All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2556
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
19 กรกฏาคม 2556
 
All Blogs
 
*** Pacific Rim *** 2 become 1

*** Pacific Rim ***






Pacific Rim ถือเป็นหนัง Summer Blockbuster ทุนสร้างสูงเรื่องแรกของผู้กำกับที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นอย่าง Guillemo del Toro



หนังเล่าเรื่องราวในอนาคตอันใกล้หลังจากสัตว์ประหลาดต่างดาวข้ามมิติมายังโลกมนุษย์ผ่านทางรอยแยกกลางมหาสมุทรแปซิฟิก พวกมันถูกเรียกว่า "ไคจู" (Kaiju คือคำที่ใช้เรียกสัตว์ประหลาดของญี่ปุ่น)

อาวุธแบบเดิมที่มีบนโลกต้องใช้เวลานานกว่าจะจัดการเหล่าสัตว์ประหลาดพวกนี้ได้ แถมอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องเสียไปเป็นจำนวนมากจนผลิตไม่ทันความต้องการ

ด้วยเหตุนี้ โครงการ Jaegers (เป็นภาษาเยอรมันแปลว่านักล่า) ที่ใช้หุ่นยนต์ยักษ์เพื่อต่อกรกับเหล่าไคจู จึงถือกำเนิดขึ้น ด้วยข้อดีของความคล่องตัว และการลงไปซัดกันโดยตรง ทำให้ไม่ต้องใช้อาวุธประเภทที่ใช้แล้วทิ้ง อย่างพวกระเบิดมากนัก


แต่เมื่อเวลาผ่านไป เหล่าไคจูก็มีพัฒนาการมากขึ้นจน Jaeger แทบจะเอาไม่อยู่และไม่ใช่ทางเลือกที่ดีอีกต่อไป โครงการถึงขั้นถูกสั่งปิด เหล่านักขับทั้งหลายจึงต้องร่วมแรงร่วมใจเพื่อปกป้องโลกนี้ ด้วยทุกสิ่งที่เหลืออยู่







เห็นได้ชัดว่า Pacific Rim ได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจมาจากหนังหุ่นยักษ์และหนังสัตว์ประหลาดของญี่ปุ่น ซึ่งก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะ del Toro เองก็ประกาศตัวมาแต่ไหนแต่ไรว่าเป็นแฟนพันธ์แท้ของหนังเหล่านี้


ทั้งภาษาญี่ปุ่นที่ถูกนำมาใช้เป็นชื่อเรียกสัตว์ประหลาดต่างดาว ทั้งการเลือกตัวละครเอกฝ่ายหญิงเป็นชาวญี่ปุ่น นี่ขนาดยังไม่รวมรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อย่างเช่นการเปิดเพลง theme สร้างความฮึกเหิมทุกครั้งที่หุ่นตัวเอกออกโรง แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วในการแสดงความคารวะต่อบรรดาหนังญี่ปุ่นต้นฉบับทั้งหลาย


(ขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ไม่ได้เป็นแฟนพันธ์แท้หนังหรือการ์ตูนหุ่นยักษ์ของญี่ปุ่น และไม่ใช่แฟนพันธ์แท้หนังสัตว์ประหลาดญี่ปุ่น เพียงแต่เมื่อตอนเป็นเด็ก สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ได้ดูอยู่แทบทุกวัน )



Pacific Rim ยังมีประเด็นหลักที่ยอดเยี่ยม แม้จะไม่ใช่ประเด็นที่สดใหม่อะไรนัก แต่มันก็เหมาะสมกับโทนของหนังที่ควรจะเป็นอะไรที่ย่อยง่ายสำหรับเด็ก ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ดูถูกสติปัญญาของผู้ใหญ่เกินไป







สิ่งที่เด่นชัดที่สุดในหนังก็คือ การที่คนสองคนซึ่งอาจแตกต่างกันสุดขั้วหรือมีความขัดแย้งกันรุนแรง แต่เมื่อถึงคราวจำเป็น ต่างก็ต้องร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อความอยู่รอด



Raleigh – Mako [ชายอเมริกา กับ หญิงญี่ปุ่น ที่ต้องมาควบคุมหุ่นร่วมกัน]

Herc – Chuck [พ่อ-ลูก ตระกูล Hensen ที่แทบไม่เคยพูดกันตรงๆ แต่ต้องคอยควบคุมหุ่นร่วมกัน]

Newton – Hermann [สองนักวิทยาศาสตร์คู่กัด ที่ต้องร่วมมือกันเฉพาะกิจ]



