All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2556
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
20 พฤษภาคม 2556
 
All Blogs
 
*** Iron Man 3 *** Irony Man

*** Iron Man 3 ***






Iron Man อาจไม่ใช่ Superhero ที่มีพลังวิเศษโดดเด่นอะไร แต่เรื่องราวและประเด็นในหนังนั้นถือว่าโดดเด่นและพิเศษกว่า Superhero รายอื่นมากพอสมควร

ซึ่งความพิเศษของหนัง Superhero ของ Marvel ตัวนี้ก็คือ เรื่องราวที่ล้อเลียนโยงใยไปกับสถานการณ์ความสัมพันธ์ของ America ที่มีต่อบรรดาคู่อริทั้งหลายในโลก



สาเหตุหนึ่งก็เพราะ Tony Stark (Robert Downey, Jr.) หรือ Iron Man ของเราประกอบอาชีพหลักเกี่ยวกับการผลิตอาวุธสงครามนั่นเอง



เนื่องจากผมไม่ได้วิเคราะห์ 2 ภาคก่อนหน้านี้ เลยขอรวบยอดไว้ในบทความนี้เลยแล้วกัน







ในภาคแรก Stark ถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายจับตัวไปใน Afghanistan เพื่อข่มขู่ให้สร้างอาวุธให้ แต่สุดท้าย Stark ก็หนีออกมาได้สำเร็จในชุดเกราะเหล็กที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมา

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น Stark ก็เปลี่ยนมุมมองโดยสิ้นเชิง เขาพยายามยุติการขายอาวุธ เพราะเห็นถึงความน่ากลัวจากอาวุธสงครามของตัวเอง

ที่น่าสนใจคือ Stark คือผู้สร้างอาวุธ แต่ก็กำลังจะถูกฆ่าเพราะอาวุธ ในที่สุดเขาก็ต้องต้องเปลี่ยนสภาพจากผู้สร้างมาเป็นตัวอาวุธเสียเอง





แต่ที่ Irony สุดๆก็คือ ตัว Iron Man เองก็คืออาวุธสงคราม ที่พยายามยุติ การครอบครองอาวุธสงครามของผู้อื่น

นั่นคือตัวเองสามารถครอบครองอาวุธสงครามที่ทันสมัยสุดๆเพียงคนเดียวได้ แต่คนอื่นๆ หรือกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่พันธมิตรของตนห้ามมีโดยเด็ดขาด



นี่มันคือการวิพากษ์วิจารณ์ America ชัดๆ เพราะ America เองก็ครอบครองและสะสมอาวุธไว้มากมาย แต่กลับพยายามห้ามประเทศอื่นๆครอบครองอาวุธ







มาต่อใน Iron man 2


หนังยังคงอิงกระแสอย่างต่อเนื่อง เมื่อ Stark กำลังถูกรัฐบาล America หาทาง “ยึดครอง” ชุดเกราะ Iron Man ของเขา ด้วยข้ออ้างที่ว่า ชุดเกราะ Iron Man คืออาวุธทำลายล้างอันตราย ที่ต้องถูกควบคุมโดยรัฐบาล

แต่แท้จริงแล้วเหตุผลลึกๆก็คือ รัฐบาล America อยากได้เทคโนโลยีของ Stark เพื่อพัฒนาอาวุธสงครามของตนเอง



ประเด็นของภาคนี้คือ การวิพากษ์วิจารณ์ America ที่ใช้เหตุผลว่า Iraq ครอบครอง WMD (อาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง) เป็นข้ออ้างในการบุกยึด Iraq แต่แท้จริงแล้วมันเต็มไปด้วยผลประโยชน์มากมายจากทรัพยากรของ Iraq และผลประโยชน์ทับซ้อนอื่นๆ





มาถึงใน Iron man 3 แม้จะเปลี่ยนตัวผู้เขียนบท และ ผู้กำกับ แต่ประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์ America ยังคงชัดเจนในภาคนี้ แม้จะว่าไปแล้วมันอาจจะช้าและเชยไปสัก 1 ปีก็ตาม







ในภาคนี้ Stark เกิดอาการจิตตก เป็นโรคหวาดระแวง หลังจากเจอเหตุการณ์ Alien บุกโลกในหนัง The Avengers

Stark จึงหมกมุ่นกับการสร้างสิ่งที่จะสามารถปกป้องตัวเขา และคนที่เขารักได้ นั่นก็คือ ชุดเกราะ Iron Man หลากหลายแบบ





ขณะเดียวกัน มีกลุ่มก่อการร้ายใหม่ที่ประกาศตัวเป็นศัตรูของ America ภายใต้การนำของ Mandarin (Ben Kingsley)

