่ยง ไม่ทัน เจอแต่พี่ตาล เราก็ถามถึงเลาซาน

พี่ตาลยื่นผ้าเช็ดหน้ากับพวงกุญแจให้เรา เราดีใจยิ้มแก้มปริ นี่คงเป็นคำตอบของเค้าใช่มั้ย

พี่ตาลบอกเรา “เลาซานมันบอกว่ามันชอบพี่” พร้อมกับให้ดูกำไลข้อมือ

เราอึ้งไป เดินเซ......ผิดหวังมาก และโกรธเลาซานมาก ไม่รู้จะทำยังไง ก็เมลหาเลาซาน ต่อว่าเค้า 2 -3 คำ ไม่รู้จะพูดอะไรได้มากกว่านั้น แล้วก็บอก เราจะไปเที่ยวห้วยชมภูกับพี่เต้ย อยากมาก็ตามมา ไม่มาก็ไม่ต้องมา

เราเซ็งที่สุดในชีวิตเลย ตอนนั้น โกรธเลาซาน โกรธพี่ตาล แต่คนที่ผิดคือผู้ชายยยยย

พี่เราก็ไม่พูดกับเราเลย





เราก็บ่นๆๆๆแต่กับพี่เต้ย วันที่ซอกับบุ๋มกลับปัตตานี พี่เต้ยก็เหงาเห็นได้ชัด

เราก็ไปนั่งกับพี่เต้ยจนเกือบเที่ยงคืน ถึงกลับมาบ้านใหญ่

เวลานั้น นักศึกษาทยอยกันกลับหมดแล้ว ที่นอนข้างล่างก็เหลือ ประมาณ 6 คนได้

พี่ตี๊ผู้ใจดี กลับมาดึกกว่าเรา แต่เราอาบน้ำ ทาแป้งพม่าอยู่ (55555) เลยเข้านอนช้ากว่า พี่ตี๊ไม่อาบน้ำ นอนเลย แถมปูที่นอนให้เราด้วย

ชั้นล่างที่เรานอน เป็น 2 ชั้น แบบเหมือนพื้นในวัด เรานอนข้างบน พี่เรานอนกับพี่แอ๋มข้างล่าง โกรธเราตามเคย นอนหลับไปแล้ว

เราเข้านอนแบบไม่รู้เรื่องเลย ว่าจะมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น


ก่อนหน้านั้นก็มีชาวเขามาแอบดูนักศึกษาหญิงอาบน้ำ น่ากลัวมากๆ มันใช้ที่นั่งร้านก่อสร้าง ปีนดู พี่เค้าเห็นมันที่กระจกหน้าต่าง มันหนีไป ทิ้งไว้แต่รอยเท้าที่เหยียบที่นั่งร้าน

เราไม่คิด ว่าคนต่อไปที่ซวย คือเรา แมร่งงงงง.....

เราก็เข้านอนไป กำลังเคลิ้มๆ รู้สึกเห็นเงาใครเข้ามกอด ตัวบึกๆ นึกว่าพี่ตาล มันเข้ามากอด และก็ลวนลาม จับทั้งบนทั้งล่าง เหี้ยจริงๆๆๆๆๆๆ เมียมึงไม่ให้มึงเอารึไง

เราก็ดิ้นนะ ร้องเรียกให้คนอื่นช่วย แต่มันดิ้นไม่หลุดเลย เหมือนคนเป็นอัมพาต พี่ตี๊รู้สึกตัวก่อนเพื่อน ลุกขึ้นมา ร้องตะโกน ตกใจ “เฮ้ย....ใคร”

มันถึงปล่อยเรา และปีนหน้าต่างออกไป

ภาพสุดท้าย ที่มองออกไป คือหน้าต่างเปิดออกทั้ง 2 บาน มันคงเอาผ้าขาวม้าคลุมหน้า หันมามองเราอีก บักเวร แล้วก็กระโดดหน้าต่างออกไป

