*ขอบคุณ..ที่ผ่านมาให้กำลังใจกัน*
Group Blog
 
<<
เมษายน 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
19 เมษายน 2553
 
All Blogs
 
๙ วัด

ในสถานการณ์บ้านเมืองอย่างนี้...
อย่าไปเครียดให้เส้นโลหิตในขะหมองมันทำงานหนักเลยครับ
ไปไหว้พระกันดีกว่า




ตามโปรแกรมที่ ททท.จัดไว้ให้เลยครับ
นมัสการเก้าพระอารามหลวง
ในพระนคร

การเดินทางก็แสนจะง่ายดาย...นั่นก็คือ...สองเท้า....
ก้าว...มันไปทุกวัดครับ...


เริ่มแรกก็ที่วัด...บวรนิเวศวิหาร...



วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก
ชนิดราชชวรวิหาร สมเด็จพระบวรราชเจ้ากรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ
กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ ๓
ทรงสร้างขึ้นใหม่ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๗ - ๒๓๗๕
เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดใหม่ ได้รับพระราชทานชื่อใหม่ เมื่อรัชกาลที่ ๓
ทรงอาราธนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จมาประทับเมื่อปี พ .ศ. ๒๓๗๕
นอกจากนี้ ยังเป็นวัดที่รัชกาลที่ ๖ รัชกาลที่ ๗ และรัชกาลปัจจุบันทรงผนวช
เป็นวัดของคณะ สงฆ์ฝ่ายคามวาสีของธรรมยุติกนิกาย

สิ่งสำคัญภายในวัดบวรนิเวศวิหาร ได้แก่ พระอุโบสถ
เป็นอาคารแบบตรีมุข หน้าบันประดับกระเบื้องเคลือบ
ตรงกลางมีตรามหามงกุฎ พระประธานในพระอุโบสถและพระพุทธชินสีห์ วิหารพระศาสดา
พระเจดีย์ใหญ่ และพระตำหนักปั้นหยา สถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์และเจ้าฟ้าที่ทรงผนวช


ออกจากวัดบวรเดินผ่านบางลำพูไปวัดชนะสงครามครับ




วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท
สร้างสมัยก่อนกรุงรัตรโกสินทร์
สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสถาปนาวัดขึ้นมาใหม่
และรัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นวัดพระสงฆ์ฝ่ายราามัญ
เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ทหารรามัญในกองทัพของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
ต่อมาเมื่อมีชัยชนะต่อกองทหารข้าศึกถึง ๓ ครั้ง
จึงพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดชนะสงคราม"

วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร มีพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง
ปางมารวิชัย เป็นพระประธาน มีพระนามว่า
"พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฏฐ์ มเหทธิศักดิ์ปูชนียะชยันตะโคดมบรมศาสดา อนาวรญาณ"
ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถ


ออกจากวัดชนะสงครามก็เดินตัดสนามหลวง
ไปสักการะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรที่วัดพระแก้วครับ



วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว เป็นพระอารามที่อยู่ในบริเวณพระบรมมหาราชวัง
รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๒๖
เพื่อความสะดวกเวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกุศลตามราชประเพณี
และเพื่อเป็นที่บรรจุพระอัฐิอายุของพระเจ้าแผ่นดินเจ้านายในราชสกุล
ภายในวัดพระแก้วมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย อาทิ พระอุโบสถ
อันเป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร" (พระแก้วมรกต)
ที่พระระเบียงมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ที่วิจิตรสวยงามและยาวที่สุดในโลก
มีปราสาทพระเทพบิดร ซึ่งเป็นปราสาทยอดปรางค์ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ ๑- ๘

มีพระศรีรัตนเจดีย์ประดับกระเบื้องสีทองทั้งองค์เป็นที่ประดิษฐานพระบรม สารีริกธาตุ
มีหอพระราชพงศานุสรณ์เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำรัชกาล
ของ พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
มีหอระฆังที่มีระฆังซึ่งตีมีเสียงดังกังวานดี
มีพระบรมราชานุสาวรีย์ประจำรัชกาลของพระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์
และยัง มีรูปยักษ์ ๖ คู่ เป็นรูปยักษ์ตัวสำคัญจากเรื่องรามเกียรติ์
เป็นปูนปั้นทาสี ประดับกระเบื้องเคลือบสีต่าง ๆ สูงประมาณ ๖ เมตร
ตั้งประจำที่ช่องประตูพระระเบียง

