ขอบคุณค่ะที่เข้ามาอ่าน^_^
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2552
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
21 ตุลาคม 2552
 
All Blogs
 
เก็บไดอารี่.2

ความทรงจำที่งดงามอยู่แล้ว
คุณจะแตะต้องมันหรือไม่ ?
.................................................
ถนนเส้นเดิมที่คุ้นเคย
ผู้คน บ้านเรือน ห้องแถว ตรอกซอยต่างๆ
ฉันรู้จักมันหมดทุกสิ่ง

นานเท่าไรแล้ว ที่ไม่ได้กลับมาบ้านเลย
การกลับมาบ้านครั้งนี้ เพราะว่า พ่อของฉันเพิ่งจะสร้างบ้านใหม่เสร็จ ฉันจำเป็นต้องกลับมาทำธุระกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับบ้าน และเรื่องรายละเอียด จิปาถะต่างๆให้เรียบร้อย

บ้านหลังใหม่ของฉัน หน้าตาน่าเอ็นดู และถือว่าเป็นบ้านในฝันของฉัน ตามที่เคยแอบวาดฝันเอาไว้
สีหน้ายิ้มแย้มภูมิใจของพ่อ คือรางวัลชีวิตของฉัน
เรามีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว

และต่อจากนี้ไป เราจะมีความทรงจำใหม่ๆขึ้นมามากมายใช่มั้ย ?

ฉันอดไม่ได้ที่จะคิดถึงบ้านเก่า
บ้านที่เล็กราวกับรูหนูก็ไม่ปาน
แต่ก็บ้านที่เราอยู่มานาน และผูกพันกับมัน ราวกับ มันคือช่วงชีวิตอีกครึ่งหนึ่งของเรา

ฉันอดไม่ได้ ที่จะแอบเข้าไปดูบ้านเก่าของฉัน

บ้านห้องแถวตำรวจเรียงรายติดกัน 10 ห้อง มองจากสายตาฉันตอนนี้ มันคับแคบสิ้นดี
ฉันได้แต่มองอยู่ข้างนอกตาปริบๆ ต้นมะม่วงต้นใหญ่หน้าบ้าน สูงๆราวบ้าน 2 ชั้น มันร่วงโรยไปตามกาลเวลา ทุกอย่างทรุดโทรมจนน่าใจหาย
ทำอะไรไม่ได้ นอกจากดูเท่านั้นเอง
สายตาฉันกวาดไปห้องแถวหลังสุดท้าย
ในขณะที่ห้องแถวอื่นๆ ต่างไร้ผู้คน ไม่มีคนอยู่แล้ว แต่ห้องสุดท้ายยังคงเปิดไฟ และประตูถูกปิดอยู่
บ้านหลังนี้ ฉันก็คุ้นเคย
เพราะ
......
เค้าแป็นรักแรกของฉัน
เค้าคงไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก ที่นี่คงมีเพียงพ่อกับแม่และน้องชายของเค้าเท่านั้น
แต่ฉันเลือกที่จะไม่เรียกใครสักคนออกมายามวิกาลเช่นนี้หรอก
คิดว่าอย่าดีกว่า
เจอฉันแล้วยังไง ก็คงเป็นแค่เพื่อนบ้านคนหนึ่งที่กลับมาเยี่ยมเท่านั้นเอง
กลับบ้านดีกว่านะ

ฉันจำได้ดี บ้านที่เราเคยอยู่ มันเป็นค่ายตำรวจ ที่มีตำรวจและครอบครัวตำรวจเต็มไปหมด
อดคิดถึงเค้าไม่ได้จริงๆ พอได้กลับไป
เค้าทำอะไรอยู่ที่ไหน มีชีวิตยังไง สบายดีรึเปล่า คงมีแฟนไปแล้ว แต่เรื่องนั้นฉันไม่สนใจ เรื่องมีแฟนเป็นเรื่องปกติ เพราะเราไม่ได้เจอกันมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว
นึกย้อนกลับไปตอนอายุได้เพียงประมาณ 8 ปี ฉันอยู่ ป.2
ฉันก็เป็นเด็กทั่วไป ที่ไม่ชอบอยู่ติดบ้าน ชอบไปเที่ยวเล่นตามสนามหญ้า สนามเด็กเล่น แล้วแต่อารมณ์ ว่าอยากเล่นที่ไหน
วันนั้นฉันไปเล่นสนามไกลจากบ้านไปหน่อย
ถึงเวลา 6 โมงเย็น ฉันรู้ตัวว่าควรกลับบ้านได้แล้ว มิฉะนั้น ไม้เรียวของพ่อรออยู่

