All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2557
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
232425262728 
 
9 กุมภาพันธ์ 2557
 
All Blogs
 
*** The Wolf of Wall Street *** คนจะรวย (ช่วยไม่ได้)

*** The Wolf of Wall Street ***






The Wolf of Wall Street ดัดแปลงจากหนังสือชื่อเดียวกันของ Jordan Belfort ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวชีวิตของเขาเอง


ด้วยหน้าหนังอาจทำให้นึกไปว่านี่คือหนังที่ว่าด้วยการเล่นหุ้น เทคนิคหรือวิธีการสร้างความสำเร็จของ Belfort แต่ไม่เลย หนังไม่สนใจในส่วนนั้น เนื้อหามันว่าด้วยความฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ความบ้าระห่ำ และความกลวงในชีวิต ของบรรดา Broker และกลุ่มผู้ก่อตั้ง Stratton Oakmont ที่นำโดย Belfort



เกริ่นกันสักนิด Jordan Belfort คือ ผู้ก่อตั้ง Stratton Oakmont ที่หลอกลวงนักลงทุนจนสร้างรายได้กว่า 200 ล้าน US Dollars วิธีง่ายๆก็คือ หลอกขายหุ้นราคาถูกแก่นักลงทุน จากนั้นปั่นราคาให้มันสูงขึ้น เพื่อหลอกล่อให้คนทุ่มซื้อเพิ่ม ที่เหลือก็ฟันกำไรจากราคาทุนที่แสนถูกของมัน



The Wolf of Wall Street เป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของ ผู้กำกับ Martin Scorsese และ Leonardo DiCaprio ในบท Jordan Belfort







บทสนทนาของ Belfort กับ Hanna (Matthew McConaughey) Broker รุ่นพี่ ในช่วงรับประทานอาหารกลางวัน คือสิ่งที่ Belfort นำไปประยุกต์ใช้อย่างได้ผล



“ย้ายเงินลูกค้ามาใส่กระเป๋าเราให้มากที่สุด”
[ไม่ต้องสนใจทำเงินให้ลูกค้า หลักการง่ายๆคือหาเงินเข้าตัวให้มากที่สุด]



“ไม่มีใครรู้ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร แต่เราต้องทำเป็นรู้”
[สร้างความมั่นใจให้ลูกค้า ด้วยการสร้างภาพแห่งความมั่นใจ]



“ผู้หญิง Cocaine และโสเภณี คือ หนทางสู่ความสำเร็จ”
[ขับเคลื่อนคนในองค์กรด้วยความอยาก ทำให้พวกเขาเสพติดความฟุ้งเฟ้อ ความร่ำรวย ต้องมุ่งมั่นเพื่อหาเงินต่อไป]



ใน The Wolf of Wall Street ความอยากอันไม่สิ้นสุดทั้งหลายถูกนำเสนอในฐานะแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ แต่มันมีสถานะเหมือนยาเสพย์ติด







ไม่ใช่แค่ Belfort เท่านั้นที่รับแนวคิดของ Hanna ไปใช้ บางที ผู้กำกับ Scorsese เองอาจรับแนวคิดของ Hanna มาใช้ด้วยเช่นกัน



Hanna ชวนให้ Belfort เล่นเกมระหว่างกินกลางวันที่ร้านอาหาร โดยเกมที่ว่าก็คือการให้บริกรนำ Martini มาให้พวกเขาทุก 5 นาที จนกว่าจะมีใครเมาปลิ้น
[หนังใส่เนื้อหาเรื่องราวใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ จนผู้ชมแทบเมาปลิ้น]



ไม่นาน Hanna หยิบ Cocaine ขึ้นมาเสพอย่างไม่กลัวใคร ซึ่งเขาอธิบายให้ Belfort ฟังว่า วิธีที่จะทำงานเป็น Broker แบบนี้ได้คือต้องเมายา
[หลังจากที่ผู้ชมเริ่มที่เมาข้อมูลของหนัง Scorsese ก็จัดความห่ามจากการเล่นยาของ Belfort เป็นการดึงผู้ชมให้กลับมาผ่อนคลาย บันเทิง และมีความจดจ่ออยู่กับเรื่องราวบนจอต่อไป]

ในหนังยังมีฉากหนึ่งที่หนังเปรียบเทียบ Cocaine เหมือนกับผักขมของ Popeye อีกด้วย



ช่วยตัวเองอย่างน้อยวันละสองครั้ง ลดความเครียด
[หนังประเคนฉาก หญิงเปลือย นุ่งน้อยห่มน้อย และฉากร่วมเพศ แทบทุก 10 นาที]