จากวัดพระแก้ว..ก็นั่งเรือข้ามฟาก
ไปยังวัดระฆังโฆษิตาราม




วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม วัดระฆัง
เป็นพระอารามหลวงชั้นโท เดิมชื่อว่า “วัดบางว้าใหญ่”
เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
พระอุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีลายหน้าบันเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ
ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง
พระอุโบสถนี้ เป็นที่ประดิษฐานของพระประธานซึ่งรัชกาลที่ ๕ ทรงเรียกว่า "พระประธานยิ้มรับฟ้า"
นอกจากนี้ ยังมีหอไตรเป็นรูปเรือนสามหลังแฝด
ภายในมีภาพจิตรกรรมที่สำคัญหลายแห่งทั้งบานประตู
และฝาผนังรวมทั้งตู้พระไตรปิฏกสมัยกรุงศรีอยุธยา

วัดระฆังเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
สมเด็จพระราชาคณะในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นพระเถระผู้ทรงเกียรติคุณ
วิทยาคุณโด่งดังมากแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน



ออกจากวัดระฆังก็นั่งเรือข้ามฟากกลับมาฝั่งพระนคร....
เดินเลียบริมน้ำเจ้าพระยา ผ่านท่าราชวรดิษฐ์
ไปยังท่าเรือวัดโพธิ์...นั่งเรือข้ามฟากไปวัดอรุณ




วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก
สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดมะกอก เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พระเจ้ากรุงธนบุรี)
เสด็จทางชลมารคจากกรุงศรีอยุธยามารุ่งเช้าที่หน้าวัดมะกอก
จึงโปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์ แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "วัดแจ้ง"
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๒ ได้ทรงปฏิสังขรณ์และพระราชทานนามใหม่ว่า
"วัดอรุณราชวราราม"

ในสมัยกรุงธนบุรีวัดอรุณราชวรารามเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต
ก่อนที่จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระแก้ว
นอกจากนั้นยังมียักษ์ปูนปั้นขนาดใหญ่ 2 ตน ตั้งอยู่หน้าประตูซุ้มยอดพระมงกุฏ
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนาม "ยักษ์วัดแจ้ง"

ภายในวัดอรุณราชวรารามนี้มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย อาทิ มีพระปรางค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกสูง ๓๓ วาเศษ
ประดับด้วยชิ้นกระเบื้องเคลือบสีต่าง ๆ ยอดพระปรางค์เป็นนภศูล
มีปรางค์ทิศทั้ง ๔ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางประสูติ เทศน์พระธัมมจักร ตรัสรู้ นิพพาน
การเดินเวียนทักษิณาวัดรอบพระปรางค์ ๓ รอบ โดยเดินเวียนขวา (ตามเข็มนาฬิกา)
เพื่อความเป็นสิริมงคล มีพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก"
ซึ่งรัชกาลที่ ๒ ทรงปั้นหุ่นและพระพักตร์ด้วยฝีพระหัตถ์พระองค์เอง
และยังมีพระวิหารที่มีพระบรมสารีริกธาติที่เกศพระพุทธชมภูนุชฯ
มีพระอรุณหรือพระแจ้ง ที่รัชกาลที่ ๔ ทรงอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์


ออกจากวัดอรุณ เดินทะลุหลังวัด...
ผ่านหน้าพระราชวังเดิม...
ข้ามคลองบางกอกใหญ่..ไปวัดกัลยา



วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท
เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ได้อุทิศที่ดิน
ซึ่งบริเวณดังกล่าวเดิมเรียกว่า "หมู่บ้านกุฎีจีน"
วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๖๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ และได้ถวายเป็นพระอารามหลวง
ได้รับพระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร" พร้อมกับทรงสร้างพระวิหารหลวง
เพื่อเป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธไตรรัตนนายก" (หลวงพ่อโต)
ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ ๔ หรือเรียกตามแบบจีนว่า (ชำปอฮุดกง หรือ ชำปอกง)

วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่มีองค์พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์
โดยประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ
นอกจากนี้ ยังมีหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ
เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกและพระคัมภีร์ต่าง ๆ ซึ่งรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๐๘


ออกจากวัดนี้ก็เดินไปที่ท่าน้ำนั่งเรือข้ามฟากมาปากคลองตลาด
แล้วเดินต่อไปวัดโพธิ์





วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
หรือที่รู้จักกันในนาม "วัดโพธิ์" เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก
เดิมชื่อ "วัดโพธาราม" พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทรงบูรณะและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างประเจดีย์เพื่อบรรจุพระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ์
ซึ่งอัญเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยา ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๗๗
รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระเจดีย์ แล้วพระราชทานนามว่า
"พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ"
และทรงสร้าง "พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกนิธาน"
เพื่ออุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒
และทรงมีพระราชประสงค์ให้วัดโพธิ์เป็น "มหาวิทยาลัยสำหรับประชาชน"
จึงโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมสรรพวิชาความรู้มาจารึกบนแผ่นศิลาติดไว้บริเวณพระอุโบสถ
เพื่อให้ประชาชนมาศึกษาหาความรู้

