เจ้าชายแห่งรัตติกาล - บัลลังก์ที่ว่างเปล่า ตอนที่ 2 : โลกใหม่ที่ไม่รู้จัก
เมื่อสิ้นสุดครรลองสายตาที่มองผ่านม่านน้ำแข็งของแม่น้ำเค้นท์ ในฤดูหนาวที่แสนจะเย็นยะเยือก ทุกอย่างเหมือนดับสูญไปจากความรู้สึกของเบนจมินชั่วขณะ อย่างน้อยเขาก็คงได้หนีออกจากโลกที่แสนโหดร้ายได้เสียที แต่ก็อดนึกสะท้อนใจไม่ได้ที่ชีวิตอันแสนสั้นจะจบลงอย่างรวบรัดเช่นนี้ แต่เมื่อเบนจมินรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งน้ำในแม่น้ำเค้นท์ที่เคยเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจเหมือนดั่งความอ้างว้างโดดเดี่ยวที่เด็กน้อยได้รับตลอดเวลาบนโลก บัดนี้มันกลับอุ่นขึ้นมาทันใด นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? คำถามเกิดขึ้นในห้วงความคิดอันแสนเวิ้งว้างผ่านประสบการณ์ที่ยากอธิบาย แผ่นน้ำแข็งที่เบนจมินได้มองผ่านและทอดทัศนาโลกที่เขารู้จักเป็นครั้งสุดท้ายบัดนี้ได้ปลาสนาการไปสิ้น ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งอื่นรอบตัวเขาก็เหมือนมีเวทย์มนต์หรืออะไรสักอย่างทำให้มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

เบนจมินสำลักน้ำไปหลายคำแต่กลับรู้สึกว่าน้ำในแม่น้ำแห่งนี้มันมีรสหวานชื่นใจอย่างที่ไม่เคยได้ลิ้มรสมาก่อนเหมือนน้ำที่จะมีกลิ่นหอมหวานของดอกไม้ นี่คงเป็นสรวงสวรรค์กระมัง เด็กน้อยคร่ำครวญอยู่ในใจ มันก็ดีแล้วนี่ จะได้ไม่ต้องทนอยู่ในโลกที่ไม่มีใครต้องการอีกต่อไป ถึงเขาจะตายไปก็คงไม่มีใครมาสนใจหรอก คนพวกนั้นอาจจะดีใจเสียด้วยซ้ำที่จะได้ปลดเปลื้องภาระในการเลี้ยงดูเขาไปซะที-เด็กน้อยรำพึงรำพัน อย่างน้อยเขาก็มีเจ้าโฮปเป็นเพื่อนตาย ว่าแต่ตอนนี้เจ้าสุนัขจรจัดนั่นมันหายไปไหนแล้ว มันอาจจะจมน้ำตายไปแล้วก็ได้-เด็กน้อยคิด ชีวิตเจ้าโฮปกับชีวิตเขาก็คงไม่ต่างกันมาก เมื่อเหตุการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ เบนจมินจึงไม่คิดที่จะตะเกียกตะกายดิ้นรนอีกต่อไป ปล่อยให้ความคิดค่อย ๆ ดับจากจิตใจไป พร้อมกับร่างกายที่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำที่ไหลเอื่อย ๆ เพราะเขายังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาประสบอยู่นี้มันเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงความฝัน

เบนจมินคิดว่าหากที่แห่งนี้เป็นอาณาจักรของพระเจ้าก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนอะไรอีกต่อไป แต่ที่น่าขบขันก็คือเด็กน้อยผู้ไม่เคยเชื่อในเรื่องพระเจ้า ครั้นเมื่อตัวเองต้องมาอยู่ในดินแดนที่ไม่เคยรู้จัก สิ่งแรกที่เขาคิดกลับกลายเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยศรัทธา นี่ก็เหมือนดังผองชนในโลกมนุษย์ที่ไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อเกิดอันตรายขึ้นกับตนสิ่งศักดิ์สิทธิ์กลับเป็นสิ่งแรกที่คนพวกนั้นนึกถึง

