All the girls standing in the line for the bathroom !!!

*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ครับ ***
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
24 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 
*** The Curious Case of Benjamin Button *** เกิด – แก่ – เด็ก – ตาย

*** The Curious Case of Benjamin Button ***






The Curious Case of Benjamin Button เล่าถึงชีวิตของ Benjamin Button ชายผู้มีการเจริญเติบโตที่ผิดธรรมชาติ เขาเกิดมาแก่ จากนั้นค่อยๆหนุ่มขึ้น เรื่อยๆ จนกลายเป็นเด็ก ก่อนที่จะตายจากไป ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นการเติบโตแบบย้อนเวลา ซึ่งสวนทางกับ ธรรมชาติ



หนังได้รับ "แรงบันดาลใจ" (ขอใช้คำนี้ เพราะได้อ่านเรื่องสั้นแล้วถือว่า แตกต่างกันพอสมควร) จากเรื่องสั้นชื่อเดียวกันของ F. Scott Fitzgerald ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาคำพูดที่ว่า


“ชีวิตน่าจะมีความสุขมากกว่านี้

หากเราเกิดมามีอายุ 80 แล้วเติบโตจนกลายเป็นเด็กอายุ 18”



ซึ่งเป็นของ Mark Twain อีกทีหนึ่ง






ถือว่าเป็นไอเดียเริ่มต้นที่น่าสนใจมากทีเดียว สำหรับการเอามาสร้างเป็นหนังสักเรื่อง เพื่อที่จะจำลองว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับเขา ถ้ามนุษย์คนหนึ่งเติบโตจากคนแก่ไปเป็นเด็ก มันจะดีจริงอย่างที่คิดหรือไม่ และมันจะทำให้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง



หนังได้ David Fincher (ที่ผลงานในอดีตล้วนแต่เป็นหนังแนว Thriller ที่อยู่ในเกณฑ์ ดีถึงดีมาก) มาเป็นผู้กำกับ
และได้ Eric Roth ผู้ซึ่งมีผลงานการดัดแปลงบทหนังอย่าง Forrest Gump มาทำหน้าที่ดัดแปลงบท



ซึ่งก็ไม่แปลกใจเลยที่โครงสร้างของหนังจะคล้ายคลึงกับ Forrest Gump



เพียงแต่ว่า ชายคนนี้คือ Benjamin Button ไม่ใช่ Forrest Gump เพราะฉะนั้น รายละเอียดย่อมไม่เหมือนกัน อีกทั้งประสบการณ์ที่ได้รับ ทำให้บุคลิกของทั้งสองต่างกัน อารมณ์ของหนังจึงมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง






เมื่อพิจารณา จะพบว่า หนังแบ่งเรื่องราวออกเป็นสองส่วน



ส่วนแรก คือ การบอกเล่าถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่หล่อหลอมขึ้นมาเป็นตัวตนของ Benjamin Button


หนังเริ่มด้วยการเล่าประวัติของ Benjamin Button (Brad Pitt) ผ่านไดอารี่ ของเขาเอง ที่ Caroline (Julia Ormond) อ่านให้ Daisy (Cate Blanchett) แม่ของเธอ ที่กำลังนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาลฟัง



ทันทีที่คลอด แม่ของ Benjamin ก็ตายทันที พ่อของเขาจึงเอาไปทิ้งไว้ที่บ้านพักคนชรา
Benjamin จึงเติบโตขึ้นมาในบ้านที่มีแต่คนแก่ โดยมี Queenie (Taraji P. Henson) ผู้ดูแลบ้านพักคนชรา รับหน้าที่แม่







ที่นี่เองที่ Benjamin ได้รู้จักความตาย ตั้งแต่เด็ก การตายของเหล่าคนแก่ในบ้านพัก ที่เปรียบเหมือนคนในครอบครัวของเขา ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง และเข้าใจความไม่ยั่งยืนของชีวิต ซึ่งกลายเป็นมุมมองที่ติดตัวเขาไปตลอด