มองในมุมนี้เหมือนหนังจะอยู่ในสังคม “ผู้ชายเป็นใหญ่” และมองผู้หญิงเป็นเพียง “วัตถุทางเพศ” ซึ่งคงไม่แปลกนัก เพราะนี่เป็นเรื่องเล่าและมุมมองของผู้ชายอย่าง Belfort







เหมือนสิ่งที่ Belfort ทำกับบรรดาลูกค้า นั่นคือการสร้างความเชื่อมั่น และให้ความหวังว่าพวกเขาจะร่ำรวยขึ้นได้จากการลงทุน



บางทีตัวหนังเองก็ใช้วิธีเดียวกับ Belfort เพราะเชื่อว่าหลายคนอาจเข้าไปดูหนังเพื่อศึกษาวิธีการ เทคนิคกลโกงของ Belfort แต่สิ่งเหล่านี้มีให้เห็นน้อยมาก

แถมตัวละคร Belfort ยังพูดกับผู้ชมผ่านกล้องว่า “อย่าสนใจเลยว่าผมทำอย่างไร รู้ว่ามันผิดกฏหมายก็พอ”



ดังนั้นใครที่คิดจะไปดูหนังเรื่องนี้ เพื่อที่จะเก็บเกี่ยวเทคนิค ข้อคิด และกลวิธีในการประสบความสำเร็จของ Belfort ก็คงไม่ต่างจากบรรดาผู้ซื้อหุ้นที่โดน Belfort พูดจาโน้มน้าวให้ความหวัง



ที่จริงแล้วชื่อหนังก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของ The Wolf (of Wall Street) ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับ Wall Street โดยตรง

ส่วนชื่อไทยที่ว่า “คนจะรวย ช่วยไม่ได้” ก็บอกกับเราตรงๆว่า “คนมันจะรวย ไม่มีใครช่วยได้หรอก” หากแต่อาจมีผู้ชมบางคนหลงและคาดหวังกับคำว่า “รวย” จนบดบังความหมายของประโยคเต็มๆ ไปได้







The Wolf of Wall Street ไม่ได้พยายามยัดเยียดข้อคิดใส่หัวผู้ชม เพียงแค่นำเสนอให้เห็นถึงสิ่งที่ Belfort กระทำและผลกระทบต่อตัวเขา และปล่อยให้ผู้ชมตัดสินเอาเอง



หนังแฉให้เห็นด้านดีและด้านเลวของตัวละครอย่างจริงใจ และไม่เรียกร้องความเห็นใจใดๆ โดยเฉพาะ Belfort เอง ที่ทั้งต่อยตีผู้หญิง ฟันหญิงไม่เลือกหน้า และไม่ลังเลที่จะผิดกฏหมาย



DiCaprio บ้าพลัง เต็มที่และสุดเหวี่ยงไปกับบท แต่ความเยี่ยมยอดที่แท้จริงคือการทำให้ผู้ชมไม่อคติและต่อต้านตัวละครสุดเลวตัวนี้

ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการเลือกที่จะให้ตัวละครนี้สื่อสารกับผู้ชมโดยตรงด้วยการหันมาคุยกับผู้ชมผ่านกล้องกันเลย แถมยังเล่าทุกความเลวทรามอย่างสนิทใจราวกับเป็นเพื่อนสนิท



ด้วยความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง แต่การกำกับของ Scorsese และการแสดงของ DiCaprio ก็คอยป้อน Cocaine ให้ผู้ชมกลับมาคึกคักได้ตลอด (นอกเสียว่าคุณจะดื้อยา หรือ Overdose ไปแล้ว)







The Wolf of Wall Street แสดงภาพ ความเน่าเฟะ ความบ้าระห่ำ ทำได้ทุกอย่าง โดยไม่สนใจความถูกต้องหรือศีลธรรม

บางทีความสำเร็จของพวกเขาก็เหมือนหุ้นเน่าๆที่ถูกปั่นขึ้นมาจนมีราคาสูง ที่สุดท้ายกาลเวลาก็สะท้อนราคาที่แท้จริงออกมา



อย่างไรก็ตามตราบเท่าที่ยังมีความโลภและยังมีคนต้องการรวยทางลัด คนอย่าง Jordan Belfort ก็ยังหากินได้เสมอ





8 / 10




Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2557 18:51:58 น. 1 comments
Counter : 4886 Pageviews.

 
กระทู้ที่ตั้งใน pantip

//pantip.com/topic/31633942


โดย: navagan วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:23:05:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 61 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.