ความจริงแล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพเจ้าอาจเป็นเพียงสิ่งที่ปลอบประโลมจิตใจผู้คนให้บังเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาในปาฏิหาริย์ สิ่งเหล่านี้สามารถดลบันดาลให้เกิดกำลังใจในการฟันฝ่าอันตรายอย่างน่าประหลาด หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ มิใยที่ชีวิตจะไร้รสชาติ เหตุการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นจะไม่มีวันกลับกลาย และที่สำคัญจะไม่เกิดวีรบุรุษในหน้าประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เด็กน้อยกำลังประสบอยู่นี้ อย่างน้อยถ้าดินแดนแห่งนี้คือ อาณาจักรของพระเจ้าเขาก็คงไม่ต้องตายซ้ำอีกครั้งหรอก-เขาคิดอยู่ในใจ อีกทั้งน้ำที่นี่ก็มีลักษณะอุ่นแถมยังหอมหวานด้วย เด็กน้อยจึงเพลิดเพลินกับการปล่อยร่างกายให้ลอยไปตามกระแสน้ำที่ไหลเอื่อย ๆ ในขณะที่กำลังปล่อยใจให้ล่องลอยออกไป เบนจมินก็รู้สึกว่ามีปากของสัตว์ที่ใหญ่โตตัวหนึ่งมาตะปบที่คอเสื้อของเขาจากนั้นมันก็ลากตัวเขาไปยังริมฝั่งของแม่น้ำ เบนจมินพยายามดิ้นรนเพื่อให้รอดพ้นจากเจ้าสัตว์ตัวนั้น และเมื่อเขาพยายามเอี้ยวตัวกลับไปมอง เขาก็ต้องตกใจมาก ความคิดที่ว่าในอาณาจักรของพระเจ้าเขาคงไม่ต้องตายเป็นหนที่สองนั้น บัดนี้เขาคงต้องคิดใหม่เสียแล้ว ภาพที่ปรากฏในสายตาเขามันคือเสือไซบีเรียตัวใหญ่ ขนของมันเป็นสีขาวตัดกับลายทางสีน้ำตาลแกมดำ ตัวของมันใหญ่ มากเรียกได้ว่าใหญ่มากกว่าเสือใด ๆ ที่เด็กน้อยจะจินตนาการถึง มันกำลังลากเขาขึ้นจากแม่น้ำ หลังจากนั้นคงไม่ต้องคิดให้มากความ มันต้องขย้ำเด็กน้อยเป็นอาหารมื้อใหญ่ของมันเป็นแน่ อนิจจา! เบนจมินรู้สึกทอดอาลัยในชีวิต โลกก็ไม่ต้อนรับ สวรรค์ก็ยังขับไล่ ชะตากรรมของเขาช่างเลวร้ายเสียจริง ๆ ในขณะที่เด็กน้อยกำลังทอดอาลัยกับโชคชะตาของตน เขาจึงไม่ได้คิดที่จะขัดขืน หรืออีกนัยหนึ่ง เขาจะเอากำลังที่ไหนไปขัดขืนเสือตัวใหญ่ขนาดนั้นได้เล่า แต่เมื่อเสือตัวนั้นลากเอาร่างของเบนจมินขึ้นมาถึงริมฝั่งแม่น้ำ แทนที่เสือตัวนั้นจะขย้ำเขาเป็นอาหาร มันกลับเอาลิ้นเลียตามใบหน้าของเขาด้วยความอ่อนโยน แล้วมันก็เดินจากไปโดยไม่มีท่าทีว่าจะกินเขาเป็นอาหารเลยแม้แต่น้อย

เด็กน้อยกำลังมึนงงกับโชคชะตาที่ดูเหมือนว่ากำลังเล่นตลกกับเขา อยู่ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? ในยามนี้เด็กน้อยเริ่มคิดถึงเหตุผลที่ว่า แม่น้ำเค้นท์ที่กลายเป็นน้ำแข็งก็ไม่น่าที่จะอุ่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน อีกทั้งไม่น่าที่ จะมีเสือไซบีเรียมาเดินเพ่นพ่านอย่างนี้ แล้วเจ้าเสือตัวใหญ่ตัวนั้นทำไมมัน ถึงไม่กินเขาล่ะ แถมที่ริมฝั่งแม่แม่น้ำก็ไม่มีน้ำแข็งหลงเหลืออยู่เลย แม้แต่สะพานมิลเลอร์ก็หายไปอีกทั้งบ้านเรือนผู้คนล้วนหายไปในชั่วพริบตา มีแต่ ดอกไม้หลากสีกับหญ้าเขียวขจี มี ต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่รายรอบ ที่ริมแม่น้ำปรากฏ ต้นวิลโล่ขนาดใหญ่ยืนเป็นทิวแถว กิ่งใบของมันละเรี่ยพื้นน้ำที่ใสสะอาด มีนกสีเหลืองตัวเล็กกำลังร้องเจื้อยแจ้ว มันดูคล้ายกับนกเยลโล่วาร์เบอร์ บางตัวก็ดูเหมือนนกชิคคาดีและนกคาร์ดินัลที่มีสีสันแสนจะสวยงาม ทำให้สิ่งรอบข้างดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก เมื่อประติดประต่อเหตุการณ์ทั้งหมดอย่าง กระท่อนกระแท่นแล้ว เด็กน้อยก็รู้ได้ทันทีว่านี่ต้องไม่ใช่แม่น้ำเค้นท์ที่เขาคุ้นเคยเป็นแน่ อากาศที่อบอุ่นในอุณหภูมิที่แสนสบายทำให้เบนจมินหยุดคิดอะไรชั่วครู่ เวลานี้เขาก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ เสือนั่นก็เดินจากไปแล้ว แถมที่ริมฝั่งแม่น้ำยังมีต้นไม้ที่ออกผลมากมาย แต่ตอนนี้เบนจมิน ต้องจัดการกับเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มเสียก่อน