จากนั้น Benjamin ก็ได้ออกไปเผชิญโลกกว้าง เขาไปทำงานเป็นลูกเรือในเรือลากของ กัปตัน Mike (Jared Harris) ผู้ที่เปรียบเหมือนพ่อ และ พี่ชาย ที่เขาไม่เคยมีในเวลาเดียวกัน


และเมื่อเขาประจำการที่ Russia เขาก็ได้พบกับ Elizabeth Abbott (Tilda Swinton) ที่ถือว่าเป็นรักครั้งแรกของเขา


นอกจากนี้ Benjamin ยังได้สัมผัสกับ สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่คร่าชีวิตเพื่อนร่วมงานของเขาไปหลายคน





ส่วนแรกของหนัง ถือว่าประสบความสำเร็จ กับการสร้างความผูกพันระหว่างคนดู กับ เหล่า คาแรคเตอร์หลัก โดยเฉพาะ ตัว Benjamin






ส่วนที่สอง เป็นเรื่องราวความรักของ Benjamin กับ Daisy

ในส่วนนี้หนังมีความเป็น หนังดราม่าความสัมพันธ์อยู่สูง





ซึ่งส่วนนี้ เป็นส่วนที่ความเป็นดราม่าต้องหนักมากขึ้น แต่ไม่รู้ว่ากลัวหนังจะหนักเกินไปหรือย่างไร ก็ไม่ทราบ เพราะว่าในส่วนนี้กลับไม่เข้มข้นเท่าที่ควร ทำให้หนังดูเอื่อยๆ เนือยๆ


อย่างไรก็ตาม พอช่วงท้ายของหนังมาถึง ก็ยังพอทำให้เราได้สะเทือนใจกับเรื่องราวได้บ้าง แต่ก็ยังไปไม่สุดอยู่ดีนั่นแหล่ะ เพราะดูเหมือนหนังจะรวบรัดไปหน่อย






พูดถึงงานเทคนิค


หนังทำได้ยอดเยี่ยมมาก กับงาน make-up ที่สร้างตัวละคร Benjamin Button และ Daisy ในวัยแก่ได้อย่างสมจริง



การกำกับภาพที่เน้นโทนทึมๆ และดูงดงามเหนือจริงเล็กน้อย ในช่วงแรกของหนัง ช่วงส่งเสริมอารมณ์ของการจากลา วัยเด็กที่ดูมืดมน และความเหนือจริง ของเรื่องราวชีวิตของ Benjamin ได้อย่างดี

ก่อนที่จะดูสว่างขึ้น ดูจริงขึ้น และสัมผัสได้ ซึ่งช่วยเสริมความหนักแน่นจริงจังของเรื่องราว ในส่วนที่เป็นความรักระหว่าง Benjamin กับ Daisy



ส่วนงาน Visual Effect ที่โดดเด่นที่สุด ก็คงเป็นฉากรบในทะเล ที่สร้างทั้งความน่ากลัว และน่าตื่นเต้น ไปพร้อมๆกัน






ไม่ปฏิเสธว่า Brad Pitt ในบท Benjamin Button ทำหน้าที่ได้ดีในการรับบทเป็นตัวละครที่ต้องขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้า แต่จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากนัก



ในส่วนแรกของหนัง ซึ่งเป็นพัฒนาการของตัวละคร Benjamin เรื่องราวในส่วนนี้มีอะไรให้ Pitt ได้แสดงความสามารถ กับการเล่นเป็นเด็กในร่างชายแก่อยู่บ้าง


ผู้ชมคงจะไม่รู้สึกว่า ชายคนนี้คือ Brad Pitt ด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นส่วนที่ Pitt ทำได้ดี แต่คงต้องยกความดีความชอบครึ่งหนึ่งไปที่งาน make-up ด้วย



เรื่องราวในส่วนถัดมา เมื่อ Benjamin ย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ตัวละครนี้ก็แทบไม่มีพัฒนาการอะไรต่อไปอีก


