All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
 
เมษายน 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
16 เมษายน 2551
 
All Blogs
 
*** Little Miss Sunshine *** การเป็นผู้แพ้ มันแย่ขนาดนั้นเชียวหรือ

*** Little miss sunshine ***




ในการประกวดหรือแข่งขันย่อมมีผู้แพ้ และ ผู้ชนะ แน่นอนทุกคนย่อมอยากเป็นผู้ชนะ แล้วการแพ้หล่ะ มันแย่มากมายขนาดไหนกัน


Little miss sunshine ภาพยนตร์ของ Jonathan Dayton และ Valerie Faris จากบทภาพยนตร์ของ Michael Arndt เล่าเรื่องราวของครอบครัว Hoover ซึ่งอาศัยอยู่ใน New Mexico ที่จะพาลูกสาวไปงานประกวดนางงามเด็ก ชื่อเดียวกับชื่อเรื่อง ในชายฝั่ง ของ California ที่อยู่ห่างหลายร้อยไมล์ ซึ่งตั้งแต่เริ่มเรื่องหนังแสดงถึงพฤติกรรมและความฝันของตัวละครหลักทุกตัว ตั้งแต่


- Olive ลูกสาวคนเล็กที่นั่งกรอดูวิดีโอเทป การประกวดนางงามไปมา พร้อมวาดฝันของตัวเอง

- คุณพ่อ Richard ที่กำลังบรรยายถึง “ทฤษฏี 9 ขั้นในการประสบความสำเร็จ” ด้วยใบหน้าแห่งความมั่นใจ ก่อนที่จะห่อเหี่ยวเมื่อไฟในห้องบรรยายเปิดพบคนฟังไม่ถึงสิบ


- Dwayne พี่ชายคลั่งนีทเช่ ที่ฟิตร่างกายเตรียมตัวจะไปสอบเข้าโรงเรียนการบิน

- คุณปู่ Edwin ที่แอบเล่นยาในห้องน้ำ (คุณปู่ซึ่งถูกไล่ออกจากบ้านพักคนชราก็เพราะเหตุนี้)

- คุณแม่ Sheryl ที่กำลังขับรถพร้อมกับโกหกสามีว่าไม่ได้สูบบุหรี่ ทั้งที่สูบอยู่แท้ๆ

- น้า Frank เกย์หนุ่ม ที่นั่งหน้าซึมอยู่ในโรงพยาบาลหลังจากพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ




หนังแสดงให้เห็นถึงค่านิยมในการชื่นชมผู้ชนะตั้งแต่ฉากแรกบนโต๊ะอาหาร Olive ถามน้า Frank ว่าทำไมพยายามฆ่าตัวตาย ขณะที่น้า Frank กำลังจะเล่า คุณพ่อ Richard ก็ขัดขึ้นมาทันที แต่ในที่สุด น้า Frank ก็เล่าจนได้ คุณพ่อ Richard ก็บอกทันทีว่าเป็นเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องของไอ้ขี้แพ้ ซึ่งหมายความว่าในสังคมนี้ “เรื่องของพวกขี้แพ้ เป็นเรื่องน่าอาย ไม่ควรเอามาเล่า” ทั้งที่มันอาจเป็นบทเรียนที่ดีก็ได้ แถมยังสนับสนุน Dwayne ที่ตั้งกฎว่า จะไม่ยอมพูดจนกว่า จะสอบเข้าโรงเรียนการบินได้ ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่มุ่งมั่นจะเอาชนะ อีกฉากหนึ่งที่ครอบครัวแวะร้านอาหาร แล้ว Olive สั่งไอศกรีมมากิน คุณพ่อ Richard ก็ขัดขึ้นมาอีกว่าจะทำให้อ้วน เคยเห็นนางงามที่ไหนบ้างที่อ้วน เห็นได้ชัดว่า คุณพ่อ Richard ให้ความสำคัญกับการเป็นผู้ชนะขนาดไหนทั้งที่ตัวเขาเองก็เป็นไอ้ขี้แพ้ ที่พยายามให้กำลังใจตนเองว่าสักวันจะเป็นผู้ชนะให้ได้ ตาม “ทฤษฏี 9 ขั้นในการประสบความสำเร็จ” ของเขา สำหรับ คุณพ่อ Richard การเป็นผู้แพ้มันเป็นความผิดพลาดที่แย่มาก