เราอึ้ง ตกใจ งง ก่อนจะร้องไห้ พูดจาไม่เป็นภาษาคน มันๆๆๆๆๆ...เมื่อกี้มันทำอะไกรูนี่ มันจับ..... พี่ตี๊วิ่งออกไปไม่กลัวตาย ไปร้องที่บ้าน อาสาชาย ช่วยด้วย มีคนบุกบบ้าน อส.หญิง












จากนั้นก็เหตุการณ์โกลาหล เรานั่งตัวสั่นงกๆ ใครต่อใครก็เดินมา พี่เต้ยกับพี่บอย ผู้ซึ่งแรงควายกว่าเพื่อนมั้ง จับดาบคนละเล่ม รองเท้าไม่ใส่ ออกตามล่าคนร้าย ยังกะหนังขุนศึก กับบางระจัน

เราไปแจ้งความ แต่ตำรวจให้มาตอนเช้า

ช่วงนั้นรู้สึกแย่ชิบหาย เหมือนคนที่โดนข่มขืนไปแล้วไงไม่รู้ อายก็อาย

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เราสนิทกับพี่เต้ยขึ้นไปอีก

พวกเราทั้งคนอาสา นักศึกษาวางแผนกันจับโจร เพราะเราเชื่อกันว่ามันต้องเป็นคนเดียวกันที่มาแอบดูพี่นัทหญิงอาบน้ำแน่ๆ

มันต้องมาอีก

เราวางแผนกัน บ้านเรามี 2 ชั้น เราวางกล้องวงจรปิดไว้ ที่หน้าต่างบานเดิมที่เราโดน พวกดูมอนิเตอร์ก็อยู่ข้างบน ให้ข้างล่างมีแต่ผู้ชาย และเรา ห้วย....ให้เรามานอนล่อมันซะงั้น

โดยมีพี่จิ ผู้เป็นอีสุกอีใสมานอนเป็นเพื่อนอีกคน ที่เป็นผู้หญิง นอกนั้นก็ผู้ชาย




ผู้ชายที่มี ก็มีพี่เต้ย พี่บอย พี่หม่อม พี่แทน พี่เลาะด้วยรึเปล่าไม่แน่ใจ

โดยที่เต้ย นอนข้างๆเรา ฮิๆๆๆๆๆ

คืนหนึ่ง พี่เต้ยก็นัดแนะกับเราก่อนจะนอน ถ้าโจรมาจะทำยังงั้นอย่างนี้ พี่เต้ยมาใกล้เรามากๆ ใกล้หน้าเรานิดเดียว จนรู้สึกได้ถึงไรหนวด อายๆๆๆๆมากๆๆๆๆ

ก่อนหลับไป แต่เราหลับไม่สนิทนักทั้งตื่นเต้นที่นอนข้างๆพี่เต้ย แถมกลัวโจร

คืนนั้น โจรมันมาอีก

เราได้ยินเสียงมอไซด์ ได้ยินเสียงหมาเห่า เราสะกิดพี่เต้ย พี่เต้ยก็มาใกล้ๆ จุ๊ปากเรา พี่เต้ยก็คว้าไม้มากำไว้ เราทั้งกลัวทั้งตอแหลว่ากลัว ก็เกาะพี่แกไว้ เสียงแงะหน้าต่างแซะๆ เรานี่หลับตาปี๋ แทบจะกอดพี่เต้ยอยู่แล้ว






แต่..............ก็ไม่มีอะไร มันก็ไป ห้วย ทำไมไม่เข้ามาว่ะ

คราวนี้ เราก็สนิทกันกับพี่เต้ยกว่าเดิม กินข้าวด้วยกัน ประชุมทีก็มาเรียกเรา อะไรๆก็เอ๊าะ คนก็เริ่มสงสัย ซุบซิบนินทา ว่าเรา 2 คนอะไรยังไง