แถมด้วยลักษณะนิสัยของตัวละครที่ดูนิ่งๆ เป็นคนที่ปล่อยวางกับชีวิตได้แล้ว ทำให้ตัวละครนี้ดูจืดชืดลงไปมากทีเดียว

เรื่องราวในส่วนนี้เลยไม่มีอะไรให้ Pitt ได้แสดงมากนัก ความหล่อ และดูดีในแบบของเขา จึงโดดเด่นขึ้นมาแทน






บท Daisy ของ Cate Blanchett เป็นบทที่มีอะไรให้เล่นเยอะ และหลากหลายอารมณ์ ถือว่ามีมิติของตัวละคร และ พัฒนาการมากที่สุดในเรื่องแล้ว

ซึ่ง Blanchette ก็ถ่ายทอดอารมณ์ในแต่ละฉาก แต่ละช่วงอายุของ Daisy ออกมาได้ดี และเป็นธรรมชาติ



ทั้งในช่วง วัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน วัยกลางคนที่ต้องรับมือกับการเป็นแม่ และ ความเปลี่ยนแปลงของคนรัก แม้กระทั่งใน วัยชรา ที่ต้องนอนนิ่งบนเตียงภายใต้ make-up Blanchett ก็ยังทำหน้าที่ได้ดี





Tilda Swinton กับบท Elizabeth Abbott ที่แม้จะออกมาน้อย แต่เรียกได้ว่า ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่มากที่สุด กับการเป็น รักครั้งแรก ของ Benjamin


ซึ่ง “ปฏิกิริยาเคมี” ของ Pitt และ Swinton ในส่วนนี้ ดูเข้ากันมากกว่า ความรักระหว่าง Benjamin กับ Daisy เสียอีก





ส่วนบท Queenie คุณแม่ ที่เลี้ยงดู Benjamin ของ Taraji P. Henson


เป็นบทที่ต้องได้รับความเห็นใจจากผู้ชมอยู่แล้ว ซึ่ง Henson ก็รับผิดชอบได้ดีในระดับหนึ่ง
ซึ่งการที่เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในหลายๆสถาบัน คงเป็นเพราะตัวบทมากกว่า ที่ส่งให้เธอเด่นขึ้น






สมมติว่า ถ้าลองตัด เรื่องของการเติบโตที่สวนทางของ Benjamin ออกไป
ก็จะพบว่า ชีวิตของเขา ก็ไม่ต่างจากชีวิตคนปกติทั่วๆไป
(ที่อาจจะมีสีสันกว่าคนธรรมดาเพียงเล็กน้อย)


ซึ่ง Fincher กับ Roth ก็ทำให้เรื่องราวชีวิตของ Benjamin ดูสมจริง สัมผัสได้ ซึ่งให้ความรู้สึกว่า เกิดขึ้นได้จริงๆ ไม่โม้จนเกินไป



จะว่าไปแล้ว ส่วนที่เหนือจริงในหนัง ก็มีเพียงส่วนเดียว นั่นคือ การเติบโตแบบย้อนกลับของ Benjamin ที่มีขึ้นก็เพื่อรับใช้ Theme หลักของเรื่อง เท่านั้น
(ถ้าเทียบกับ Forrest Gump ที่เล่าเรื่องราวที่น่าจะจริงจังมากกว่า แต่กลับมีความเป็นแฟนตาซีสูงกว่าหลายเท่า)






The Curious Case of Benjamin Button เต็มไปด้วยข้อคิด ที่เป็นเหมือนคำสอน หรือ คำแนะในนำในการดำเนินชีวิต ที่ถือได้ว่า สละสลวย และคมคายไม่น้อย เลยทีเดียว



แต่ในบางทีมันก็กลับทำให้รู้สึกขัด และ ถูกยัดเยียดได้เหมือนกัน เมื่อคำพูดเหล่านั้น ถูกยัดเข้าปากตัวละครแบบดื้อๆ โดยไร้ที่มาที่ไป หรือไม่ก็ สร้างเหตุการณ์แบบปุบปับ เพื่อหาช่องทางนำเสนอข้อคิดเหล่านั้น