ก่อนอื่นจะต้องถอดเสื้อเพื่อผึ่งแดด ในสภาพอากาศเช่นนี้ไม่นานมันก็คงแห้ง เมื่อเบนจมินเอื้อมมือไปเพื่อปลดกระดุมเสื้อ เขาก็ต้องแปลกใจที่เสื้อมันรัดแน่นจนอึดอัดมาก ๆ เมื่อเขาสำรวจด้วยสายตาดูว่าทำไมเสื้อมันถึงสั้นและคับไปมากเช่นนี้จนทำให้ดูตลกไปเลยทีเดียว อันที่จริงเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่มันควรจะหลวมเสียด้วยซ้ำเพราะมันเป็นของเก่าที่เอวินญาติผู้พี่ให้มาแทนที่จะเอาไปทำผ้าขี้ริ้วในครัว เอวินมีอายุมากกว่าเบนจมินสามปีเศษ เสื้อผ้าเหล่านี้ควรจะหลวมถึงจะถูกต้อง แต่เมื่อเขาปลดกระดุมเพื่อต้องการถอดเสื้อที่เปียกออก เขาก็รู้สึกว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่มันช่างอึดอัดมาก เมื่อถอดออกแล้วกลับรู้สึกสบายกว่า จากนั้นเขาก็รีบวิ่งไปที่ริมแม่น้ำทันที ภาพที่เด็กน้อยเห็นในแม่น้ำคือเงาของชายหนุ่มบางคนที่ดูสง่างาม เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนตัดกับใบหน้าที่หล่อเหลาคมคาย ดวงตาสีฟ้าใสบริสุทธิ์ ร่างกายสูงโปร่งดูเข้มแข็ง หน้าอกผึ่งผายไหล่กว้างสมเป็นชายชาตรี ผิวขาวสะอาด วินาทีแรกที่เขาเห็นเงาของชายหนุ่มคนนั้น เขารู้สึกตื่นตะลึงด้วยความตกใจ เบนจมินไม่เคยนึกว่าจะมีคนอื่นมาอยู่กับเขาในตอนนี้ เงานั่นต้องเป็นของใครสักคนหรือไม่ก็ต้องเป็นเจ้าชายในเทพนิยายที่อาจจะมา ช่วยบอกเล่าเหตุการณ์ประหลาดที่เขากำลังประสบอยู่ก็เป็นได้ แต่แล้วเด็กน้อยก็รูสึกว่าเงาที่เห็นในแม่น้ำนั่นไม่น่าจะเป็นเงาของคนอื่นไปได้เลย เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่เห็นใครเลยนอกจากเจ้าเสือไซบีเรียซึ่งมันก็เดินจากไปแล้ว อีกอย่างหนึ่งเสือตัวนั้นมันก็ไม่น่าที่จะกลายเป็นคนได้ ทั้งเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่นั้นมันก็เหมือนเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ เด็กน้อยงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพยายามหาคำตอบในเรื่องนี้

ไม่น่าจะเป็นไปได้-เขาคิด คนที่ดูราวกับเจ้าชายในเทพนิยายผู้นั้น เบนจมินขยับปากกล่าวคำพูดนี้ขึ้น ทันใดนั้นเองเงาในน้ำที่ปรากฏก็ขยับปากตามจังหวะคำพูดนั้น เมื่อเด็กน้อยยกมือข้างซ้ายขึ้น เงานั่นก็ยกมือขึ้น เหมือนกัน

“นั่นมันฉันนี่ ใช่แล้ว---ไชโย ฉันโตเป็นหนุ่มแล้วแถมยังหล่อเสีย ด้วยดูดีกว่าตอนเป็นเด็กตั้งเยอะ” เบนจมินกำลังตื่นเต้นกับเรื่องราวประหลาดที่เกิดขึ้น ในขณะที่เขา มัวแต่ตื่นตะลึงในเรื่องราวต่าง ๆ ที่เหมือนปาฏิหาริย์ จนลืมนึกถึงสมุด บันทึกกับนาฬิกาพกไปเสียสนิท เมื่อนึกขึ้นได้เขาจึงรีบวิ่งไปหาสิ่งของที่สำคัญ ที่สุดในชีวิตของเขาและมันจะยิ่งสำคัญยิ่งขึ้น ณ ที่แห่งนี้

ในโลกแห่งนี้สิ่งทั้งหลายจะปรากฏขึ้นอย่างที่มันสมควรจะเป็นหากจะอธิบายง่าย ๆ ก็คือสิ่งทั้งหลายจะเปิดเผยจากแก่นแท้ของมัน เบนจมินเป็นคนที่มีความคิดเติบโตกว่าตัวเขาที่เป็นอยู่ในโลกใบเก่า อีกทั้งเขายังเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาต่อผู้คนทั้งหลาย แม้ว่าเขาจะไม่เคยได้รู้จักคนเหล่านั้นมาก่อนก็ตาม คุณสมบัติอันแท้จริงเหล่านี้ได้สร้างรูปลักษณ์ของเขาอย่างที่เขาควรจะเป็น ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอกที่เป็นเพียงเปลือกที่หาสาระอันแท้จริงไม่ได้ ในโลกมนุษย์คนที่จิตใจดีงามก็อาจจะหน้าตาไม่หล่อเหลาสวยงาม ส่วนคนที่จิตใจหยาบช้าก็อาจมีใบหน้าที่สวยงาม แม้แต่เจ้าโฮป-สุนัขจรจัดที่เบนจมินเสี่ยงชีวิตออกไปช่วย เมื่อมันเดินทางมาสู่ดินแดนแห่งนี้มันได้กลับกลายเป็นเสือไซบีเรียตัวใหญ่ที่แสนสง่างาม ด้วยจิตใจของมันซาบซึ้งและผูกพันกับผู้ที่ช่วยมันเอาไว้ ทำให้เจ้าโฮปได้ติดตามเบนจมินมายังโลกแห่งนี้ด้วย

