หลอน :: ก่อนจะถึงวันนั้น

นี่คือเรื่องจริง..
ที่เล่าให้ใครต่อใครฟัง
ก็เหมือนจะไม่ใช่เรื่องจริง

เรื่องบางเรื่อง..
หากใครไม่เคยเจอก็คงไม่รู้





๑.

ถ้าใครยังจำได้ ว่าครั้งนึงฉันเคยบอกว่าแม่ของฉันฆ่าตัวตาย ท่านฆ่าตัวตายด้วยการทานยาฆ่าแมลงลงไป แม้จะล้างท้องได้ทัน แต่ว่าเราทุกคนเพิ่งรู้ว่าแม่ของฉันนั้น ท่านเป็นโรคมะเร็งปอดอยู่แล้ว ไม่มีใครรู้รื่องนี้มาก่อน


บางที..ตัวท่านเองก็อาจจะไม่รู้มาก่อนเหมือนกันก็ได้


ยาฆ่าแมลงสีเขียวแก่แกมน้ำเงิน กลายเป็นเพียงสีน้ำเงินอ่อนๆเมื่อถูกผสมลงในน้ำให้เจือจางลง เพื่อที่จะดื่มลงได้อย่างง่ายๆไม่ฝืดคอจนเกินไป ..ถูกล้างออกจากท้องได้อย่างทันท่วงที และร่างกายของท่านก็อ่อนแอเกินว่าจะทนรับไหว


เกือบครึ่งเดือนของความทรมานจากการพยายามฆ่าตัวตายครั้งนั้น..บวกกับปอดที่อ่อนแอมากๆอยู่แล้ว ยิ่งอ่อนแอมากขึ้นไปอีก แม่ของฉันต้องนอนซมอยู่แต่บนที่นอนเกือบตลอดเวลา และต้องมีคนคอยช่วยพุงเสมอเมื่อเวลาที่ต้องถ่ายหนัก ถ่ายเบา


นั้นคือข้อมูลที่ฉันเพิ่งทราบทีหลัง..




๒.

ครั้งแรกที่ฉันได้รับโทรศัพท์ว่าเกิดอะไรขึ้น..ฉันตกใจมาก เตรียมที่จะจองตั๋วรถทัวร์เพื่อกลับบ้านในบ่ายวันรุ่งขึ้นทันที..แต่ก่อนจะถึงยามนั้น เพียงรุ่งเช้า เสียงอ่อนระโหยโรยแรงก็ดังมาตามสาย


"ทำงานไปเถอะลูก แม่ดีขึ้นแล้ว..ไม่ต้องมาหรอก" แล้วหลังจากวันนั้น ฉันก็โทรหาแม่อยู่เรื่อยๆ แม่บอกเสมอว่าทุกอย่างดีขึ้น ท่านสบายดี


แต่นั้นเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ





๓.

สิบกว่าวันผ่านไป..

"แม่สบายดีไหม" ฉันโทรถาม

เป็นครั้งแรกที่ท่านเอ่ยประโยคที่ต่างไปจากเดิม "กลับมาบ้านหน่อยได้ไหม คิดถึงจังทั้งสองคนเลย" สองคนนั้นก็คือฉันและบุษ..พี่สาวของฉัน





๔.

บ่ายสามจากสถานีรถบัสภูเก็ตสู่ขนส่งสายใต้กรุงเทพฯ แล้วมุ่งหน้าสู่จันทบุรี..เราสองคนพี่น้องนั่งเอาหัวชนกันบนรถบัส ยิ้มให้กัน..

"นี่..เอ็งว่า ระหว่างตัวเองกับเค้า แม่จะกอดใครกันก่อน" เสียงถามเจือรอยยิ้ม ไม่รู้ว่าใครเป็นคนถามใครกันแน่





๕.

กลับมาถึงบ้านไม่ทันถึงครึ่งชั่วโมง ฉันก็ต้องเปลี่ยนความคิดทั้งหมด แม่ไม่ได้ดีขึ้นเลยซักนิด แม่นอนอยู่ที่แคร่ใต้ถุนบ้านหลังเก่าที่เราพ่อแม่ลูกเคยอยู่อาศัยเพื่อรับลม..แม่บอกว่าชอบ..เย็นดี


ร่างกายที่มีน้ำมีนวลกลับผ่ายผอมจะกระดูกปูดโปน เบ้าตาลึกกลวงโบ๋ และน้ำเสียงที่พยายามเปล่งออกมาอย่างช้าๆ..ฉันเพิ่งรู้ว่าแม่ต้องพยายามแค่ไหน ในการโทรศัพท์คุยกับเราสองพี่น้องในแต่ละครั้ง..


