All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2559
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
2 กรกฏาคม 2559
 
All Blogs
 
*** Independence Day: Resurgence *** ในวันที่โลกเปลี่ยน

*** Independence Day: Resurgence ***






ภาคต่อของหนัง Alien บุกโลกในยุค 90s ที่ใครเกิดทันยุคนั้นคงจำได้ถึงความโด่งดังได้เป็นอย่างดี



Independence Day: Resurgence เล่าเรื่องราวในอีก 20 ปีต่อมา เมื่อ Alien ที่พ่ายแพ้กลับมาล้างแค้น แต่ครั้งนี้โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป



สิ่งที่ทำให้ Independence Day หรือ ID4 เป็นความสำเร็จอย่างสูงได้นั้น นอกจาก Special Effect อันน่าตื่นตา (สำหรับยุค 90s) ก็คือความบันเทิงและอารมณ์ร่วมของหนังที่พาผู้ชมลุ้นระทึกและรู้สึกร่วมไปกับตัวละครได้อย่างดีเยี่ยม

แต่เหมือนว่าครั้งนี้ ผู้กำกับ Roland Emmerich ที่เป็นผู้สร้างความสำเร็จในภาคแรก จะลืมไปแล้วว่าสิ่งที่ทำให้ ID4 ออกมายอดเยี่ยมได้นั้น คืออะไร







เมื่อพิจารณาการเล่าเรื่องใน Independence Day ภาคแรก เราจะพบว่า หนังจะค่อยๆปูพื้นตัวละครสำคัญในเรื่อง เพื่อสร้างความผูกพันกับผู้ชมก่อนที่จะใส่ฉากถล่มเมืองขาย Special Effect ในช่วงกลางเรื่อง (ซึ่งถ้าจำไม่ผิด กว่าจะเริ่มโจมตีครั้งแรกนั้น หนังก็ใช้เวลาไปชั่วโมงหนึ่งแล้ว)

นอกจากนี้หนังยังอาศัยช่วงเวลาที่ใช้ในการปูพื้นตัวละครในช่วงแรก ค่อยๆเพิ่มความกดดันเข้าไปก่อนที่ Alien จะเปิดฉากโจมตี



ดังนั้นเมื่อฉากถล่มเมืองมาถึง ผู้ชมก็ได้ทั้งความตื่นตาทางด้านภาพ (จาก Special Effect ที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อนในยุคนั้น) ได้ทั้งอารมณ์ลุ้นระทึกไปกับชะตากรรมของตัวละครที่พวกเขาผูกพัน และเอาใจช่วยตัวละครเหล่านั้นให้ผ่านพ้นปัญหา



ซึ่งหลังจากนี้หนังสามารถคงระดับความเข้มข้นของเรื่องราวได้อย่างต่อเนื่องไปจนฉากสุดท้าย
แม้บทหนังอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบนัก แต่ความบันเทิงของมันก็ทำให้ผู้ชมมองข้ามข้อด้อยเรื่องบทไปได้อย่างไม่ยากเย็น







ต่างกับ Independence Day: Resurgence ที่หนังแทบไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันระหว่างผู้ชมกับตัวละคร ขณะที่ปมปัญหาระหว่างตัวละครหลักก็ดูเบาบาง

ดังนั้นอารมณ์ร่วมของผู้ชมกับหนังก็หายไป ซึ่งนี่ส่งผลต่อความสนุกของเรื่องราวโดยรวม



ส่วนบทหนังในภาคนี้ก็มีความไม่เป็นเหตุเป็นผลอยู่หลายจุดในการกระทำของตัวละคร ซึ่งทำลายความน่าเชื่อถือและความจริงจังของเรื่องราว ทำให้หนังถูกลดระดับความเข้มข้นไปอย่างน่าเสียดาย



ขณะที่ Special Effect ซึ่งไม่ใช่ของแปลกใหม่และไม่สามารถสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมในยุคนี้ได้อีกแล้ว กลับถูกนำมาใช้พร่ำเพรื่ออย่างไม่จำเป็น ทำให้ฉากทำลายล้างที่พยายามจะให้ดูรุนแรงและเลวร้ายกว่าเก่า กลายเป็นฉากธรรมดาที่ได้แค่สวยงาม แต่ไม่โดดเด่นและไม่กระทบใจผู้ชม


ดังนั้นหนังจึงไม่สามารถทำให้ผู้ชมหวาดกลัวและระทึกไปกับเหตุการณ์ได้อย่างที่ผู้สร้างตั้งใจจะให้เป็น







อย่างไรก็ตาม หนังก็ยังสะท้อนภาพของโลกในยุคสมัยที่มันออกฉายได้อย่างชัดเจน ไม่ต่างจากภาคแรก



