All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2552
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
18 พฤษภาคม 2552
 
All Blogs
 
*** Star Trek *** จุดเริ่มต้นที่สวยงามของประวัติศาสตร์ครั้งใหม่

*** Star Trek ***






เมื่อพูดถึง Star Trek สิ่งแรกที่ผมนึกออกก็คือ series ที่มีประวัติยาวนานกว่า 40 ปี และมีแฟนประจำมากมาย


แม้ว่า Star Trek จะขึ้นจอใหญ่มาแล้วถึง 10 ครั้ง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวผมกับ Star Trek นั้น ถือว่าห่างไกลกันมากทีเดียว



สมัยเด็ก จำได้ว่าเคยดู Star Trek ฉบับที่เป็นหนังเพียงแค่ตอนเดียวเท่านั้น นั่นคือ Star Trek : Insurrection (1998) ที่มีตัวเอกเป็น กัปตัน Jean-Luc Picard (ซึ่งเป็นคนละรุ่นกันกับเวอร์ชั่นนี้) สำหรับความรู้สึกในตอนนั้นคือ ค่อนข้างเฉยๆ กับตัวหนัง



แต่เมื่อทราบข่าวคราวของ Star Trek ภาคนี้ ทั้งจากตัวอย่าง และชื่อของ J.J. Abrams ในฐานะผู้กำกับ มันก็สร้างความอยากดูให้กับผมมากทีเดียว






Star Trek ภาคนี้ไม่มีชื่อตอน หนังเล่าเรื่องราวในสมัยที่ กัปตัน Kirk ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง กัปตันของยาน Enterprise


นั่นก็คือ ภาคนี้เหมือนเป็นการยกเครื่อง series Star Trek ใหม่ทั้งหมด โดยหนังย้อนกลับไปเล่าถึงที่มาที่ไปของตัวละครต่างๆโดยมีแกนหลักอยู่ที่ สองตัวละครหลัก นั่นคือ James T. Kirk (Chris Pine) และ Spock (Zachary Quinto)



ที่น่าสนใจก็คือ Star Trek ภาคนี้ มีไอเดียที่ไม่เลวเลย สำหรับการหาเหตุผลรองรับ ที่เอามาใช้สำหรับการประกาศว่า “นี่คือภาคเริ่มต้นของ series ชุดนี้”


โดยที่ไม่ทำให้เหล่าแฟนพันธ์แท้ไม่พอใจ กับการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดต่างๆ หรือ เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับต้นกำเนิดของตัวละครที่พวกเขารัก ด้วยการใช้ประโยชน์จากเนื้อเรื่องมาเป็นข้ออ้างว่า




"ฝ่ายผู้ร้ายประจำภาคนี้ ได้ย้อนเวลากลับมาในช่วงก่อนที่ กัปตัน Kirk จะเกิด
นั่นทำให้ประวัติศาสตร์เกิดการเปลี่ยนแปลงไป"





ทำให้สามารถพูดได้ว่า


Star Trek ภาคนี้เป็นได้ทั้ง “ภาคต่อ” และ “ภาคเริ่มต้น” ในตัวของมันเอง






หนังเปิดเรื่องด้วยการโจมตียานอวกาศของสหพันธ์ โดยกลุ่มผู้ร้ายชาว Romulan ที่นำทีมโดย Nero (Eric Bana) ซึ่งที่ยานลำนี้เอง คือสถานที่เกิดของ กัปตัน Kirk


จากนั้นก็เล่าเรื่องราวในวัยเด็กของทั้ง Kirk และ Spock แบบรวบรัด พอให้ผู้ชมได้เข้าใจปมในอดีตของแต่ละคน



ต่อมาหนังก็เริ่มเดินเครื่องในส่วนเนื้อหาหลัก ด้วยแกนเรื่องง่ายๆ นั่นคือ

ฝ่ายผู้ร้ายกำลังทำสิ่งชั่วร้าย และฝ่ายพระเอกของเราต้องหาทางหยุดยั้งให้ทันเวลา สลับกับ การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของ Kirk และ ที่มาที่ไปของลูกทีมในยาน Enterprise


ก่อนที่หนังจะจบลงแบบไม่เกินคาดเดา






กับผลลัพธ์ที่ได้ แม้ว่าบทภาพยนตร์จะยังมีช่องโหว่มากมาย ทั้งเรื่องความไม่สมเหตุสมผล และยากที่จะเชื่อในการกระทำบางอย่างของตัวละคร อีกทั้งความบังเอิญต่างๆที่มีมากเกินไป