แต่การจะเป็นผู้ชนะนั้นความพยายามไม่ใช่ปัจจัยเดียว การที่เราจะประสบความสำเร็จนั้น ความทะเยอทะยาน และความพยายามเพียงอย่างเดียวก็ช่วยไม่ได้ ยังมีปัจจัยอื่นที่เราควบคุมไม่ได้มากมาย ในฉากหนึ่ง คุณพ่อ Richard ดั้นด้นขับรถไปหานายหน้าขายหนังสือ “ทฤษฏี 9 ขั้น” ของเขา เพียงเพื่อจะฟังคำพูดของนายหน้าว่า “ ที่หนังสือคุณขายไม่ได้ ไม่ใช่เพราะทฤษฎีมันไม่นาสนใจ แต่เป็นเพราะตัวคุณต่างหากที่ไม่น่าสนใจ คุณไม่มีชื่อเสียงแล้วใครจะเชื่อ ใครจะซื้อ” กับอีกฉากหนึ่งที่ Dwayn พบว่าตัวเองตาบอดสีไม่สามารถเข้าเรียนโรงเรียนการบินได้ ต่อให้เขาพยามแค่ไหนก็เถอะ แล้วเช่นนี้ การเป็นผู้แพ้ มันแย่มากใช่ไหม ถ้าเราก็พยายามทำเต็มที่แล้ว และมันเกิดจากเหตุที่ไม่สามารถกำหนดได้ สมคสวรไหมที่เราจะโทษตัวเอง หรือดูถูกผู้แพ้ได้ไหมว่าไม่มีความพยายาม สมควรไหมที่คนเหล่านั้นจะถูกเรียกว่าเป็นไอ้ขี้แพ้



ในอยู่ฉากหนึ่งที่ทุกคนบนรถลืม Olive ไว้ที่ปั๊ม เมื่อทุกคนมัวแต่สนใจเองของตนเอง ฉากนี้สะท้อนภาพครอบครัวที่สมาชิกในครอบครัวสนใจแต่เรื่องของตัวเอง จนลืมนึกถึงคนอื่นในครอบครัวได้ดี


ตอนท้ายของเรื่อง หนังให้ภาพงานประกวดนางงามเด็กได้อย่างเสียดสี เหล่าเด็กๆในงานประกวด ดูสวย และมีความสามารถก็จริง แต่มันช่างขาดซึ่งชีวิตชีวา และความน่ารักแบบเด็กๆ ในขณะที่พ่อแม่ก็เอาจริงเอาจังกับผลการประกวดมากเกินไป ดูๆไปแล้วก็เหมือนทุกคนแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย ในเรื่องที่ดูเหมือนจะไร้สาระ เพียงเพื่อต้องการที่จะเป็นผู้ชนะ เหมือนที่ตัวละครของ Dwayne พูดกับ น้า Frank ว่า ตั้งแต่เกิด เราต้องประกวดแข่งขัน กันตลอด ตั้งแต่ในโรงเรียน ยันหางานทำ แล้วทำไมเราต้องมาแข่งขันในงานประกวดบ้าๆที่ออกกฎโดยใครไม่ก็รู้ ถ้าอยากจะบิน ผมจะหาทางบินเอง




มีอยู่ฉากหนึ่ง Olive ถาม คุณปู่ ว่า “หนูสวยไหม” เธอไม่มั่นใจในตนเอง เรารู้ทันทีว่าเธออยากเป็นนางงามเพราะอะไร จริงๆแล้วเธอก็แค่อยากให้พ่อชื่นชม และรักเธอเท่านั้น เพราะเธอรู้ว่าสิ่งที่พ่อชอบมากที่สุดคือคนที่ประสบความสำเร็จ


แต่การที่เราแพ้ ก็ไม่ได้สำคัญอะไรมากนัก หากเราได้ทำเต็มที่กับมันแล้ว ดังที่ คุณปู่ ที่อธิบายถึงพวกขี้แพ้ในความหมายของตนเองให้ Olive ฟังต่อจากนั้นว่า “คนขี้แพ้ที่แท้จริง คือคนที่กลัวไม่ชนะ ทั้งๆที่ยังไม่ได้พยายามทำอะไร”