แต่ก็ไม่ได้กลัวมากขนาดนั้น เพราะยังดูไม่เย็นมาก
ระหว่างที่เดินร้องเพลง กวัดแกว่งมือสบายใจ
สายตาก็ไปเห็นเด็กผู้ชายแถวบ้าน อายุประมาณ 10 ปี ขี่จักรยานผ่านมา

ฉันรู้จักเค้า

ด้วยความที่ซนพอสมควร และกล้าบ้าบิ่นเกินเด็กในวัยเดียวกัน

ไม่รู้อะไรพลั้งปาก ให้เรียกเด็กคนนั้นหยุดรถ

“ต้อม ไปด้วย”

เด็กชายชื่อต้อมเบรครถทันที

สายตางงๆ มีคำถามว่า ทำไมฉันถึงกล้า

การที่เด็กขนาดเรา ซ้อนจักรยานไปด้วยกัน แน่นอน การล้อเลียนต้องตามมา ว่าเป็นแฟนกัน

ขณะที่งงๆกันทั้งคู่ กว่าจะรู้สึกตัว ก็นั่งซ้อนเค้าไปแล้ว

เสียงเด็กๆที่รู้จักละแวกนั้น แซวมาตลอดทาง

“อุ้ย....เป็นแฟนกัน ๆๆๆๆ”

ฉันอายแทบมุดดินลงไปเดี๋ยวนั้น ปากหน้อปาก อะไรดลใจฉันหน้อ

ถึงบ้าน ฉันกล่าวขอบใจ ก้มหน้าอายๆ ไม่มองหน้าเด็กต้อมนั้นสักนิด
รีบเข้าบ้านไปทันที

พ่อฉันเห็นพอดี………….
“มาจีบลูกพ่อเดี๋ยวก็เจอปืน” พ่อแกล้งแซวฉัน


“พ่อน่ะ!!!” ฉันแกล้งโกรธกลบเกลื่อนความอาย
.........................
วันเวลาผ่านไป ไม่นานฉันก็ลืม เพราะยังเด็กอยู่

แต่ถ้าได้เห็นเด็กต้อมนั้นทีไร ฉันจะอายๆๆๆๆ และจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดี
เค้าคงแอบประทับใจฉันเช่นกันละมั้ง

เพราะพอ ป.4 ได้ไม่เท่าไร ก็มีพ่อสื่อพ่อชักมาติด่อ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เพื่อนฉันเองนี่แหละ

เราจีบกันแบบเด็กๆ

ทุกอย่างมาชัดเจนตอน ป.5

ฉันก็แก่แดดพอสมควร

สนใจเค้าเช่นกัน

เรากลายเป็นคู่แฟนแบบเด็กๆ ไปโดยปริยาย
แต่.........

แฟนกัน ต้องทำยังไง…………….

ฉันยังเด็กเกินไป

เราคุยกันผ่านวิทยุสื่อสาร
โดยที่นัดกันเปิดเครื่องเป็นช่วงเวลา คุยทุกวันๆ

ฉันก็ฝันหวานแบบเด็กๆไป
เราคบกันนานพอสมควร จนฉันขึ้น ม.1 –ม.2

แต่ก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเค้า เราเจอกันน้อยลง คุยกันน้อยลง เค้าเริ่มไม่มาหา แต่ฉันก็ยังเด็กเกินกว่าที่จะคิดว่า เค้าจีบคนอื่น

แต่วัยรุ่น คือวัยอยากรู้อยากลอง อยากแสวงหา

ในที่สุด เราก็เลิกกัน โดยที่เค้าอ้างว่า ไม่อยากให้ฉันต้องเสียใจเพราะเค้า ถ้าวันหนึ่งเกิดเค้าเปลี่ยนไป หรือมีใครใหม่
เราดีเกินไป...........

มาคิดตอนนี้ก็อยากขำกลิ้ง

คำว่าดีเกินไปเริ่มฮิตในช่วง พ.ศ. 2541-42 ละมั้ง
ก็เป็นอันว่า เรายุติ การเป็นแฟนเด็กในช่วงนั้นไป

ขณะนั้น
สิ่งที่ฉันคิด คือ ฉันควรทำยังไง ร้องไห้เหมือนในละครก็ร้องไม่ร้อง

แต่...........ฉันก็รู้สึกเสียใจ
เออ ฉันเสียใจนะ
เราจบกันไม่ค่อยสวย แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