"หิวข้าวจัง" ประโยคนั้นในสิบห้านาทีถัดมา..บุษป้อนข้าวไปได้สามคำ แม่ก็บอกว่า "อิ่มแล้ว ขอน้ำหน่อย"


บุษป้อนน้ำไปนิดหน่อย..จากนั้นจึงขึ้นไปจัดเสื้อผ้าที่หอบมาออกจากกระเป๋า


ไม่ถึงสิบนาที..เสียงของแม่ก็ดังมาอีก "หิวข้าวจัง" คราวนี้เป็นตาของฉันบ้างที่ต้องประคองหัวของแม่ขึ้นมาบนตักแล้วป้อนข้าวป้อนน้ำ..ทานไปได้สองคำก็อิ่ม


อีกห้านาทีต่อมาก็เหมือนเดิมอีก...จนฉันเริ่มหงุดหงิด ขึ้นไปถามน้องชายที่บนบ้าน "นี่..แม่เขาป่วยหนักและเป็นอย่างนี้ทุกวันเหรอ"


"เพิ่งวันนี้แหล่ะ ที่ดูวุ่นวาย เรียกร้องจะเอาโน่นเอานี่ทั้งวัน" น้องชายของฉันตอบ ไม่ทันขาดคำ เสียงแม่ก็ดังมาจากข้างล่างอีก


"ธี..ลงมาหาแม่หน่อย" น้องชายมองหน้าฉัน แล้วรีบลงบ้านไปหาทันที


แม่กลายเป็นช่างเรียกร้องอย่างที่ไม่เคยเป็น..แค่เวลาที่เรามาถึงไม่กี่ชั่วโมง.. ก็กอดกับแม่เสียมากครั้ง กว่าที่เคยกอดมาตลอดชีวิตเสียอีก





๖.

เวลาอีกนานเท่าไหร่ฉันก็ไม่แน่ใจนัก เสียงตะโกนของน้องชายฉันทำให้เราทั้งบ้านแตกตื่น เมื่อวิ่งลงมาก็เห็นร่างผอมซีดเซียวนอนอยู่ในอ้อมกอดของพ่อ น้องชายนั่งอยู่ด้านข้าง ฉันและพี่สาวเข้าไปสมทบ คนหนึ่งกุมมืออีกคนกุมข้อเท้า


ร่างนั้นกระตุกๆอยู่สองสามที..ปากของท่านพะงาบๆขึ้นเหมือนจะเอ่ยอะไรบางอย่างแต่ไม่มีเสียง แล้วแววตาดำก็ลอยสูงขึ้นจนตาขาวกลับลงมา แขนขาอ่อนแรงแล้วเงียบงันไป ท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงม ที่ไม่รู้ว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร



มุ้งสีขาวถูกนำมาคุมร่างไร้ชีวิต ไร้จิตวิญญาณนั้น..พ่อขับรถออกไปตามสัปเหร่อของวัดมาช่วยฉีดฟอร์มาลีน


ฉัน บุษ ธี ตา..ลุง ป้า น้า อา และคนข้างบ้านอีกหลายคนถูกปลุกและเรียกในยามค่ำคืน นั่งเรียงรายอยู่ใต้ถุนบ้าน เสียงพูดเสียงคุยเซ็งแซ่ ทั้งเสียงร้องไห้ เสียงปลอบประโลมใจ..แต่สำหรับลูกสาวสองคนและลูกชายหนึ่งคน


เสียงดังรอบตัวนั้น..ไม่ดังเข้าไปถึงหัวใจเลยซักนิด


เมื่อลุงในหมู่บ้านที่ทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อของวัดเป็นประจำมาถึง..


"ลุง..อย่าเพิ่งฉีดยานะ บางทีแม่อาจจะแค่หลับไปก็ได้ รอก่อน เผื่อฟื้น"

นั่นคือคำขอทั้งน้ำตาของฉัน กับความหวังที่ริบหรี่ของเรา พี่สาวและน้องชายที่ช่วยกันถูเท้าที่เย็นชืดของแม่ให้อบอุ่นขึ้น


ไม่จริงหรอก แม่ยังไม่ตายแน่ๆ


"ก็ได้" ลุงสัปเหร่อบอกด้วยน้ำเสียงเห็นใจ "แต่ต้องมัดตราสังค์ก่อนนะ เพราะถ้าแม่เอ็งตายจริงๆ เดี๋ยวมือมันจะแข็ง แล้วจะมัดสายสินธ์ไม่ได้"






๗.

ปาฏิหารย์ไม่มีจริง...


ใกล้รุ่งสาง..
เข็มฉีดยาอันใหญ่ถูกแทงลงไปที่กลางท้องข้างๆสะดือของแม่..เข็มที่ลุงคนนั้นต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการกดน้ำยาลงไปในตัวของแม่


เพราะเนื้อที่ปราศจากชีวิตปราศจกจิตวิญญาณมาหลายชั่วโมง เกือบครึ่งคืนนั้นเริ่มแข็งและดื้อฝีเข็ม


ไม่จริง..ฉันไม่เชื่อ แม่ไม่มีวันตาย มันเป็นแค่ฝันไป..ฉันพยายามคิดอย่างนั้น แต่สิ่งที่อยุ่ตรงหน้าคือความจริง


ญาติๆต่างวุ่นวาย เสียงสั่งว่าใครต้องทำอะไรบ้าง ใครต้องเป็นคนไปเอาโลงมาใส่ศพ ใครต้องเป็นคนไปตลาดเพื่อซื้อของมาทำกับข้าวที่วัดสำหรับงานศพ ใครต้องไปบอกข่าวกับญาติคนอื่นๆ ที่ยังไม่รู้ข่าว