หนังใช้สัญลักษณ์ที่ชัดเจน ทั้ง นกฮัมมิ่ง, ดวงอาทิตย์ขึ้น หรือ นาฬิกา

ซึ่งอาจทำให้ดูขาดชั้นเชิงในการนำเสนอไปหน่อย แต่มันก็ทำให้ผู้ชม เข้าใจเรื่องราว และ สิ่งที่ต้องการนำเสนอได้ง่ายขึ้น






ที่ผิดหวังเล็กน้อย คือ การที่หนังใช้ประโยชน์จากการเติบโตแบบย้อนกลับของ Benjamin Button ได้อย่างไม่คุ้มค่า

เพราะหนังน่าจะใช้เหตุการณ์ประหลาดนี้ เป็นเครื่องมือในการ สำรวจ หรือ เปิดมุมมองอื่นๆ ที่น่าสนใจได้อีกมากมาย


(ขอพูดถึงเรื่องสั้นนิดหนึ่ง
ถึงแม้เรื่องสั้นจะไม่ได้ลงลึกในประเด็นต่างๆมากนัก แต่มันก็ตั้งคำถามอย่างแนบเนียน ถึงหลายๆประเด็นที่น่าสนใจ ทั้งด้านการศึกษา สังคม ครอบครัว หรือเรื่องอื่นๆ)






แต่อย่างน้อย หนังก็ให้ข้อสรุปที่ชัดเจน กับคำถามหลักที่หนังตั้งไว้กับคนดูว่า


"มันจะแตกต่างอย่างไร ถ้าเราเติบโตย้อนกลับจากแก่ไปหนุ่ม"



ซึ่งหนังก็ให้คำตอบด้วย


เรื่องราวคู่ขนาน ของนาฬิกาที่ถูกสร้างในสมัยสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เดินย้อนกลับหลัง

ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็ต้องหยุดเดินเหมือนนาฬิกาปกติทั่วไป เช่นกัน




ส่วนเรื่อง “ความไม่แน่นอนในชีวิต” และ “การรู้จักปล่อยวาง” ที่หนังหยิบมาเล่นนั้น ก็เป็นประเด็นที่สามารถพบได้ในเรื่องราวอื่นๆทั่วไป (จะว่าไปมันคือสัจธรรม ที่ใช้ได้กับทุกเหตุการณ์ก็ว่าได้) ซึ่งหนังหลายเรื่องก็เคยหยิบยกเอามาเล่าอยู่แล้ว





ส่วนตัวเลยรู้สึกเสียดายกับ "แนวความคิดเรื่องการเติบโตแบบย้อนกลับ"

ที่น่าจะเล่นกับอะไรหลายๆอย่างได้มากกว่านี้






The Curious Case of Benjamin Button เป็น หนังที่มีไอเดียที่น่าสนใจ และเรื่องราวก็มีความยิ่งใหญ่ภายในตัวเอง แถมยังมาพร้อมการสร้างที่ถึงฟอร์ม และ งานเทคนิคที่อยู่ในระดับสุดยอด



แต่อย่างไรก็ตาม ไอเดียที่น่าสนใจของหนัง กลับไม่ได้เปิดมุมมอง หรือ ต่อยอดความคิดใหม่ๆให้กับผู้ชมมากนัก หนังทำได้เพียง เสนอข้อคิดดีๆ แบบเดิมๆ ที่เคยเห็นกันมาหลายครั้งแล้วนั่นเอง



The Curious Case of Benjamin Button จึงไม่ได้สุดยอดอย่างที่ควรจะเป็น





7 / 10




Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2552 4:54:19 น. 17 comments
Counter : 12715 Pageviews.

 
เขียนได้ดี มองได้กว้างดีค่ะ
เราก็ว่าเรารู้สึกดีและชอบหนังเรื่องนี้
แต่ในความรู้สึกมันน่าจะอิ่มได้กว่านี้เนอะ


โดย: Gink IP: 118.175.66.51 วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:6:01:29 น.  

