ถกประเด็นร้อนเมื่อ VI ปะทะ DCA การลงทุนแนวไหนที่ใช่สำหรับคุณ




ถกประเด็นร้อน
เมื่อ VI ปะทะ DCA
การลงทุนแนวไหนที่ใช่สำหรับคุณ







สวัสดีครับทุกท่าน พี่ต้าร์กลับมาแล้วกับประเด็นที่อยากจะเขียนมานานแสนนานแต่ไม่ได้มีโอกาสซักที จนกระทั่งได้มีโอกาสในการทำ Live กับบุคลากรผู้เปี่ยมไปด้วยความรู้ในเครือ aomMONEY ได้แก่ น้องเบสเจ้าของเพจ ลงทุนศาสตร์และ น้องปั้นเจ้าของเพจ นายปั้นเงิน-ปีศาจแห่งการลงทุน ในประเด็นที่หลายคนสงสั๊ยยย สงสัยว่า “ลงทุนแบบไหน VI เท่ๆหรือ DCA เกร๋ๆ” วันนี้ก็จะมาสรุปเรื่องราวที่ได้คุยกันในวันก่อนว่าแต่ละเส้นทางเป็นอย่างไร และทุกท่านก็ลองนำกลับไปประยุกต์ใช้ในแนวการลงทุนของตัวเองดูนะครับ



1. วิธีคิดในการลงทุนระหว่าง VI และ DCA


จริงๆแล้ววิธีคิดของทั้ง VI และ DCA นั้นในเบื้องต้นไม่ได้แตกต่างกันเลยนะครับ เราสามารถพิจารณาวิธีการเลือกหุ้นได้ทั้งในแบบ Top-Down (ภาพใหญ่ไปภาพเล็ก) ตั้งแต่การดูว่าเศรษฐกิจมันมีทิศทางเป็นอย่างไร อุตสาหกรรมอะไรที่น่าสนใจ ไล่จนมาถึงว่าบริษัทไหนมีความน่าจะลงทุน หรือ หรือ Bottom-Up (ภาพเล็กไปภาพใหญ่) ไปหาดูว่าหุ้นตัวไหนที่สแกนดูแล้วเป็นหุ้นที่มีผลประกอบการที่ดี เติบโตและน่าสนใจ และไล่ขึ้นไปว่า เขาอยู่ในธุรกิจที่เป็นเทรนของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจหรือไม่ เมื่อดูประกอบกัน เปรียบเทียบระหว่างบริษัทต่างๆที่เราสนใจแล้ว ท้ายสุดเราจะเจอ List หุ้นที่มีคุณภาพออกมา


VI ใช้การประเมินมูลค่า DCA ใช้วินัยในการลงทุน


วิธีคิดในการเข้าซื้อหุ้นในแบบฉบับของ VI และ DCA นั้นมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควรนะครับ ในมุมมองของ VI นั้นจะต้องทำการประเมินมูลค่าของหุ้นก่อน ยกตัวอย่างวิธีที่มองง่ายที่สุดก็คือการเอาราคาเทียบกับกำไรที่จะได้รับว่ามันแพงกว่ากันกี่เท่า อารมณ์ประมาณว่าถ้าเราอยากจะซื้อกิจการร้านก๋วยเตี๋ยวที่มันให้ผลตอบแทนเราปีละ 1 บาท หากเราซื้อกิจการนี้มา 5 บาท ก็ย่อมดีกว่า 10 บาท เพราะถ้ากิจการดำเนินต่อไปด้วยอัตรากำไรเท่าเดิม แน่นอนว่าคนที่ซื้อมาที่ 5 บาทย่อมคืนทุนได้เร็วกว่า 10 บาทอยู่แล้ว



การประเมินตรงนี้ด้วยอดีตก็จะวิเคราะห์ได้จากงบการเงิน แต่ถ้ามองไปในอนาคตก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใส่การคาดการต่างๆอย่างไร ตรงนี้ขึ้นอยู่กับมุมมอง การตั้งสมมติฐานและตัวแปรต่างๆเข้าไปแล้วคำนวณออกมาว่าราคาที่น่าสนใจมันอยู่ที่ตรงไหน พอเจอราคาที่น่าพอใจก็ซื้อกัน อยู่ที่ว่าจะทุ่มซื้อไปเลยหรือแบ่งไม้ซื้อก็ได้ ยิ่งมีส่วนลดเยอะๆยิ่งดีเพราะมันคือความปลอดภัยของผู้ลงทุน



ในกรณีของ DCA นั้นจะมองส่วนในเนื้อหาของกิจการที่เติบโตเป็นหลัก ในมุมของราคานั้นเชื่อว่าเป็นภาพมารยา เปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีราคาที่พอใจแต่ใช้วิธีซื้อเฉลี่ยไปเลย ด้วยเงินที่จำนวนเท่ากัน หุ้นขึ้นก็ซื้อน้อยลง หุ้นลงก็ซื้อมากขึ้น สุดท้ายด้วยความมีวินัยนี้จะได้ต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักซึ่งในระยะยาวถ้ากิจการไปข้างหน้า ไม่ว่า VI หรือ DCA ก็จะเกิดผลกำไรจากการลงทุนตามเป้าหมายได้





การวางแผนทางการเงินมีความสำคัญไม่ว่าจะ VI และ DCA


แน่นอนว่าการลงทุนในหุ้นนั้นอย่างแรกเลยก็คือเราจะต้องมีเงินเพื่อซื้อหุ้น การซื้อแบบ VI นั้นจะมีการจับจังหวะเรื่องเวลาที่จะซื้อเมื่อเราเห็นว่าราคานั้นเป็นที่น่าพอใจจากการประเมินมูลค่าของเราแล้ว การเก็บเงินสำรองจึงมีความสำคัญ หากมีเงินลงทุนมากก็ย่อมทำให้ลงทุนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำมากกว่าคนมีเงินน้อย เพราะสุดท้ายเราก็ไม่มีทางรู้ว่าจังหวะและโอกาสที่ดีจะมาเมื่อไหร่ มีเงินไว้จังหวะมาก็ซัดเลย