ใครต้องทำอะไร...ฉันไม่รู้

รู้แต่ว่า..หูอื้อตาลายไปหมด

ขอนั่งพักซักครู่เถอะ..ใจจะขาดแล้ว



"นังทิมมันป่วยหนักจะตายอยู่แล้ว ลุกเดินขี้เยี่ยวเองยังยาก" เสียงป้าข้างบ้านพูดขึ้น "แต่มันไม่ยอมตาย มันคงรอพวกเอ็งกลับมาดูใจนั่นแหล่ะ" พร้อมสรุปให้เสร็จสรรพ


ถ้าเรามาเร็วกว่านี้ก็ดีสิ..แม่จะได้มีเวลาดูใจนานๆ..ฉันคิด

อ้อ..ไม่สิ..ฉันจะไม่กลับมาเลย แม่จะได้รอดูใจไปตลอดชีวิต แม่จะได้ไม่ตาย..ถ้าเราไม่มา แม่ก็คงไม่ตายใชไหม?





๘.

คำถามที่ได้ยินทุกชั่วโมง นาที วินาที ก็คือ..แม่ของฉันเกิดเป็นบ้าอะไรขึ้นมา..ถึงขนาดต้องทานยาเพื่อปลิดชีวิตตัวเอง..คำถามนี้มีมาตั้งแต่หลังจากที่แม่นอนอยู่โรงพยาบาลจนถึงวันนี้..วันที่แม่นอนอยู่ในวัด

ไม่มีคำตอบในคำถามนั้น..

แม้ในความเป็นจริงของโลกใบนี้..ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น..ย่อมมีเหตุและมีผลของมันเสมอ

แต่ใช่ว่า..เราจะต้องปล่าวประกาศให้คนทั้งโลกได้ล่วงรู้

ปล่อยให้สิ่งนั้น..ตายไปพร้อมกับวิญญาณอันแหลกสลายของแม่เถิด





๙.

อากาศร้อนอบอ้าว..เมื่อฉันก้าวขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ซ้อนท้ายบุษ..พี่สาวของฉัน ออกจากลานวัดเพื่อกลับบ้าน โดยมีรูปขนาดใหญ่ของแม่อยู่ในอ้อมกอด เสียงสั่งของป้าข้างบ้านดังแว่วตามมา

"เวลาเอารูปแม่ไปไว้ที่บ้าน ตลอดทางจากวัดจนถึงบ้าน อย่าหันกลับมามองข้างหลังนะลูกนะ เดี๋ยวแม่เขาจะอาลัยอาวรณ์ ไม่ยอมจากไป"


แม้ไม่ได้หันกลับไปดู ฉันก็รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นเบื้องหลัง..


แสงไฟที่ลุกโชติช่วงบนเตาเผาของวัดเล็กๆบ้านนอก ณ ลานกว้างขวางหลังวัด สถานที่ที่ไม่สามารถเรียกว่าเมรุได้เต็มปากด้วยซ้ำ มันเป็นแท่นปูนสี่เหลี่ยมที่ถูกทำขึ้นเพื่อวางโลงศพเท่านั้น ข้างๆโลงเป็นลังเล็กๆสองลัง ที่ฉันและพี่สาวเก็บเสื้อผ้าชุดเก่งของแม่ใส่ลงไป พร้อมด้วยจานชามพลาสติก ช้อน ส้อม น้ำปลา ฯลฯ


คนเก่าคนแก่มีความเชื่อว่า..เมื่อเผามันไปพร้อมกับศพคนตาย คนที่จากไปจะได้มีทุนรอนเพื่อไปสู่ชาติภพหน้า..ไฟที่ลุกไหม้ไปตามโลงไม้ เปลวที่แดงแกมส้มลุกลามกัดกินไปตามร่างกายที่มีเลือดเนื้อ หากแต่ปราศจากวิญญาณที่จะรับรู้..


แม่จะร้อนไหมนะ..แม่จะเจ็บไหมนะ


ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจับใจ..ฉันหนาวไปถึงกระดูก ต่อไปนี้ไม่มีแม่บนโลกใบนี้อีกแล้ว



ข้อความนี้ตัดมาจากตรงนี้ค่ะ..คลิกเลยถ้าอยากรู้ฤดูนั้นที่ฉันรัก :: ฝนร้อนหรือฝนหนาว






๑๐.

