All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
5 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
*** The Orphanage *** Peter Pan, กระจก, นาฬิกา และ เกมตามหาสมบัติ "ภาค : 2 สรุปเรื่องราว + วิจารณ์"

*** The Orphanage ***


ภาค 2 : สรุปเรื่องราว + วิจารณ์






การที่เราจะสรุปเรื่องราวของหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น มันขึ้นอยู่กับว่า หนังเรื่องนั้น มีบทสรุปที่ตายตัว หรือมันเปิดโอกาสให้ผู้ชมตีความได้หลากหลายแค่ไหน หนังอย่าง Pan’s Labyrinth (ที่มักจะถูกเทียบเคียงกับเรื่องนี้) ที่แม้จะเห็นได้ว่า ผู้กำกับมีบทสรุปอยู่ในใจแล้วก็ตาม แต่หนังก็เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ตีความกันเต็มที่ ด้วยการที่หนังไม่พยายามให้ข้อมูลที่มากเกินไปจนตีกรอบผู้ชมให้คิดในแบบที่หนังต้องการ


ผิดกับหนังบางเรื่องที่ค่อนข้างจะชัดเจนกับบทสรุปที่ต้องการมอบให้ผู้ชม ด้วยการให้ข้อมูลจนสามารถสร้างข้อสรุปได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าหนังลักษณะนี้เป็นหนังที่ไม่ดีนะครับ


ในขณะที่หนังบางเรื่องก็ไม่ได้ต้องการที่จะสร้างข้อสรุปให้กับผู้ชม แต่ข้อมูลที่หนังให้มาก็เป็นเหมือนการตีกรอบกลายๆ ซึ่งถ้าบทสรุปของหนังกับรายละเอียดเรื่องราวมันขัดแย้งกัน ก็จะกลายเป็นช่องโหว่ของบท แต่ถ้ามันสอดคล้องกันก็จะได้หนังที่มีบทที่สมเหตุสมผล



พูดมาซะยาวเลย จริงๆจะบอกแค่ว่า ในกรณีของ The Orphanage คิดว่าทางผู้เขียนบทและผู้กำกับคงไม่ได้ต้องการสร้างบทสรุปเรื่องราวที่ชัดเจนมากนัก แต่ข้อมูลและความเชื่อมโยงที่มีเหตุผลและแน่นมากๆของมัน ก็ทำให้คิดได้ว่า หนังคงมีบทสรุปและที่มาที่ไปของเรื่องราวที่ชัดเจนแน่นอน


และจากนี้คือความคิดเห็นส่วนตัวของผม



คำเตือน จากนี้ไปเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ เหมาะสำหรับคนที่ดูแล้ว ใครยังไม่ดูข้ามไปเลย






ขอสรุปเรื่องราวเฉพาะส่วนที่(คิดว่า)สำคัญเท่านั้นครับ


ในสมัยที่ Laura ยังเป็นเด็กกำพร้า เธอถูกรับอุปการะไปเลี้ยง ก่อนที่เพื่อนๆทุกคนของเธอในบ้านเด็กกำพร้าจะโดนฆาตกรรม โดย Benigna พี่เลี้ยงคนหนึ่งในบ้าน สาเหตุก็เนื่องมาจาก เด็กๆเหล่านี้ มีส่วนทำให้ Thomas ลูกชายที่มีใบหน้าอัปลักษณ์ของเธอเสียชีวิต


หลายปีผ่านไป Laura โตขึ้น เธอแต่งงานกับ Carlos ทั้งคู่รับ Simon มาเป็นลูกบุญธรรม Laura ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้าหลังนี้อีกครั้ง และมีแผนที่จะเปิดที่นี่เป็น บ้านสงเคราะห์สำหรับเด็กพิเศษ



ที่บ้านหลังนี้นี่เอง Simon สามารถติดต่อกับ วิญญาณเด็กกำพร้าได้ แต่ Laura และ Carlos กลับคิดว่าเป็นเพียงการสร้างเพื่อนในจินตนาการของ Simon เท่านั้น






นอกจาก Simon แล้ว คนที่สามารถสัมผัสกับวิญญาณได้อีกคนหนึ่ง ก็คือ Benigna ที่ตอนนี้แก่มากแล้ว