Little Miss Sunshine เปรียบเทียบครอบครัวHoover เหมือนกับรถสีเหลืองคันเก่า ที่สภาพไม่ค่อยดีเหมือนสภาพของเหล่าสมาชิกในครอบครัว มันไม่สามรถจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้เลย ถ้าทุกคนไม่ช่วยกัน แต่ถึงแม้มันจะเป็นรถที่ไม่ดีก็เถอะ มันก็พาทุกคนก้าวไปข้างหน้าได้พร้อมกัน


สังคมปัจจุบัน ในหนัง(และในชีวิตจริง)มักไม่ให้โอกาส แถมดูถูก และซ้ำเติมผู้แพ้ จนการเป็นไอ้ขี้แพ้มันยอดแย่ จนไม่มีใครอยากแพ้




แต่หนังเรื่องนี้กลับบอกเราว่า
"การเป็นผู้แพ้ มันก็ไม่ได้เลวร้ายมากมาย อย่างที่คิด"



Create Date : 16 เมษายน 2551
Last Update : 16 เมษายน 2551 16:30:27 น. 9 comments
Counter : 3204 Pageviews.

 
เรื่องนี้ชอบบทของ คุณปู่ Edwin ครับ แกเล่นได้น่ารักดี ฮาด้วย


โดย: haro_haro วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:17:38:05 น.  

 
ดูเรื่องนี้แบบไม่ได้ตั้งใจ แล้วก็รู้ว่าตัวเองคาดผิดไปค่ะ หนังเรื่องนี้ดีจริงๆ เราประทับใจมากๆ ทุกคนในครอบครัวเหมือนมีปัญหากันหมด แต่ก็มาอยู่รวมกันในรถเพื่อที่จะได้ไปงานประกวด ชอบฉากเข็นรถแล้วค่อยๆ วิ่งขึ้นทีละคนเนี่ยด้วยการช่วยเหลือกันอ่ะค่ะ


โดย: วิสกี้โซดา วันที่: 17 เมษายน 2551 เวลา:0:10:38 น.  

 
อ่านแล้วอยากดูเลยอ่ะค่ะ จดไว้เป็น wish list ดีกว่า ขอบคุณสำหรับรีวิวค่ะ


โดย: แมวจอมกวน วันที่: 17 เมษายน 2551 เวลา:1:16:52 น.  

 
หนังดีๆอีกหนึ่งเรื่องที่พลาดในโรงไป

หนังออกแนวแอนตี้สังคม ปล่อยวางกันซะบ้าง ชอบมากๆ

ชอบที่เพื่อนแนฟวิจารณ์ว่าครอบครัวนี้เหมือนรถโฟล์คสีเหลือง อ่านแล้วโดนใจ(แม้จะเรียบเรียงไม่ค่อยรู้เรื่องไปนิด ^^)

ไว้จะแวะมาดูบ่อยๆนะ


โดย: เพื่อนเซฟ IP: 124.120.197.94 วันที่: 17 เมษายน 2551 เวลา:2:58:54 น.  

 
อ่านแล้วก็อยากดูอีกรอบ...


โดย: renton_renton วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:15:30:54 น.  

 
ตั้งใจเขียนดีจังเลยครับ

ผมก็ชอบเรื่องนี้มากๆเหมือนกันครับ

อยากเอามาเขียนยาวๆแบบนี้บ้างจัง

ตอนที่เพิ่งได้ดูใหม่ๆเคบเขียนรีวิวไว้สั้นๆ
เหมือนกันครับ

//www.loveberryz.net/board/index.php?showtopic=546&st=2157


โดย: naive IP: 125.24.182.74 วันที่: 19 เมษายน 2551 เวลา:22:58:04 น.  

 
ชอบเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ
เป็นหนังที่น่ารักและให้ข้อคิดดีๆเกี่ยวกับชีวิต
ชอบฉากที่ Dwayne พูดกับ Frank ตอนจบที่สุดเลยค่ะ ^^


โดย: ตัวกลมๆ (syramay ) วันที่: 22 เมษายน 2551 เวลา:0:24:00 น.  

 
ชอบฉากเต้นเพลง Super freakเลย ชอบสีหน้าของลุงแฟรงค์เห็นแล้วซะใจดี


โดย: หนังสือของคุณปู่ IP: 118.174.129.213 วันที่: 2 สิงหาคม 2551 เวลา:22:51:25 น.  