ใน Pacific Rim หนังใช้เงื่อนไขของการ “ล่อง” (หรือ Drift) เป็นเครื่องมือในการ “เชื่อม” ความแตกต่างเข้าด้วยกัน ซึ่งหลักการของการ drift ก็คือ การแชร์ประสบการณ์ทั้งในอดีต และการรับรู้ในปัจจุบันเข้าด้วยกัน

ดังนั้นหัวใจที่แท้จริงของการ drift ก็คือ



“การเปิดใจยอมรับซึ่งกันและกัน”





นอกจากนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ทั้งสองห้ามยึดติดกับทั้งอดีตของตนเองและผู้อื่น ดังนั้น อีกหนึ่งหัวใจสำคัญ ก็คือ



“การลดอคติ และการปล่อยวางเรื่องราวในอดีต”






หนังใช้ “รองเท้า” เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของ "ความเป็นคู่"

ฉากที่ Mako จะได้รับอนุญาตให้ขับหุ่น ผู้การ Stacker ก็มอบรองเท้าคู่เก่าที่เธอเคยถือไว้ในวัยเด็ก ราวกับเป็นการบอกว่า Mako ที่เปรียบเสมือนรองเท้าข้างเดียว ได้พบคู่ที่สมบูรณ์แล้ว


ประเด็นเรื่องความเป็นคู่ยังคงถูกใช้เป็นวิธีการในการบรรลุเป้าหมายในท้ายที่สุดอีกด้วย เพราะการที่จะเข้าไปในรอยแยกกลางแปซิฟิกได้นั้น จำเป็นต้องใช้ DNA ของ ไคจู ดั้งนั้น Jaeger ต้องจับคู่กับ ไคจู เพื่อภารกิจนี้



นอกจากนี้ชื่อตัวละครเป็นอีกอย่างที่น่าสนใจ

ชื่อของตัวละคร Hannibal Chau เป็นการผสมรวมระหว่างสองภาษาตามที่เจ้าของชื่อบอกถึงที่มาที่ไป
(Hannibal มาจากชื่อแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ชาว Carthage ขณะที่ Chau มาจากร้านอาหารจีนร้านโปรด แต่ด้วยพฤติกรรมของตัวละครแล้ว ผมนึกไปถึง Hannibal Lecter มากกว่า โดยเฉพาะงานการชำแหละสมองไคจู )








พูดถึงเรื่องชื่อ เราจะพบความน่าสนใจที่ชื่อของสองนักวิทยาศาสตร์คู่กัดในเรื่อง


Newton มาจาก Isaac Newton นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังชาวอังกฤษ ซึ่งในหนังจะมีฉากหนึ่งซึ่งมือของหุ่นยักษ์ทะลุเข้าไปในตึก เราจะเห็น ลูกตุ้มของ Newton (Newton’s Cradle) แกว่งอยู่บนโต๊ะ

ส่วน Hermann ก็มาจาก Hermann Minkowski นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ที่เป็นที่รู้จักจาก Minkowski’s diagram ที่ถูกใช้เป็นแผนภาพอธิบายเรื่อง Space-Time (อาจจะไม่โด่งดังนัก แต่ใครที่ศึกษาเรื่อง Space-Time น่าจะรู้จักดี) ซึ่งในหนังจะมีฉากหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึง ทางเชื่อมระหว่างมิติ ที่แลดูคล้าย Minkowski’s diagram อยู่เหมือนกัน


ไม่แน่ว่า อีกเรื่องที่ del Toro สนใจก็คือ Space-Time เพราะเราเคยเห็นการข้ามมิติผ่านรูหนอนแบบนี้มาแล้วใน Hellboy ผลงานอีกเรื่องของเขา







ออกทะเลไปไกลจนถึงกลางแปซิฟิกแล้ว ขอวกกลับมาที่หนังต่อ


เมื่อพูดถึง เยอรมนี และ ญี่ปุ่น จะสังเกตได้ว่า หนังจงใจที่จะเกี่ยวข้องกับสองประเทศนี้ ซึ่งสิ่งที่สองประเทศนี้เหมือนกันก็คือ ความพ่ายแพ้ในในสงครามโลกครั้งที่สอง



แม้จะไม่ได้พบเห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนนักถึงสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะหลายอย่างถูกบิดไปเยอะ อย่างในหนัง อเมริกาก็จับมือกับญี่ปุ่น (Raleigh-Mako) ส่วนอังกฤษก็จับมือกับเยอรมัน (Newton-Hermann) เพื่อความอยู่รอดไปแล้ว