นานแล้ว..ที่เราสามคนไม่เคยได้นอนด้วยกัน..เราสามคนพี่น้อง ในคืนแห่งวันสุดท้ายที่ปลดปล่อยร่างของแม่ให้เป็นอิสระ ร่างถูกเผากลายเป็นฝุ่นธุลีล่องลอยกลับคืนสู่อากาศที่เราใช้หายใจต่อชีวิต


แม้ร้อนอบอ้าว..และเราสามคนก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆอีกแล้ว


แต่เราก็พร้อมใจกันที่จะนอนในที่นอนอันเดียวกัน ภายใต้ผ้านวมผืนใหญ่ที่คลุมโปง ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าทั้งสามคน..ขณะที่พ่อยังคงนั่งดื่มเบียร์และร้องไห้เงียบๆกับทุกสิ่งสุกอย่างที่เกิดขึ้น..คู่ทุกข์คู่ยากที่ผ่านทั้งสุข ทุกข์ หัวเราะ ร้องไห้มาด้วยกัน..ที่นอกชานบ้าน


"กลัวผีแม่ไหม"น้องชายถาม ฉันรู้สึกว่าขนตัวเองลุกชัน ทั้งๆที่ไม่ควรกลัว แต่ฉันก็หลอกตัวเองไม่ได้


กลัวจับใจเลยทีเดียว


"มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง" น้องชายฉันพูดต่อ ..แล้วเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงที่แม่ฉันต้องนอนป่วยอยู่ก็พร่างพรูออกมามากมาย..ว่าแม่ต้องทรมานขนาดไหน..


"ทำไมแม่ถึงกินยาฆ่าตัวตาย ฮึ้.." บุษ พี่สาวฉันถาม..แล้วน้องชายก็เล่าให้ฟังถึงสิ่งที่ขึ้น..แม่เขาเคยขู่หลายครั้ง ทุกครั้งที่โกรธหรือน้อยใจ ว่าจะฆ่าตัวตาย แต่ก็ไม่เคยทำจริงเสียที ..





๑๑.

"เชื่อกันไหม..ว่าจะมีคนมารับคนก่อนตายจริงๆ ..."


นี่คือคำถามเด็ดที่ฉันต้องขนลุกซู่อีกครั้ง และหนาวไปหมดทั้งตัวแม้จะอยู่ใต้ผ้าห่มที่หนักและหนาขนาดนั้น..แม้แต่ในขณะที่กำลังพิมพ์เพื่อเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็เช่นกัน


"วันนั้น..ก่อนที่แม่จะกินยาอ่ะ..ป้าข้างบ้านเขาบอกว่าเขาได้ยินเสียงตะโกนของแม่มาตลอดทางเลย.."


"ตะโกนว่าอะไรเหรอ" บุษถาม


"ตะโกนบอกว่า..มึงอย่าตามกูมานะ มึงอย่าตามกูมานะ..ตอนแรกเค้าคิดว่าแม่เมา เพราะตะโกนเสียงดังลั่น มือแกก็ถือมีดมาด้วยเล่มนึง แล้วก็กวัดแกว่ง ฟันหน้าฟันหลังมาตลอดทาง" น้องชายของฉันบอก แล้วเล่าต่อไปว่า


เมื่อแม่เดินมาจนถึงบ้าน..น้องชายของฉันจึงเห็นว่า แม่นั้นไม่ได้เมาแม้แต่นิดเดียว..แต่ก็ยังตะโกนด่าใครบางคนอยู่ดี แล้วหันมาถามน้องชายของฉันว่าเห็นใครไหม เมื่อธีบอกว่าไม่เห็น แม่จึงชี้ไปที่กอกล้วยที่ปลูกอยู่ที่ข้างบ้านเราแล้วบอกว่า


"ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันอยู่ตรงนั้น..มันจะมารับแม่ไปอยู่ด้วย"


น้องชายของฉันมองไปเห็นแต่ความว่างเปล่า ได้แต่ส่ายหน้า แล้วคิดว่า..วันนี้ไม่เมาแต่สงสัยเพ้อเจ้อเสียมากกว่า จึงไม่ได้สนใจ...ขึ้นบ้านไปด้วยความเบื่อหน่าย


เสียงทะเลาะเบาะแว้งของพ่อกับแม่ดังขึ้นอีกแล้ว..เป็นประจำอย่างนี้เรื่อยมาทั้งในช่วงก่อนหน้านี้..และดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นต่อไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด





๑๒.

ยามดึกราวเที่ยงคืนกว่าๆ..ธีรู้สึกตัวขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงแม่ลุกขึ้นและลงบันไดไป แต่เขาก็ไม่ได้สงสัยอะไรมากมาย เพราะบ่อยครั้งที่เมื่อแม่ทะเลาะกับพ่อ แม่ก็จะหนีไปนอนบ้านของพี่ชายแม่ ซึ่งเป็นลุงของเรา..บ้านที่อยู่ถัดไปจากเพื่อนเราแค่ไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร


เช้ามืด..เมื่อตื่นขึ้นมา เขาเห็นแม่เดินออกมาจากทางท้ายไร่พร้อมมีดในมือ จึงตะโกนถามว่า "แม่ไปไหนมาทั้งคืน"


คำตอบที่ได้รับคือ.."มันจะมารับแม่ไป แต่แม่ไม่ไป..แม่ไปนอนที่โคนต้นลำไยที่ท้ายไร่มา.."



บ้ารึเปล่า..เขาคิด สวนลำไยท้ายไร่ที่รกร้าง..เปลี่ยว ยามดึก ..ใครนอนได้ก็บ้าแล้ว..


น้องชายฉันไม่ทันคิดอะไรมากมาย..นึกว่าแม่พูดประชดไปอย่างนั้นเอง..สงสัยไปนอนบ้านลุงนั่นแหล่ะ..