ซึ่งสาเหตุที่ทั้ง Simon และ Benigna สามารถสัมผัสกับ วิญญาณได้ก็สอดคล้องกับ เงื่อนไขที่หนังได้สร้างเอาไว้ว่า “คนที่ใกล้ตายจะสัมผัสกับวิญญาณได้” (ซึ่งได้อธิบายไว้ใน ภาค 1: วิเคราะห์สัญลักษณ์ ไปแล้วครับ)


Benigna คงได้เจอกับวิญญาณของ Thomas หลังจากที่ Simon ไปเจอวิญญาณของเขา ในถ้ำที่เขาตาย และนำเขาออกจากถ้ำด้วยการนำทางโดยเปลือกหอย


Benigna จึงกลับมาที่บ้านเด็กกำพร้าหลังนี้อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายก็เพื่อ นำศพของเหล่าเด็กกำพร้าที่ถูกเธอซ่อนเอาไว้ ในห้องเก็บของที่บ้านเด็กกำพร้าหลังนี้ ออกมาจากที่ซ่อน ส่วนสาเหตุที่เธอกลับมาขุดศพ อาจเป็นเพราะการขอร้องของวิญญาณ Thomas หรือวิญญาณของเด็กๆทั้งหมด ที่ต้องการให้คนมาพบศพของพวกเขา



แต่แล้วเธอก็ทำไม่สำเร็จ เนื่องจากถูกขัดขวางโดย Laura เสียก่อน






ตัดมาที่เรื่องของ Simon เหล่าวิญญาณเด็กกำพร้า ได้สอนวิธีเล่นเกมชนิดหนึ่งให้ Simon นั่นคือ “เกมตามหาสมบัติ”


ซึ่ง “เกมตามหาสมบัติ” มีกติกาก็คือ


ผู้สร้างเกมจะนำ “สิ่งของที่มีค่ามากที่สุด” ของผู้เล่นไปซ่อน จากนั้นจะวาง “สิ่งของชิ้นอื่น” ไว้แทน เพื่อเป็นคำใบ้ที่จะโยงไปยังที่ซ่อนของ “สิ่งของที่มีค่ามากที่สุด” โดยใช้ความสัมพันธ์ของ “สถานที่ที่ควรอยู่ของสิ่งของนั้นๆ”

และเมื่อใดก็ตามที่ผู้เล่นสามารถหา “สิ่งของที่มีค่ามากที่สุด” ของตัวเองเจอ ผู้เล่นก็จะได้อธิษฐาน 1 ครั้ง




สำหรับเกมแรกที่ Simon เล่นนั้น เป็นเกมตามหา "เหรียญทอง" ซึ่งหนังไม่ได้ให้รายละเอียดว่า จริงๆแล้วเกมนี้ Simon เป็นคนจัดฉากขึ้นมา หรือวิญญาณเด็กๆเป็นคนทำ

ส่วนตัวคิดว่า แท้จริงแล้ว Simon เป็นคนจัดฉากขึ้นมา



เมื่อพิจารณาจะพบว่า Simon รู้ว่าตัวเอง ไม่ใช่ลูกแท้ๆของ Laura ตั้งแต่ก่อนเล่นเกมแล้ว โดย Simon บอกว่า วิญญาณ Thomas เป็นคนบอก

แถมที่ซ่อนของเหรียญทอง ก็อยู่ตรงที่เก็บเอกสารที่บ่งบอกว่า ตัวเขาเป็นลูกบุญธรรม แถมติดเชื้อ HIV จึงเป็นไปได้ว่า คนที่คิดเกมนี้คือ Simon นั่นเอง ส่วนสาเหตุคิดว่า เพื่อเป็นการอธิบายวิธีเล่นเกมให้ Laura เข้าใจ หรือเพื่อ “จุดประสงค์บางอย่าง” ของ Simon







ในวันถัดมา ซึ่งเป็นวันเปิดงานบ้านสงเคราะห์เด็กพิเศษ Simon บอก Laura ว่าจะพาไปดูบ้านของ Thomas แต่เธออยากให้ Simon ลงไปร่วมงานข้างล่างมากกว่า


และด้วยความดื้อของ Simon เธอจึงขาดความยั้งคิด ตบหน้าเขาไปเต็มแรง ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ




จากวันนั้น Simon ก็หายตัวไป ขอข้ามไปในตอนที่ Laura พยายามตามหาตัว Simon โดยใช้ “เกมตาหาสมบัติ” เป็นเครื่องมือเลยนะครับ


ในที่สุด Laura ก็จำต้องเล่นเกมตามหาสมบัติ เพื่อหาตัว Simon แต่กลับกลายเป็นว่า Laura หา Simon ไม่เจอ แต่ไปเจอที่ซ่อนศพของพวกเด็กกำพร้าแทน


ดูเผินๆเหมือนเกมนี้ ถูกสร้างขึ้นโดย วิญญาณของเด็กกำพร้า เพื่อให้หาที่ซ่อนศพของพวกเขา แต่แท้จริงแล้วมันไม่น่าจะใช่ การที่ Laura เจอที่ซ่อนศพเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า ซึ่งการหายตัวไปของ Simon และเกมที่ถูกทิ้งไว้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิญญาณของพวกเด็กกำพร้าเลยซักนิด


เมื่อคิดดีๆจะพบว่า ถ้าวิญญาณเด็กกำพร้าสามารถสร้างเกมได้ ทำไมไม่สร้างเกมที่จะนำไปสู่ที่ซ่อนศพของพวกเขาโดยตรงเลยทีเดียว หรือ บอก Simon ไปตรงๆเลยก็ได้






ผมคิดว่าแท้จริงแล้วเกมทั้งหมดถูกสร้างขึ้นโดย Simon โดยมีสาเหตุสำคัญคือ เขาต้องการจะพา Laura ไปดู “บ้านของ Thomas” ตามที่เขาบอก แต่เธอไม่ยอมไป

ดังนั้นจึงจัดเกมนี้ขึ้นมา เพื่อจะนำ Laura ไปดูบ้านของ Thomas




ส่วนอีกสาเหตุที่น่าสนใจ และสะเทือนใจที่สุด คือ เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขของเกมที่ว่า



ผู้สร้างเกมจะนำ “สิ่งของที่มีค่ามากที่สุด” ของผู้เล่นไปซ่อน




Simon ผู้ที่กำลังไม่มั่นใจว่าจริงๆแล้ว Laura รักเขาจริงหรือไม่
เพราะเขาไม่ใช่ลูกที่แท้จริง อีกทั้งเขาเพิ่งโดน Laura ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจอีกด้วย จึงอาจจะเกิดความน้อยใจ



Simon จึงพาตัวเองไปซ่อน เพื่อจะพิสูจน์ว่า



จริงๆแล้วตัวเขาเป็น “สมบัติที่มีค่ามากที่สุด” ของ Laura หรือเปล่า




ซึ่งนั่นก็คือ การพิสูจน์ว่า



“จริงๆแล้ว Laura รักเขาหรือเปล่า”






ในที่สุด Laura ก็หาที่ซ่อนของ Simon เจอจนได้ แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะ Simon ตายแล้ว


แต่เกมนี้ก็มีเงื่อนไขอยู่ว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้เล่นสามารถหา “สิ่งของที่มีค่ามากที่สุด” ของตัวเองเจอ ผู้เล่นก็จะได้อธิษฐาน 1 ครั้ง


ดังนั้น ขณะที่ Laura นั่งกอดศพ Simon อยู่นั้น เธอพูดว่า “เอา Simon คืนมา” ทันใดนั้นเอง Simon ก็ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ที่จริงแล้วก็คือ Laura ตาย และไปอยู่ในโลกของวิญญาณร่วมกับ Simon และเด็กๆในบ้านเด็กกำพร้าต่างหาก



และเมื่อ Simon ฟื้นขึ้นมา เขาได้พูดว่า



“ผมเจอเหรียญทองแล้ว และได้อธิษฐานว่า ผมขอให้แม่ได้อยู่ดูแลพวกเราทุกคนที่นี่”




หรือว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ แท้ที่จริงแล้วมาจากคำอธิษฐานของ Simon ตั้งแต่การเล่น “เกมตามหาสมบัติ” เกมแรกแล้ว






สิ้นสุดการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ



วิจารณ์



The Orphanage เป็นหนังผีที่เน้นสร้างบรรยากาศน่ากลัว ชวนสงสัยมากกว่า จะเป็นหนังผีที่เน้นความสยอง และฉากตกใจ แต่มันก็ยังมีฉากชวนตกใจอยู่ดีนั่นแหล่ะ (หรือว่ามันเป็น “ท่าบังคับ” ของหนังผี)