แต่หนังก็ทำให้นึกไปถึงประเด็นนี้ได้อยู่ดี เพราะภารกิจเป้าหมายของหนังก็คือ "การหย่อนระเบิดนิวเคลียร์ที่แหล่งทางออกของพวกไคจู" ซึ่งภารกิจนี้ดันไปคล้ายกับ "การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น" ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง


หรือมันอาจเป็นเพียงแค่ตะกอนอดีตที่ปรากฏขึ้นระหว่าง drift ผู้ชมอย่าไปยึดติด อย่างที่หนังบอกก็พอ



อย่างน้อย Pacific Rim ก็ไม่ได้ Pro อเมริกาแบบออกนอกหน้าแบบหนังเรื่องอื่นๆ แต่เลือกที่จะเน้นไปที่ความร่วมมือจากหลากหลายประเทศแทน







ถ้าตัดอคติ และความคาดหวังไปออกไป จนไม่รู้สึกต่อต้านหนังแล้ว Pacific Rim สนุกและเป็นความบันเทิงที่ทำได้ดีมาก

สาเหตุเพราะหนังสร้างอารมณ์ร่วมระหว่างตัวละครหลักและผู้ชมได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงการที่เหล่าไคจูร้ายกาจแบบเหนือคาดอยู่ในหลายๆครั้ง ฉาก action ทั้งหลายจึงเป็นความลุ้นระทึกแบบเต็มที่

ซึ่งต้องชมไปที่ทีมนักแสดงหลักทั้ง Charlie Hunnam, Idris Elba, Rinko Kikushi, Charlie Day, Ron Perlman และ Burn Gorman แต่ที่ขโมย scene สุดๆคือ หนูน้อย Mana Ashida ในบทวัยเด็กของ Mako





บทหนังของ del Toro และ Travis Beacham เป็นไปตามสูตรสำเร็จและไม่ได้มีเงื่อนงำลึกลับซับซ้อนอะไร แต่ก็ยังคงมีความน่าติดตาม อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของตัวละครยังไม่เข้มข้นมากพอ ซึ่งสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะเวลาของหนังที่มีจำกัด



การถ่ายทำโดยเฉพาะฉาก action มีมุมมองเดียวกับหนังสัตว์ประหลาดญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ที่มีคนใส่ชุดยางเดินอาละวาดในเมืองย่อส่วน เพียงแต่ใน Pacific Rim คนในชุดยางได้กลายมาเป็น CG ที่สมจริง



ดนตรีประกอบ โดยเฉพาะ theme หลัก มีเอกลักษณ์และถูกใส่มาในหนังได้อย่างลงตัว







Pacific Rim คือความบันเทิงที่มาพร้อมข้อคิดดีๆที่ย่อยไม่ยาก แต่หนังจะถูกใจผู้ชมมากแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคาดหวังอะไรและคาดหวังแค่ไหน เพราะต้องถือว่าหนังมีความเฉพาะตัวอยู่พอสมควร



หาก Pacific Rim เปรียบเสมือนตะกอนความทรงจำ ความประทับใจของ del Toro แล้ว การดูหนังเรื่องนี้ก็เปรียบเสมือนการเชื่อมต่อสมองของเรากับตัวเขา


ฉะนั้นถ้าอยากให้ภารกิจการเชื่อมต่อสำเร็จลุล่วงไปด้วยกันแล้วหล่ะก็ โปรดทำตามคำแนะนำ



ปลดปล่อยความทรงจำในอดีตของคุณให้ไหลผ่าน แล้ว “drift” ไปด้วยกัน





8 / 10 ครับ







Create Date : 19 กรกฎาคม 2556
Last Update : 20 กรกฎาคม 2556 21:13:19 น. 2 comments
Counter : 4237 Pageviews.

 
กระทู้ pantip

//pantip.com/topic/30744863


โดย: navagan วันที่: 23 กรกฎาคม 2556 เวลา:1:16:23 น.  

 
สนุกมากครับเรื่องนี้ น่าจะถูกอกถูกใจพวกผู้ชายเป็นพิเศษ
ซีจีก็สมจริงมาก ฉากแอ็คชั่นก็สุดยอดครับ


โดย: ปีศาจความฝัน วันที่: 24 กรกฎาคม 2556 เวลา:15:01:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 60 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.