 
รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มใหมคะ เซเว่นเค้าพูดบ่อย

หวัดดีค่ะ เจิมๆๆๆ





โดย: praewa cute วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:6:15:19 น.  

 
คิดหัวเรื่องได้ไงครับ


โดย: The Learner วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:8:23:17 น.  

 
แล้วคุณลุงฟ้าผ่าหายไปไหนหว่า ชอบๆๆๆๆๆๆ

ประทับใจสุดคงเปนฉากที่แบรด พิทท์ กลับมาหา หล่อมากมาย เมคอัพเจ๋งมากๆ

^-^ ^-^ ^-^


โดย: hormones IP: 161.200.120.123 วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:17:14:20 น.  

 
ผมกลับชอบส่วนที่สองที่เบนจามิน พบกันเดซี่ครับ มันดูโรแมนติกสวยงามแต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด

ยังงงว่าเหตุใด เคต บลางเชตต์ไม่ได้ชิงออสการ์?


โดย: Seam - C IP: 58.9.202.106 วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:8:17:54 น.  

 
^
^
ขนาด Sally Hawkins ยังไม่ได้เข้าชิงเลย 5555555

ส่วนตัวผมชอบเรื่องนี้น้อยสุดในบรรดาหนังที่เข้าชิงซะงั้น
(แม้มองตามเนื้อผ้ามันจะดีกว่า The Reader)
รู้สึกเหมือนหนังมีเทคนิค มีความสวย มีการแสดงที่ใช้ได้ มีคติสอนใจที่ดี และต่างๆ
แต่มันไม่มีจิตวิญญาณเท่าไหร่แฮะ


โดย: nanoguy IP: 125.24.152.62 วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:23:42:18 น.  

 
-จบก - เขียนได้โดนใจทั้งหมดเลย ก่อนจะไปดูหนังเรื่องนี้ ผมพยายามไม่อ่านบทวิจารณ์ใดๆ พอดูเสร็จค่อยกลับมานั่งคิด แล้วก็อ่านดูแนวคิดของคนอื่น ดูสิว่าใครเขาคิดอย่างไร เหมือนหรือต่างจากผมอย่างไร --

โดยส่วนตัว ถ้าผมมองว่ามันเหมือน Forrest Gump ก็คงทำให้ผม—ตัดมุมที่ควรจะได้รับในฐานะคนดูหนังออกไป – ผมก็เลยพยายามไม่ยอมมองว่ามันเหมือน – แต่ทำงัยได้ -- ดูมาหลายรอบ ก็เลยอดเปรียบเทียบนิดๆไม่ได้


มีอะไรบ้างที่มันเป็นผลพลอยของการโตแบบย้อนกลับ -- อย่างที่ จขบ ว่าไว้ หนังเสนออย่างชัดเชนว่า Benjamin สัมผัสกับความตายมาตั้งแต่เกิด ด้วยว่า เมื่อเขาเกิดมาก็แก่เลย กลายเป็นความอัปลักษณ์ รอยย่นบนใบหน้าจะหาศิลปะแบบ Sign of wisdom ที่เหล่าบรรดาคนชราระดับปราชญ์พึงจะมีก็หาไม่ มันกลายเป็นความน่าเกลียด ไม่มีความน่ารัก (cuteness) ใดๆ ของสัตว์ตระกูล mammal เหลือ – กระทั่งพ่อตัวเองก็ยังต้องรีบวิ่งเอาลูกไปทิ้ง

หนังเสนอเรื่องของ มรณะสติ ได้อย่างดีเลยทีเดียว เพราะ Benjamin ได้มีโอกาสระลึกถึงว่าความตายอยู่เคียงข้างตลอดเวลา นั่นก็เลยกลายเป็นเครื่องมือ ที่ทำให้เขาปล่อยวาง กระทั่งยอมสละทุกอย่าง ทรัพย์ สมบัติ และลูกเมีย เพื่อออกไปอยู่คนเดียว (คนดูต้องคิดเองนะ หนังเสนอไม่เด่นนัก เหมือนไม่ได้จะพยายามทิ้ง message อันนี้ไว้)