 
แนะนำร้านอาหาร พัทยา ชื่อ ร้านอาหาร ป.มีชีวิต (นามสมมุติ)
ชายหาด จอมเทียน

มีคนแนะนำมา ว่าเป็นร้านอาหารชื่อดัง ของหาดจอมเทียน ไหนๆก็มาพัทยาแล้ว เลยขอแวะ ก่อนกลับสักหน่อย

สั่งอาหารไปมากมาย อาหารจานแรกก็ถูกยกมาเสริฟ เมนู พนักงานเสริฟแนะนำ เมี่ยงปลา เป็นอาหารขึ้นชื่อ ของร้าน เขียนในเมนูด้วยว่า อาหารคนรักสุขภาพ

แต่กินไปสามสี่คำ กลายเป็นเมี่ยงแมลงวัน เพราะ แมลงวันเยอะมากๆ ต้องคอยใช้มือโบกไล่แมลงวันตลอดเวลา ถามพนักงาน ว่าทำไมแมลงวันเยอะขนาดนี้ เค้าบอกว่า “นี่เป็นหน้าแมลงวัน นะคะ ให้ทำใจ”

ทำใจ กินไปมือปัดเป็นพัลวัน ปัดไปได้สักพัก อาหารที่สั่งทยอยมาวาง กองทัพแมลงวันก็เริ่มมาก ขึ้นเรื่อยๆจนน่ากลัว เริ่มรู้สึกว่ามือเดียวปัดไม่พอ ปัดทางซ้าย ทางขวาก็มา ปัดไม่ทัน สู้กับมันไม่ไหว ปัดกันจนเหนื่อย ก็ไร้ประโยชน์

ต้องใช้ใบผักกาดขาวที่ให้มาเป็นกาบๆมาโบกไล่ พอหยุดปัด จะหันมากินบ้าง แมลงวันก็พร้อมใจกัน เข้าไปตอม ในอาหารอยู่ดี นึกถึงหนอนแมลงวัน เลยต้องปลง รับประทานไม่ลง เดินไปคุยกับเจ้าของร้าน ว่าเรากินไม่ได้เลยแมลงวันร้านคุณเยอะมากๆๆ

เจ้าของร้านบอกว่า “คุณต้องทำใจ คนไทยกับแมลงวันเป็นของคู่กันไม่มีใครเอาชนะธรรมชาติได้ ”???? ตกใจมากที่ได้ยินคำตอบแบบนี้

แล้วร้านเรามันเป็นแบบ open นะถ้าไม่อยากให้มีเลย คุณต้องไปกินในห้าง

(ประเด็น คือ มันเยอะเกินเหตุ ค่ะ )

“คุณดู ทำไมโต๊ะอื่นเค้ายังกินกันได้ ไม่เห็นมีปัญหาเลย ผมเปิดร้านมา สามสิบกว่าปีแล้ว”

เออจริง ด้วย … เราเริ่มสงสัย ว่าเราผิดปกติหรือป่าว

หันไป มองโต๊ะอื่นเขา กินกันอย่างเอร็ดอร่อย เอ๊ะ! ทำไมมันบุกมา
ตอมแต่โต๊ะเรา เราลอง เดินเข้าไปดูใกล้ๆ

พระเจ้าช่วย !!! เห็นชัดๆว่า เค้านั่งกินกัน ท่ามกลางหมู่แมลงวันที่ตอมอาหาร เราลืมตัว เอามือไปโบกที่อาหารเค้า ฝูงแมลงวันก็บินฮือ ออกมาจากอาหารที่เค้ากำลังกินกันอยู่

บางตัวก็ ไต่ตอมอยู่ที่ปากหลอดดูดน้ำ บางกลุ่มก็ไต่ตอม อาหารในจานของโต๊ะนั้น เห็นเขานั่งกินไปปัดไป

ตกลงนี่ เราบ้า หรือ พวกเขา เมา กันแน่ เนี่ย

คงเป็นเพราะตอนนั้นมีกันอยู่แค่ สอง สาม โต๊ะ แมลงวันเลยรุมกันเป็นพิเศษ ถ้าเราโชคดี มาในวันที่มี ลูกค้าหลายๆโต๊ะ คงจะช่วยแชร์ๆ แมลงวัน กันไป คนละ สิบ ยี่สิบตัว