ตอนนั้นสารภาพ เลาซานเป็นใครกันนะ หลงรักพี่เต้ยไปเลย รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญของพี่เต้ยไปเลย เพราะพี่เค้าก็ติดเรา แต่เค้าไม่ได้ชอบเรา

อย่างที่บอกไป พี่เต้ยชวนเราไปเที่ยวที่ห้วยชมภู บ้านแม่สลักเย้า หมู่บ้านที่พี่เต้ยเคยไปครูบ้านนอกรุ่น 62

ตอนนั้นพี่เรากลับอุดรไปก่อนเราแล้ว

และเราก็เลวๆๆ และไม่เข็ดเลย ขนาดโดนลวนลาม ยังกล้าไปเที่ยวกับเค้า

เราถึงขนาดโดดสอบซัมเมอร์ ช่างหัวมัน 4 ตัวเอง

เราไปห้วยชมภูกับพี่เต้ย ช่วงกลางๆเดือน พ.ค ปี 47 เป็นช่วงที่ลิ้นจี่เริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว

พี่เต้ยนัดกับพี่อีกคนหนึ่ง ชื่อพี่หนิง ตกลงเลยมี 1 หญิง 2 ชาย (กรุณาร้องเป็นเพลง)

ตอนนั้นเราไม่สนใจเลาซานแล้ว แล้วแต่ คนโลเลอย่างเธอ จะมาไม่มาก็แล้วแต่เธอ

ครูใหญ่ (ชื่อใหญ่) ขับรถกระบะมารับเรา กับพี่เต้ยที่กระจกเงา แล้วก็แวะรับพี่หนิง จากนั้นเราก็ไปบ้านครุตุ๋ย เจ้าของรถ และเป็นครูใหญ่โรงเรียนห้วยชมภูตัวจริง เป็นผู้อำนวยการ

ทุกคนที่เรารู้จักในวันนั้น ไม่ว่าจะเป็น พี่หนิง ครูใหญ่ ครูตุ๋ย ทุกคนน่ารักและใจดีมากๆ

พี่เต้ยยังคงดูแลเราอย่างดี พี่เต้ยให้พี่หนิงไปนั่งข้างครูตุ๋ย ส่วนเรากับพี่เต้ยนั่งแค๊ปข้างหลังกัน 2 คน

ในใจเราคิดว่า พี่เต้ยเห็นเรายังไม่สนิทกับพี่หนิงดี กลัวเราจะอึดอัด เลยมานั่งกับเราก่อน

ระยะทางจากตัวเมืองไปห้วยชมภู ไกลมากๆ กว่าจะถึง อ.แม่สรวย ก็ใช้เวลาเกือบๆ 3 ชม. ขึ้นเขาไปวาวี จนถึงโรงเรียนห้วยชมภูอีก ชม.นิดๆ

ด้วยความที่ระยะทางไกล ใช้เวลาก็นาน เราก็พากันหลับกัน หัวเรากับพี่เต้ยด้วยพิงกันบ้าง พี่เต้ยมาพิงเราบ้าง เราก็ไม่เอาออกนะ แอบดีใจ เรากลัวอย่างหนึ่งคือ เรากลัวเราหลับอ้าปาก เลยระวังท่านอนตัวเองให้มากที่สุด

แต่พอเราหันไปดูพี่เต้ย




โอ้วว............ไม่สร้างภาพสักนิด

หลับอ้าปากกว้างมาก ฮิๆๆๆ คนหล่อก็ทำอะไรอุบาวท์ๆได้เหมือนกัน

เบ็ดเสร็จถึงห้วยชมภู ก็เย็นแล้ว เราโชคไม่ดี ท้องเสียตลอดเวลา ทรมานชิบหาย อายก็อายพี่เต้ย มีแต่ปวดขี้ตลอด