จวบจนเกิดเรื่องขึ้น...ป้าสะใภ้มาดูแลในช่วงที่แม่ฉันป่วย จึงได้พูดคุยกัน น้องชายของฉันจึงรู้ว่า..คืนนั้นแม่ไม่ได้ไปนอนที่บ้านลุง แสดงว่าแม่ไปนอนที่โคนลำใยจริงๆ แล้วสายของวันนั้น แม่ก็ทานยาเพื่อปลิดชีพตัวเอง


ทำไม..ทำไม





๑๓.

เรื่องลี้ลับมีจริงไหม มีชายคนหนึ่งมารอรับแม่ของฉันไป..ก่อนวันนั้น..จริงไหม..

นั่นเป็นเรื่องที่หลายคนสงสัย..และพูดกันไปต่างๆ นานา

ฉันไม่รู้..ฉันไม่กล้าคิด

ฉันกลัวเกินกว่าจะวิเคราะห์หาคำตอบ..





๑๔.

แม่จากไปนานหลายปีแล้ว..กับความสงสัยที่มืดดำ

แต่ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงเรื่องเล่าของน้องชายเรื่องนั้น..ฉันก็ยังรู้สึกขนลุกอยู่เสมอ





๑๕.

ไม่มีใครรู้ว่า..วันพรุ่งนี้หรือวันหน้าวันไหน
ใครบางคนจะโผล่มารอรับคุณอยู่..ตรงหน้า..ตรงนั้น





เมื่อวานนี้คอมพ์เครื่องที่มีข้อมูลเรื่องที่แต่งไว้ รูปภาพและอื่นๆ ถูกส่งเข้าศูนย์ซ่อมอีกครั้ง เลยไปยืมคอมพ์พี่สาวคนที่บ้านมาใช้เพื่อโครงการนี้โดยเฉพาะ


หลอน..เรื่องนี้จึงถูกเขียนขึ้นสดๆร้อนๆ เมื่อกี้นี้เอง เรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกอย่างเป็นเรื่องจริงล้วนๆ เพียงแต่สรรพนาม และลำดับเหตการณ์ อาจจะไม่ถูกต้องตรงเป๊ะๆ แต่อารมณ์ความรู้สึกเป็นแบบนั้นจริงๆ



บอกตามตรง..ว่าอยากหาภาพหลอนๆมาประกอบรีวิวบล็อก แต่แค่เขียนเรื่องนี้กว่าจะจบ มือก็สั่นๆ ตัวร้อนๆชอบกล ตั้งใจท่องเวปหาภาพหลอนๆมาประกอบ เมื่อเจอแล้วแต่ใจไม่แข็งพอ ไม่กล้าคลิ๊กเข้าไปดู จึงมีแต่ตัวหนังสือล้วนๆ ไม่ว่ากันนะคะ


เห็นใจคนกลัวผีขึ้นสมองเถอะค่ะ..ได้โปรด..




เพิ่มเติมรายละเลียด..
ส่วนบล็อกต่อไปในวันจันทร์ที่ 20 กรกฏาคม หัวข้อดังต่อไปนี้ค่ะ
"ดึกแล้ว..."
ใครสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถเข้าร่วมได้เลยกฏกติกามารยาทดังนี้ค่ะ
-ลงชื่อบอกกล่าวกันไว้
-เขียนเรื่องอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้ และอัพบลอคในหมวดงานเขียน/บทประพันธ์
-อัพบลอคในวันจันทร์ที่ 20 กรกฏาคมนี้ เวลาใดก็ได้
-เมื่ออัพบลอคแล้ว กรุณามาแจ้งอีกครั้งในบลอคของคนใดคนหนึ่ง และเราจะทำการรวบรวมลิงค์อีกทีค่ะ





รายชื่อผู้ร่วมโครงการ
BeCoffee
นางสาวดุ่บดั่บ
แพนด้ามหาภัย
กะว่าก๋า
ภาวันต์
Unravel
nikanda
paulo
inmemoir
ปีศาจความฝัน
ส้มแช่อิ่ม
กองฟอน




Create Date : 06 กรกฎาคม 2552
Last Update : 11 ธันวาคม 2552 6:43:47 น. 29 comments
Counter : 298 Pageviews.

 
เจิม ๆ ๆ


โดย: นางสาวดุ่บดั่บ วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:45:00 น.  

 
บางทีเรื่องพวกนี้เราก็ไม่สามารถหาคำตอบได้เลยนะค่ะ



โดย: ผู้หญิงชื่อส้ม วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:51:23 น.  

 
แอ๊ยยยย

เราเชื่อเรื่องมีคนมาัรับนะคะ
ตอนก่อนคนที่บ้านเราเสียก็จะมี "คน" คนเดียวกันมายืนรอรับ
(คือคนจะไป เขาก็จะเพ้อเรียก "คน" มารับนี่ด้วยชื่อเดียวกันตลอด เลยรู้กันน่ะค่ะ)


โดย: แพนด้ามหาภัย IP: 112.142.3.235 วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:10:07:59 น.  

 
เรื่องบางเรื่องก็อยู่นอกเหตุเหนือผลจริงๆครับน้องแจง



อ่านไป
ก็ระทึกใจไปด้วยตลอด




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:27:20 น.  