แต่การที่หนังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว บวกกับการแสดงที่เป็นทีมเวิร์คของเหล่านักแสดง และฉากแอ๊คชั่นทั้งหลาย ถูกใส่เข้ามาเป็นระยะ ก็ทำให้หนังดูได้ไหลลื่น ไม่ได้รู้สึกติดขัด หรือ สะดุดกับความไม่สมบูรณ์ของตัวบทมากนัก


แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังไม่พียงพอที่จะกลบร่องรอยเหล่านั้นได้มิด
(เพราะระหว่างที่ชม ก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่รู้สึกขึ้นมาได้)



แต่ก็นั่นแหล่ะ นี่คือหนัง Summer ที่ขายความบันเทิงเป็นหลัก เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด และ ทีมผู้เขียนบท Roberto Orci และ Alex Kurtzman (ที่สร้างชื่อมาจาก Transformer) ก็รู้ดี ว่าอะไร คือ หัวใจของหนังเรื่องนี้






ฉะนั้นถ้าพูดถึงเรื่องความบันเทิง สิ่งที่ผู้ชมอยากสัมผัสคงไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจาก ฉากแอ๊คชั่น มันส์ๆ และ อารมณ์ขันสนุกๆ ซึ่งหนังก็สอบผ่านไปได้ด้วยคะแนนสูงลิ่วเลยทีเดียว



พูดถึงฉากแอ๊คชั่น

ภายใต้การควบคุมของ Abrams แทบทุกฉากทำออกมาได้สนุกและน่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะฉากดิ่งเวหาลงไปที่แท่นขุดเจาะที่สร้างความตื่นเต้นได้ไม่น้อย


แต่ฉากแอ๊คชั่นทั้งหลาย ยังทำได้ไม่ตื่นเต้น ลุ้นระทึก เท่ากับที่ Abrams เคยทำได้อย่างสุดยอดมากกว่านี้ ใน Mission Impossible: III กับฉากแอ๊คชั่นกลางสะพาน
(ซึ่งน่าจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดของของ MI: III เลยก็ว่าได้)



แต่อย่างน้อยนี่ก็เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า Abrams มีความสามารถในการสร้างฉากแอ๊คชั่น ที่สดใหม่ และน่าตื่นตาตื่นใจ (ส่วนตัวก็รอดูอยู่ว่า Abrams จะเทียบชั้นกับ Michael Bay ได้ไหม ในเมื่อภาคต่อของ Transformer ที่กำลังจะเข้าฉายก็มาจากทีมผู้เขียนบทเดียวกัน ฉะนั้นแทบจะวัดกันที่ผู้กำกับได้เลย)






พูดถึงทีมนักแสดงกันบ้าง

Chris Pine รับผิดชอบบท James T. Kirk ได้อย่างน่าชมเชย (ไม่ขอพูดถึงเรื่องความเหมือน หรือไม่เหมือนกับ กัปตัน Kirk ต้นฉบับนะครับ เพราะไม่ใช่แฟน Star Trek)


ซึ่งการต้องรับผิดชอบบท "เด็กหนุ่มนิสัยอวดดี ที่มาพร้อมกับมาดทะเล้น กวนๆ แต่ก็มีความเป็นผู้นำแฝงอยู่" ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ลองคิดดู ถ้าขืนทำตัวกวนเกินไป หรือ อวดดีเกินไป ก็อาจถูกผู้ชมเกลียดเอาได้ง่ายๆเช่นกัน


ดังนั้นบท Kirk ในวัยหนุ่ม ต้องอาศัยสมดุลในการแสดงมากทีเดียว ซึ่ง Pine ก็ทำได้สำเร็จ




อย่างไรก็ตาม การแสดงของ Pine ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบนัก เพราะผู้ชมแทบจะสัมผัสไม่ได้เลย กับความกดดันของ Kirk ที่มักจะถูกเปรียบเทียบกับพ่อ และความต้องการที่จะทำให้ได้ดีเหมือนอย่างพ่อของเขา ทั้งที่หนังก็ปูพื้นตรงนี้มาพอสมควร



แต่ก็นั่นแหล่ะ ถือว่า Pine ทำสำเร็จแล้วกับการทำให้ผู้ชมจดจำภาพของตัวเองในฐานะ กัปตัน Kirk