โชคชะตากำลังพัดพาให้เด็กน้อยที่ดูเหมือนจะไม่เคยมีตัวตนในโลกใบหนึ่งกลับกลายเป็นชายหนุ่มผู้กล้าหาญในอีกโลกหนึ่ง โชคชะตาก็มักเป็นเช่นนี้ ไม่อาจคาดเดาอะไรได้ สมุดบันทึกเล่มนั้นยังอยู่ที่ริมตลิ่งใต้ต้นวิลโล่ที่เรียงรายกันเป็นทิวแถว ช่างน่าแปลกที่มันดูเหมือนว่าจะไม่เปียกน้ำเลยทั้งที่มันควรจะเปียกโชก หน้ากระดาษก็ควรจะเปื่อยยุ่ยแต่มันกลับ หาเป็นเช่นนั้นไม่ ส่วนนาฬิกายังคงอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเขา เมื่อหยิบขึ้นมาแล้วเขาก็พบว่ามันช่างน่าพิศวงยิ่งนักเพราะนาฬิกาที่หยุดเดินมานานหลายขวบปี บัดนี้กลับมาเดินได้อีกครั้งแล้ว มันเดินได้อย่างไรก็สุดที่จะคาดเดา เบนจมินยังคงตื่นเต้นกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่น่าอัศจรรย์อย่างไม่จบสิ้น

เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นยากที่จะบอกว่ามันเกิดขึ้นโดยความบังเอิญหรือเกิดขึ้นอย่างมีแบบแผน บางครั้งโชคชะตาก็เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่มวลมนุษย์จะกำหนด สิ่งนี้สุดหยั่งคาด สำหรับมนุษย์บางคนเขาเกิดมาเพื่อที่จะรอโอกาส โอกาสในการกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ แต่ ณ เวลานี้เบนจมินยังคงวิ่งไปมาด้วยความดีใจราวกับเขากำลังหยอกล้ออยู่กับสายลมและต้นไม้ใบหญ้าที่แสนงดงาม ภาพนี้ช่างดูราวกับเจ้าชาย องค์น้อยในสวนอุทยานของพระราชวังทีเดียว

ในความคิดของเบนจมินที่แห่งนี้เหมือนดังเช่นสรวงสวรรค์ ว่าแต่ถ้าค่ำคืนมาถึงแล้วเขาจะนอนพักที่ไหน สถานที่แห่งนี้ไม่มีอะไรเหมือนโลกที่เขาจากมา ในใจเขาได้แต่คิดว่าไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย เป็นเรื่องน่าสนุกที่เขาจะได้ใช้ชีวิตผจญภัยไปในดินแดนที่สวยงามแห่งนี้ และไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหนหากแลกกับความเป็นหนุ่มมันก็คุ้มอยู่แล้ว ในอดีตเด็กน้อยเฝ้าแต่ถวิลหาวันเวลาที่เขาจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เขารู้สึกกระชุ่มกระชวย มากขึ้น เมื่อเดินไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่ออกผลสีเหลืองทองเต็มต้นไปหมด มันดูคล้ายกับผลเนคทารีนห้อยระย้าเต็มไปหมด เขาเก็บผลของมันกินแก้หิวไปพลาง ๆ มันช่างหอมหวานเสียนี่กระไร หากจะจินตนาการถึงผลไม้บนสวนสวรรค์แล้วรสชาติของมันก็คงต้องเป็นเช่นนี้ รสชาติและกลิ่นของผลไม้สีเหลืองทองนี้ทำให้รู้สึกถึงความพิเศษอย่างยิ่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่เบนจมินจะคิดว่าที่นี่ต้องเป็นดินแดนของพระเจ้าแน่ ๆ พอท้องอิ่มเขาก็เดินไปเรื่อย ๆ มันช่างรู้สึกเหมือนการผจญภัยเสียจริง เดินมาอีกสักพักใหญ่ก็ยังไม่เห็นใคร เขาจึงหยุดเพื่อนั่งพัก ยิ่งพิจารณาสถานที่แห่งนี้ก็ยิ่งมีความสวยงามและสดชื่น เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่มากมายที่เขาไม่เคยเห็น รวมทั้งดอกไม้ที่แปลกประหลาดส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ตลอดเวลาช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นในจิตใจ ทำให้เขาแทบจะลืมเลือนสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอดีตไปจนหมดสิ้น อีกอย่างหนึ่งชีวิตของเขาในโลกที่จากมามันก็ไม่มีอะไร น่าจะให้จดจำอยู่แล้ว เมื่อเบนจมินพิจารณาดูตัวเองที่โตเป็นหนุ่ม มองดูร่างกายที่กำยำแข็งแรงทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉง ทำอะไรได้ว่องไวปราดเปรียว ไม่เหมือนตอนที่เขายังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ทำอะไรก็ดูยากลำบากไปหมด ถึงแม้ตอนนี้เขายังไม่ค่อยชินกับร่างกายที่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว บางครั้งเขาลืมไปว่าตัวเองสูงขึ้นตั้งหลายนิ้วก็เลยเดินชนกิ่งไม้ไปหลายหนเพราะลืมไปว่าตอนนี้ตัวเองโตเป็นหนุ่มแล้ว

ดินแดนแห่งนี้ช่างสวยงามจริง ๆ มีต้นวินเทอร์เบอรรี่ที่มีผลเล็ก ๆ สีแดงสดอยู่ทั่วไป ต้นแองเกรอบีชขนาดใหญ่ที่ให้ร่มเงา ต้นซีดาร์ที่มีใบเล็ก ๆ ขึ้นแซมอยู่ อีกทั้งดอกกาลิลี่และโบโรเนียที่มีสีสรรสวยสด แต่งแต้มบรรยากาศโดยรอบให้สดชื่น นอกจากนี้ยังมีดอกลาเวนเดอร์ที่ให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ดอกซาพอนนาเรียที่มีกลีบเล็ก ๆ สีชมพูอ่อนเหมือนผีเสื้อตัวน้อยที่กำลังโบยบินทำให้บรรยากาศโดยรอบดูช่างสุขสดชื่น

