All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
เมษายน 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
3 เมษายน 2552
 
All Blogs
 
Mini Review 15 : *** Australia ***

*** Australia ***






ผลงานการสร้าง ที่สุดแสนทะเยอทะยาน ของ ผู้กำกับ เหล่านักแสดง และทีมงาน สายเลือด ออสเตรเลีย (โดยมี 3 man(n) เป็นแกนนำหลัก นั่นคือ ผู้กำกับ Baz Luhrmann กับสองนักแสดงนำ Nicole Kidman และ Hugh Jackman) ซึ่งใช้ชื่อที่ตรงไปตรงมาว่า Australia


กับผลลัพธ์ที่ได้ นี่คือหนังความยาวถึง 165 นาที ที่ถือว่าสอบผ่านในแง่ของความบันเทิง



หนังเล่าเรื่องของ Lady Sarah Ashley (Nicole Kidman) ที่เดินทางมาจากอังกฤษ เพียงเพราะต้องการให้สามีของเธอ ที่ทำไร่ปศุสัตว์อยู่ที่ออสเตรเลีย ขายที่ดินแห่งนี้ไปเสีย แต่เมื่อมาถึงที่ไร่ เธอกลับพบว่า สามีของเธอถูกได้ฆาตกรรมไปแล้ว


ในที่สุด Lady Ashley ก็ตัดสินใจที่จะไม่ขายที่ดิน และสานต่องานของสามีเธอที่คั่งค้างอยู่ นั่นก็คือ การต้อนวัวในฟาร์มไปส่งให้กองทัพ ตามสัญญา







ในช่วงแรก หนังเน้นไปที่การผจญภัย ในการเดินทางต้อนวัวนับพันตัวของ Lady Ashley ไปสู่เมือง Darwin เมืองท่า ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย


โดย Lady Ashley ได้รับความช่วยเหลือจาก Drover (Hugh Jackman) นักต้อนสัตว์ และลูกทีมของเขา ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ และเคยทำงานให้สามีของเธอมาก่อน


พวกเขาต้องพบกับอุปสรรคต่างๆ ทั้งจากพวกของ King Carney (Bryan Brown) คู่แข่งทางการค้า ที่นำทีมโดย Neil Fletcher (David Wenham) อดีตคนงานในฟาร์มของ Lady Ashley ที่เปลี่ยนไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม นอกจากนั้นพวกเขายังต้องเจอกับ ความโหดร้ายของภูมิประเทศ ซึ่งนำไปสู่ฉากกลางแจ้งอันน่าตื่นตาตื่นใจ ที่แทรกด้วยอารมณ์แบบพ่อแง่แม่งอนระหว่าง Lady Ashley และ Drover


ในช่วงนี้ หนังเล่าเรื่องได้รวดเร็วและกระชับ อีกทั้งการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวละครหลักทั้งสาม นั่นคือ Lady Ashley, Drover และ Nullah (Brandon Walters) เด็กเลือดผสม ที่มี พ่อเป็นคนขาว แม่เป็นชาวอะบอริจินส์ ก็เพิ่มความสนุกสนาน และความน่าติดตามอย่างได้ผล






นอกจากนี้ นี่ยังเป็นโอกาสที่ดี ในการขายฉาก ทัศนียภาพ ภูมิประเทศ ของ ออสเตรเลีย ที่มีทั้งความสวยงาม ความน่าตื่นตา และความลึกลับ ผ่านการเดินทางของเหล่าตัวละคร


ซึ่งงานกำกับภาพก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม (นี่ขนาดดูที่บ้านนะ ถ้าไปดูในโรงภาพคงสวยกว่านี้หลายเท่า)



แต่เมื่อถึง Climax สุดท้าย ในส่วนของการต้อนวัวลงเรือ ที่ถือว่าเป็นจุด peak ที่สุดของหนังแล้ว หนังกลับไม่ยอมปิดตัวเองลง แต่กลับเพิ่มเรื่องราวใหม่ลงไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ นโยบายกลืนชาติ ที่เป็นการจับตัวเด็กเลือดผสม ระหว่างคนขาว กับ คนพื้นเมือง ให้มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เพื่อปลูกฝังให้เติบโตและมีวิถีชีวิตแบบคนขาว


พ่วงด้วยการเล่าเรื่องราวการเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในออสเตรเลียอีกด้วย


นั่นทำให้หนังดูยืดเยื้อ และค่อยๆลดระดับความน่าติดตามลงไป






แถมเรื่องราวในส่วนนี้ ยังทำให้รู้สึกเหมือนโดนยัดเยียด ให้มารับฟัง “การสำนึกผิด” ของเหล่าคนผิวขาว อันเกิดจากนโยบายกลืนชาติ และการกดขี่ข่มเหง ที่ได้กระทำต่อชาวพื้นเมือง