สำหรับตัวละครเด่นอีกตัวหนึ่ง ที่เป็นเหมือน "คู่ตรงข้าม" ของ Kirk นั่นก็คือ Spock



ด้วยบุคลิกที่ต้องเก็บอารมณ์ตลอดตามแบบชาว Vulcan แต่ในใจลึกๆก็มีอารมณ์ปกติเฉกเช่นมนุษย์ ทำให้ Spock ต้องเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้ในใจตลอดเวลา


นั่นทำให้บทนี้มีความซับซ้อนพอสมควร อีกทั้งยังโดดเด่น
(ทั้งบุคลิกและหน้าตา ) และได้ใจผู้ชมได้ง่ายๆอีกด้วย ซึ่ง Zachary Quinto ผู้รับบทนี้ ก็แสดงได้อย่างมีเสน่ห์ และ ในบางฉากยังข่มพระเอกตัวจริงอย่าง Kirk เสียอีก



ที่ต้องชม Pine และ Quinto อีกอย่างก็คือ การสร้างพัฒนาการของตัวละครของพวกเขาที่ค่อยๆเปลี่ยนจากคู่ปรับมาเป็นคู่หูอย่างค่อยเป็นค่อยไป และน่าเชื่อถือ


และเมื่อใดก็ตามที่ Kirk และ Spock ต้องเผชิญหน้ากัน ผู้ชมก็ได้รับความบันเทิงจากการปะทะคารมกันเมื่อนั้น ซึ่ง "เคมี" ระหว่างกันของทั้งคู่ ถือว่าดีกว่าหนังโรแมนติก บางเรื่องเสียอีก






สำหรับบทลูกเรือคนอื่นๆ หนังแนะนำพวกเขาแต่ละคนกับผู้ชมอย่างผิวเผิน และแทบจะไม่ได้นำเสนอเรื่องราวที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขามากนัก

แต่ด้วยการแสดงเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม และอาศัยเวลาอันน้อยนิดที่แต่ละคนได้รับ สร้างความโดดเด่นของตนเองได้อย่างน่าจดจำ

ก็สามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ว่า พวกเขาจะต้องเป็นทีมที่เข้าขากันแน่นอนในอนาคต




ขณะที่บทผู้ร้ายของเรื่องที่มี Nero ซึ่งรับบทโดย Eric Bana เป็นหัวหน้า เรียกได้ว่าเป็นผู้ร้ายตามสูตรสำเร็จแบบเก่า แถมไม่ได้มีอะไรที่โดดเด่นเลย ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่า เป็นตัวร้ายที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างเงื่อนไขต่างๆของเรื่องราวในภาคนี้ก็เท่านั้น



นอกจากนี้ หนังยังเอาใจเหล่าสาวก Star Trek ด้วยการเขียนบทของ Spock ในวัยแก่ เพื่อให้ Leonard Nimoy เจ้าของบท Spock ในเวอร์ชั่นต้นฉบับ ได้กลับมาแสดง


โดยที่บทของ Spock ในวัยแก่นี้ มีความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากกว่าบทรับเชิญธรรมดาๆเสียด้วย







สรุปว่า Star Trek เวอร์ชั่นใหม่นี้ ประสบความสำเร็จในการเป็นหนังแนวผจญภัยในอวกาศ ที่มีสเกลงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่ได้มีให้เห็นกันมานานแล้ว


หนังทำได้ “ถึง” ในแง่ของความบันเทิง แม้ว่าด้านคุณภาพอาจยังไม่เต็มที่นัก ด้วยเนื้อเรื่องที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ก็ยังมีจุดพลิกผันเล็กๆน้อยๆ ให้ได้ลุ้นกัน แถมด้วยฉากแอ๊คชั่น และงานเอฟเฟกต์ที่อยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยม


ที่สำคัญคือ ความเข้าขากันของทีมนักแสดง ที่การสร้างความผูกพันระหว่างตัวละครด้วยกันเองนั้น ส่งผลมาถึงผู้ชมด้วย



กับผลลัพธ์ที่ได้ คงต้องชมไปที่ทีมงานทุกๆคน โดยเฉพาะผู้กำกับ J.J. Abrams และ ทีมนักแสดงหลักทุกคน ที่สร้างผลงานที่น่าจะทำให้ ทั้งกลุ่มแฟนประจำของ series และ กลุ่มผู้ชมทั่วไป พอใจ






Star Trek ภาคนี้ ถือว่าเป็น “จุดเริ่มต้นที่สวยงามของประวัติศาสตร์ครั้งใหม่” ทั้งในส่วนเรื่องราว และ อนาคตของ Series นี้จริงๆ




7 / 10 ครับ





Create Date : 18 พฤษภาคม 2552
Last Update : 18 พฤษภาคม 2552 2:36:30 น. 9 comments
Counter : 1677 Pageviews.