เบนจมินเดินเรื่อยเปื่อยไปตามราวป่า ชื่นชมกับทัศนียภาพอันตระการตา ในขณะเดียวกันเขาก็สังเกตบริเวณรอบ ๆ ข้าง เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ที่นี่ก็มีดวงอาทิตย์เหมือนโลกที่เขาจากมา แต่ดวงอาทิตย์ไม่ได้ทอแสงร้อนแรงแบบในโลกเดิมของเขา ลักษณะของดวงของที่นี่อาทิตย์ให้แสงกำลังพอเหมาะไม่ร้อนจัดเหมือนแสงในยามเช้าตลอดเวลา ความคุ้นเคยสภาพแสงแดดในอดีตทำให้ยากต่อการกำหนดเวลาที่ผ่านไปได้ แต่ก็ช่างเถอะ ในอาณาจักรของพระเจ้า เวลาจะมีความสำคัญอะไรเล่า-เบนจมินคิดในใจ

ในขณะที่เขาเดินชมแมกไม้เขียวขจีและดอกไม้หลากสีอันละลานตาอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงอะไรสักอย่างแว่วมาแต่ไกล เสียงผู้คนนี่นา มีคนอื่นอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย-ขณะที่เบนจมินกำลังคิดอยู่นั้นเขาเริ่มสังเกตเห็นผู้คนจำนวนหนึ่งประมาณสิบกว่าคนกำลังเดินตรงมายังบริเวณที่เขายืนอยู่ เขาตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรระหว่างการวิ่งหนีกับการเผชิญหน้า แต่ไหน ๆ คนพวกนั้นก็เห็นเขาแล้ว เบนจมินจึงได้แต่รอให้กลุ่มคนเหล่านั้นเดินเข้ามาจนถึงตัวเขา

“พวกเรามีคนจากโลกมนุษย์หลงเข้ามา”

“เร็วเข้า ๆ”


เสียงนั้นดังลั่น ชั่วครู่เดียวรอบตัวเขาก็เต็มไปด้วยบุรุษและสตรีที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอันแปลกประหลาด เสื้อผ้าเหล่านั้นมันดูไม่เหมือนกับที่ใส่กันอยู่ในโลกที่เขาจากมาเลย จะว่ามันดูโบราณก็ไม่ใช่ แต่มันก็ดูสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ นับเป็นเสื้อผ้าที่ประณีตอย่างยิ่ง ผู้คนที่รายล้อมเขาอยู่ในขณะนี้ก็ไม่เหมือนคนทั่ว ๆ ไปที่เขาคุ้นเคย คนแก่ก็ดูเป็นผู้มีความรอบรู้ ส่วนหนุ่มสาวดูสูงสง่า ทุกคนมีร่างกายล้วนสมส่วนเหมือนกับพวกนักรบก็ไม่ปาน

“เจ้ามาจากแดนมนุษย์หรือ?” สตรีนางหนึ่งในกลุ่มนั้นกล่าวถามขึ้น

“แดนมนุษย์ ท่านหมายความว่าอย่างไร?” เบนจมินถามด้วยความลังเล

“โลกมนุษย์อย่างไรเล่า ดูจากการแต่งตัวของเจ้า เจ้าไม่น่าจะใช่ชาวนาธีสเช่นพวกเรา” ผู้หญิงคนนั้นพูดขึ้นอีกครั้ง

“ใช่ครับ---เอ่อแล้วที่นี่คือ---อาณาจักรของพระเจ้าใช่ไหมครับ” เบนจมินยังคงถามต่อไป

เมื่อเบนจมินมองเธอผู้ตั้งคำถาม ภาพนั้นช่างเป็นภาพที่ดูละลานตาดุจจิตรกรรมของยอดศิลปินในยุคกลาง เธอสูงสง่า รูปร่างเพรียวระหงในชุดสีแดงระเรื่อระยิบระยับดูคล้ายชุดราตรียาวปักลายด้วยสีขาวขลิบทองบางเบา ใบหน้าของเธอแม้ดูมีอายุแต่ก็สามารถตราตรึงจิตใจของผู้คนที่เพ่งมองได้ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มยาวสลวย ดวงตาเปล่งประกายของความกล้าหาญ จมูกโด่งพองามรับกับริมฝีปากเรียวได้รูป ใบหน้าเช่นนี้หากอยู่ในโลกที่เขาจากมา เธอผู้นี้ต้องเป็นราชินีอย่างแน่นอนหรืออย่างน้อยก็เป็นเจ้าหญิงในราชวงศ์ที่สูงศักดิ์ จริง ๆ แล้วความงามสำหรับสตรีเช่นนี้สามารถคิดได้สองแบบ แบบหนึ่งเป็นความงามที่แฝงไปด้วยความน่ากลัวในลักษณะของราชินีเวทย์มนต์หรือแม่มดอะไรทำนองนั้น ซึ่งแน่นอนความงามของสุภาพสตรีที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเบนจมินไม่ได้เป็นเช่นนั้น มันคงเป็นความงามสง่าที่เกิดจากความบริสุทธิ์ ถึงแม้จะดูสูงศักดิ์แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่ สามารถสัมผัสได้ว่าเต็มเธอเปี่ยมด้วยความเมตตาปราณี เป็นความงามในแบบที่ไม่ใช่มายาลวงหลอก ซึ่งความงามเช่นนี้ทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้แล้วมีความรู้สึกอุ่นใจมากกว่าที่จะรู้สึกเกรงกลัว

