All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
25 พฤศจิกายน 2552
 
All Blogs
 
*** The Twilight Saga: New Moon *** Old Mood

*** The Twilight Saga: New Moon ***






ในที่สุดภาคต่อของหนังที่สร้างจากหนังสือสำหรับผู้หญิงเรื่องดังอย่าง Twilight ก็เข้าฉาย ซึ่งครั้งนี้หนังใช้ชื่อตอนว่า New Moon



New Moon ขนทีมนักแสดงและทีมงานหลักหน้าเก่าจาก Twilight มาแทบทั้งชุด อย่างไรก็ตามตำแหน่งสำคัญอย่าง "ผู้กำกับ" กลับถูกเปลี่ยนจากผู้กำกับหญิง Catherine Hardwicke มาเป็นผู้กำกับชายอย่าง Chris Weitz



แม้จะเป็นตอนต่อ แต่ New Moon ก็ไม่ได้เล่าอะไรที่ต่อเนื่องจาก Twilight มากนัก นั่นก็เพราะว่า Twilight สรุปปิดเรื่องราว และจบในตัวมันเองไปแล้ว ภาคนี้จึงเป็นการเล่าเรื่องราวใหม่ๆที่เกิดขึ้นกับ Bella Swan (Kristen Stewart) มากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของความรักของเธอกับ Edward Cullen (Robert Pattinson) แวมไพร์หน้าขาว นอกจากนี้ยังเป็นการทิ้งเชื้อสำหรับตอนต่อไปอีกด้วย


นอกจากคู่พระ-นางตัวหลักแล้ว ครั้งนี้ตัวละครเก่าอย่าง Jacob Black (Taylor Lautner) ถูกเพิ่มบทบาทมากขึ้นในฐานะ “มือที่สาม” จนเรียกว่าน่าจะเด่นมากที่สุดในบรรดาตัวละครฝ่ายชายเลยทีเดียว






ใน New Moon หนังยังคงเล่าเรื่องราวความรักอันบริสุทธิ์ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นเรื่อง “อุดมคติ” และ “ชวนฝัน” ไม่น้อย ไม่ต่างจากใน Twilight เพียงแต่คราวนี้เพิ่มความซับซ้อนจนกลายเป็นรักสามเศร้า และเพิ่มเรื่องราวของมนุษย์หมาป่าเข้าไปด้วย



เห็นได้ชัดว่า Stephenie Meyer เจ้าของเรื่อง ต้องได้รับแรงบันดาลใจ มาจาก Romeo & Juliet แน่นอน ด้วยการนำเอาตอนจบของ Romeo & Juliet มาใช้เป็นจุด climax สำคัญของเรื่อง (ความเข้าใจผิดของคู่รัก ที่คิดว่าฝ่ายหนึ่งตาย จนอีกฝ่ายต้องฆ่าตัวตาย) และเพื่อเป็นการคารวะต้นฉบับ หนังก็ให้ Edward พูดประโยคหลักในตอนท้ายของ Romeo & Juliet มันเสียเลย



แต่ถึงจะยืมมุขมาใช้ ผู้ชมก็คงคาดเดาได้ไม่ยากว่า หนังคงไม่ลงเอยด้วยโศกนาฏกรรมเหมือน Romeo & Juliet อย่างแน่นอน






Kristen Stewart ยังทำหน้าที่ได้ดีเช่นเคยในบท Bella เจ้าของเรื่องราวหลักของหนัง ที่เป็นเหมือนตัวแทนของผู้ชมในการรับรู้เรื่องราวต่างๆในหนัง ซึ่งเธอก็รับผิดชอบหน้าที่นี้ได้ดีทีเดียว แม้ว่าสาวๆหลายคนอาจจะอิจฉา ปนหมั่นไส้กับการกระทำบางอย่างของเธอก็เถอะ


ขณะที่ Taylor Lautner ในบท Jacob Black ตัวละครเก่าที่ถูกเพิ่มความโดดเด่นในตอนล่าสุดนี้ ในฐานะชายหนุ่มในฝันอีกคนของเรื่องที่มาหลงรัก Bella จะว่าไปแล้ว Jacob ก็เหมือนบุคลิกด้านตรงข้าม (ในแง่ดี) ของ Edward นั่นคือมีความอบอุ่นจริงใจ และสดใสแบบเด็กหนุ่ม ซึ่งหนังก็ส่งเสริมตัวละครนี้เต็มที่



