All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
10 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
*** X-Men: First Class *** ชั้นเรียนบูรณาการ: ประวัติศาสตร์การเมือง และจิตวิทยาสังคม

*** X-Men: First Class ***






ออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ได้ติดตาม X-Men ในเวอร์ชั่น Comic แต่เพิ่งมารู้จักครั้งแรกผ่านมุมมองในการนำเสนอของผู้กำกับ Bryan Singer ที่มีประเด็นสำคัญว่าด้วยเรื่องราวของ “กลุ่มคนแปลกแยกที่ถูกสังคมกีดกันให้เป็นคนนอก”



ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลย เพราะตัว Singer เองก็เป็นชายรักชาย ซึ่งแน่นอนว่าสังคมส่วนใหญ่ ยังไม่ยอมรับเพศทางเลือกเหล่านี้



สำหรับความรู้สึกที่มีต่อ Series นี้ ส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรนัก แต่ที่รู้สึกไม่ชอบเลยก็คือ X-Men Origins: Wolverine



ดังนั้นสิ่งที่ดึงดูดสำหรับ X-Men: First Class ก็คือ ผู้กำกับคนโปรดอย่าง Mathew Vaughn ซึ่งผลงานที่ผ่านมาก็ว่าด้วยเรื่องราวของ “คนนอก” ที่ต้องการการยอมรับ คล้ายๆกัน ไม่ว่าจะเป็น Layer Cake (กลุ่มคนนอกกฏหมาย ชั้นปลายแถว ที่อยากจะเข้าไปสู่ระดับสูงของสังคมอาชญากรรม), Star Dust (ชายหนุ่มนอกสายตา กับ หญิงสาวนอกโลก) และ Kick-Ass (ไอ้หนุ่มขี้แพ้ ที่อยากมีตัวตนในสังคม)



นี่เองที่เป็นความน่าสนใจว่า Vaughn จะมีมุมมองในการตีความ “คนนอก” เหล่านี้ออกมาอย่างไร



(คำเตือน: จากนี้ไปเปิดเผยเนื้อหาสำคัญอย่างละเอียดครับ)







X-Men: First Class เล่าย้อนไปถึงปมในวัยเด็ก และความสัมพันธ์ระหว่าง Charles Xavier (James McAvoy) และ Erik Lehnsherr (Michael Fassbender) ก่อนที่ Charles จะกลายเป็น Professor X และ Erik จะกลายเป็น Magneto


X-Men: First Class ผูกเรื่องเข้ากับประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็น โดยเฉพาะช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา หนังยังสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมทางสังคมอันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ ผ่านความสัมพันธ์ในหลายระดับ โดยยังคงไว้ซึ่งประเด็นสำคัญของ Series นี้ ที่ว่าด้วย “คนนอก” ได้อย่างน่าสนใจ



ชีวิตในวัยเด็กของ Charles แม้จะเกิดมาอย่างสุขสบายและเพียบพร้อม แต่จริงๆแล้ว Charles กลับรู้สึกโดดเดี่ยวจากความห่างเหินกับแม่ และการที่คิดว่าตนเองเป็นคนประหลาดและรู้สึกแปลกแยกที่สามารถอ่านใจผู้อื่นได้


แต่เมื่อ Charles ได้พบกับ Raven/Mystique (Jennifer Lawrence) เขาก็เริ่มคิดว่าน่าจะมีพวกกลายพันธุ์ (Mutant) แบบตัวเองอยู่อีกแน่นอน


เราจะเห็นว่าเมื่อโตมา Charles ค่อนข้างจะเจ้าชู้ ซึ่งน่าจะมาจากวัยเด็กที่ห่างเหินกับแม่ นอกจากนี้เราจะเห็นว่า เขามีความต้องการเป็นที่ยอมรับจากสังคมอยู่สูง



ในฉากเปิดเรื่องเราจะเห็นรูปของ Albert Einstein อยู่ข้างเตียงของเขา ซึ่งนี่อาจเป็นการบอกเป็นนัยว่า บุคคลตัวอย่างที่เขาพยายามเดินตามรอยก็คือ Einstein อัจฉริยะที่ทฤษฎีอันแปลกประหลาดของเขาได้เป็นที่ยอมรับในที่สุด อีกทั้ง Einstein ยังมีบทบาทใน 2 แง่มุม ทั้งทางวิทยาศาสตร์ และทางการเมือง