โดยให้ตัวเอกของเรื่อง เป็นตัวแทนเพื่อบอกว่า “ไม่ใช่ว่าคนขาวทุกหรอกนะ ที่เห็นชอบกับนโยบายกลืนชาตินี้”






Australia แบ่งตัวละครเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ตัวร้าย ก็ร้ายสุดๆ เลวจนถึงวินาทีสุดท้าย ฝ่ายดี ก็ดีแบบคนดีตัวอย่าง นั่นทำให้ ตัวละครในเรื่องขาดมิติความลึก และขาดความน่าเชื่อถือในการกระทำ (โดยเฉพาะการกระทำของตัวละคร Fletcher ในตอนท้ายเรื่อง ที่เหมือนเขียนขึ้นเพื่อให้เขาโดนกำจัด และเรียกอารมณ์คนดูในฉากจบเท่านั้น)


อีกทั้งบทสรุปของหนัง ที่เป็นไปตามสูตรสำเร็จแบบเก่าๆ ทำให้ หนัง มีลักษณะของ “นิยายน้ำเน่า” อยู่สูง แต่จะว่าไปนี่อาจไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริงของหนัง เพราะเมื่อดูไปเรื่อยๆก็จะพบว่าหนังตั้งใจให้เป็นแบบนี้


ในส่วนของงานเทคนิค เห็นได้ชัดว่า ทีมงานทุกคนทุ่มเทกับงานนี้เต็มที่ ฉะนั้นงานในส่วนนี้ จึงออกมาดีมาก โดย เฉพาะงานถ่ายภาพ และฉากกลางแจ้งทั้งหลาย






แต่ในส่วนของบทหนังนั้น ถือว่ายังขาดความลงตัว และขาดความน่าเชื่อถืออยู่มาก


แต่มันก็ถูกชดเชยด้วยการแสดงที่เข้าขาของ Kidman และ Jackman ที่อาจจะไม่ใช่การแสดงที่ยอดเยี่ยม แต่มันก็ช่วยทำให้หนังเดินหน้าได้อย่างไหลลื่น และช่วยบดบัง ข้อบกพร่องของตัวบทอีกด้วย



และแน่นอน ทั้งสอง ขึ้นกล้อง และดูดีในทุกฉาก ไม่แพ้ความสวยงามของวิวทิวทัศน์ในเรื่องเลย



พูดถึงนักแสดง ที่โดดเด่นอีกคน คือ Brandon Walters ในบท Nullah นั้นถือว่าแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ และถือได้ว่าเป็นบทนำที่สำคัญไม่แพ้ สองคู่ พระ – นาง


ส่วน บท King George ของ David Gulpilil เรียกได้ว่า เป็นตัวขโมยซีนของเรื่อง เพราะโผล่มาแต่ละที ช่างโดดเด่น เหมือนไม่ใช่คนธรรมดา






ปัญหาสำคัญจริงๆของหนัง อยู่ที่การยืดเรื่องอย่างเยิ่นเย้อเกินไปในช่วงหลัง ที่ตัวหนังทำได้ไม่ถึงอารมณ์ แถมประเด็นที่ใส่เข้ามา ก็ทำได้ไม่เนียน และขาดชั้นเชิง ทำให้ดูเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ และ คำแก้ตัว เสียมากกว่า (ทั้งที่มันอาจมาจากความตั้งใจที่ดีก็ตาม)


นี่ถ้าไม่มีเรื่องราวในส่วนหลังของหนัง หรือมี แต่สามารถทำได้กระชับและน่าติดตามเหมือนในส่วนแรกของหนัง Australia คงจะสนุกมากขึ้นกว่านี้


ส่วนเรื่องประเด็นที่หนังต้องการบอกเล่า หนังกลับนำเสนอได้แค่ผิวเผินเท่านั้น ถ้าหนักแน่นกว่านี้ หนังคงมีดีมากกว่าการเป็นเพียงแค่ หนังขายความบันเทิง แบบอลังการงานสร้าง






Australia นำเสนอตัวเองได้ยิ่งใหญ่อย่างที่ต้องการ แม้ผลลัพธ์จะไม่ได้ออกมายอดเยี่ยมมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นความทะเยอทะยานที่สอบผ่าน ด้วยคะแนนระดับกลางๆ





7 / 10 ครับ




ปล. Notebook พัง ช่วงนี้คงไม่ได้ up Blog แต่จะเข้ามาอ่านเรื่อยๆ


Create Date : 03 เมษายน 2552
Last Update : 3 เมษายน 2552 19:25:29 น. 7 comments
Counter : 1428 Pageviews.