ฉากน่าจดจำของ Independence Day หรือ ID4 ที่ออกฉายในปี 1996 ก็คือฉากสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี Whitmore ที่กล่าวไว้ในตอนหนึ่งว่า "วันที่ 4 กรกฎาคม จะไม่ใช่แค่วันหยุดของอเมริกา แต่มันจะเป็นเหมือนวันประกาศอิสรภาพของคนทั้งโลก"


มองด้วยสายตาเลวร้าย มันหมายความว่า วันประกาศอิสรภาพ (ที่หมายถึงการแยกตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นกับใคร) กลับเป็นวันที่คนทั้งโลกทำตรงกันข้ามกับการ “แยกตัวเป็นอิสระ” เพราะมันคือ "การรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว" เพื่อประกาศอิสรภาพกับมนุษย์ต่างดาว

แต่การรวมตัวครั้งนี้มาจากการประกาศของประธานาธิบดีอเมริกา และยังใช้วันประกาศอิสรภาพของอเมริกาเป็นวันประกาศอิสรภาพของโลก นั่นหมายความว่า "ทั้งโลกรวมตัวกันภายใต้การนำของอเมริกา"



ซึ่งก็สอดคล้องกับสถานภาพของอเมริกาในยุคนั้นที่ถือว่าเป็น "เจ้าโลก" อย่างแท้จริง หลังจากค่ายคอมมิวนิสต์ยักษ์ใหญ่อย่างสหภาพโซเวียตหมดอำนาจและชัยชนะเหนืออิรักในสงครามอ่าวเปอร์เซีย ในปี 1991


และ ID4 คือหนังที่ตอกย้ำสถานะผู้นำโลกของอเมริกาทางอ้อม







แต่ใน Independence Day: Resurgence สภาพของประธานาธิบดี Whitmore กลายเป็นคนแก่ที่เริ่มโรยรา (แต่ก็ยังเปี่ยมด้วยจิตวิญญานนักสู้) คล้ายกับสภาพของอเมริกา ที่เหมือนจะเสื่อมอำนาจลง


ขณะที่มหาอำนาจของโลกรายใหม่ในยุคนี้อย่างจีน ก็กลายมาเป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นไม่น้อยในหนัง ทั้งการให้คนจีนได้รับบทผู้บัญชาการใหญ่ของสถานีอวกาศบนดวงจันทร์ หรือให้ตัวละครนักบินหญิงชาวจีนได้ร่วมในทีมกู้โลก (แม้แทบจะไม่มีบทพูดเลยก็ตาม)



อันที่จริงมันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปกว่าความต้องการขายหนังในตลาดประเทศจีน ที่ปัจจุบันกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงของ Hollywood ไปแล้ว ด้วยจำนวนประชากรที่มากที่สุดและถือว่ามีกำลังซื้อมากที่สุดในขณะนี้



นี่เป็นสะท้อนภาพโดยไม่ตั้งใจถึงความเป็นมหาอำนาจในปัจจุบันของจีน ในระดับที่มหาอำนาจอย่างอเมริกายังต้องเอาใจ







หมายเหตุ: GDP (PPP) ของจีนสูงกว่าอเมริกาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว ทั้งที่ในปี 1996 อเมริกาครองอันดับ 1 และสูงกว่าจีนประมาณ 2 เท่า






โดย GDP (PPP) คือ มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายในประเทศ ที่ถูกปรับความเท่าเทียมกันของอำนาจการซื้อแล้ว (ขจัดปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน โดยจะเทียบกับค่าเงิน Dollar ดังนั้น GDP (Nominal) และ GDP (PPP) ของอเมริกาจะเท่ากันเสมอ)


GDP Source: International Monetary Fund World Economic Outlook
Update: 10 Jan 2015
Graph: //statisticstimes.com/economy/united-states-vs-china-gdp.php




5 / 10 ครับ





Create Date : 02 กรกฎาคม 2559
Last Update : 2 กรกฎาคม 2559 21:13:39 น. 4 comments
Counter : 1188 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ..

ตั้งใจจะไปดูให้ได้ค่ะ..

รอฤกษ์ดีดีก่อน..อิอิ



โดย: อ้อมแอ้ม (คนผ่านทางมาเจอ ) วันที่: 2 กรกฎาคม 2559 เวลา:20:51:54 น.  

 
ลองไปดูครับ แต่อย่าคาดหวังเยอะครับ ผมว่าความสนุกเทียบกับภาคเก่าๆไม่ได้เลย


โดย: navagan วันที่: 2 กรกฎาคม 2559 เวลา:21:11:12 น.  

 
กระทู้ที่ตั้งใน Pantip

//pantip.com/topic/35338358


โดย: navagan วันที่: 5 กรกฎาคม 2559 เวลา:3:36:25 น.  

 
แวะมามาทักทายหาอ่านข้อมูลหนังหนุกๆครับ ดูหนัง ดูหนัง


โดย: สมาชิกหมายเลข 3392476 วันที่: 5 กันยายน 2559 เวลา:6:51:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 61 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.