หนังดำเนินเรื่องได้อย่างน่าติดตาม แม้ในตอนต้นเรื่องดูจะเนิบนาบไปบ้าง เพราะเป็นส่วนที่ต้องปูเรื่อง แต่พอถึงช่วงกลางเรื่อง ความเข้มข้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะไปถึงตอนจบที่ได้ทั้งความสะเทือนใจ และ ซึ้งใจ พอๆกัน



ช่วงที่สร้างความตื่นเต้นได้มากที่สุดของหนัง คงจะเป็นช่วงกลางเรื่อง ในตอนที่มีการเข้าทรงในบ้านเด็กกำพร้า ซึ่งหนังสร้างบรรยากาศ และ ใช้การตัดต่อที่เพิ่มระดับความหลอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชนิดที่ว่านั่งดูไปลุ้นไปตาแทบไม่กระพริบ


ส่วนฉากที่ทำให้ผมขนลุกได้ (หลังจากไม่ได้เจอหนังผีที่ทำให้ขนลุกได้มานาน) ก็คือ ฉากในช่วงท้ายๆเรื่อง ขอเรียกว่าฉาก “ก๊อก ก๊อก ก๊อก” ซึ่งไม่ขอเล่าแล้วกัน

โดยฉากนี้เพียงฉากเดียวก็ถือว่า น่ากลัว กว่าหนังผีหลายๆเรื่องที่พยายามสร้างความน่ากลัวด้วยการประเคนใส่ฉากชวนสะดุ้งทั้งหลายลงในหนัง






สำหรับบท Laura ซึ่งถือว่าเป็นตัวละครที่เป็นศูนย์กลาง และเป็นตัวเดินเรื่องหลักตัวเดียวในหนังเรื่องนี้ รับบทโดย Belen Rueda ซึ่งเธอรับผิดชอบหนังทั้งเรื่องได้ดีมาก และให้การแสดงที่มีมิติ ซึ่งส่งผลให้ผู้ชมเข้าถึง และพร้อมเอาใจช่วยตัวละครตัวนี้


อีกทั้งความน่ารักน่าชังของ Roger Princep ในบท Simon ก็ช่วยเพิ่มอารมณ์ ในฉากสะเทือนใจได้มากทีเดียว

คงจำได้กับภาพความขัดแย้ง ระหว่าง ภาพความร่าเริงของ Simon กับ ภาพตอนที่เขาร้องไห้เพราะโดนตบหน้าโดย Laura



ผู้เขียนบท Sergio G. Sanchez วางเรื่องได้แน่นมาก และใช้ประโยชน์จากเงื่อนไขที่วางไว้ได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็แทรกประเด็น “เด็กที่ถูกทำร้ายโดยผู้ใหญ่” ได้อย่างแยบยล


ขณะที่ผู้กำกับครั้งแรกอย่าง Juan Antonio Bayona ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างความน่าติดตาม และสร้างบรรยากาศหลอนๆ ให้กับเรื่องราว อีกทั้งยังแทรกสัญลักษณ์ต่างๆเข้ามาได้อย่างน่าสนใจ

ที่สำคัญ Bayona ผสานความเป็นดราม่า และ ความเป็นหนังสยองขวัญได้อย่างกลมกล่อมทีเดียว



ที่ต้องชมในอีกส่วนหนึ่งก็คือ การตัดต่อที่ถูกจังหวะ ที่ทำให้ The Orphanage ซึ่งส่วนหนึ่งก็ใช้มุขเดิมๆของหนังผีทั่วๆไป (แต่ใช้น้อย ไม่พร่ำเพรื่อ) สร้างความตกใจให้กับผู้ชมได้สำเร็จ ทั้งๆที่ฉากชวนตกใจแบบนี้ ผู้ชมคงพอที่จะคาดเดาได้ว่าจะมันมาเมื่อไหร่






สรุปว่า The Orphanage เป็นหนังผีชั้นดี ที่ดูได้ในหลายระดับ จะดูเพื่อความสนุกสนานแบบหนังผีที่เน้นไปที่เรื่องราว ดูเพื่อตีความสัญลักษณ์ หรือ ดูเพื่อเอาสาระ ก็ได้