ระหว่างที่คิดเรื่องราวรักๆในวัยเด็ก
ฉันกำลังนอนกลิ้งหน้าทีวี ที่คอนโด ณ กรุงเทพมหานคร ไม่อยากจะเชื่อ ว่าฉันจะมีโอกาสได้มาเรียนและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว

แล้วนายต้อม รักในวัยเด็กของฉัน ทำอะไรอยู่ที่ไหนนะ

แต่ฉันไม่อยากลงทุนไปถามถึงบ้านเค้าขนาดนั้น
......................
นั่งคิดนอนคิดจนในที่สุดก็หลับไป ช่างมันเถอะนะ เวลาผ่านมานานเกินไปมั้ง

ฉันก็มีแฟนแล้วเช่นกัน คบกันมาได้ 5 ปีเกือบ 6 ปี

แต่พักนี้เราห่างๆกัน เพราะเค้าไปทำงานที่ต่างประเทศ เราต่างทำหน้าที่ของตัวเราเอง มีชีวิตคนละประเทศ คนละรูปแบบ คนละสังคม คนละชีวิตกัน

ทำไมน่า แรกๆที่เรารักกัน ชีวิตคน 2 คน เหมือนเป็นชีวิตคนๆเดียว หรือว่าฉันคิดไปเองคนเดียว
น่าจะคิดไปเองคนเดียว

เราพบกันครั้งแรกตอนฉันเรียน ปี 1
โลกของเรา 2 คนเหมือนหยุดนิ่งอยู่กับที่

เรารักกันจริงๆในช่วงเวลานั้น เค้าเป็นคนที่ทำให้ฉันคิดว่า รักแท้มีในโลกนี้ ฉันเจอคนที่รักฉันจริงๆแล้ว
หลังจากผ่านความผิดหวังซ้ำๆซากๆ

ฉันยังอ่อนหัดกับความรักมากเกินไป อายุยังไม่มาก ประสบการณ์ก็น้อย

ทำให้ฉันทำอะไรที่ไม่สมควรทำในวัยอันควรไปตั้งมากมาย

ความรักนี่ก็แปลก แรกๆก็รักกันจะเป็นจะตาย เหมือนที่เค้าว่าเอาไว้ว่า ใหม่ๆก็งี้ ใหม่ๆก็รักกันแทบตาย นานๆไปความรักมันก็จืดจางไปเอง

ถ้าจะเหลือ ก็เหลือแค่ความผูกพันที่เราสร้างขึ้นมาพันธนาการตัวเองให้ผูกติดกับเค้า แต่อีกคนหนึ่ง กับแสวงหาของใหม่อยู่ตลอดเวลา


ไม่รู้ว่า โทษฝ่ายชายเกินไปรึเปล่านะ

ฉันยังจำเรื่องราวเก่าๆได้ดี
ทั้งๆที่ลืมไปนานมากแล้ว แต่อยู่ๆกล่องความทรงจำมันก็ถูกเปิดออกมาจนแทบล้นทะลัก


ฉันลืมเรื่องราวของต้อมตอนอายุ 19 ปี เมื่อเริ่มคบกับแฟนคนปัจจุบัน

เราเลิกกันไปตอนฉัน ม.2

แต่ฉันไม่เคยลืมเค้าได้เลย เพราะบ้านเราอยู่ใกล้กัน ในแต่ละวันฉันต้องเห็นเค้าตามมุมต่างๆ เวลาที่เค้าขับมอเตอร์ไซด์ผ่านบ้านฉัน

หรือว่าฉันมีเหตุต้องเดินผ่านหน้าบ้านเค้า แม้กระทั่งเดินไปตากผ้าหลังบ้าน เรายังมองเห็นกันได้
แล้วเด็กอย่างฉันจะลืมเค้าได้ยังไง


เค้าเปลี่ยนคู่ควงคนนั้นคนนี้ ตั้งแต่เลิกกับฉันไป พี่สาวข้างบ้านบอกฉันว่า ถ้าเค้าไม่มีเปลี่ยนรถมอไซด์เป็นรุ่นที่ออกใหม่ ผู้หญิงพวกนั้นก็ไม่มาสนใจเค้าหรอก
ฉันไม่เข้าใจ

การที่เราจะคบรักใครสักคน เราต้องดูที่รถด้วยหรือ

นั้นเป็นอีกด้านหนึ่งของมนุษย์ที่ฉันเริ่มที่จะเรียนรู้

คิดไปคิดมาก็น่าขำ ก่อนหน้านั้นที่ฉันคบกับเค้า

เรานั่งซ้อนมอไซด์ไป 2 คนบ่อยๆ เช่น เค้าจะไปรับไปส่งฉันตอนเรียนพิเศษด้วยรถมอไซด์รุ่นพ่อของเค้า
แต่ฉันไม่เคยคิดอะไร มัวแต่อาย