แต่ที่แน่ๆ เราไม่กล้ากินอาหารที่มีแมลงวันตอมมากมายขนาดนั้น ถ้าคุณ คิดว่าสี่ห้าตัว คุณกำลังคิดผิด เพราะมันมีเป็นร้อย แล้วในครัวจะขนาดไหนเนี่ย
เจ้าของร้านบอกว่า
“คุณช่วยบอกวิธีกำจัดแมลงวันให้ผมหน่อย ถ้าตอบได้ ผมให้แสนนึง”
แหม อย่างกับเล่นเกมโชว์….

เราตอบได้โดยไม่ต้องขอใช้ตัวช่วย ว่า คุณต้องรักษาความสะอาด ให้มากที่สุด ปิดถังขยะให้มิดชิด พยามกำจัดทุกวิถีทาง ให้มันเหลือน้อยที่สุด ไม่ใช่ปล่อยให้ มันอาละวาด จนน่าเกลียด แบบนี้

เค้ากลับไม่ฟังและบอกว่า “ทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้มันต้องมี มันมาของมันเอง ผม ห้ามไม่ได้ ไม่ได้สั่งให้มันมาตอมอาหารคุณ มันมาเอง มันเป็นธรรมชาติ เหมือนคุณห้ามไม่ให้เมืองไทยมียุงคุณทำได้ไหม”

เราบอก นี่มันอาหารนะ ลูกค้าต้องอดทนเหรอ เค้าบอกว่า “คุณเข้าใจมั้ยผมไม่ได้แกล้ง” (ตอบไม่ตรงคำถามเลย แล้วที่สำคัญเราแกล้งคุณเหรอ ที่กินไม่ได้) “ผมไม่สามารถ สั่งห้ามแมลงวันไม่ให้มาตอมอาหารคุณได้”

(แต่เราก็ไม่สามารถกินอาหารที่มีแมลงวันตอมได้เหมือนกัน คุณครูสอนมาตั้งแต่อนุบาล) เจ้าของร้านบอกว่า “คุณจะให้ผมทำยังไง ไหนคุณลองบอกผมสิ” เราพูดว่า ถ้างั้นคุณบอกลูกค้าสิว่าแมลงวันร้านคุณเยอะมากๆๆนะครับ รับกันได้มั้ย

( แต่จริงๆในใจเราอยากพูดว่า ให้ ติดป้าย บอกลูกค้าไปเลย
ว่า ร้านนี้แมลงวันเยอะมากๆ อยู่คู่กับครัวเรามานาน
บอกก่อนเข้าร้าน ลูกค้าจะได้ทำใจล่วงหน้า หรือ เตรียมตัวรับมือกับแมลงวันร้านคุณ
เช่น หัดกินข้าวเคล้ากับแมลงวัน มาล่วงหน้า ให้ชิน หรือเตรียม ซื้อมุ้งมาคลุมโต๊ะ ซื้อไม้เทนนิส ช๊อตแมลงวัน อะไร ก็ว่าไป)

เจ้าของร้านบอกว่า “ แล้วถ้าคุณเป็นผมหล่ะ คุณจะบอกลูกค้ามั้ย”

(เราได้แต่เถียงในใจว่า…อ้าว แล้วนี่คุณหลอกให้เราสั่งอาหารมากมาย แนะนำ ให้เราสั่งอาหารมาหลายเมนู วางเต็มโต๊ะให้แมลงวันร้านคุณ มารุมแย่งกิน หรอเนี่ย เวรกรรม)

เราเชื่อว่าถ้าคุณบริหารจัดการให้ดีกว่านี้ แมลงวันจะต้องน้อยลง จนเราพอกินอาหารได้บ้าง อย่างแน่นอน เราลองหา ในgoogle มีวิธีกำจัดแมลงวันมากมาย ถ้าคุณพยายามมันต้องลดลงบ้าง เพราะเท่าที่เคยทานร้านอาหารทะเลมาก็ยังไม่เคยเจออะไรแบบนี้

แต่นี่ดูเหมือนคุณชินและทำใจรับสภาพ ว่าแมลงวันมันคู่กันกับอาหารทะเล ทั้งๆที่ความสะอาด สำคัญกว่ารสชาติของอาหาร คุณกลับไม่ยอมให้ความสำคัญ ไม่ยอมจัดการอะไรเลย