“ที่นี่นะหรือ---(เสียงหัวเราะของคนรอบข้างเงียบลงในทันที ด้วยคำกล่าวที่ว่าดินแดนแห่งนี้เปรียบได้กับอาณาจักรของพระเจ้า คำ ๆ นี้เองที่เปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ไปตลอดกาล) นาธีเอเรส โลกคู่ขนานยังไงล่ะ” สตรีผู้นั้นกล่าวตอบ

“หมายความว่าอย่างไร---โลกคู่ขนาน” เบนจมินถามขึ้นด้วยความงุนงง

“ในจักรวาลนี้มีหลายมิติที่ทับซ้อนกันอยู่ ยังมีดินแดนอีกหลากหลายในห้วงจักรวาลอันเวิ้งว้าง-นาธีเอเรสคือโลกคู่ขนานของโลกมนุษย์ เปรียบเทียบง่าย ๆ นาธีเอเรสก็คือโลกเงามายาซึ่งใช้เงาสะท้อนของโลกมาเป็นแบบนั่นเอง ก็เหมือนภาพสะท้อนของแม่น้ำภาพเหล่านั้นปรากฏในรูปแบบของเงา ดังนั้นในนาธีเอเรสทุกอย่างจะดำเนินไปเนิ่นช้ากว่าในโลกมนุษย์ แม้แต่เวลาในโลกแห่งนี้ก็ดำเนินไปช้ากว่าโลกมนุษย์ ก็เหมือนกับเสียงสะท้อนนั่นแหละที่มักจะยาวนานกว่าเสียงจริงเสมอ ที่สำคัญเสียงสะท้อนมันก็ไม่ได้เหมือนเสียงจริงเสียทีเดียว บางครั้งมันฟังดูโหยหวนยิ่งกว่า ดินแดนคู่ขนานแห่งนี้ก็เช่นกัน ที่นี่ก็ไม่ได้มีอะไรเหมือนกับในโลกที่เจ้าจากมามากนัก บางสิ่งที่มีอยู่ในดินแดนแห่งนี้ก็ต่างออกไปจนเกินกว่า ความคาดคำนึงของมนุษย์ธรรมดา ๆ จะจินตนาการไปถึง ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามหรือแม้กระทั่งภยันตรายที่อาจกล้ำกรายมาโดยไม่ทันรู้ตัว ที่สำคัญไม่ว่านานสักเท่าใดมนุษย์ยังคงไม่เปลี่ยนความคิดนี้เลย มนุษย์มักเชื่อแต่ในสิ่งที่ตนเองเห็นและสัมผัสได้เท่านั้น” สตรีผู้สูงศักดิ์คนนั้นกล่าวอธิบาย

“นาธีเอเรส ไม่เห็นเคยได้ยินเลยครับ” เบนจมินกล่าวต่อ

“เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ไม่อาจรับรู้ถึงการมีอยู่ของนาธีเอเรสเรื่องของดินแดนแห่งนี้ บางครั้งก็เป็นดังเช่นนิยายปรัมปราที่ถูกลืมเลือนไป อีกทั้งโลกมนุษย์ถูกแยกจากดินแดนแห่งนี้มาช้านานแล้ว แต่ที่ข้ารู้สึกแปลกใจก็คือ เจ้าข้ามมายังนาธีเอเรสได้อย่างไร?” สตรีท่านเดิมกล่าวถาม

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าพลัดตกลงไปในแม่น้ำเค้นท์ที่กลายเป็นน้ำแข็ง แล้วอยู่ดี ๆ ก็มาโผล่อีกที่นี่” เบนจมินตอบ

ทันใดนั้น ชายชราคนหนึ่งในกลุ่มเป็นผู้ที่มีหนวดเคราขาวโพลน ก็พูดขึ้นพร้อมกับชี้มาที่เสื้อของเบนจมิน

“นั่นมันคัมภีร์แห่งความรอบรู้ของผู้วิเศษเซมานูเอลที่หายสาบสูญนี่นา”

ทุกคนในสถานที่แห่งนั้นที่เคยเงียบเสียงกลับส่งเสียงกันเจื้อยแจ้วอีกครั้ง ในทันทีสตรีที่ดูสูงศักดิ์ผู้นั้นโค้งศีรษะลงช้า ๆ ด้วยความนอบน้อม พร้อมกับกล่าวว่า

“เจ้าได้คัมภีร์วิเศษของศิษย์แห่งจอมเวทย์ผู้รังสรรค์มาได้อย่างไร?”

“คัมภีร์อะไรข้าไม่เห็นจะเข้าใจเลย นี่มันเป็นสมุดบันทึกที่พ่อข้ามอบให้ไว้ก่อนที่เขาจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ” เบนจมินกล่าวตอบ

จากนั้นเขาก็หยิบบันทึกเล่มนั้นเปิดออกดูเพื่อแสดงให้รู้ว่ามันไม่มี อะไรเขียนไว้นอกจากวลีของพ่อกับเหตุการณ์งี่เง่าที่ทำให้เขาเกือบตาย-เขาคิดในใจ ทว่ามันกลับไม่ได้เป็นเช่นที่เคยเป็นมาเรื่องอัศจรรย์ได้บังเกิดขึ้น แล้วสมุดบันทึกที่เคยว่างเปล่า บัดนี้เต็มไปด้วยตัวอักษรแปลกเกือบทั้งเล่ม มีเพียงด้านท้ายเล่มซึ่งเป็นกระดาษเปล่าเพียงไม่กี่หน้า ตัวอักษรที่เห็นอยู่ขณะนี้เป็นตัวอักษรที่เบนจมินไม่เคยเห็นมาก่อน ยกเว้นแต่หน้าแรกที่ยังคงมีวลีของพ่อเขาเขียนอยู่และที่ด้านหลังที่ยังคงมีลายมือของเขาเขียน ถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่เขาเพิ่งประสบมา