อีกทั้งหนังยังสะกิดให้เราฉุกคิดถึง การกระทำของผู้ใหญ่ ที่ไม่ได้คำนึงถึงหัวอกของเด็กตัวเล็กๆ ที่อาจส่งผลกระทบที่สร้างความสะเทือนใจได้อย่างในเรื่อง




8 / 10 ครับ





หมายเหตุ: กลับไปอ่าน ภาค 1 ได้ที่นี่ครับ

*** The Orphanage *** Peter Pan, กระจก, นาฬิกา และ เกมตามหาสมบัติ "ภาค : 1 วิเคราะห์สัญลักษณ์"




Create Date : 05 กรกฎาคม 2552
Last Update : 5 กรกฎาคม 2552 3:22:56 น. 13 comments
Counter : 2504 Pageviews.

 
สำหรับคนที่งงกับระบบการให้คะแนน

อ่าน "ระบบการให้คะแนน" ของผมได้ ที่นี่ ครับ



ปล. ในนั้นผมพล่ามเยอะนิดหน่อย
ข้ามไปอ่าน ตรง "การให้คะแนนแบบสี่ดาว" และ "การให้คะแนนแบบเต็มสิบ" ได้เลย


โดย: navagan วันที่: 5 กรกฎาคม 2552 เวลา:2:32:46 น.  

 
ชอบจริงๆหนังเรื่องนี้ เขียนไว้แล้วสั้นๆ อิอิ


โดย: joblovenuk วันที่: 5 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:07:54 น.  

 
คงจะดูเร็วๆ นี้


โดย: คนขับช้า วันที่: 5 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:35:41 น.  

 
ผมยังคงไม่ได้ดูเลยครับ ขออภัยๆ จะรีบหาโอกาสดูโดยไว _'/\\'_


โดย: Seam - C IP: 58.9.223.131 วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:8:20:52 น.  

 
ดูแล้วรอบเดียว

แต่อยากดูอีกนะ แบบเจาะลึก

ชอบทีเดียวแหละกับหนังที่มีบรรยากาศอย่างนี้



โดย: renton_renton วันที่: 7 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:44:07 น.  

 
ขออนุญาตนำความเห็น ข้อเสนอแนะที่แตกต่างจากการตั้งกระทู้ใน Pantip ห้อง เฉลิมไทย มาให้อ่านกันครับ


โดย: navagan วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:07:11 น.  

 
ความคิดเห็นที่ 12

ในวันถัดมา ซึ่งเป็นวันเปิดงานบ้านสงเคราะห์เด็กพิเศษ Simon บอก Laura ว่าจะพาไปดูบ้านของ Thomas แต่เธออยากให้ Simon ลงไปร่วมงานข้างล่างมากกว่า

และด้วยความดื้อของ Simon เธอจึงขาดความยั้งคิด ตบหน้าเขาไปเต็มแรง ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ .
....................................................

งั้นก็แปลว่า simon ตายเพราะอารมณ์ชั่ววูบของแม่เขาเองหรอ


เพราะถ้าคิดว่า็ ตายเพราะคำอธิฐานครั้งแรกของ simon
แบบนี้ก็ขัดกับที่ว่า simon เป็นคนคิดเกมส์แรกขึ้นมา
เพราะสร้างเกมส์เอง ขอพรเอง
แถมวิ่งหาเอง ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเลย

จากคุณ : blueboyhub - [ 5 ก.ค. 52 07:36:12 ]


โดย: navagan วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:10:57 น.  

 
ความคิดเห็นที่ 14

"Benigna จึงกลับมาที่บ้านเด็กกำพร้าหลังนี้อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายก็เพื่อ นำศพของเหล่าเด็กกำพร้าที่ถูกเธอซ่อนเอาไว้ ในห้องเก็บของที่บ้านเด็กกำพร้าหลังนี้ ออกมาจากที่ซ่อน ส่วนสาเหตุที่เธอกลับมาขุดศพ อาจเป็นเพราะการขอร้องของวิญญาณ Thomas หรือวิญญาณของเด็กๆทั้งหมด ที่ต้องการให้คนมาพบศพของพวกเขา"


ตรงนี้ขอเห็นต่างนิดหนึ่งนะคะ ส่วนตัวว่า Benigna คงไม่ได้โดนขอร้องล่ะค่ะ เพราะแกเป็นคนฆ่าเอง น่าจะกลัวว่าพอเปิดเป็นสถานดูแลเด็กพิเศษแล้ว จะมีใครมาพบศพมากกว่า

จากคุณ : Big Bad Wolf - [ 5 ก.ค. 52 10:38:20 ]


โดย: navagan วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:11:33 น.  