จะบอกว่า New Moon เป็นตอนของ Jacob ก็คงไม่ผิดนัก



ซึ่ง Lautner ก็ทำหน้าที่ “ขายของ” ตามที่หนังต้องการได้สำเร็จ ซึ่งของที่ว่าก็คือ รอยยิ้มอันอบอุ่น และหุ่นล่ำๆ โดยที่เขาแทบจะไม่ต้องทำอะไรมากนัก แค่ถอดเสื้อ โชว์แมน แล้วก็ยิ้ม






ขณะที่บท Edward Cullen ของ Robert Pattinson นั้นถูกลดบทบาทลงไป แม้จะโผล่มาในฉากสำคัญของเรื่องก็ตาม นั่นทำให้ Pattinson เบาแรงไปเยอะใน New Moon ทั้งที่เดิมทีแล้ว บทนี้ก็ไม่มีอะไรให้เล่นมากนักในตอนแรก



ซึ่งอาจเป็นเพราะว่า หนัง (และหนังสือ) ต้องการให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกในแง่บวกต่อทั้งตัวละคร Edward และ Jacob เท่าๆกัน ประมาณว่า “รักพี่(ผี)เสียดายน้อง(หมา)” ซึ่งน่าจะเป็นการปูพื้นเพื่อให้ส่งผลต่ออารมณ์ของผู้ชมในตอนต่อไป



และกับผลลัพธ์ที่ออกมาถือว่าหนังทำได้สำเร็จตามที่ต้องการ

ซึ่งคงต้องชมไปที่ เคมีระหว่าง Bella กับ Jacob ที่ดูเข้ากันดี และการที่หนังค่อยๆให้เวลากับผู้ชมในการสัมผัสกับความผูกพันของทั้งคู่ ซึ่งนี่เป็นส่วนที่ดีกว่า เมื่อเทียบกับการนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่าง Bella กับ Edward ใน Twilight







แม้จะเปลี่ยนผู้กำกับจาก “หญิง” มาเป็น “ชาย” แต่อารมณ์โดยรวมของ New Moon ก็ยังเป็น “หนังสำหรับเพศหญิง” อยู่ดี

จะต่างก็เพียงแค่ฉาก Action ที่แม้จะมีอยู่เพียงน้อยนิด แต่กลับดูดีและมีพลังมากกว่าตอนก่อนหน้า



ส่วนงาน Visual Effect อย่างฉาก CG ของบรรดามนุษย์หมาป่านั้น หนังทำออกมาดีมาก อาจเป็นเพราะผู้กำกับ Chris Weitz มีประสบการณ์มาบ้างแล้ว กับงานที่ใช้ Visual Effect เยอะๆ ใน The Golden Compass (คราวก่อน หมี คราวนี้ หมา )

หรือนี่อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่สตูดิโอมอบ Project นี้ให้เขารับผิดชอบก็ได้



ส่วนปัญหาของหนังที่ยังคงเหมือนกับตอนที่แล้ว นั่นก็คือ การดำเนินเรื่องราวที่ขาดความน่าติดตาม แม้จะไม่ถึงขั้นน่าเบื่อ แต่มันก็ราบเรียบจนเกินไป จะว่าเป็นการให้ผู้ชมซึมซับอารมณ์ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะหนังแทบไม่ได้เน้นไปที่การแสดงอารมณ์ของตัวละคร แถมหนังก็เดินเรื่องเร็วพอสมควรอีกด้วย

ซึ่งความเนือยเอื่อยของมันคงไม่ใช่สิ่งที่ผมรู้สึกเพียงคนเดียว เพราะในรอบที่ผมดูนั้น มีเสียงกรนให้ได้ยินกันเป็นระยะ






ขณะที่เรื่องความสมเหตุสมผลของเรื่องราวนั้น หนังแทบไม่ได้ให้ความสำคัญเลย เชื่อว่าระหว่างชม คงมีหลายคนที่นึกขึ้นมาว่า “เอ๊ะ ทำไมไม่ทำอย่างนี้” หรือ “มันจะเป็นไปได้เหรอ”