 
โอ้แม่เจ้า
อ่านเรื่อยลงมา
ในใจก็ยังสับสนค่ะ
ว่าจริงหรือแต่ง
เพราะเริ่มหลอนตั้งกะแม่โวยวายแล้ว
แม่พอมาอ่านบรรทัดสุดท้าย ขนลุกซู่
จริงๆ นะเนี่ย พิมพ์อยู่เนี่ย
เสียวหลังอ่ะ
โอ้ย ยกให้หลอน อีกเรื่อง
.......
ปล. ตามอ่านมาหลายเรื่องแล้ว


โดย: แม่ภูมิ (Artagold ) วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:28:21 น.  

 
มารายงานตัวว่า อัพบล็อกเรียบร้อยแล้วนะครับ

แล้วเดี๋ยวผมจะกลับมาอ่านต่อนะครับ



โดย: ไอซ์คุง (ปีศาจความฝัน ) วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:18:58 น.  

 
อ่านตามแทบตาไม่กระพริบจ้าแจง
เขียนได้เห็นภาพจริง ๆ
บางที เราอาจเดินสวน เดินผ่าน ชน วนเวียนกับคนอีกโลกนึงโดยที่เราเองไม่รู้ตัวเนอะ

อดไม่ได้ที่ต้องมองซ้ายมองขวาเลย


โดย: Paulo วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:45:34 น.  

 
แวะมาบอกว่าอัพบล็อกแล้วค่ะ เดี๋ยวกลับมาอ่านของเพื่อนๆ นะคะ ตอนนี้ขอแว้บไปก่อน


โดย: ส้มแช่อิ่ม วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:47:21 น.  

 
อ่านไปก็น้ำตาไหลพราก(อีกแล้ว )
แม่ไปสบายแล้วค่ะ คนที่อยู่ก็ต้องเข้มแข็ง

ส่วนเรื่องหลอน เราคิดว่าเรื่องพวกนี้ต้องเจอด้วยตัวเองรึไม่ก็คนใกล้ตัวเจอถึงจะเชื่อ
แต่สำหรับเราก็ ... กลัวนะ


โดย: ท้องฟ้าสีครามยามเย็น วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:51:02 น.  

 
ลองเขียนเรื่องหลอนดูเหมือนกันค่ะ แหะแหะ เพิ่งเสร็จ แต่หลอนที่ตุ้ยเขียน จะหลอนแบบรัก ๆ นะ (เพราะคนเขียนขี้กลัวผีเข้าขั้น)
เลยส่ง link มาให้ค่ะ โทษทีนะคะมือใหม่ เห็นโครงการถนนสายนี้ มิตรภาพ เลยอยากร่วมด้วย อ่ะค่ะ
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=kongfon&month=06-07-2009&group=3&gblog=14


โดย: กองฟอน วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:35:36 น.  

 
ง่า...อยากเล่าเรื่องหลอน ๆ ของตัวเองมั่งจัง แต่มะมีเวลาพิมพ์อ่ะ

ไม่แน่ เดี๋ยวดึก ๆ อาจจะพอมีเวลามาเล่าก็ได้ หุหุ

เรื่องเล่าของน้องแจงจุดประกายเรื่องราวของพี่มาก ๆ เลยนะเนี่ย


โดย: แม่ไก่ วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:08:13 น.  

 
ว้าว คุณแจงสุดยอดค่ะ
อ่านแล้วทำให้คิดอะไรต่อได้หลายๆ อย่างเลยนะ
ทั้งเรื่องที่ทำให้ร้องไห้ และเรื่องที่ทำให้ขนลุก

เราสองคนคอมฯเสียเหมือนกันเลยนะคะ
ตอนนี้อ้อนใช้ของที่บ้านอยู่พิมพ์ไม่ถนัดเลย
เมื่อกี้กว่าจะอัพได้แทบแย่ค่ะ

ปล.จริงแล้วอ้อนเศร้ามากกว่าขนลุกอีกนะ
ปล.2 อยากคุยด้วยจังค่ะ รอคอมฯดีก่อนนะที่รัก


โดย: BeCoffee วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:39:51 น.  

 
ซ้อมไว้ๆ
อีกหน่อยจะพาหมิงหมิงไปแจมกับพี่จาดาครับ 55555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:11:45 น.  

 
โอ๊ย อ่าน หลอน เรื่องนี้แล้วทั้งเศร้า ทั้งหวาดผวาไปด้วยพร้อมๆกันเลย

ตายล่ะ ยิ่งกลัวๆผีอยู่ด้วย


ปล. เรื่องในบล๊อกไม่ต้องเดาอะไรมากหรอกครับ อิอิ

แค่อยากให้ได้อารมณ์ตามบรรยากาศในเรื่องมากกว่า อะไรจริงอะไรไม่จริงก็ไม่สำคัญหรอกครับ


โดย: Unravel วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:18:38:01 น.  

 
ลงชื่อไว้ก่อน เดี๋ยวมาอีกรอบนะคะ
วันนี้ตาลาย


โดย: ภาวันต์ วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:54:01 น.  