ฉันยังเด็กเกินไป
ช่วงจะขึ้น ม.ปลาย เราค่อยๆกลับมาคุยกันมากขึ้น ทิฐิที่ฉันเคยมีมันก็ค่อยๆหายไป

เราเหมือนจะกลับมาคบกันอีกครั้ง
ตอนนี้เราเริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาวเต็มตัว

เราคบกันแบบมีระยะห่าง ไม่เคยแสดงความรัก ไม่เคยมีคำหวานๆอะไรมากมาย
แต่ก็รู้สึกได้ ว่าเรารู้สึกดีๆต่อกัน และไม่มีวันทำร้ายคิดร้ายกัน

เค้าจะเดิมมาหาฉันที่บ้านทุกๆวัน คุยกันทีเป็นชั่วโมงๆ

โดยปกติพ่อฉันมักจะไม่อยู่บ้านตอนกลางคืน พ่อจะไปนอนเป็นเพื่อนบ้านแม่เลี้ยงที่อยู่รอบเมือง ทำให้ฉันมีโอกาสหนีเที่ยวตอนกลางคืนครั้งแรกในชีวิต

ฉันมีนัดไปงานวันเกิดเพื่อนที่โรงเรียนโดยมีต้อมไปด้วย
เพื่อนๆก็รู้ ว่าเราคบกัน

ระหว่างที่เดินทางกลับ เราซ้อนมอเตอร์ไซด์กันกลับเช่นเคย ทางที่ผ่านเป็นริมบึงที่ค่อนข้างเงียบ ระหว่างที่นั่งรถเพลินๆ อยู่ๆเค้าก็จอด

ฉันก็งง “จอดทำไม”

เค้าไม่ตอบ เพียงแต่ยิ้มๆ ชวนหันหน้าไปทางแม่น้ำ ชวนดูพระจันทร์เกือบเต็มดวง พระจันทร์ในคืนนั้นไม่ได้ดวงกลมโตมากมาย แต่ก็เป็นพระจันทร์ที่ฉันจำได้จนถึงทุกวันนี้

เรามีเพียงแต่ยิ้มๆในเงาสลัวๆ
เพียงแค่นี้เท่านั้น เค้าไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวฉันไปมากกว่านี้ แอบเสียดายนิดๆ เค้าคงยังไม่กล้าเพราะอายุของเราในเวลานั้น ไม่ถึง 19 ปีด้วยซ้ำ

ต้อม 18 ส่วนฉัน 16

ต้อมเป็นคนที่คิดอะไรก่อนที่จะทำเสมอ เค้าจะชั่งใจและมีความใจเย็นทุกครั้ง เมื่ออยู่กับฉัน

ส่วนฉัน เวลาที่อยู่กับเค้า จะรู้สึกได้เลยว่า ตัวฉันมันเด็กแสนเด็ก

ต้อมบอกว่า ฉันอ้วนไป
เค้าเป็นนักกีฬา เลยจัดคอร์สวิ่งให้ฉันทุกวัน ตอนตี 5 ครึ่ง ก่อนไปโรงเรียน

มันโหดเกินไปที่ต้องไปง่วงในห้องเรียน
โครงการของเราเลยยาวนานเพียง 2 อาทิตย์เต็มที่

มีครั้งหนึ่งที่ต้อมไปปฏิบัติธรรมกับญาติๆฉัน ฉันถามเค้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไปจริงๆหรือ เค้ายืนยันจะไป

คำว่าญาติของฉัน มีอาผู้หญิงที่เป็นแกนนำ และบรรดาหลานๆทั้งชายหญิง เด็กๆข้างบ้าน

สิ่งที่ฉันกังวล คือกลัวเค้าเข้ากับบรรดาญาติๆของฉันไม่ได้ แล้วจะไม่มีเพื่อนปล่าวๆ

ฉันคิดผิดถนัด

เข้ากันได้ดียิ่งกว่าฉันซึ่งเป็นญาติซะอีก

ผู้ชายก็อยู่ในโซนผู้ชาย
ผู้หญิงก็อยู่ในโซนผู้หญิง

ที่วัดเราต่างถือ ศีล 8 ฉันพยายามไม่คิดถึงเค้า

เค้ารำคาญฉันนิดหน่อยที่วุ่นวายถามนู้นนี่ด้วยความเป็นห่วง ฉันลยงอนไม่สนใจเค้า ปล่อยเค้าไป