ในทางตรงข้าม DCA นั้นจะเน้นการซื้อตามเวลาที่กำหนดไว้ เช่นการใช้เงินออมจากเงินเดือนมาซื้อรายเดือน ไม่มีเรื่องการจับจังหวะราคา สิ่งที่สำคัญของวิธีนี้จึงเป็นเรื่องของวินัยการเก็บออมและแบ่งมาลงทุน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบางคนก็อาจจะใช้ทั้ง 2 วิธีในการลงทุนด้วยการแยกพอร์ตกัน พอร์ตหนึ่งก็ DCA ไปเรื่อยๆเพื่อสร้างสร้างความมั่งคั่งแบบค่อยเป็นค่อยไป อีกพอร์ตก็คอยจับจังหวะในการลงทุนจากการประเมินมูลค่าของหุ้นที่เราสนใจได้เช่นกัน





ไม่ว่าอย่างไรการขายหุ้นต้องมีเหตุผลอยู่เสมอ


การขายหุ้นนั้นหลายๆคนที่เข้ามาอยู่ในตลาดอาจจะขายด้วยความอยากขาย เป็นการขายด้วยอารมณ์ อุ้ยตกใจจัง ขาย…. แต่ถ้าเป็นมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์ในแง่ของ VI หรือ DCA นั้นจะพิจารณาตามเหตุผลมากกว่า ซึ่งก็มีบางส่วนที่เหมือนกันและต่างกัน



ในส่วนที่เหมือนกันระหว่าง VI และ DCA คือ ปัจจัยทางด้านธุรกิจ เช่น ธุรกิจมันไม่ดีแล้ว แข่งขันไม่ได้แล้ว ผู้บริหารมีการโกง รวมถึงเราต้องประเมินดูไปจนถึงภาพกว้างในเรื่องของเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ความเปลี่ยนแปลงต่างๆทางการแข่งขันและเทคโนโลยี ถ้ามันไม่โอเคเราก็จะขายมันออกจากพอร์ตไป อีกเหตุผลหนึ่งก็คือบางครั้งเราอาจจะเจอหุ้นที่มีโอกาสที่มีศักยภาพที่จะเติบโตมากกว่าหุ้นที่เรากำลังลงทุนอยู่ก็สามารถขายตัวเก่าไปซื้อตัวใหม่ได้



ในเหตุผลที่ต่างกันมีอยู่บ้างแต่ก็อยู่ที่มุมมองและการตัดสินใจของแต่ละคน เช่น VI และ DCA อาจจะขายหรือไม่ขายก็ได้เมื่อเห็นว่าหุ้นมันราคาสูงเกินไปจนเป็นจังหวะที่จะขาย อันนี้แล้วแต่คนนะครับ บางคนมองว่าศักยภาพมันไปต่อได้ก็อาจจะไม่ได้ขาย แต่บางคนมองว่าขายไปก่อนเพื่อสร้างโอกาสในการทำกำไรเขาก็จะขายมันออกไป หรือบางคนก็อาจจะกำหนดเป็นกลยุทธ์เรื่องการสร้างสัดส่วนของพอร์ตการลงทุนเลยก็มี





ขอขอบคุณข้อมูลจาก
//www.aommoney.com/tarkawin/ถกประเด็นร้อนเมื่อ-ปะทะ#gs.GOWUMmw




newyorknurse





Create Date : 06 ตุลาคม 2559
Last Update : 22 ตุลาคม 2559 9:36:24 น. 0 comments
Counter : 648 Pageviews.

BlogGang Popular Award#13


 
newyorknurse
Location :
ราชบุรี .. New York ... United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 128 คน [?]






เริ่มเขียนBlog
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2553

ยินดีต้อนรับค่ะ

จขบ.บันทึกประสบการณ์ต่างๆ
ระยะเวลาทำงานและระยะเกษียณ
เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ

จขบ.พยายามใช้ชีวิตเกษียณให้มีคุณค่า
รักษาสุขภาพใจและกาย ท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ
ทำสวนดอกไม้ ออกกำลังกาย
สมัครเป็นสมาชิก 24 Hrs Fitness
เพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีคุณภาพ
จะได้ไม่เป็นภาระกับคนที่รักและห่วงใย

จขบ.เพิ่มบล็อกสุขภาพ
เพื่อจะได้นำสาระที่มีประโยชน์
เกี่ยวกับสุขภาพทั่วๆไป

จขบ.หวังว่าข้อมูลต่างๆช่วยให้
ทุกท่านที่มาอ่าน รักษาสุขภาพ
ไปตรวจเพื่อเป็นการป้องกัน
และได้รับการรักษาเนิ่นๆ เพื่อ
ชีวิตที่แข็งแรงและมีคุณภาพ

"A time to enjoy, a time to spend time with your family and a time to be with your friends – all comes with retirement"

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาค่ะ

ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวด
ทุกๆคะแนนค่ะ
BlogGang Popular Award # 12 - 2559


BlogGang Popular Award # 11 - 2558



BlogGang Popular Award # 10 - 2557



BlogGang Popular Award # 9 - 2556



BlogGang Popular Award # 8 - 2555





ขอบคุณทุกหัวใจวาเลนไทน์ 2559
ที่เพื่อนๆมอบให้ค่ะ
Flag Counter
New Comments
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2559
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
6 ตุลาคม 2559
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add newyorknurse's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.