แต่แท้จริงแล้วกลุ่มก่อการร้ายนี้ถูกชักใยโดย Aldrich Killian (Guy Pearce) นักวิทยาศาสตร์ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาวุธสงครามคล้ายๆกับ Stark

Killian สร้างตัวละคร Mandarin ขึ้นมาเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับ America โดยเขาหวังที่จะขายอาวุธให้ America นั่นเอง

พูดง่ายๆก็คือ Killian สร้าง Demand เพื่อที่จะ Supply อาวุธของตัวเอง โดยใช้ความหวาดกลัวเป็นเครื่องมือ



ดังนั้น America ก็ไม่ต่างจาก Stark ที่กำลังเผชิญกับความหวาดกลัว จนต้องสร้างชุดเกราะไว้มากมายเพื่อเตรียมพร้อม







แต่ที่ Irony มากๆ (อีกแล้ว ) ก็คือ


America เองนั่นแหล่ะที่ใช้วิธีนี้เช่นกัน ทันทีที่ผู้ก่อการร้ายถูกกำจัดลงไป (หรือเพราะไม่มีอะไรให้หาประโยชน์ได้แล้ว ?) America ก็พยายามสร้างภาพของผู้ร้ายรายใหม่ เพื่อสร้างข้ออ้างในการเข้าไปหาผลประโยชน์ชิ้นใหม่ทันที



ก็หลังจากที่กลุ่มของ Bin laden เริ่มถดถอยลงไป ผู้ร้ายรายใหม่สดๆร้อนก็คือ เกาหลีเหนือ (ไม่ได้หมายความว่า America สร้างเกาหลีเหนือขึ้นมา แต่ America เริ่มพุ่งเป้าไปที่เกาหลีเหนือแทน) แถม Hollywood ยังขานรับด้วยการเริ่มสร้างหนังที่มีเกาหลีเหนือเป็นผู้ร้ายหลักแล้วด้วย

ประเด็นเรื่องการใช้ “การแสดง” เพื่อก่อให้เกิดความหวาดกลัวก็พ้องกับในหนัง ที่ Killian เองก็ใช้บริการจากนักแสดงในการสวมบทเป็น Mandarin ด้วยเหมือนกัน




การสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนย่อมทำให้ง่ายต่อการควบคุมอีกด้วย เพราะเมื่อเกิดความหวาดกลัว ผู้ที่สามารถหยิบยื่นความปลอดภัยให้ได้ ย่อมเป็นที่พึงพอใจ และได้รับการสนับสนุนจากประชาชน


เช่นเดียวกับที่ความหวาดกลัวทำให้ Stark เสพย์ติดชุดเกราะ Iron Man Stark จะรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยทุกครั้งที่ชุดเกราะ Iron Man ยังคงอยู่ใกล้ตัวเขา







ในบทสรุปสุดท้าย Stark ระเบิดชุดเกราะ Iron Man ทิ้งทั้งหมด เขาเปรียบเปรยว่าชุดเกราะของเขาคือดักแด้ ที่ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องสลัดมันทิ้งเพื่อเติบโตเป็นผีเสื้อ แล้วก้าวเดินต่อไป



หนังยังเลือกวันคริสต์มาสเป็นช่วงเวลาหลักในเนื้อเรื่องราวกับจะบอกว่า นี่คือการเกิดใหม่และความหวังครั้งใหม่ของ Stark (วันคริสต์มาสคือวันถือกำเนิดของพระเยซูเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ซึ่งเป็นนัยยะของการกำเนิดของความหวังครั้งใหม่ของมวลมนุษย์ ซึ่งเป็นของขวัญจากพระเจ้า)





Harley (Ty Simpkins) เด็กชายชนบทเป็นผู้เตือนสติให้ Stark ได้รู้ว่าความสามารถที่แท้จริงของเขาไม่ได้มาจากการใช้ชุดเกราะ แต่มันมาจากความรู้ความสามารถในการประดิษฐ์ของเขาต่างหาก


ท้ายที่สุด Stark ก็รู้ว่าถึงไม่มีชุดเกราะเขาก็เป็นยังสามารถเป็น Iron Man ได้ เพราะสำหรับ Stark ความหมายของ Iron Man ได้เปลี่ยนไปแล้ว







คงไม่ยากเย็นอะไรที่ Robert Downey, jr. จะรับบท Tony Stark แต่ครั้งนี้ คงสนุกและมีอะไรให้เล่นมากกว่าทุกครั้ง เพราะบทหนังเปิดโอกาสให้ Stark ได้มีแง่มุมอื่นให้ผู้ชมได้รับรู้