ระหว่งที่อยู่วัดฉันรู้สึกว่าจิตใจไม่สงบเลย เพราะต้อมนั้นแหละ
จนถึงวันที่ต้องเดินทางกลับ

รถตู้ที่เคยนั่งมาไม่มารับ เราต้องกลับรถกระบะของครูคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนของอา

เด็กๆก็นั่งข้างหลังกันไป

ด้วยความที่ลูกพี่ลูกน้องของฉันรู้ว่า เรา 2 คนคิดอะไรกันอยู่ เลยจับพลัดจับพรูมานั่งคู่กัน

แดดช่วงบ่ายโมงร้อนจัดและฝุ่นคลุ้งเต็มถนนดินแดงข้างทาง เพราะเป็นทางภูเขา
เราเอาผ้าเช็ดตัวของตัวเองคลุมหัวคลุมตัวกัน

พวกเรารู้สึกสนุกพอควร แจกส้มแจกขนม ครีมกันแดดกันวุ่นวาย เสียงคุยดังเจื้อยแจ้วไม่แคร์ฝุ่นกันเลย
สักพัก เสียงที่ดังก็ค่อยๆซาลงๆ เหลือแต่ความเงียบ เพราะทุกคนเริ่มหลับ


แต่................
ฉันไม่ได้หลับ
เพราะฉันกำลังตื่นเต้น ที่ได้นั่งชิดต้อมขนาดนี้ ชิดกันจนรู้สึกถึงผิวหนัง ความร้อน และเสียงลมหายใจ

ต้อมคงหลับแล้ว ภายใต้ผ้าที่คลุมหน้านั้น

ข้อมือของเค้าโผล่ออกมาจากผ้า ฉันเลยเอาผ้าของฉันคลุมปิดให้

ฉับพลัน

ต้อมก็คว้ามือฉันไว้มาจับ

หน้าฉันแดงด้วยความเขินบวกอารมณ์ตกใจ ต้อมเอามือมาโอบหลังฉันไว้ พร้อมกับกดหัวลงฉันลงให้พิงไหล่เค้า

วินาทีนั้น ฉันหลับตาปี๋

ทั้งเขิน ทั้งดีใจ ความน้อยอกน้อยใจในช่วงที่บวชอยู่มลายหายไปในทันที

ผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ ในที่สุดเค้าก็ปล่อย

แล้วบอกว่า “ตัวหนัก”
และเราก็อายเกินไปที่จะนั่งแบบนี้ตลอดเวลา
…………………


ฝันกำลังตกอย่างรุนแรงข้างนอก
เสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงๆ

ฉันในขณะนี้ เป็นฉันในวัยจวนจะเบญเพศ
ความทรงจำในวัยเด็กของฉันพอได้นึกถึง มันก็พรั่งพรูไม่มีวันจบ

แต่ละวันๆ คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ออกมามากมาย
พอก่อนดีกว่า ก่อนที่จะเพ้อฝันไปกว่านี้

ฉันเตรียมตัวเข้านอน สลัดความฟุ่งซ่านให้ออกจากความคิดไป

พรุ่งนี้ต้องไปทำงาน ควรเข้านอนได้แล้ว
..........................................................

ฝนตกต่อเนื่องมายาวนานจนถึงตอนเช้า แน่นอนสิ่งที่ตามมาบนนถนนกรุงเทพคือรถติด

ฉันเปียกนิดหน่อยก่อนขึ้นรถตู้โดยสาร

โชคดีที่ยังได้นั่งรถตู้ ไม่ได้ยืนโหนรถเมล์

ในใจคงยังคิดถึงแต่เรื่องของเค้า ต้อม
..........................................................

ฉันมาถึงที่ทำงานก่อน 8 โมงเสมอ

จัดการเปิดคอมตัวเดิม กินข้าว กินกาแฟไปตามเรื่อง

นั่งเคาะนิ้วเล่น นึกชื่อจริงเค้าไปพลาง ซึ่งเป็นชื่อที่ฉันไม่มีวันลืม

เค้าทำอะไรอยู่ที่ไหนนะ
นึกขึ้นได้

จริงสิ สมัยนี้ เทคโนโลยีก้าวไกลแล้วนะ
อะไรๆก็หาเจอได้ในอินเตอร์เนท

ฉัน search ชื่อเค้าใน google
ได้เจอในหลายๆเวบที่เค้าทิ้งข้อมูลไว้

เจอทั้งบลอก และเจออีเมล

ฉันตัดสินใจส่งเมลหาเค้าทันที
“เป็นยังไงบ้าง สบายดีรึเปล่า ไม่ได้เจอกันนาน ทำอะไรอยู่ หวังว่าคงได้คุยกันบ้างนะ”