อีกสิ่งที่เหมือนกันก็คือ ขณะที่ Einstein เป็นตัวตั้งตัวตีในการประดิษฐ์ระเบิดนิวเคลียร์ให้อเมริกา จนสามารถยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยชัยชนะของฝ่ายพันธมิตร


Charles ก็ใช้ความสามารถพิเศษของตัวเองในการรวมทีม Mutant เพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่กำลังจะเกิดขึ้น


จะเหนือกว่าก็ตรงที่ ครั้งนี้เป็นชัยชนะของทั้งสองฝ่าย






ส่วน Erik นั้นมีอดีตที่เจ็บปวดยิ่งกว่า เขาต้องสูญเสียแม่ไปจากการปลุกความสามารถในการ “ควบคุมโลหะ” ของ Sebastian Shaw (Kevin Bacon) และอดีตอันเลวร้ายจากพวก Nazi ในค่ายกักกัน ดังนั้นเมื่อโตขึ้นความกลัวจึงกลายมาเป็น "ความเกลียดชัง"

(น่าสนใจที่ทั้ง Erik และ Charles ต่างก็มีปมลึกๆเกี่ยวกับแม่เหมือนๆกัน)





หลังจากล้มเหลวในสงครามโลกครั้งที่ 2 Shaw วางแผนการที่จะครองโลกอีกครั้ง พร้อมกับตั้งกลุ่ม Hellfire Club ซึ่งครั้งนี้เขาจะเสี้ยมให้ 2 ขั้วมหาอำนาจในยุคนั้น อย่าง อเมริกา (USA) และ สหภาพโซเวียต (USSR) ห้ำหั่นกันเอง


Charles จึงได้รับการร้องขอจาก CIA ให้รวมทีมเพื่อยุติเหตุการณ์นี้ Erik ที่ตามล่าตัว Shaw อยู่จึงกระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย


เมื่อกำจัด Shaw สำเร็จ Erik แยกทางกับ Charles แม้ว่าทั้งคู่จะมีอุดมการณ์เดียวกันนั่นคือ "ชีวิตที่ดีกว่า และไม่ต้องหลบซ่อนของพวก Mutant" แต่ด้วยความที่ปมในวัยเด็กและความต้องการในส่วนลึกที่ต่างกัน Charles กับ Erik จึงไปด้วยกันไม่ได้





จะเห็นได้ว่าอิทธิพลที่มีต่อ Charles คือ “การอยากเป็นที่ยอมรับของสังคม” เขาจึงไม่ทำร้ายและต่อต้านพวกมนุษย์ แต่พยายามทำตัวเป็นประโยชน์ และใช้สันติวิธีในการทำให้มนุษย์ยอมรับ (เพราะมนุษย์คือสมาชิกส่วนใหญ่ของสังคม)



ขณะที่ Erik นั้น อิทธิพลที่มีต่อเขาคือ “ความกลัว” ที่เกิดจาก “ประสบการณ์เลวร้ายในอดีต” จนแทบจะไม่เหลือศรัทธาในความดีของมนุษย์อีกต่อไปซึ่งตอนนี้มันได้เปลี่ยนเป็น “ความเกลียดชัง” ไปแล้ว


Erik ประกาศสงครามกับมนุษย์ ด้วยเชื่อว่า พวกตนเองคือเผ่าพันธุ์ที่เหนือกว่า ที่จะมายึดครองโลกนี้ต่อจากมนุษย์ ซึ่งนี่ไม่ต่างจากแนวคิดที่พวก Nazi เชื่อและใช้ปลุกระดมคนในชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า ตนเองเป็นชาติพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในการสร้างความชอบธรรมในการก่อสงครามโลก





Charles เชื่อว่า พวก Mutant และ มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้ เขาต้องการการยอมรับจากสังคม


แต่ Erik เชื่อว่า โลกยุคใหม่เป็นของพวก Mutant เขาไม่ต้องการการยอมรับจากมนุษย์ และเขาก็ไม่ยอมรับพวกอื่นเช่นกัน