ประเด็นของการแก่แล้วมาเด็ก แบบเติบโตย้อนกลับ นี่เป็นปมที่ทำให้คนดูหนังอย่างผม ไม่ in เลย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ในความรู้สึก ถ้าคิดแบบวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าเปิดใจให้กว้างก็ต้องบอกว่า ไหน เราลองมาดูสิ ว่ามันมีมุมอะไรที่เราไม่ได้คิดถึงบ้าง ถ้าต้อง เกิด แก่ เด็ก ตาย – (ยืมคำ จขบ)

ตอนหนึ่งเขาบอกว่า ขณะที่แบนจามินคืนมาเป็นหนุ่มแล้วก็จะไปเป็นเด็ก แต่คนที่เขารัก รอบข้าง ต้องตายจากไป มันคงทรมานต่อความรู้สึกน่าดู ที่ต้องเฝ้าดู คนนั้น คนโน้น คนนี้ ที่ใกล้ชิด ล้มหายตายจากไปทีละคน ช่างเป็นแง่คิดที่ทรมานหัวใจดี

นี่ไม่ใช่หนังประเภท “การเปลี่ยนผ่านของช่วงวัยที่โตขึ้น – coming of the age’ ที่เราจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ ที่เรียนรู้เพื่อที่จะ “รับ” เสียส่วนใหญ่ แต่กลายเป็นต้องเรียนรู้ ที่จะได้รับและสูญเสียไปพร้อมๆกัน

ทีแรก ผมพยายามมองว่า หนังพยายามจะสื่อให้เห็นว่า แม้ว่าชีวิตจะพลิกผัน ต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และยากนักจะก้าวข้าม – แต่ “ความรัก” เท่านั้น จะช่วยพยุงให้ทุกท่าน คืบคลานผ่านพ้นไป

แต่พอคิดอีกที --- ผมว่า—หนังพยายามจะสื่อให้เห็นว่า คุณต้องเข้มแข็ง ความรักอาจจะช่วยให้คุณอยู่รอด – แต่สุดท้าย—มันก็กลายเป็นต้องเดินไปตามลำพัง ตายอย่างโดดเดี่ยว

หนังเรื่องนี้ไม่บีบคั้นให้ต้องคิด หรือไม่ได้ยัดเยียดอะไรให้คิด แต่ก็ไม่ใช่เบาหวิวจนจับต้องอะไรไม่ได้เลย 7/10 เห็นด้วยครับ


โดย: นอนเปล (ชายลังเล ) วันที่: 11 มีนาคม 2552 เวลา:15:39:55 น.  

 
^
^
^

จัดให้แล้วครับ


โดย: navagan วันที่: 11 มีนาคม 2552 เวลา:16:38:43 น.  

 
เข้ามาเพราะหัวเรื่องเลยนะเนี่ย

เข้าใจคิดเนาะ

^^"


โดย: โค้กใส่น้ำแข็ง วันที่: 11 มีนาคม 2552 เวลา:21:38:47 น.  

 
วิจารณืได้ดีมากค่ะ เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ


โดย: นางฟ้า IP: 58.8.138.131 วันที่: 12 มีนาคม 2552 เวลา:11:58:05 น.  

 
ไปดูมาแล้วเหมือนกันค่ะ มีความรู้สึกว่าการดำเนินเรื่องเหมือน Forest Gump จริง ๆ นั่นแหละ คือมีคนเล่าเรื่อง...เลยทำให้เกิดการเปรียบเทียบในใจ....ส่วนพล็อตเรื่องน่ะดี เพียงแต่การนำเสนอยังไม่กระชับเท่าไหร่ออกจะดูอืดไปซะด้วยซ้ำ ถ้าลดฉากที่ รพ.ตอนนั่งอ่านไดอารี่ลงบ้างก็คงจะดี เพราะมันทำให้อารมณ์ตอนดูสะดุดมากจริง ๆ ...ส่วนฉากตอนท้าย ๆ ที่กลายเป็นเด็กซึ่งเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงสุด ๆ นำเสนอรวบรัดเกินไป ถ้านำเสนอดี ๆ จะสามารถเรียกอารมณ์สะเทือนใจจากคนดูได้ทีเดียว และอาจมีหลายคนเสียน้ำตาหลายหยด


โดย: yingkorat วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:2:28:51 น.  