 
ทำไมเขาถึงเรียกหินตาหินยายคะ..พี่นาห์
ดูเผินๆ หน้าตาของหินทั้งสอง..มันเหมือน..เลยค่ะ

^
^
^
คำถามของน้องแจง
คำตอบมันอยู่ที่น้องแจงคิดนั่นแหละคะ


โดย: มัยดีนาห์ วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:21:12:12 น.  

 
หยึ๋ยยยยยย คุณแจงขา
ขนลุกซู่เลยค่ะ โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายนะคะ
ใครจะรอมารับเราอยู่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ

คุณแจงเขียนได้เห็นภาพเหมือนเดิมค่ะ เรื่องการบรรยายฉากและอารมณ์เนี่ย
ยกให้เลยจริง ๆ...นี่โชคยังดีนะคะ ที่คุณแจงเป็นคนกลัวผีซะเอง
เลยไม่มีรูปประกอบให้หลอนกว่านี้ หรือไม่บรรยายให้มันหลอนมากกว่านี้
เพราะว่าแค่นี้ก็กลัวจะแย่แล้วค่ะ คือว่า กลัวผีเหมือนกันอ่ะ อิอิ

แล้วก็ยังดีอีกอย่างสำหรับแฟนนิยายคุณแจงอย่างปอยนะคะ
ดีที่คุณแจงเขียนนิยายรัก ถ้าเขียนนิยายผี ๆ ละก็...บรึ๋ยยยย
หนีก่อนนะคะ 55555+

...............

เรื่องที่ว่ามีคนมารับหรือเปล่า หรือว่าเรื่องผีต่าง ๆ เนี่ยค่ะ
ปอยเองก็ไม่อยากฟันธงว่าเชื่อไม่เชื่อ มีหรือไม่มีหรอกนะคะ
จะมีหรือไม่มี ให้เขาอยู่ส่วนเขา และเราอยู่ส่วนเราดีกว่า
แต่พอฟังเรื่องแบบนี้ทีไรก็ขนลุกทุกที ตอนนี้ยังขนลุกอยู่เลย
จินตนาการตามไปถึงไหนถึงไหนแล้วค่ะเนี่ย

ด้วยเหตุนี้เลยต้องแถให้ไปเข้าเรื่องอื่นไงคะ สำหรับปอย 5555
เพราะว่าเขียนเรื่องงี้ไม่ไหวค่ะ หลอนตัวเองไปเปล่า ๆ

..............

คุณแจงจะมาเมืองไทยเหรอคะ ดีจังเลย
จะได้เจอกันไหมคะเนี่ย อิอิ




โดย: นางสาวดุ่บดั่บ วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:21:45:51 น.  

 
ไปหาประวัติมาให้แล้วล่ะ
อิอิอิ...เพื่อน้องแจงเลยนะเนี่ย


โดย: มัยดีนาห์ วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:46:25 น.  

 
ยังไม่กล้าอ่านอะไรหลอนๆ เหมือนกันค่ะ
แต่ครั้งหน้าร่วมด้วย


โดย: ปณาลี วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:16:05 น.  

 
เมื่อคืนว่าจะมาอ่านซะหน่อยแต่ล็อกอินเข้ามาไม่ได้เลยค่ะ เอ...หรือว่า...อู๊ย...ไม่อยากคิด

ส้มเชื่อค่ะที่คนก่อนตายจะเห็นคนมารับ เพราะคุณตาก่อนเสียก็เพ้อว่ามีผู้ชายสี่คนมารอรับเค้าอยู่ ใส่ชุดสีแดงค่ะ ยืนอยู่ตรงปลายเตียง ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อ เค้าก็ยังพูดตลอดจนผ่านไปสามวันก็ตายจริงๆ ตั้งแต่นั้นเลยเชื่อเลยค่ะ

อยากรู้จังใครตั้งหัวข้อนี้คะ น่ากลัวมาก



โดย: ส้มแช่อิ่ม วันที่: 7 กรกฎาคม 2552 เวลา:8:07:04 น.  

 
มาอ่านค่ะ บรรยายความรู้สึกได้ดีจังเลยนะคะ
ถ้ามีคนมารับจริงๆ ก็น่ากลัวมากเลย
คุณพ่อก็เสียไปแล้วเหมือนกันค่ะ
แต่ไม่มีประสบการณ์อะไรอย่างนี้
ท่านป่วยแล้วก็ค่อยๆ หลับไป ก่อนหยุดหายใจ
แต่ตอนนั้นไม่กลัวนะคะ คิดว่าถ้าพ่อมาหา คงตกใจตอนแรก แต่หลังจากตกใจแล้วคงไม่กลัว อาจจะทักทายกันได้ อิอิ
แต่นี่ก็หลายปีแล้ว เคยแต่ฝันถึง ไม่เคยรู้สึกว่าพ่อมาหาจริงๆ ซักที


โดย: ศรีสุรางค์ วันที่: 7 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:11:08 น.  