เรื่องราวของ Raven และ Hank McCoy/Beast (Nicholas Hoult) ก็น่าสนใจ ทั้งคู่มีความคล้ายคลึงกันมาก แต่ในท้ายที่สุดก็แยกฝ่ายกัน ทั้งสองเป็นตัวละครในบทรองที่หนังใช้ในการเสริมประเด็นข้างต้นให้แข็งแรงขึ้น



ทั้ง Raven และ Hank เป็นพวกกลายพันธุ์ที่มีความผิดปกติทางกายภาพอย่างชัดเจน ดีหน่อยก็ตรงที่พวกเขายังปกปิดความผิดปกตินั้นได้



สำหรับ Raven แม้ Charles จะพร่ำบอกเธอว่า จง “ภูมิใจ” ในการเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ (Mutant and Proud) แต่สุดท้าย Charles ก็ยังห่วงภาพลักษณ์ภายนอกของเธออยู่ดี นั่นทำให้เธอยังแปลงกายเป็นมนุษย์ปกติแทบจะตลอดเวลา เธอมองความพิเศษของตัวเองว่าเป็น “โรค” และมีความคิดที่จะ “รักษา” ให้หายไป



อย่างที่บอก โดยพื้นฐานแล้ว Charles ยังใส่ใจสังคมภายนอก และอยากเป็นที่ยอมรับ เขายังมองคนอื่นที่รูปลักษณ์ภายนอกในแบบที่คนในสังคมส่วนใหญ่มองอยู่ดี ซึ่งขัดกับความคิดที่เขาพยายามกรอกหู Raven



แต่ Erik กลับมองข้ามจุดนั้นไป เขาไม่รังเกียจร่างจริงของ Raven หนำซ้ำยังสนับสนุนเธอให้ยอมรับตัวเอง และภูมิใจกับเอกลักษณ์ของเธอ ซึ่ง Erik คือคนเดียวที่มองข้ามรูปลักษณ์ภายนอก และชื่นชมในความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเธอ



ในแง่นี้คนที่พูดว่า Mutant and Proud ได้อย่างเต็มปากน่าจะเป็น Erik มากกว่า Charles



ในกรณีของ Hank นั้นตรงข้ามกับ Raven อย่างสิ้นเชิง เขายังคงใส่ใจรูปลักษณ์ภายนอก ใส่ใจต่อการถูกมองจากคนรอบข้าง เขาอยากให้สังคมมองตนเองในแบบที่พวกเขาชอบ มากกว่าให้มองในแบบที่ตัวเองเป็นจริงๆ





การอยากเป็นที่ยอมรับของสังคม ทำให้ในท้ายที่สุด Hank เลือกอยู่ฝ่าย Charles


ส่วน Raven เลือกที่จะซื่อตรงกับตัวเองโดยไม่แคร์สังคมจึงเลือกไปอยู่กับ Erik






ตอนนี้เราแบ่งกลุ่มคนได้เป็น หลายกลุ่ม



กลุ่มที่ความกลัวส่งผลให้เกิดความเกลียดชัง
มีสมาชิกคือ Erik, Raven และมนุษย์ส่วนใหญ่ (ทั้ง USA และ USSR)



กลุ่มที่ความกลัวส่งผลให้ต้องการการยอมรับจากสังคม
มีสมาชิกคือ Charles, Hank และพรรคพวก



กลุ่มที่คิดว่าพวกตนเองเหนือกว่าผู้อื่นและมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการปกครองผู้อื่น
มีสมาชิกคือ พวก Nazi, Erik, Shaw และมนุษย์





นอกจากนี้เรายังเขียนแผนภาพความสัมพันธ์ ที่กลับตาลปัตรระหว่าง ก่อนและหลังวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาได้ดังนี้






ก่อนวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา







หลังวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา





จากแผนภาพ เราสามารถจับคู่ที่คล้ายกันระหว่างฝ่าย Mutant กับ มนุษย์ ได้ดังนี้



Erik (หวาดระแวงและกลัวการคุกคามจากมนุษย์ จึงเปิดฉากประกาศสงครามกับมนุษย์ก่อน) = USA (หวาดระแวง USSR เมื่อถูกยุยงจากผู้ไม่หวังดี จึงไปตั้งฐานยิงขีปนาวุธที่ตุรกีก่อน ซึ่งถือเป็นการประกาศสงครามทางอ้อม)