เรานอนกัน 3 คนในบ้านพักครู

แม้ว่าจะรู้สึกแปลกๆที่มาใช้ชีวิตกินนอนกับผู้ชาย ตั้ง 2 คน แต่ก็ดีไปอีกแบบ พี่เต้ยเห็นเราไม่ห่มผ้าก็บอกห่มผ้าด้วย อากาศมันหนาว

พี่เต้ยน่ารักจังเลย

เช้าวันต่อมา เรา 3 คนลาครูๆทั้งหลาย เดินเท้าไป ม.บ้านแม่สลักเย้า ระยะทางจากโรงเรียนห้วยชมภูประมาณ 5 กม.ได้

โธ่.....พี่เต้ย เอ๊าะเพิ่งหายท้องเสีย

ก็เดินๆๆกันไป เราก็ชวนกันกินลิ้นจี่กันไป เก็บข้างทาง เดินชมฟ้าชมเมฆ เดินทางลาดสูงชันก็ไม่หวั่น เราก็ไม่เคยเข็ดลิ้นจี่เลย ลิ้นจี่แหละตัวดี ทำเราท้องเสีย จนผอมไปหมด ผอมไม่พอดำด้วย

ไปถึงบ้านแม่สลักเย้า เราก็ไปบ้านพี่ศรีเดช บ้านที่พี่เต้ยและพี่หนิงคุ้นเคย

พี่ศรีเดช และภรรเมีย น่ารักมาก ชื่อพี่แคะ

พี่แคะเป็นคนอีกคนที่เราชื่นชม ทั้งสองคนอายุ 29 ปี เท่ากัน เป็นเพื่อนกันมาก่อนถึงแต่งงานกัน มีลูกสาว 1 คน ชื่อน้องมินต์ น้องมินต์ดูดีใจมาก ที่ครูๆทั้งหลายมาเที่ยวบ้านตัวเอง

เด็กอีกกลุ่มเป็นโขยงมาเฝ้าพวกเราเต็มไปหมด

ขณะที่กำลังเก็บของ และปวดขี้ท้องเสียอีกแล้ว เรากำลังขี้เสร็จ พี่เต้ยเรียกเราซะลั่น “เอ๊าะๆๆๆ ออกมาดูเร็ว ใครมาหา”

วินาทีนั้นลืมผู้ชายที่ชื่อเลาซานเสียสนิท ใครจะมาหากูว่ะ โดยเฉพาะบนดอยสูงขนาดนี้ ไม่รู้จักใครหรอก ยังคิดว่าเป็นพี่อุ๋มอิ๋มด้วยซ้ำ

พอออกมา งงๆ เห็นเลาซานยิ้ม หัวเกรียน ผิวคล้ำแต่ไกล




อ้าว...........เลาซานนี่

มาทำไมหว่า

พี่เต้ยก็ยิ้มๆ ปล่อยเราคุยกัน 2 คน

เราก็นั่งลงที่เปลหน้าบ้านพี่ศรีเดช กึ่งนั่งกึ่งนอน อย่างว่า เราเพลียมากๆ เดินทั้งวัน แถมอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย สิ่งแวดล้อมที่บ้านพักครูไม่ค่อยดี พอมาเจอบ้านสะอาดๆอย่างบ้านพี่แคะ เราก็มีอาการง่วงทันที

เลาซานมองเราซะตาเชื่อม บ่งบอกให้รู้ ว่ารักเหลือเกิน

แต่ตอนนั้น เราก็งอนแล้ว โกรธที่เค้าจีบเราทั้ง 2 คนพี่น้อง คนใจคอโลเล

ตอนแรกเราจะไปกับพี่เต้ยด้วยซ้ำ พี่เต้ยกับพี่หนิงจะไป อ.ฝางกัน เค้าจะไปคัดลิ้นจี่ แต่เราดูไม่สบาย พี่เต้ยเลยไม่ให้เราไป พักผ่อนที่นี่แหละ เลาซานก็ได้ที ใช่ๆๆๆ อย่าไปเลย พักผ่อนเถอะ