 
เป็นหนังที่ให้คนดูรับกับธรรมชาติ ไม่ยึดติด ถ้าคนผ่านอะไรมาเยอะแล้วได้ดู จะรู้สึกเป็นหนังที่ดีมาก แก่นของเรื่องอยู่ในช่วงเด็ก(แก่) นั้นแหละครับ


โดย: lux IP: 58.9.5.20 วันที่: 27 มิถุนายน 2552 เวลา:1:55:32 น.  

 
อ่าแล้วอินดีจริงๆ


โดย: blueboyhub วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:39:53 น.  

 
เพิ่งได้ดูเรื่องนี้เมื่อคืนนี้เองค่ะ
ดูจบแล้ว เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..
"การเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง และเข้าใจความไม่ยั่งยืนของชีวิตตั้งแต่เกิดเหมือนชีวิตของเบนจามิน นั้นเป็นสิ่งที่ดี..และให้แง่คิดได้ดีมากๆ"

ประทับใจเรื่องนี้ค่ะ


โดย: ชากีร่า วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:56:00 น.  

 
ดูนานแล้ว แต่เพิ่งมาอ่าน แหะแหะ

เห็นด้วยที่ว่า หนังไม่ค่อยสุดเท่าไหร่
ในความเห็นเรานะ เราว่ามันน่าจะเล่นอะไร กับความคิดเรื่องการย้อนวัยอย่างนี้ คือพลอตมันน่าสนใจ แต่ หนังเรื่องนี้ก้อยังเอาส่วนนี้มาใช้นิดเดียว

เราดูจะชอบก้อตรงช่วงวัยเด็กแก่ อยู่ตอนเดียวนี่แหละ
เอฟเฟ็ค เยี่ยมนะ มีความรู้สึกให้นึกสงสาร พร้อมเอาใจช่วยในเวลาเดียวกัน
อ้อ อีกฉากที่สะกิดใจ ฉากที่เค้าเปลี่ยนนาฬิกาเป็นแบบดิจิตอลน่ะ โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ


โดย: i love johnny depp IP: 125.25.229.34 วันที่: 22 กรกฎาคม 2552 เวลา:1:05:00 น.  

 
Hey There. I found your blog using msn. This is an extremely well written article. I’ll be sure to bookmark it and return to read more of your useful information. Thanks for the post. I’ll definitely return.
Louis Vuitton outlet Online Sale //www.sunriseventuresllc.com/investments.html


โดย: Louis Vuitton outlet Online Sale IP: 94.23.252.21 วันที่: 2 สิงหาคม 2557 เวลา:17:00:53 น.  

 
Hello, Neat post. There is an issue with your web site in web explorer, may check this?K IE still is the marketplace leader and a big element of folks will pass over your great writing due to this problem.
Nike Air Max 1 //www.permira.com/services.aspx


โดย: Nike Air Max 1 IP: 94.23.252.21 วันที่: 12 สิงหาคม 2557 เวลา:15:16:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
navagan
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 61 คน [?]




นวกานต์ ราชานาค
Navagan Rachanark


สนใจใน ภาพยนตร์, การวิเคราะห์-วิจารณ์ ภาพยนตร์,ดนตรี, งานเขียน และ ศิลปะอื่นๆ

สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ทดลอง และ งานดนตรีทดลอง และ งานเขียน


ปัจจุบันทำงานด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนายางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ

เริ่มจัดเก็บข้อมูลสถิติการเข้าชม

Time 09:00 Date 31/01/2010

by Histats.com

blogger web statistics

ถูกใจบทความ หรืออยากสนับสนุนเจ้าของ Blog

ก็ช่วย click ที่ Link โฆษณาครับ

ขอบคุณครับ

Friends' blogs
[Add navagan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.