 
ความคิดเห็นที่ 15

ตอบ คุณ blueboyhub คห. 12

นั่นน่ะสิครับ สร้างเกมเอง เล่นเอง จะอธิษฐานได้อย่างไร ผมก็ลืมคิดไปนะเนี่ย



ทีนี้คงต้องดูน้ำหนักหล่ะครับว่า "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นเพราะ "คำอธิษฐาน" จากการเล่นเกมจริงๆ

หรือ เป็นเพราะว่า "มันเป็นสิ่งที่ต้องเกิด หรือว่าเป็นอยู่แล้ว" ซึ่งก็คิดได้สองแง่



ถึง Laura ไม่อธิษฐาน เธอก็ได้พบ Simon อยู่ดี เพราะ เธอตายจากการกินยาเกินขนาด

ส่วนคำอธิษฐานของ Simon ที่ว่า "อยากให้แม่อยู่ดูแลเราทุกคนที่นี่" ที่มันเป็นจริงอาจเป็นเพราะความบังเอิญก็ได้นะ



สรุปแล้วอย่างไหนมีน้ำหนักกว่ากันเนี่ย ขอบคุณคุณ blueboyhub ที่ช่วยเปิดประเด็นน่าสนใจครับ ^_^

จากคุณ : navagan - [ 5 ก.ค. 52 11:55:11 ]


โดย: navagan วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:11:53 น.  

 
ความคิดเห็นที่ 16

ตอบคุณ Big Bad Wolf คห.14


อ๊ะ ผมลืมคิดเรื่องนี้ไปเลยครับ เป็นไปได้นะครับ

ผมมัวแต่ไปคิดว่า ทำไมพอวิญญาณ Thomas ได้ออกจากถ้ำปุ๊บ ป้า Benigna ถึงรีบบึ่งมาที่บ้านหลังนี้ปั๊บ


แต่ลองมาคิดต่อดู รู้สึกว่าถึงมีคนมาพบศพก็ทำอะไรไม่ได้แล้วมั้งครับ เพราะคดีความน่าจะหมดอายุไปแล้ว



ขอบคุณ คุณ Big Bad Wolf ที่สำหรับความคิดเห็นที่น่าสนใจ ^_^

จากคุณ : navagan - [ 5 ก.ค. 52 12:03:35 ]


โดย: navagan วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:12:15 น.  

 
ได้ดูแล้วจากกีวีดี แบบเปิดเสียงแล้วอ่านซับไทยเอา เพราะกลัวๆดูคนเดียวตอนดึก กลัวลูกตื่นด้วย

เอาเป็นว่า หนังสนุกดีมาก ไม่เสียความรู้สึก น่ากลัว น่ารัก เศร้า สุข มีครบเลย นางเอกสื่อได้ดีมาก

ดูแล้วไม่เสียดาย


โดย: Birdy~ IP: 119.31.120.149 วันที่: 12 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:16:55 น.  

 
พอดีเห็นคุณ navagan ไปเม้นต์ในบล็อคนาโนน่ะครับก็เลยหามาให้ครับ

112 โดย Filmsick

//filmsick.exteen.com/20090212/entry


โดย: Seam - C IP: 58.9.201.153 วันที่: 14 กรกฎาคม 2552 เวลา:21:29:48 น.  

 
ดูหนังแล้ว ได้อ่านทั้ง 2 part แล้ว
เขียนได้ดีมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ การตีความ
ข้อที่เราสงสัยต่างๆ(มัวแต่กลัว จนดูไม่ค่อยรู้เรื่อง) กระจ่างหมดแล้วค่ะ
จะติดตามเรื่อยๆนะคะ


โดย: i love johnny depp IP: 125.25.229.34 วันที่: 22 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:44:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 61 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.