ที่เห็นชัดๆจนรู้สึกขัดเลยก็คือ การคิดแบบตื้นๆของ Edward (ซึ่งอยู่ดูโลกมากว่า 100 ปี!) ที่ว่า



ถ้าตนเองตีจาก Bella ไปซะ เธอคงจะปลอดภัยมากกว่าอยู่ด้วยกัน



ทั้งๆที่เธอกำลังโดนหมายหัวอยู่โดย Victoria (Rachelle Lefevre) เนี่ยนะ แถมมันน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ไม่ใช่เหรอ อืม…




หรือการตัดสินใจฆ่าตัวตายอย่างง่ายดายของ Edward เมื่อรู้ว่า Bella ตาย โดยการได้ยินจากผู้อื่น แถมไม่มีการเช็คให้แน่ใจด้วยซ้ำ


อย่างน้อย ก็น่าจะกลับมาเช็คศพ Bella สักหน่อยนะ หรือถ้ารักกันจริงก็ควรกลับไปหาเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะตรงดิ่งไปฆ่าตัวตาย อย่างในหนัง




อย่างว่าหนังนำเสนอตัวเองในฐานะ “นิยายชวนฝัน” ซึ่งก็คงไม่ได้จริงจังกับตัวเองมากนัก และแฟนๆก็คงไม่ได้คิดอะไรมากมาย



แต่การไม่รอบคอบเช่นนี้ อาจทำให้มันมีผลต่ออารมณ์ของผู้ชมที่มีให้กับตัวละครก็เป็นได้



อีกส่วนที่ดูด้อยลงไปจนแทบจะหายไปเลยในตอนล่าสุดนี้ก็คือ บรรยากาศของเมือง Forks, Washington ที่เคยโดดเด่น และช่วยเสริมอารมณ์ของหนังอย่างได้ผลในตอนก่อน แม้นี่จะไม่ใช่ส่วนที่สำคัญนักก็ตาม






New Moon ยังคบอบอวลไปด้วย “ความรักในอุดมคติ” และ “ฝันหวานของผู้หญิง” อย่างที่ Twilight เป็น แม้จะดูเลี่ยน และเพ้อฝัน แต่สิ่งนี้เองที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Series นี้ประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ดี หนังยังเปิดมุมมองความรักในหลายๆรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ความรักของพ่อกับลูก ความรักในครอบครัว หรือ ความรักที่พัฒนามาจากมิตรภาพ ให้กับผู้ชม แม้ว่าประเด็นเหล่านี้จะไม่ได้ถูกเน้นเป็นพิเศษก็ตาม



ถือว่าหนังประสบความสำเร็จพอสมควรในการทำให้ตัวละคร Jacob เป็นที่รักของผู้ชม และน่าจะถึงขั้น เป็นที่จดจำ และชื่นชอบ ไม่แพ้ Edward เลยทีเดียว



ขณะที่ข้อเสียเดิมจาก Twilight อย่างการสร้างความน่าติดตาม ยังไม่ได้รับการแก้ไขในตอนล่าสุดนี้

แถมบทหนังที่ละเลยความเป็นเหตุเป็นผลจนมากเกินไป ยิ่งทำให้ผู้ชมสะดุด และน่าจะส่งผลถึงอารมณ์โดยรวมที่มีต่อตัวหนังอีกด้วย


แต่ที่แน่ๆคือ มันทำให้ตัวละครบางตัว ดูโง่ และ งี่เง่า เกินไป






สรุปว่า New Moon ก็พอดูได้เรื่อยๆ ไม่ได้ย่ำแย่มากนัก แต่ก็ไม่มีอะไรน่าประทับใจ



แต่หนังอาจทำให้ผู้ชายบางคนมีอาการเดียวกันกับ Mike หนึ่งในตัวละครที่พยายามจีบ Bella ด้วยการพาเธอไปดูหนัง



เพียงแต่สาเหตุของมันอาจจะแตกต่างกันเท่านั้นเอง




6 / 10 ครับ




Create Date : 25 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2552 12:40:33 น. 9 comments
Counter : 1486 Pageviews.