Charles (ตอบโต้และป้องกันเมื่อถูกโจมตี) = USSR (ตอบโต้ USA ด้วยการพยายามไปตั้งฐานยิงขีปนาวุธที่คิวบา)



Shaw และ กลุ่ม Hellfire Club (พยายามเสี้ยมให้พวกมนุษย์ทำสงครามกันเองจนล้มตาย) = CIA (จุดชนวนให้มนุษย์กลายพันธุ์ 2 ฝ่ายที่เห็นแย้งกัน เริ่มหวาดระแวงกันเอง)





สรุปว่าไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือ Mutant ต่างก็ถูก “ความกลัวและความหวาดระแวง” ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงได้

และวิธีที่ดีที่สุดในการทำลายฝ่ายตรงข้าม ก็คือ การโยน “ความกลัวและความหวาดระแวง” เข้าไป






ความหมายของความสามารถพิเศษของทั้ง Charles และ Erik ก็น่าสนใจ ซึ่งหนังก็ทำให้ผู้ชมคิดถึงประเด็นนี้ได้อย่างแนบเนียนทีเดียว





Charles ที่ต้องการแก้ปัญหาด้วยวิธีประนีประนอม ด้วยการพยายามทำให้มนุษย์ยอมรับพวก Mutant จึงมีความสามารถที่เป็นประโยชน์ต่อวิธีนี้ นั่นก็คือการอ่านใจคน และควบคุมจิตใจของผู้อื่น


ซึ่งนี่เป็นอุปมาอุปไมยที่น่าสนใจ การพยายามเข้าใจผู้อื่น ก็คือ ความสามารถในการอ่านใจคน การทำให้ผู้อื่นเห็นด้วยกับตนด้วยวิธีการโน้มน้าว ก็คือ ความสามารถในการควบคุมจิตใจผู้อื่น


มองในมุมกลับอาจเป็นเพราะ Charles มีความสามารถแบบนี้ เขาจึงเลือกใช้วิธีนี้แก้ปัญหา





Erik ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา โดยการประกาศสงครามกับมนุษย์ เขามีความสามารถในการควบคุมโลหะ ซึ่งเปรียบได้กับการแก้ไขปัญหาโดยใช้อาวุธ เพราะอาวุธส่วนใหญ่ทุกชนิดมีส่วนที่เป็นโลหะ และแน่นอนว่าเขาควบคุมได้


ขณะที่ "หมวกเหล็ก" ที่เขาสวมอยู่เพื่อป้องกันการแทรกแซงของ Charles ก็เป็นสัญลักษณ์ของการปิดกั้นทางความคิด ทั้งของผู้อื่น และของตนเอง







X-Men: First Class ยังคงสานต่อประเด็นหลักที่แข็งแรงของ Series ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นการขยายขอบเขตไปถึงธรรมชาติของพฤติกรรมมนุษย์ในระดับมหภาคอีกด้วย


หนังเป็นเจ้าของบทสนทนาอันคมคายที่ไม่ได้ถูกยัดเยียด แต่ถูกนำเสนอออกมาอย่างแนบเนียนและสอดคล้องกับเนื้อเรื่อง


แม้จะไม่ได้บีบคั้นอารมณ์ และสร้างความลุ้นระทึกได้เท่าที่ควร แต่หนังก็เดินเรื่องได้อย่างน่าติดตามตลอดทั้งเรื่อง

ส่วนหนึ่งมาจากพัฒนาการของตัวละครทั้งหลาย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของ Charles และ Erik อีกส่วนหนึ่งมาจากการแทรกฉาก Action เบาๆ รวมถึงอารมณ์ขันเข้ามาในเนื้อเรื่องอย่างพอเหมาะพอควร



ทีมนักแสดงหลักทั้งหลายรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองได้ดีพอสมควร แม้บางตัวละครจะมีแค่มิติเดียว และเป็นตัวละครตามสูตรสำเร็จทั่วไปก็ตาม



โดดเด่นที่สุดคงเป็น Michael Fassbender ที่ทำให้ Erik หรือ Magneto ที่ผู้ชมคุ้นเคย ดูมีเลือดเนื้อมีชีวิต และเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมีอุดมการณ์เช่นนี้