นี่เป็นเมลเริ่มต้นที่ทำให้เราได้ติดต่อกัน

เค้าตอบเมลในวันถัดมา
“สวัสดี ยินดีที่ได้ติดต่อกันอีกครั้ง ตอนนี้รับราชการครูอยู่ ยินดีที่ได้ติดต่อกันอีกครั้งนะ
บางทีความทรงจำที่ถูกปิดตาย ไม่รู้มันจะได้เปิดอีกทีตอนไหน”

แค่เมลสั้นๆ ดีใจจนเนื้อเต้น เกิดอะไรขึ้นกับฉันนะ

รีบตอบเมลเค้าโดยไม่คิด แต่ก็พยายามที่จะคงสเตปความเป็นเพื่อนไว้ที่สุด

เพราะเราไม่ได้เจอกันเกือบๆ 7 ปี มันเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควรที่ใครสักคนสามารถมีครอบครัวได้เลย

แวบแรกที่นึกขึ้นมาแบบนี้ ไม่ต้องทายให้เหนื่อยอย่างน้อยๆเค้าก็ต้องมีแฟนเป็นตัวเป็นตน

และในที่สุดเราก็ได้คุยโทรศัพท์กัน

แรกๆคุยกัน ก็ตื่นเต้นนะ แต่ก็จับน้ำเสียงได้ว่าเค้าเป็นผู้ใหญ่มาก และมีความรับผิดชอบมาก

เค้าคบกันมานานถึง 7 ปี

ฉันไม่กล้าคิดอกุศลไปแทรกกลางระหว่างเค้าหรอก มโนธรรมของเรา 2 คนมีมากพอ และเราก็เป็นได้แค่เพื่อนเก่ากันและกันเท่านั้น

ความทรงจำดีๆของเรามีมากมาย อย่าไปแต่งเติมมันให้เลยเถิดดีกว่า

ทุกวันนี้ฉันเปลี่ยนแปลงทัศนคติในการดำเนินชีวิตใหม่

พอกันทีกับการจมปลักอยู่กับอดีต

ฉันต้องอยู่กับปัจจุบันสิ

ปัจจุบันนี้ ฉันก็มีแฟน เพียงแต่เราไม่ได้ยึดติดกัน เราก็ต่างคนต่างใช้ชีวิตของเราไป ถึงเวลาที่เราต้องมาพบเจอมาบรรจบกัน ก็ค่อยว่ากัน

ความสัมพันธ์ที่อยู่บนเส้นด้ายบางๆ ดูน่ากลัวว่าจะขาดสะบั้นลงตอนไหนก็ไม่รู้นะ แต่ไม่เป็นไร ขาดก็ขาด อะไรๆมันก็ไม่แน่นอนหรอก ชีวิตคนเรามีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นลงตลอดเวลา

ถ้าหากว่า เค้าจะมีใครคนอื่น หรือต้องการใครมาแทนที่ฉัน ฉันก็จะไม่ว่าอะไร
ถ้าใครมาอ่านเข้า คงว่าฉันว่า ทำเป็นว่าจะไม่เป็นอะไร ถ้าเกิดเค้ามีคนอื่นๆจริงๆ จะล้มทั้งยืนเลย ไม่มาพูดสบายๆแบบนี้หรอก ว่าไม่เป็นไร

ฉันก็จะอธิบายว่า ที่ฉันสามารถบอกกับเค้าว่า ไม่เป็นไร ได้สบายๆเต็มปากเต็มคำ เพราะมันเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาแล้ว และมันรุนแรงพอสมควร ที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะโดนกระทำ หรือจะว่าไป คนที่ทำตัวเองก็คือตัวเรามากกว่า

เพราะแฟนฉันเป็นคนเจ้าชู้ ไปอยู่ที่ไหนก็มีแฟนได้ตลอด

การที่เราเป็นคนที่ยึดติด และจริงจัง ในเรื่องความรัก โลภ โกรธ หลง ทำให้มาพันธนาการตัวเราเองจนแน่นหนา แกะไม่ออก

พอเราไม่ได้สิ่งที่เราหวัง หวังมาก เราก็ทุกข์มาก

ฉันเอาปมในวัยเด็ก และความไร้เดียงสาในความไม่เคยรักใครมาก่อน มาเป็นข้ออ้างให้กับตัวเอง ว่าทำไมฉันถึงรักเค้าเหลือเกิน

เรื่องคนเรา 2 คน คาราคาซังมาตลอด เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิก ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เด็ดขาด ไม่รู้เราจะรั้งกันไว้ทำไมให้เหนื่อยนะ เรารักจริงๆรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ คือเราเป็นคนที่คุ้นเคยกัน รู้ไส้รู้พุงกันทุกอย่าง

ละมั้ง......................