ลูกค้าต้องทนรับสภาพอย่างเดียว ถ้าคุณทำใจให้เป็นธรรม เห็นใจลูกค้าบ้าง คุณจะเข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อคืออะไร

เจ้าของร้านบอก “คุณโกรธอะไรมาใช่ไหม แล้วมาลงที่ผมใช่ไหม”

จะบ้าตายนี่เราหยุดงาน มาเที่ยวพักร้อน เพิ่งตื่นนอนมาหาไรกิน อารมณ์ดีๆอยู่แท้ๆ เพิ่งจะมาอารมณ์บูดกัน ตอนรัวมือปัดแมลงวันจน จะเป็นเชียร์หลีดเดอร์ ที่ร้านคุณ เนี่ยล่ะ

แสดงว่าคุณเจ้าของร้านไม่ได้ รู้สึกเลยสินะว่ามันสกปรกมาก กลายเป็นเราที่เป็นคนแปลก ประหลาด ในสายตาคุณ

สุดท้ายเราทนเถียงกับคนแบบนี้ไม่ไหว ต้องยอมจ่ายเงินทั้งๆที่ไม่ได้กินอาหารเลย เจ้าของร้านดูบิลแล้วบอกว่า “เงินแค่นี้คุณมีปัญหาทำไม” พร้อมเอามือชี้ที่หัว พลางพูดว่า “คิดให้ดีก่อนมีปัญหานะ คิดให้ดีๆ” …..

อืม..ก็นั่นน่ะสิ เงินแค่นี้ จะมีปัญหาทำไม แต่เราคิดว่าคำพูดนี้น่าจะเป็นคำพูดของเรา ที่ใช้พูดกับคุณมากกว่า อีกอย่าง เงินไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะบ้านเราไม่ได้ยากจน เรามีงานทำ เราหยุดงานมาเที่ยว มีเงินมาจ่าย เราไม่ใช่คนเร่ร่อน มา หลอกกินอาหารฟรี ( เราเพิ่งกิน เมี่ยงปลา อาหารจานแรก ไป สองสามคำเองด้วยซ้ำ หลังจากนั้น ก็ ปัดแมลงวัน จนไม่ได้กินอีกเลย)
และ เราก็ไม่ได้อยากหาเรื่องขอส่วนลดใดๆทั้งสิ้น

แต่เราแค่รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมต่างหากที่ถูกคุณเอาเปรียบกันแบบนี้ เจ้าของร้านบอกว่า “คุณเข้าใจมั้ยของผมทำออกมาแล้ว ผมลงทุนไปแล้ว” เราพยักหน้าบอก ค่ะเราเข้าใจ
เจ้าของร้าน กลับพูดว่า
“คุณไม่เข้าใจหรอก คุณคิดถึงแต่ตัวเอง” ( อ้าว แล้วทีคุณหล่ะจะให้เรากินอาหารที่มีแมลงวันบ้าเลือด ตั้งหน้าตั้งตากินอาหารแข่งกับเราหล่ะ ถ้าเราท้องเสีย ท้องร่วง เข้า โรงพยาบาล หล่ะ ใครๆก็รู้เข้า นอนโรงพยาบาล ที ไม่ต่ำกว่าหมื่น )

คุณก็ไม่เข้าใจเราเหมือนกัน เพราะคุณคิดถึงแต่ตัวเอง รู้แต่ว่าของคุณทำออกมาแล้ว เป็นตายยังไง ลูกค้าไม่พอใจ ยังไง คุณก็ไม่แคร์ ไม่สนใจความรู้สึกของลูกค้า เพราะ คุณคิดแค่ว่า จะไม่ยอมขาดทุนเด็ดขาด แม้เรื่องเล็กน้อย