 
อ่าน รีวิว Twilight ของผมได้ที่นี่ ครับ




และสามารถอ่าน"ระบบการให้คะแนน" ของผมได้ ที่นี่ ครับ


โดย: navagan วันที่: 25 พฤศจิกายน 2552 เวลา:4:18:49 น.  

 
ปล. ลืมบอกไปว่า ไม่เคยอ่านหนังสือ นะครับ

และเป็นการ "วิจารณ์ที่ตัวภาพยนตร์" เท่านั้น


โดย: navagan วันที่: 25 พฤศจิกายน 2552 เวลา:21:47:21 น.  

 
ผมก็อีกคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือครับ เคยดูแต่หนังภาคแรก

ซึ่งผมคงไม่ถูกจริตของหนังเอาซะเลยจริงๆครับ เพราะรู้สึกว่ามันช่างเวิ้นเว่อน่ารำคาญเือื่อนเอ่ยมากมายเกินพอดี

ที่สำคัญครับ ขนาดแฟนผมเธอยังเกลียดเลย อะไรมันจะชวนฝันขนาดนั้น

สรุปคือภาคแรกทำเอาขยาดครับ ภาคนี้คงขอบายด้วยกันทั้งคู่ =='


โดย: Seam - C IP: 61.90.86.171 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2552 เวลา:14:54:19 น.  

 
เห็นด้วยทุกประการแบบไม่มีข้อโต้แย้งครับ 55

ถึงแม้ว่ามันจะชวนฝันและละเมอเพ้อพกขนาดนี้ แต่ผมก็เข้าใจถึงองค์ประกอบ ที่ทำให้มันได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งถ้าว่ากันตามมุมมองของแฟนคลับแล้ว ผมว่า New Moon ยิงเข้าเป้าไป 9 จาก 10 ครั้งเลยนะ


โดย: BloodyMonday วันที่: 28 พฤศจิกายน 2552 เวลา:1:01:39 น.  

 
สวัสดีค่ะ ดิฉันเป็นแฟนซีรี่ย์เรื่องนี้

ไปดูเรื่องนี้มา3รอบแล้ว(อาจจะบ้านิดหน่อย)

ได้มาอ่านรีวิวของคุณแล้วรู้สึกว่ามัน"ใช่"อ่าค่ะ^^

เท่าที่ไปอ่านรีวิวที่บล็อคอื่นมาคนที่ไม่ใช่แฟนคลับ

เค้าก็จะเขียนค่อนข้างมีอคติ แต่สำหรับของคุณแล้ว

มันโอเคนะคะไม่เจืออคติ

และที่อดอมยิ้มไม่ได้ก็คือที่สรุปน่ะค่ะ mike (ผู้น่าสงสาร)

เห็นรีวิวอีกหลายๆเรื่องที่น่าสนใจ จะขออนุญาติเข้าไปเม้นนะคะ^^


โดย: หมูกระต่าย IP: 180.183.97.41 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2552 เวลา:20:12:49 น.  

 
^
^
^

ขอบคุณที่ติชมนะครับ (แอบดีใจ )

แล้วถ้าจะเม้นท์ไม่ต้องขออนุญาตก็ได้ครับ ใส่เต็มที่เลย


โดย: navagan วันที่: 1 ธันวาคม 2552 เวลา:1:52:41 น.  

 
ไม่รู้นะคะ ว่าใครจะคิดยังไง
นกชอบแบบไม่เหตุผลค่ะ
ชอบหนังแนวนี้
จิตนาไร้ขอบเขตค่ะ


โดย: นก (nokky_lovely ) วันที่: 4 ธันวาคม 2552 เวลา:14:26:20 น.  

 
จะเข้ามาเป็นขาประจำบล็อคนี้นะคะ ถูกใจ ยังอยากอ่านอีกหลายอย่าง Save ไว้แล้วค่ะ

ปล.เค้าให้คะแนนกันยังไงอ่ะ ใช่ที่ให้กิ๊ฟป่าว (สมัครบล็อคไว้ชาตินึงแล้วแต่เพิ่งได้ใช้งานก็ช่วงนี้แหล่ะค่ะ)


โดย: schmidty IP: 58.9.162.101 วันที่: 14 ธันวาคม 2552 เวลา:15:15:24 น.  

 
ชอบมาก


โดย: beam IP: 125.25.241.142 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:15:06:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 60 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.