ไม่ค่อยจะอยากพูดถึงเรื่องเค้าเท่าไร มันไม่ค่อยจรรโลงใจ 55555

วันนี้รู้สึกคิดถึงเพื่อนร่วมงานที่เพิ่งลาออกไป
บรรยากาศแบบนั้นไม่มีอีกแล้วสินะ

ฉันจะมาก่อนเค้าเสมอ และจะทานข้าวเช้าเรียบร้อยก่อนเค้ามาเสียอีก เพราะเค้ามาเฉียดเวลาเข้างานตลอด ในมือจะมีกาแฟเอสเปรสโซ่เจ้าประจำ ที่เค้าการันตีกับฉันว่า จะตื่นได้ตลอดวัน จนถึง 5 โมงเย็น เวลาเลิกงาน แล้วก้มีข้าวเช้าติดมือมา อาจจะเป็นข้าวกล่อง หรืออาจจะข้าวเหนียวหมูทอด ไม่ก็กินมันทั้ง 2 อย่าง ไปเลย เค้าอ้างว่าไม่อิ่ม บวกของหวานประเภทกะทิอีกด้วย

ฉันนั่งดูเค้ากินข้าวด้วยอาการเอ็นดู ไม่รู้สิ ในสายตาฉัน ฉันรู้สึกเหมือนเค้าเป็นเด็กน้อยๆใสซื่อ เค้าก้มหน้าก้มตากินๆๆๆๆ

เรา 2 คนอาจจะนั่งเงียบไปสักพัก แต่ก็ไม่ได้มีความอึดอัดอะไร จนกระทั่งมีใครสักคนเปิดบทสนทนาขึ้นมา แล้วแต่ว่าข้อหาจะเป้นอะไร

-การเมือง
-หัวหน้า
-ลีดเดอร์
-เพื่อนร่วมงาน
-ไปกระทั่งเรื่องเล็กๆน้อย ละคร ทีวี ดารา ข่าว

ฉันจะต้องกลั้นหัวเราะบ่อยมากๆ เค้าทำให้ฉันขำได้เสมอ

อ้อ เค้าชื่อ เอก
เอกวุฒิ ฉันเรียกเค้าว่าเอก

เอกเข้ามาทำงานพร้อมกับฉัน แรกที่เห็น เอกดูเป็นคนเงียบ เงียบจริงๆ เค้านั่งนิ่งไม่พูดไม่จากับใคร
ฉันยังคิกเลย ว่าคงเจอเสือคุยยากเข้าแล้วละมั้ง
แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น

ให้หลังได้ 2 วัน

เอกเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ พูดเก่ง ทักทาย คุยไม่หยุด จีบสาวไปทั่ว เจอใครสวยๆจีบเค้าไปหมด จีบ เจ้าหน้าที่อาวุโส มันก็ทำ
และเอกแหกกฎทุกๆกฎ ที่แหกได้และแหกไม่ได้
แต่การทำงาน ไม่ได้เรื่องเลยสักนิด ในสายตาฉัน

ฉันมองเค้าไม่ค่อยดีเท่าไร อีกไม่นานเค้าคงออกมั้ง เพราะลักษณะงานเอกสารจุกจิก คงไม่เหมาะกับเค้า

จนกระทั่ง เราย้ายมานั่งข้างกัน แค่ 2 คน

หัวหน้าคงคิดผิดที่ย้ายเรามานั่งคู่กัน

เราเข้ากันได้ไม่น่าเชื่อ คุยกันถูกคอ

เอกจะมีความเกรงใจฉันกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ เค้าจะให้เกียรติฉันนะ

แต่ก็คุยกันสนิทสนมดี แต่ก็ให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ฉันพูดตรงๆว่าเอกทำให้ฉันมีความสุขในการมาทำงานมากขึ้น เวลาในแต่ละวันจะผ่านไปรวดเร็ว ฉันจะหัวเราะอารมณ์ดีได้ตลอดวัน

แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้เค้าต้องลาออก

ลีดเดอร์ของพวกเรามีนิสัยที่ชอบจับผิด จนทีมงานทนแทบไม่ไหว แต่ก็ทน

วันนั้น ฉันโดนเรียกไปดุเพราะทำงานพลาดไป เค้าบ่นยาวๆ ฉันรู้สึกทุกคำพูด เค้ากำลังด่าฉันว่าโง่เสียเต็มประดา ฉันสะกดอารมณ์โกรธเค้าก็โกรธ โกรธตัวเองก็โกรธ
ฉันกลับมานั่งสงบสติอารมณืที่โต๊ะ
เอกจะเข้าใจฉันดี

ว่าครั้งนี้ ฉันคงโดนหนัก

ฉันไม่พูดอะไรสักคำ เพราะถ้าได้พูดออกมา ฉันคงน้ำตาไหล ซึ่งฉันไม่ยอมเด็ดขาด

เอกคงเข้าใจ เค้าไม่ได้ถามอะไร

และคงสงสารฉันอยู่ในใจ บวกกับโกรธพี่ลีดเดอร์คนนั้นแทนฉันด้วย

สักพัก เอกโดนเรียกไปดุบ้าง

เคสที่เรียกไปดุ ท่าทางไม่ร้ายแรงอะไรมาก แต่เอกไม่ยอมให้เค้าบ่นร่ายเลย เพราะเค้าคงโกรธแทนฉัน เค้าเถียงพี่คนนั้นเอาเป็นเอาตาย ขนาดหัวหน้ามาเคียร์ ยังทำให้เอกหยุดไม่ได้

เอกกลับมานั่งที่โต๊ะ หัวเสียอย่างเห็นได้ชัด

ฉันอยากขอบใจเอกมา เพราะเค้าเหมือนไปด่าพี่ลีดเดอร์แทนฉัน

แต่ฉันห่วงสถานภาพของเค้า เค้าอาจโดนไล่ออกก็ได้ เราคุยกันถึงความไม่ยุติธรรมของที่นี่ ความลำเอียง กฎประสาทมากมาย แต่เราต่างก้ต้องทน เพราะเราจะไปได้ เราก็ต้องมีงานกันก่อน
เอกกลับบ้านพร้อมฉัน
ฉันที่ดูกังวลกับเรื่องวันนี้
แต่เอกไม่กังวลเลย

เราเดินไป คุยไป ฉันไม่รู้เลย ว่าภายในใจเค้ากำลังคิดจะลาออก

และเค้าก็มาบอกฉันในวันต่อมา ว่าจะลาออก
ฉันช็อกไปเหมือนกัน และบอกเค้ากลับไปนอนคิดทบทวนสักคืนดีมั้ย
เค้าตอบไม่ และดำเนินเรื่องทันที

ข่าวเค้าลาออกลามไปทั่วทั้งแผนก

บ้างก้สมน้ำหน้า สมควรแล้ว งานการไม่ค่อยทำ วันๆเอาแต่เล่น ไม่จริงจัง

บางคนก็คิดถึง บ้างคนก็ไล่ส่ง

คนที่ดูไม่จริงจังอย่างเอก จริงๆเค้าทำงานเยอะกว่าเพื่อนซะอีก แต่บุคคลิกที่ดูเล่นๆของเค้า ทำให้คนไม่เชื่อถือ

แล้วเค้าก็ลาออกไป เราลากันแบบสบายๆ แต่ภายในใจ เรา 2 คนมันเศร้าสิ้นดี

เค้าก็เสียใจที่ตัวเองด่วนตัดสินใจ

ฉันก็เสียใจที่เสียเพื่อนร่วมงานที่จริงใจไป และอีกเรื่อง ฉันคงรู้สึกพิเศษๆกับเค้า

ฉันมาทำงาน บรรยากาศไม่เหมือนเดิม

ไม่มีคนคอยคุยเล่นให้ฉันขำ ให้ฉันหัวเราะ โต๊ข้างๆฉันจอคอมพิวเตอร์ปิดเครื่อง โต๊ะไม่มีคนนั่ง

ฉันคิดถึงเค้าจัง เราคงไม่มีทางได้เจอกันอีกแล้วละ

วันนี้ฉันก็คงกลับบ้านเหงาๆ ไม่มีเค้าเดินกลับบ้านด้วย

แต่ฉันก็ต้องทำใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงให้ได้ อย่ามานั่งทำเหมือนอกหักเพราะเอกเลยดีกว่า

มันไม่ดีต่อตัวฉันเอง

ไม่ดีเลย





Create Date : 21 ตุลาคม 2552
Last Update : 21 ตุลาคม 2552 12:45:39 น. 0 comments
Counter : 153 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Valentine's Month


 
คุโระโกะ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add คุโระโกะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.