ถ้าเป็นเมืองนอก ร้านคุณโดนสั่งปิดแน่

แต่จนใจ นี่เป็นประเทศไทย Thailand only T_T


อยากถามว่า ถ้าคุณซื้อแอร์มาใช้ที่บ้าน เกิดมันไม่เย็นขึ้นมา พอคุณถามคนขาย คนขายบอกว่า คุณต้องทำใจ เมืองไทยมันเป็นเมืองร้อน เปิดไปก็ไม่เย็นหรอก ผมไม่สามารถเปลี่ยนอุณหภูมิโลกได้ คุณจะรู้สึกยังไง คุณจะถามเค้ามั้ย ก็ในเมื่อคุณรู้ว่าแอร์เปิดแล้วมันไม่เย็น แล้วทำไมไม่บอกกันก่อน เราเสียเงินซื้อไปแล้วก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ คุณจะมาแนะนำ จะหลอกขายมาทำไม ให้เสียความรู้สึกกัน ให้บาดหมางกัน เปล่าๆ

อาหารที่ทำออกมาแล้ว มีแมลงวันมาตอมอาหารมากมาย จนลูกค้ากินไม่ได้ก็ไม่ต่างกัน

เข้าใจว่าคุณลงทุนทำอาหารออกมาแล้ว แต่แมลงวันร้านคุณมันตอม จนสกปรกไปหมด กินก็กินไม่ได้ คุณยังจะกล้าขายให้เราอีกหรอ ทางร้านอ้างว่าเป็นความผิดเรา ที่เราเข้ามาสั่งอาหารเอง ถ้าเราไม่สั่งเขาก็ไม่ทำออกมาวาง และแมลงวันก็จะไม่มาตอม อาหารเรา

สรุป คือ เรา อยากมาสั่งเอง ทำมาวางให้แล้ว กินกันไม่ได้เอง ก็ช่วยไม่ได้

เฮอะ!!…. ป่วยการจะเถียงกับคนแบบนี้

ถ้าเจ้าของร้าน อยากจะขายอาหาร อย่างเดียว คิดว่าสภาพแวดล้อมบรรยากาศ ความสะอาด ในระหว่างการทานอาหารในร้าน ไม่สำคัญ หรือ ไม่มีปัญญาจัดการกับแมลงวัน พาหะนำโรค แล้วล่ะก็ อย่าเปิดร้าน ให้คนนั่งทานจะดีกว่า ควรจะให้ลูกค้าซื้อกลับบ้านอย่างเดียว ไม่ใช่ปล่อยให้นั่งกินท่ามกลางฝูงแมลงวันแบบนั้น น่าจะมีจรรยาบรรณ สงสารสุขภาพลูกค้าบ้าง

ตอนแรกเราโกรธจนไม่อยากจ่ายเงินอยากแจ้งความมากกว่า แต่ คิดดูอีกทีคุณคงจะขาดทุนมากมาย อย่างที่คุณว่า เลยยอมจ่ายเงินไป อาหารเรา ก็ต้องทิ้งไปทั้งหมดแบบนั้น เพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไร หรือ ห่อกลับไปฝากใครได้ แมลงวันมันรุมตอมอย่างบ้าคลั่ง ขนาดตัวเรา ยังไม่กล้ากิน

ก่อนกลับเราถ่ายรูปป้ายร้าน เจ้าของร้านมีการขู่เรา ว่าถ้าเอาเรื่องนี้ไปโพสลง Internet เขาจะฟ้องเราแน่ ( เขาจบทนาย มา -_-!)

เราเลยย้อนไปว่า

ไหน คุณ บอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ ไง?!?

คุณเจ้าของร้าน คุณบอกเราเอง ว่า ร้านคุณต้องมีแมลงวัน และ เป็นธรรมดาที่ลูกค้าต้องทนนั่งกินอาหารท่ามกลางฝูงแมลงวัน แมลงวันกับคนไทยเป็นของคู่กัน แล้วคุณจะกลัวอะไร คุณ บอก ว่า มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องเสียหายไม่ใช่หรอ จะกลัวความจริงไปทำไม ในเมื่อคุณคิดว่า เรางี่เง่าเองที่กินข้าวท่ามกลางแมลงวันตอมเหมือนโต๊ะอื่นเขาไม่ได้

ถ้าคุณ คิดว่า ไม่ใช่ความผิดของร้านคุณ ถึงเราโพสไปคนอื่นก็ต้องเข้าใจร้านคุณ ถูกไหมคะ

จะมากลัว มาห้ามไม่ให้เราโพส ทำไม

( หรือ ที่ห้ามเรา ไม่ให้โพส แปลว่า ลึกๆแล้ว ในใจคุณเจ้าของร้าน คุณรู้ดี ว่าอะไรถูก อะไร ผิด ใช่ไหม )