“คัมภีร์แห่งความรอบรู้เป็นของวิเศษของศิษย์ท่านนาธีเอเรสซาลิมาปฐมผู้รังสรรค์ ครั้งหนึ่งของสิ่งนี้ได้สาบสูญไปจากดินแดนนาธีเอเรสเมื่อนานมาแล้ว เมื่อคัมภีร์แห่งความรอบรู้อยู่กับเจ้า นั่นแสดงว่าเจ้าย่อมไม่ใช่มนุษย์ทั่ว ๆ ไปเป็นแน่ เจ้าต้องมีโชคชะตาที่สัมพันธ์กับดินแดนนาธีเอเรสแห่งนี้ ในช่วงหลายพันปีมานี้ยังไม่เคยมีมนุษย์คนใดสามารถก้าวข้ามสู่โลกคู่ขนานแห่งนี้ได้เลย"

“ข้ามีนามว่าซามีเรส ท่านหญิงแห่งนครเอเลนเทีย เขตป่านอร์ธเดเมี่ยน บัดนี้เจ้าจงตามเรามาเพื่อพักผ่อนเถิด อีกประการหนึ่งอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะค่ำแล้ว พวกเราต้องรีบกลับไปยังเอเลนเทียให้เร็วที่สุด เพราะดินแดนแห่งนี้ในยามกลางวันดังสรวงสวรรค์ แต่ยามค่ำคืนกลับเต็มไปด้วยภัยอันตราย นั่นเป็นเพราะบัลลังก์ราชาแห่งนาธีเอเรสที่ว่างเปล่ามาช้านาน”
ท่านหญิงซามิเรสกล่าวพร้อมทอดถอนหายใจ

ไม่ทันที่จะถามอะไรต่อไป ด้วยความมึนงงสงสัยที่ประดังประเดเข้าสู่จิตใจของเบนจมิน ถึงแม้ในยามนี้ร่างกายของเบนจมินจะเติบโตราวกับบุรุษหนุ่มอายุยี่สิบปี แต่จิตใจบางส่วนของเขาก็ยังคงเป็นเด็กน้อยอายุสิบสองอยู่ดี จึงไม่แปลกที่เขาจะสับสนกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การจะมีที่อยู่ให้เบนจมินพักอาศัยในช่วงเวลาเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่แสนวิเศษ อีกทั้งด้วยความงดงามและเอื้ออาทรของท่านหญิงผู้นี้ทำให้เบนจมินอดจินตนาการถึงภาพแม่ของเขาไม่ได้ ทั้งรูปร่างหน้าตารวมถึงท่าทางของแม่จะต้องเหมือนท่านหญิงผู้งามสง่านี้เป็นแน่ เขาจึงไม่คิดระแวงสงสัย อีกทั้งไม่รู้สึกแม้สักเล็กน้อยว่าผู้คนเหล่านี้เป็นคนแปลกหน้า อันที่จริงคนที่เบนจมินอยู่ร่วมกันมาถึงสิบสองปีก็ไม่ได้ต่างจากคนแปลกหน้าที่ตรงไหน เขาจึงไม่ลังเลสักนิดที่จะติดตามคนเหล่านี้ไป

ระหว่างการเดินทางไปยังเมืองเอเลนเทีย เบนจมินสังเกตเห็นเหล่าสรรพสัตว์ในป่าแห่งนี้กำลังเฝ้ามองดูเขาอยู่ ราวกับว่ามันจ้องมองมายังเขาด้วยท่าทีแปลก ๆ ถ้าไม่บังเอิญก็คงจินตนาการมากไป-เขารำพึงในใจ ชีวิตวันวานยังดูราบเรียบเป็นปรกติ แต่พอวันนี้เหมือนการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น นี่แหละสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาที่ไม่อาจคาดเดาอะไรได้ ระหว่างทางการเดินลัดเลาะไปตามราวป่า เหล่าสรรพสัตว์น้อยใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกระรอก แบดเจอร์ กวางรวมทั้งนกนานาชนิด พวกมันไม่มีอาการตื่นกลัวคนเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังทำท่าทีเสมือนหนึ่งโค้งคำนับให้กับท่านหญิงผู้นี้ แต่ก็คงเป็นเพียงจินตนาการอีกนั่นแหละ สัตว์ที่ไหนจะรู้จักเคารพผู้คนได้เล่า-เบนจมินคิดในใจ ในขณะที่เดินไปตามทางเบนจมินเห็นดอกสโนว์ดร็อปขึ้นอยู่ประปราย ดอกไม้บางดอกกำลังสั่นไหวอย่างประหลาด คงไม่ใช่ดอกไม้กำลังทำความเคารพท่านหญิงผู้นี้หรอกนะ-เบนจมินรู้สึกขบขันกับความคิดนั้นของตน ทันใดนั้นกลีบดอกสโนว์ดร็อปก็ขยับไปมา เขาแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง เบนจมินจึงก้มลงดูด้วยความสงสัย ทันใดนั้นดอกไม้ก็หลุดจากขั้วโบยบินไปมาด้วยความสวยงาม