ที่วัดโพธิ์มี "พระพุทธเทวปฏิมากร" ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ
ใต้ฐานชุกชี บรรจุพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ ๑
มีพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ที่สวยงามที่สุด
และองค์ใหญ่เป็นอันดับ ๔ ในประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนพื้นพระบาทประดับมุก
เป็นภาพมงคล ๑๐๘ ประการ นอกจากนั้น วัดโพธิ์ยังมีเจดีย์ทั้งสิ้น ๙๙ องค์
ถือว่าเป็นวัดที่มีเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย
และมีพระมหาเจดีย์ ๔ รัชกาล คือ รัชการที่ ๑- ๔ แห่งกรุงรัตรโกสินทร์


จากวัดโพธิ์ เดินตัดผ่านวัดราชประดิษฐ์ วัดราชบพิตร
เพื่อไปยังวัดสุทัศ




วัดสุทัศเทพวรารามวรมหาวิหาร เป็นพระอามามหลวงชั้นเอก
และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมชื่อ
"วัดมหาสุทธาวาส" วันนี้เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๐ เสร็จสมบูรณ์ พ.ศ. ๒๓๙๐ ในสมัยรัชกาลที่ ๓
และได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดสุทัศเทพวราราม"

ที่พระวิหารมี "พระศรีศากยมุนี" เป็นพระประธานซึ่งอัญเชิญมาจากสุโขทัย
เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วย สำริดถอดแบบมาจากพระวิหารพระมงคลบพิตร
กรุงศรีอยุธยา บานประตูใหญ่ของพระวิหารสลักไม้สวยงามรอบพระวิหารมีถะ
หรือเจดีย์ศิลาแบบจีนตั้งอยู่บนฐานทักษิณ เป็นถะ ๖ ชั้น จำนวน ๒๘ องค์
มีพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธตรีโลกเชฏฐ์
เป็นพระประธานปางมารวิชัย ใหญ่กว่าพระที่หล่อในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ องค์อื่น ๆ
มีภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเป็นฝีมือช่างชั้นครูในสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่งดงามมาก
พระอุโบสถนี้นับว่ายาวที่สุดในประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังมีศาลาการเปรียญที่มีพระพุทธเสรฏฐมุนี เป็นพระประธานที่หล่อด้วยกลักฝิ่นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๒
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เช่นกัน


ออกจากวัดสุทัศ เดินลัดเลาะเข้าซอยวัดเทพธิดา ไปโผล่ที่สะพานผ่านฟ้า..(พี่เสื้อแดงย้ายไปแล็ว)
เพื่อไปวัดสระเกศ



วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท
เป็นวัดสำคัญคู่มากับการสร้างกรุงเทพมหานคร เป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
เดิมชื่อวัดสระแก รัชกาลที่ ๑ ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่โปรดให้ขุดคลองรอบพระอาราม
และพรราชทานนามว่า วัดสระเกศ จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๓
โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งพระอารามและสร้างสิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติม
เช่น พระบรมบรรพต หรือ ภูเขาทอง

สิ่งสำคัญภายในวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้แก่ พระบรมบรรพต หรือ ภูเขาทอง
ซึ่งสร้างเป็นพระปรางค์ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แต่เกิดทรุดพังลง
รัชกาลที่ ๔ โปรดให้ซ่อมแซม โดยแปลงเป็นภูเขาและก่อพระเจดีย์ไว้บนยอด
ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างแล้วเสร็จในสมับรัชกาลที่ ๕
นอกจากนี้ ภายในพระอุโบสถที่ภายในมีภาพเขียนจิตรกรรมฝีมือช่าง สมัยรัชกาลที่ ๓
และหอไตร ศิลปะสมัยอยุธยาบานหน้าต่างเป็นลายรดน้ำ





เป็นอันจบ..ครบเก้าวัด...
ที่ไปได้ด้วยสองเท้า...ก้าว...และเดิน
อิ่มบุญกันไปตามระเบียบ....