เราก็โอเคๆ

เราก็นอนเปลคุยกับเลาซานสักครู่ ก็ถาม ว่ามาทำไมเหรอ เลาซานก็ว่าเรา ใครละที่ส่งเมลหาให้เราตามมา

เออ.........กูก็ส่งจริง

อุตสาห์กลับมาถึงเมื่อวานเอง ก็รีบออกจากกระจกเงาตั้ง 7 โมงนี่ คนอุตสาห์รีบ ยังมาว่าเราอีก

เราก็ย้อน ก็ตกลงเลาซานรักใครกันแน่ ทำไมพูดกับพี่ตาลอย่าง กับเราอย่าง เราจะเชื่อได้เหรอ

เลาซานก็โกหกอีก เราไม่ได้พูดแบบนั้นนะ เรารักพี่นั้นแหละ (ตอนนั้นเรายังเป็นพี่ เค้ายังเรียกเราว่าพี่อยู่)

เราก็เหนื่อยด้วย ขี้เกียจเถียง ปวดหัว เพลีย คุยได้สักพัก เลาซานก็กลับ พร้อมกับชวนไปนอนบ้านเค้าที่ปางกิ่ว ไปกันหมดนี่แหละ พี่เต้ยก็รับปากว่าจะไปแล้ว

เราก็....อืมๆๆๆ โอเค ไปไหนไปกัน แล้วหลับยาวถึงบ่าย

ตื่นมาก็เย็นมากแล้ว เรานอนทั้งวันเลยนะเนี่ย คงเพลียจัด

ตื่นมาก็เห็นพี่แคะ น้องมินต์ เราก็ถามถึงบรรดาคุณผู้ชายทั้งหลายกลับมารึยัง

ยังเลย จนดึกดื่น เราก็ทำกับข้าวกันกับพี่แคะ ทำกับข้าวง่ายๆ แต่ไม่ได้กินอะไรจืดๆมานาน ดีใจมาก อร่อย ผัดไข่กับถั่ว ยำปลากรป๋องงี้ เราชอบกินกับข้าวเด็กๆ เลยดีใจเป็นพิเศษ


กินข้าวจนอิ่ม อาบน้ำก็แล้ว ยังไม่กลับมาเลย จนเรา 2 คน กับพี่แคะ และย่า แม่พี่ศรีเดช ก็ออกมารอด้วยกัน

และแล้ว ก็มา..............

เมากันมาด้วย พี่เต้ยเลย ตัวดี ถือขวดเหล้าขาวมาแต่ไกล ขี้เหล้ามากๆ

เราค้อนซะ พี่หนิงตอนแรกคงคิดว่าเรากับพี่เต้ยกิ๊กกัน เลยสะกิดพี่เต้ยให้เกรงใจเรา พี่เต้ยก็ร้องเฮ้ย.....ไม่เป็นไรๆ เอ๊าะมันรับได้ๆ

เออ รับได้ และดีใจมาก ที่พี่เต้ยมาสักที

แล้วเค้าก็ไปต่อกินกันต่อที่ห้องครัว เราก็ร่วมวงกับเค้าด้วย พี่เต้ยคงกลัวเราเมาน่ากลัวอีก คอยรินให้เราตลอด รินน้อย ถึงน้อยที่สุด

กินกันได้สักพัก เราง่วง

งอแงจะนอน พี่เต้ยต้องเดินมาส่ง ตอนแรกจะไม่นอน กลัว มืดมาก ลมก็แรง เพราะเรานอนกันข้างนอก

เช้าวันต่อมา เจอพี่เต้ยหลับฟี้ๆ กรนข้างๆ

เรานอนเรียงกัน 3 คน มีพี่หนิง พี่เต้ยนอนกลาง แล้วก็เรา นอนชิดกำแพง หรือฝาบ้านเลย

เราห่มผ้าผืนเดียวกันกับพี่เต้ยด้วย พี่เต้ยนอนละเมอมากอดเราด้วย เรายังไม่ดึงมืออกแรกๆ แอบดีใจ แต่ก็ค่อยๆแกะออก