“นั่น ๆ มันตัวอะไรกัน” เบนจมินกล่าวขึ้นด้วยความตระหนก ท่านผู้เฒ่าคนหนึ่งจึงกล่าวขึ้นอย่างอิดหนาระอาใจว่า

“ช่างไร้จินตนาการเสียจริง ๆ บรรพบุรุษของเจ้าไม่ควรสอนให้พวกเจ้ายึดติดกับวัตถุมากจนเกินไปจนละเลยสิ่งละอันพลันละน้อยที่อยู่รอบตัวเจ้า นี่คือเฟย์-นางฟ้าตัวน้อย ๆ ที่แสนจะอ่อนโยน”

เฟย์ตนนั้นบินไปมาแล้วก็บินจากไป เป็นครั้งแรกที่เบนจมินได้เห็นสิ่งมีชีวิตเช่นนี้ ตอนเด็ก ๆ น่าจะมีคนเล่านิทานอย่างเช่นเรื่อง ทัมเบลิน่า (เจ้าหญิงหัวแม่มือ) ให้เขาฟังบ้าง บางทีเขาอาจจะปรับตัวให้เข้ากับดินแดนแห่งนี้ได้ง่ายขึ้น เบนจมินรู้สึกว่าดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่เหนือจินตนาการจริง ๆ

ในขณะนั้นท่านหญิงซามิเรสเหลือบมองชายหนุ่มจากต่างแดนด้วยความรู้สึกเอ็นดูแว่บหนึ่ง เนื่องจากเป็นความเชื่อกันมาช้านานในนาธีเอเรสว่าถ้าใครได้พบเฟย์โดยบังเอิญ คนผู้นั้นจะโชคดี โดยปกติเฟย์จะไม่ค่อยออกมาให้พบเห็นเท่าไหร่ ยิ่งในยามที่ดินแดนแห่งนี้ไม่ได้สงบเหมือนที่เคยเป็นมา เฟย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงามเปรียบกับนางฟ้าตัวน้อย ๆ ที่นุ่งห่มด้วย กลีบดอกไม้ มีปีกเป็นกลีบของดอกไม้นา ๆ ชนิด ซึ่งนั่นหมายความว่าเฟย์หรือนางฟ้าตัวเล็กไม่ได้แต่งกายเหมือนกันทั้งหมด บางตนก็ใช้กลีบดอกสโนว์ดร็อป บางตนก็ใช้กลีบกุหลาบ บ้างตนก็ใช้กลีบดอกอีฟนิ่ง

ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นบีชที่สวยงาม ต้นซีดาร์ ต้นเอล์ม ต้นฮอลลี่ มีไม้พุ่มอย่างเชสนัทและเบอร์รี่ป่าหลากหลายชนิดขึ้นอยู่ทั่วไปผืนป่าแห่งนี้ อุดมสมบูรณ์และสวยงามเหมือนดังในสวนสวรรค์ เดินมาสักครู่ใหญ่ ๆ หนทางข้างหน้ากำลังทอดสู่มหานครสีขาว เอเลนเทีย-มหานครของบรรพชนมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าทรงความรู้ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ณ ดินแดนแห่งนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เบนจมินจะต้องเรียนรู้อีกมากมาย ไม่เพียงเท่านั้น เบนจมินกำลังจะได้เรียนรู้โลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ เอเลนเทียเองเป็นเพียงนครรัฐเล็ก ๆ ในจำนวนร้อยพันนครแห่งโลกคู่ขนาน

สำหรับหนุ่มน้อยที่มีหัวใจของเด็กอายุสิบสองอาจต้องใช้เวลา ในการปรับตัวให้เข้ากับดินแดนคู่ขนาน ดินแดนที่เป็นดังโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลที่รอคอยการค้นหา หนทางที่ก้าวไปข้างหน้าถือเป็นเพียงก้าวแรกสำหรับเบนจมินเท่านั้น





Create Date : 14 มีนาคม 2555
Last Update : 14 มีนาคม 2555 11:09:44 น.
Counter : 4864 Pageviews.

4 comments
  
ขอบคุณที่แวะไปเม้นท์ที่บล็อกค่ะ
โดย: กระติ๊บน้อย วันที่: 15 มีนาคม 2555 เวลา:16:00:25 น.
  
ดีคะ ^_^
ไม่ได้แวะมาทักทายบล๊อคซะนาน...!
สบายดีนะคะ?
ขอบคุณที่แวะมาทักทายบล๊อคคะ
โดย: ม๊ามี๊น้องอิงอิ๊ง (INGING777 ) วันที่: 28 มกราคม 2557 เวลา:20:53:11 น.
  
มีเล่มสองป่าวคับ
โดย: ์Nattida IP: 118.173.26.179 วันที่: 5 กันยายน 2557 เวลา:15:55:10 น.
  
ไม่ได้เข้ามาดูเลย ขอโทษด้วยครับ...

มีเล่ม 2 แล้วครับ ชื่อว่ากุหลาบสีน้ำเงินแห่งอาร์ลันดูร์อิน (ออกตั้งแต่ต้นปี 2556) ถ้าสนใจนิยายเรื่องนี้ก็ติดตามได้ที่นี่ครับ

https://www.facebook.com/LOTLK/

ประมาณกลางปี 2558 จะออกเล่ม 3 ครับ คือ "เฟอดาร์ลังกูร์ตำนานผู้จาริกแห่งพงไพร" ครับ
โดย: DarthTrowa วันที่: 14 ธันวาคม 2557 เวลา:3:17:54 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

DarthTrowa
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



มีนาคม 2555

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
MY VIP Friend