อ้อ...แล้วก้อไม่ต้องสงกาสัย..ว่าทำไมภาพมันไม่คมชัดอย่างที่เคย
ตอยให้หายงุนงงกันไว้เลย..ว่าภาพเซ็ทนี้..
(ยกเว้นรูปวัดพระแก้ว เอาของเก่ามา)

ถ่ายทอดความงามผ่านเลนส์กล้องคอมแพค ป๊อกแป๊ก...
อันมีนามว่าพานาโซนิกรูมิก FX ๑๒
บางเฉียบพกพาสะดวก..ไม่กลัวน้ำ..(อยู่ช่วงสงกรานต์น้ำมันเยอะ)


และที่สำมะคัญ..อีกประการอยากป่าวประกาศให้โลกรับรู้
ปีนี้..ไอ้กระผมโดนสาดน้ำด้วย....โดนสาดครั้งแรกในรอบห้าปีเลยนะเนี่ย
ทุกทีเดินผ่านใคร...ใครๆเขาก็เมิน...ไม่สาด...
สงสัยหน้าตาดีเกิน...



Create Date : 19 เมษายน 2553
Last Update : 19 เมษายน 2553 8:41:11 น. 9 comments
Counter : 1060 Pageviews.

 


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 19 เมษายน 2553 เวลา:8:51:09 น.  

 
เมื่อวานนี้แป๋วก็ไปมาค่ะ
รู้ข่าวนี้จากบล็อกพี่ตาตอนตี2
หาข้อมูลให้เรียบร้อย นอนตี2ครึ่ง
ตื่น6โมง ทำธุระกว่าจะเสร็จ
เริ่มวัดแรกตอนเกือบเที่ยง
แดดแรงมากๆ จะเป็นลมแดด
กว่าจะเดินครบ9วัด เหนื่อยจริงๆ

วัดแรกๆ เก็บตราประทับลงพาสปอร์ตเรียบร้อย
ก็ขอเค้าประทับตราลงโปสการ์ดอีก50กว่าใบ
วัดหลังๆ เริ่มหมดแรง
แค่เข้าไปไหว้พระแล้วก็เก็บตราประทับลงพาสปอร์ตเป็นอันเสร็จสิ้น


โดย: nupaew วันที่: 19 เมษายน 2553 เวลา:9:25:09 น.  

 
ถ้าไม่กลัวร้อนนี่ไปไหนก็อยากจะเดินเที่ยวเหมือนกัน

...ยินดีด้วยที่ปีนี้หน้าตาดีขึ้น 555+


โดย: มัยดีนาห์ วันที่: 19 เมษายน 2553 เวลา:10:50:03 น.  

 
555
ค้อนรึป่าวไม่รู้อ่ะค่ะ
แป๋วขอเค้าประทับ
ก็ตั้งตาตั้งตาประทับ ไม่สนใจผู้ใดเลย

เค้ายังถามเลยว่า
เอาโปสการ์ดเพิ่มมั้ยครับ
เค้าประชดแป๋วรึป่าวคะเนี่ยะ 555


โดย: nupaew วันที่: 19 เมษายน 2553 เวลา:10:52:48 น.  

 
ภาพสวยมาก


โดย: พุทธชาด IP: 58.9.76.191 วันที่: 19 เมษายน 2553 เวลา:17:25:32 น.  

 
ที่ว่ามายังไม่เคยไปเลยค่ะ เราคน ตจว


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 19 เมษายน 2553 เวลา:17:28:04 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

เราไป 4วัดกับ 1 ศาลหลักเมืองมาจ๊ะ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
แบบว่าเกิดวันที่ 21
ก้เลยสองบวกหนึ่งเป็นสาม
แถมมาอีกหนึ่ง
ไว้ค่อยอัพบ๊อกต่อๆ ไป
แวะมาชมภาพงามๆ ที่นี่ก่อนเน๊าะ
เมื่อเจ้า


โดย: อุ้มสี วันที่: 19 เมษายน 2553 เวลา:21:37:46 น.  

 
ภาพแรกสวยล้ำ







โดย: กะว่าก๋า วันที่: 20 เมษายน 2553 เวลา:7:38:01 น.  

 
^
^

คิดถึงหมิงหมิง อยากจุ๊บหมิงหมิง

emo

อากาศก็ร้อน...

emo

บรรยากาศก็ยิ่งร้อนนนนนน

emo


ขายของก็ไม่ดี ทั้งขายทั้งแจก แม่ค้าก็หน้าตาดีแต่ก็ยังขายไม่หมดเลย

emo


วัยรุ่นไม่เข้าจายยยยยยยยยยยยยยชีวิตเลย

emo


โดย: คนไม่เจียม.. วันที่: 20 เมษายน 2553 เวลา:8:43:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นายรถซุง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




หัวใจดวงน้อย
ที่คอยจะมอบความรัก
ให้กับใครซักคน..หมดหัวใจ

(โอ้ว..น้ำเน่าคอด..คอด..)


* ข้อควรระวัง *

เจ้าของบ้านสันดานเสีย
ไม่ค่อยชอบตอบบล๊อกนะครับ


start 8 Dec.08
free counters คุณชลอ ครับผม

Friends' blogs
[Add นายรถซุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.