เช้าวันสดใส กับการเดินทางไกลไปกับเด็กๆ เฮ้อ ทรมาน เดินกันได้ไง

วันนี้เราต้องนอนกันที่บ้านเลาซาน

แน่นอน เกิดการตั้งวงเหล้าแน่นอน ครั้งนี้ ทำให้ความสัมพันธ์เราคืบหน้ามาอีกขั้น

เราอาบน้ำตามเคยระหว่างที่เค้าดริงค์กันไปแล้ว มาอีกที ทุกคนก็ฟาดไปขวดกว่า ห้วย.....ไม่รอ เรานั่งข้างๆพี่เต้ยตามเคย ยังกะแฟนกัน

เลาซานมองเราตาเชื่อมเช่นเคย

กินไปคุยกันไป หลายเรื่องราว รวมทั้งเรื่องความรัก เลาซานแมร่ง ขี้โม้ ทำเป็นรักเดียวใจเดียว จบคบกันแหละถึงได้รู้

พอดีเหล้าหมด


เลาซานไปซื้อเหล้าแล้วก็ขนม กับแกล้ม พี่หนิงไปเข้าห้องน้ำ เหลือเราพี่เต้ย 2 คน

เราก็แซวพี่เต้ย เมาแล้วละดิ

พี่เต้ยก็ปฏิเสธ ไม่ม้าวววว

เราก็ยุ อุ้มเอ๊าะไม่ไหวแล้วมั้ง เมาขนาดนี้

พี่เต้ยก็อ๊ะ ท้าทาย มาจะอุ้มให้ดู แมร่งอุ้มตูจริงๆ เขินจนหูแดง พี่เต้ยวางเราลง เรานั่งกันสักพักเลาซานก็มา เราก็เงียบ ไม่รู้ไม่ชี้

พอจะแยกย้ายไปนอน เราแมร่งเลว งอแงไม่อยากไปนอนกับอนงค์ จะนอนกับพี่หนิงพี่เต้ย

พี่เต้ยก็ไม่ได้ๆๆๆ

เลาซานเลยว่า นอนห้องผมก็ได้ เดี๋ยวผมปูที่นอนนอนพื้น

เราก็นิ่งไป เออ ก็ยังดีว่ะ

เราเมาๆ พี่ๆพาเข้ามานอน ก็นอนนิ่งใส่เตียง ยังมีสตินะ เริ่มจะหายเมาแล้ว ง่วงมากกว่า

วินาทีที่เลาซานเข้ามานอนบ้างนี่สิ เราตื่นซะเต็มตา

กลัวเลาซานทำอะไร เพราะยังเข็ดกับเรื่องที่โดนลวนลาม เรานอนหลับตาข้างเดียว แอบมองเลาซานในความมืดว่าเค้าจะทำอะไรรึเปล่าว่ะ

เลาซานปูที่นอนให้ตัวเองที่พื้น แล้วก็เดินไปที่ราวเสื้อข้างๆเตียงที่เรานอน เราชักผ้าห่มขึ้นมาปกปิดทันทีตามสัญชาตญาณ

เปล่า เค้าถอดเสื้อนอนตามประสาเค้าเท่านั้น

เราก็ถอนหายใจ เฮ้อ...............โล่งอก

ก็หลับไป สนิท..................จนเช้า

เช้าตื่นมา เลาซานยังไม่ตื่น ประตูถูกเปิด พี่เต้ยนอนขวางประตูอยู่

เออ...........เกิดอะไรขึ้นเนี่ย




Create Date : 21 ตุลาคม 2552
Last Update : 21 ตุลาคม 2552 12:57:36 น. 0 comments
Counter : 254 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

คุโระโกะ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add คุโระโกะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.