 
ปล. Slusho ยังตามมาโผล่ใน Star Trek ได้อีกนะ


โดย: navagan วันที่: 18 พฤษภาคม 2552 เวลา:3:03:43 น.  

 
ไปดูมาแล้วค่ะให้ 8/10 ชอบ Spock มากทั้งหน้าตาและทรงผม


โดย: แม่เฟียร์ วันที่: 18 พฤษภาคม 2552 เวลา:15:07:22 น.  

 
"และเมื่อใดก็ตามที่ Kirk และ Spock ต้องเผชิญหน้ากัน ผู้ชมก็ได้รับความบันเทิงจากการปะทะคารมกันเมื่อนั้น ซึ่ง "เคมี" ระหว่างกันของทั้งคู่ ถือว่าดีกว่าหนังโรแมนติก บางเรื่องเสียอีก"

ตรงนี้เห็นด้วยที่สุดเลยค่ะ อั๊ย~ XD
ทั้งสองคนแสดงได้ดีจริงๆ แต่เราเอนเอียงไปทาสป๊อคมากหน่อย พี่แกขโมยซีนพระเอกเรื่อยเลยนะเออ


โดย: realEVE IP: 58.9.179.19 วันที่: 18 พฤษภาคม 2552 เวลา:19:39:05 น.  

 
ไม่โดนจริตครับ อยากให้ตัวละครมันขี้ขลาดกันหมดทุกคน (เผยถึงตัวจริงของผม)


โดย: Ghoeby วันที่: 19 พฤษภาคม 2552 เวลา:20:29:35 น.  

 
แค่ยานอวกาศของเอริค บาน่า ก็เอาใจผมไปแล้วครับ แค่ฉากนั้นฉากเดียวนี่ก็ทำซะพวก Transformers กลายเป็นหนังซีจีเกรียนๆไปแล้วในที่สุด 55+

ยอมรับว่าหมั่นไส้พระเอกมากถึงมากที่สุด คือถ้าเป็นคนในชีวิตจริงนี่คงไม่แคล้วได้ถีบหน้าซักสองสามอั้่ก


ป.ล. รู้สึกว่าคนที่เล่นดีที่สุดในเรื่องคือ วิโนน่า ไรเดอร์ 5555555


โดย: nanoguy IP: 125.24.156.254 วันที่: 20 พฤษภาคม 2552 เวลา:6:28:21 น.  

 
^
^
^

แสดงว่า Chris Pine เล่นได้ไม่สมดุลสำหรับน้อง nano แล้วหล่ะ

เพราะมันมีด้านที่น่าหมั่นไส้มากกว่า


โดย: navagan วันที่: 20 พฤษภาคม 2552 เวลา:16:09:18 น.  

 
ประทับใจทีมนักแสดงหลักทุกคนรวมถึง J.J. ด้วย

ถึงตัวบทจะไม่ประทับใจมาก

แต่นี่แหละ " เอฟเฟกต์ในฝัน " เลยทีเดียว


โดย: hormones IP: 115.87.86.242 วันที่: 22 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:27:57 น.  

 
เห็นด้วยเรื่อง เนโร จังครับ ตรงที่ว่าเป็นผู้ร้ายที่น่าเบื่อที่สุดคนหนึ่ง ในรอบหลายๆปีเลยทีเดียว

ปอลอ. (ถึง นาโน) วิโนน่า เล่นดี เอ.... ตกลงเราดูภาคเดียวกันหรือเปล่า 555+


โดย: BdMd IP: 124.120.66.48 วันที่: 24 พฤษภาคม 2552 เวลา:18:30:51 น.  

 
always i used to read smaller articles or reviews that also clear their motive, and that is also happening with this article which I am reading at this time.
leather ugg boots //www.scitotalfitness.com/wp-content/cache/tmp/config.html


โดย: leather ugg boots IP: 192.99.14.36 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2557 เวลา:18:19:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 60 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.