Guy Pearce รับบทเป็น Killian ตัวร้ายของเรื่องได้อย่างน่าเกรงขามและสมน้ำสมเนื้อ

ส่วน Ben Kingsley รับบท Mandarin ด้วยมาดที่ให้สุดๆ และขโมย Scene ได้สุดๆในฉากเฉลยตัวจริง

ขณะที่นักแสดงสมทบทั้งหลายมีบทบาทและความสำคัญมากขึ้นกว่าตอนก่อนหน้า






ผู้กำกับ Shane Black ที่แจ้งเกิดจากการเขียนบทหนัง Action คู่หูชุด Lethal Weapon ผสมผสานความถนัดของตัวเองเอาไว้ เพราะหนังมีกลิ่นของหนัง Action คู่หูในยุค 90 อยู่พอสมควร โดยเฉพาะฉาก Action ในช่วงสุดท้ายของหนัง


ส่วนฉากไล่ล่าของกลุ่ม Extremis ในช่วงกลางเรื่องก็ทำให้นึกไปถึง Terminator ได้เลย







ความคาดไม่ถึงในแบบตลกร้ายคืออีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ Black หลายต่อหลายตอน เนื้อเรื่องทำท่าจะเดินตามสูตรที่คุ้นเคย ก่อนที่จะหักมุมจนผู้ชมแทบตกเก้าอี้ (ใครเคยดู Kiss Kiss Bang Bang น่าจะนึกออก แถมในหนังยังมีมุข “นิ้วขาด” เหมือนกันด้วย)

แต่หลายคนที่ปรับตัวไม่ทัน หรือคาดหวัง Action แบบเดิม อาจสะดุดกับมุขแบบนี้ ก็ได้



ส่วนการเล่นกับตัวละคร Mandarin ในแบบที่ฟลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังเท้า อาจทำให้ผู้ชมบางคนรับไม่ได้ โดยเฉพาะแฟน comic อาจต่อต้านหนังไปเลย แต่ถ้าไม่ยึดติดต้นฉบับ ก็ถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนที่เข้ากับยุคสมัยแบบไม่น่าเกลียดอะไร



ฉาก Action ในภาคนี้ อาจจะไม่เยอะมากมายนัก เพราะหนังเดินเรื่องโดยตัวละครเป็นหลัก แต่ในช่วงสุดท้ายของหนังก็ยังเป็นความบันเทิงแบบเต็มที่เหมือนเคย







การมาของ Shane Black ช่วยทำให้หนังมีสไตล์ที่สดใหม่มากกว่าเคย หลังจากที่ภาค 2 นั้นค่อนข้างที่จะย่ำรอยเท้าของภาคแรก

แต่หนังก็ยังมีความเสียดสีและสะท้อนภาพของ America ในเวทีโลกเหมือน 2 ภาคก่อนหน้า



แม้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบ หรือถึงขั้นยอดเยี่ยม แต่ Iron Man 3 ก็เป็นความบันเทิงประจำ Summer ที่ไม่ควรพลาด





8 / 10 ครับ






หมายเหตุ: Irony เป็นคำนาม หมายถึง การเหน็บแนม ประชดประชัน หรืออาจหมายถึงเหตุการณ์ที่พลิกกลับจากที่คาดหวังเอาไว้แบบสุดๆก็ได้ครับ

ซึ่งผมคิดว่ามันอธิบายถึง Iron Man 3 ได้ดีสุดๆ ทั้งสไตล์กากับกับของ Shane Black และเนื้อเรื่อง



Create Date : 20 พฤษภาคม 2556
Last Update : 21 พฤษภาคม 2556 18:56:40 น. 3 comments
Counter : 2924 Pageviews.

 
ให้ 8 เต็ม 10 เหมือนกันครับ สนุกมาก แม้จะดราม่ามากด้วยก็ตาม แต่ก็มันส์โดนใจอยู่ดี


โดย: ปีศาจความฝัน วันที่: 21 พฤษภาคม 2556 เวลา:16:01:02 น.  

 
กระทู้ pantip

//pantip.com/topic/30514388


โดย: navagan วันที่: 23 กรกฎาคม 2556 เวลา:1:10:54 น.  

 
Hi my friend! I wish to say that this post is awesome, nice written and include almost all important infos. I??d like to look more posts like this .
Louis Vuitton outlet Online Sale //www.sunriseventuresllc.com/investments.html


โดย: Louis Vuitton outlet Online Sale IP: 94.23.252.21 วันที่: 2 สิงหาคม 2557 เวลา:14:15:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 62 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.