 
เอาตุ๊กตามาฝากก้าบ



โดย: พลังชีวิต วันที่: 3 เมษายน 2552 เวลา:21:21:52 น.  

 
เรื่องนี้ผมดูในโรงครับ อย่างแรกคือ ติดใจกับตัวอย่างหนัง ภาพสวยงาม การเสนอภาพวิวแบบอิ่มเอม -- ฉากต้อนวัว สุดหน้าผา สุดยอดเลย ไม่รู้ CG หรือเปล่า แต่หนังเกือบทำให้ผมหยุด..ไปได้นิดหนึ่ง อึ้งๆ ทึ่งๆ

เรื่องประเด็นอื่น ความไม่มีเอกภาพของหนัง โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ทำให้รู้สึกเนือยๆ รู้สึกไม่อิ่มเอมเลย เป็นความรู้สึกเดียวกับที่ออกจากโรง เมื่อดู ปืนใหญ่จอมสลัดเลย

แต่ผมไม่โทษหนังครับ ผมโทษตัวเอง ที่ดูมาทั้ง Far and Away ,Out of Africa , The Medicine Man ทำให้ผมรู้สึกธรรมดาไปหน่อย

แต่ถ้าหากใครไม่เคยดูหนังแนวๆ นี้ ผมว่า น่าจะตื่นตาตื่นใจได้ไม่ยาก

หนังแนวผจญภัยนี้ เรื่องที่ทำให้ผมอึ้ง และชอบก็คือ The World's Fastest Indian ครับ


โดย: นอนเปล IP: 58.147.125.143 วันที่: 4 เมษายน 2552 เวลา:15:55:04 น.  

 
ต้องบอกว่า หนังแนวผจญภัยนี้ เรื่องล่าสุด...ที่ทำให้ผมอึ้ง และชอบก็คือ The World's Fastest Indian ครับ

หนังปี 2005 ผมดูในโรง ถ้ามีโอกาสจะหาแผ่นเหมือนกัน // ตอนนี้เก็บแต่แผ่นหนังเกี่ยวกับเพลง


โดย: นอนเปล IP: 58.147.125.143 วันที่: 4 เมษายน 2552 เวลา:15:57:57 น.  

 
พักนี้ก็ยังไม่ได้ดูหนังใหม่ๆ เลยค่ะ
พ่อภูมิชอบบอกว่า หนังใหม่ๆ พักนี้ทำหลวม
ก็ไม่รู้ว่าอะไรหลวม แต่ก็เชื่อค่ะ
เพราะหนังเก่าๆ ดูกี่ที ก็ดีจัง


โดย: แม่ภูมิ (Artagold ) วันที่: 8 เมษายน 2552 เวลา:18:39:44 น.  

 
อย่างแรกเลยเห็นโปสเตอร์ที่โรงหนัง เห็นหน้าแจ๊คแมน คิดว่าเป็น อดัม แซนด์เล่อ ซะอีก

พอได้ดูตัวอย่าง ต้องบอกว่า มันเป็นหนังน้ำเน่าหลังข่าวนิหว่า .!!! เก็บข้อมูล ดูตัวอย่าง ผ่านมาซักอาทิตย์ ต้องคิดใหม่ เพราะรู้ว่าไม่ไช่ อดัม !!

เป็นเรื่องที่น่าจดจำสำหรับผมมากๆๆๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่มีเพื่อนไปดูด้วย 555 น่าขำตัวเองเหลือกัน นึกอีกทีนี่เราดูหนังคนเดียวตลอดเลยนินา . .....

...
ทำไมผมดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่นึกถึง บรรยกาศออสเตรเลียเลยแฮะ ...กลับมองว่าเป็นหนังอเมริกันคาวบอยไปซะงั้นง่ะ


โดย: haro_haro วันที่: 9 เมษายน 2552 เวลา:12:53:33 น.  

 
ยังไม่ได้ดูเลยค่ะเรื่องนี้



โดย: renton_renton วันที่: 9 เมษายน 2552 เวลา:23:18:14 น.  

 
สำหรับผม หนังควรจะจบตั้งแต่ฉากห้ามวัวที่หน้าผาแล้วครับ เพราะหลังจากนั้นมันเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมดเลย 555+

อีกอย่างคือชอบการแสดงแบบดัดจริตๆของนิโคล คิดแมน ช่วงครึ่งเรื่องแรกมากๆ


โดย: nanoguy IP: 125.26.173.143 วันที่: 16 เมษายน 2552 เวลา:7:40:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 61 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.