James McAvoy ทำให้ Professor X กลายเป็นชายหนุ่มที่จับต้องได้ และถึงแม้จะต่างจากภาพลักษณ์ในวัยชรา แต่ก็ยังเห็นร่องรอยที่เชื่อมโยงกันได้


Jennifer Lawrence มอบการแสดงที่มีมิติในบท Raven นี่เป็นตัวละครสำคัญที่จะทำให้ผู้ชมรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่าง Charles และ Erik ซึ่ง Lawrence ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง





ข้อดีอีกข้อของหนังคือ การไม่พยายามชี้นำว่าแนวคิดของ Charles หรือ Erik กันแน่ ที่ถูกต้องเหมาะสม หนังแค่นำเสนออย่างตรงไปตรงมา และปล่อยให้ผู้ชม “เลือกข้าง” ด้วยตัวเอง







X-Men: First Class สอนทั้ง ประวัติศาสตร์, การเมือง และจิตวิทยาสังคม นี่ถือเป็นชั้นเรียนแรกที่มอบทั้งเนื้อหาสาระ ในระดับที่เข้มข้น และลึกซึ้งแบบกำลังดี ขณะเดียวกันก็ไม่ขาดความสนุกสนานน่าติดตาม


ที่สำคัญยังสอดแทรกเนื้อหาเรื่องสิทธิเสรีภาพ และจริยธรรมในแบบที่ไม่โน้มน้าวนักเรียนอีกด้วย



X-Men: First Class ถือเป็น Class เรียนแบบบูรณาการชั้นดี


เพียงแค่ “Class แรก” ก็สร้างความประทับใจได้แล้ว ถ้ามี Class ต่อไปคงต้องตามไปลงทะเบียนเรียนแน่นอน



ปล. ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับผมครับ เพราะความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ





8 / 10 ครับ





Create Date : 10 มิถุนายน 2554
Last Update : 10 มิถุนายน 2554 22:42:23 น. 4 comments
Counter : 2716 Pageviews.

 
ตามมาอ่านบทรีวิวดีๆครับ
เรื่องนี้ชอบครับ จัดไว้ในกลุ่ม x-2 ที่ชอบมากที่สุดครับ


โดย: bigwore IP: 223.207.98.110 วันที่: 11 มิถุนายน 2554 เวลา:7:33:08 น.  

 
วิเคราะห์ วิจารณ์ได้ดีมากๆค่ะ

ชอบอ่านรีวิวดีๆแบบนี้จังเลยค่ะ


โดย: มะนาวเพคะ IP: 125.25.102.218 วันที่: 11 มิถุนายน 2554 เวลา:20:55:28 น.  

 
เฝ้ารอเฝ้าคอย ผกก ที่จะมาทำซีรี่ย์ X-Men ที่ชอบมากตอนเป็น comics ให้มาเป็นหนังที่ดีซะที แล้วแมทธิว วอนจ์ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

ตัวบทหนังวางเค้าโครงเรื่องให้ผสมผสานเข้ากับประวัติศาสตร์ได้อย่างกลมกล่อม ดูน่าเชื่อถือ นักแสดงเล่นได้ดีเกือบทุกคน

ชอบมากๆกับฉากที่ออกไปรบกันตอนสุดท้าย มันมีทั้งความหวัง ความสนุก ความผิดหวัง ความสูญเสีย รวบรวมไว้ทุกอารมณ์ โดยเฉพาะที่แมกนีโต้ ถาม Prof.X ว่าลองพิสูจน์สิว่าฉันพูดผิดไป T T

ทีเด็ดอีกอย่างของหนังเรื่องนี้คือดนตรีประกอบ ที่ลงตัวกับฉากมากๆ เรียกได้ว่าเพลงขึ้น อารมณ์ก็ขึ้นตามเลยทีเดียว

สรุปแล้วนี่ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ดีมากๆของปีนี้



โดย: hormones IP: 115.87.118.191 วันที่: 19 ธันวาคม 2554 เวลา:19:53:23 น.  

 


โดย: navagan วันที่: 24 พฤษภาคม 2557 เวลา:22:30:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 60 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.