 
แจงจ๋า

บอกแล้วว่าตั้งใจไว้ว่าจะให้พิณเป็นนางเอกเรื่องต่อไป
ก็มาเจอหัวข้อ 'หลอน' ซะ คนเขียนหลอนไปด้วยเลย
นอนตีลังกาหลายตลบ เลยจำใจให้พิณต้องเจอแบบนี้เข้า
ถ้าเจ้าตัวเถียงคนเขียนได้คงประท้วง ว่าคนเขียนใจร้าย
ให้อกหักไม่พอ ยังให้เจอปี๋อีก
เอ.. หรือว่าเรา แอบซาดิสต์หว่า

ปล. ยิ่งเขียนยิ่งรักโครงการนี้ขึ้นทุกทีเลย


โดย: Paulo วันที่: 7 กรกฎาคม 2552 เวลา:18:18:29 น.  

 
ส่วนตัว ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภูติผีวิญญาณเองหรอกนะคะ

แต่ตอนช่วงงานศพอากง เพื่อนบ้านเคยถูก "หลอน" ตอนกลางวันแสกๆ น่ะค่ะ

ปัจจุบันเพื่อนบ้านคนนั้นย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว


โดย: ภาวันต์ วันที่: 7 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:37:35 น.  

 
อ่านแล้วรู้สึกเศร้ามากครับ

ผมไม่ค่อยกลัวผีเท่าไหร่ แต่ไม่ลบหลู่

ก็เลยเลือกเขียน"หลอน"ในความคิดอื่น

แต่เรื่องพี่แจงนี่ พอบอกว่าเป็นเรื่องจริงเนี่ย

หลอนน่าดูเชียว

ปล.1 ขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะครับ
ปล.2 ครับ ตอนแรกพอผมกรู้ชื่อหัวข้อครั้งนี้ ผมไม่ยังกะนึกถึงเรื่องผีๆเลยอ่ะครับ ถ้าจะให้นึกน่าจะเป็นคำว่า กลัว มากกว่า
ปล.3 ขอบคุณที่ชมนะครับ ก็เป็นคนมีอันจะเขียน เขียนได้เกือบทุกแนวอ่ะครับ แต่ชอบเขียนแบบเล่นคำมากกว่า ใช้คำน้อยๆ แต่มีความหมายแบบนี้อ่ะครับ เรื่องสั้นยังไม่เคยลอง เพราะมันใช้ตัวหนังสือเยอะ ฮ่าๆ
ปล.4 แล้วเจอกันครั้งหน้า ใน "ดึกแล้ว..."


โดย: ไอซ์คุง (ปีศาจความฝัน ) วันที่: 8 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:24:52 น.  

 
คุณแจงคะ
ขอบคุณนะคะที่ช่วยชี้แนะ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลยค่ะ เพิ่งลองเขียนเรื่องสั้นครั้งแรก สั้นจริง ๆ ค่ะ เพราะนั่งเขียนตั้งแต่ก่อนเที่ยงกว่าจะเสร็จก็เกือบบ่าย
เรื่องของเรื่องคืออยากลองร่วมโครงการนี้ด้วย
คิด plot เรื่องสั้น ๆ ตามที่นึกได้ ( ณ ขณะนั้น) แหะ แหะ เลยสั้นจริง ๆ
ไว้คราวหน้าจะลองเขียนยาว ๆ แล้วจะมาขอ comment อีกนะคะ
ป.ล. นี่ก็เพิ่งเปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่ค่ะ ให้กระชับและตรงกับเนื้อเรื่องให้มากที่สุด (ตั้งชื่อเรื่องนี่ยากกว่าเขียนเรื่องอีกนะคะ)


โดย: กองฟอน วันที่: 8 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:21:47 น.  

 
เกือบอ่านไม่จบ ผึ้งกลัวผีขึ้นสมองค่ะ หัวข้อนี้ผึ้งถึงได้ขอตัว..เริ่มกลัวตั้งแต่ตอน 10. ที่ถามว่า 'กลัวผีแม่ไหม'..และหลอนตอนจบ คุณแจงนะคุณแจง..พาหลอน...


โดย: Sweety PB วันที่: 8 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:15:46 น.  

 
สวัสดีค่ะ
เหมือนมีลางสังหรณ์ค่ะ
ลองตามมาดูว่าเก็บหลอนหมดทุกเรื่องหรือเปล่า
เกือบพลาดไปเรื่องแล้ว
แต่ตอนนี้ตามเก็บหมดแล้ว
มีใครมาส่งเพิ่ม คลิ๊กบอกกันบ้างนะคะ


โดย: แม่ภูมิ (Artagold ) วันที่: 8 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:27:40 น.  

 
มาลงชื่อล่วงหน้ากับหัวข้อต่อไปครับ


โดย: ไอซ์คุง (ปีศาจความฝัน ) วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:01:20 น.  

 
หัวข้อต่อไปอยากร่วมได้ แต่วันที่ 20 ก.ค.นี้ไปต่างจังหวัดน่ะค่ะ คง up ไม่ได้
แบบว่า up blog ไว้ก่อนได้ปะคะ


โดย: กองฟอน วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:24:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

nikanda
Location :
จันทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]




ลายปากกา









New Comments
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
6 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add nikanda's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.