เฮ้อ…คนเรา พูดมาแต่ละอย่าง เห็นแก่ตัว จนเราล่ะอึ้งจริงๆ

เข็ดจนตายจริงๆ เสียความรู้สึก มากๆ ต่อไปนี้ ก่อนไปทานอาหาร คงต้องระวังอย่างมาก หาข้อมูลให้ดีๆ ว่าร้านสะอาดไหม ใส่ใจความรู้สึกของลูกค้าแค่ไหน ไม่ใช่ใช้มารยาทแย่ๆ คำพูดแย่ๆ แบบนี้

งานร้านอาหาร เป็นงานบริการ วันหยุดพักผ่อน มาเจอเรื่องแบบนี้ เรารู้สึกแย่กันอยู่แล้ว ยิ่งมาพูดจาไม่ดี ไม่มีมารยาท ไร้เหตุผล ข่มขู่เราอย่างไม่ให้เกียรติ ไม่แคร์ความรู้สึกลูกค้า สนแต่เรื่องเงินทอง เรื่องกำไร ขาดทุน อย่างเดียว เราจึงไม่หลงเหลือ ความรู้สึกที่ดี กับร้าน ป.มีชีวิต และ เจ้าของร้านนี้เลย แม้แต่นิดเดียว ทั้งๆที่คนรู้จักแนะนำมาให้มากินแท้ๆ (เดี๋ยวเราจะกลับไปด่ามัน)

ขอเลือกร้าน ที่สะอาด นิสัยดี เป็นหลัก อร่อยน้อยหน่อย ไม่เป็นไร ดีกว่า จะได้กินแบบสบายใจ ไม่ต้องคอยไล่แมลงวัน

ปล ชื่อร้านอาหารเป็นนามสมมุติ นะคะ กรุณาอย่ามาเดาให้ถูก นะค่ะ เจ้าของร้านเขากลัวคนอื่นรู้ ค่ะ เขาขู่ ไว้ เดี๋ยว ดิฉันจะเดือดร้อน
แต่ดิฉัน อยาก เสี่ยงตาย พลีชีพ มาเตือนพวกคุณ ไว้ก่อนค่ะ ส่วนจะคิดเห็นกันประการใด ก็แล้วแต่ วิจารณญาณ ของแต่ละบุคคลนะคะ

ส่วนคุณเจ้าของร้านคุณต้องรู้ตัวแน่ว่าเป็นคุณ คุณควรใช้วิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส ปรับปรุง พัฒนาร้าน ให้สะอาดนะคะ แมลงวันจะได้น้อยลง
ไม่ใช่นั่งเอ้อระเหย ไปวันๆ นั่งนิ่งดู แมลงวันบุกร้าน ปล่อยให้ลูกค้า เผชิญกับฝูงแมลงวันนับร้อย ระหว่างนั่งทานอาหาร ภายในร้านของคุณเอง แบบนี้

เผื่อเจอลูกค้า รักสะอาด งี่เง่า กินอาหารที่มีฝูงแมลงวันตอมไม่ได้ แบบเรา คุณจะได้ ไม่ต้อง มีปัญหาอีก


(หรือถ้าหมดปัญญาจริงๆ เราแนะนำ ให้คุณเจ้าของร้าน มายืนปัดแมลงวัน จนกว่าจะลูกค้าจะกินเสร็จ มือเราจะได้ว่าง ทานอาหารได้บ้าง รับรอง คุณจะเข็ด จนไม่ยอมปล่อย ให้ฝูงแมลงวันบุกร้าน อีกเลย^^)


**เราขอสาบาน ว่า เรื่องที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงทุกประการ
ที่นำเรื่องมาเสนอ มีจุดประสงค์ ให้เจ้าของร้าน ได้รับทราบความคิดเห็น ของลูกค้า ทุกท่านที่เข้ามาคอมเม้นท์ต่อ ไม่ใช่คิดถึงแต่ตัวเองแบบนี้ **

นำเสนอเรื่องจริงโดย คุณ วอนนอนคุก


โดย: วอน นอน คุก IP: 10.0.1.12, 58.9.4.36 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2553 เวลา:11:17:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 61 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.