Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2551
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
31 ตุลาคม 2551
 
All Blogs
 

เพลงชีวิตฯ ตอนที่ 2


“แม่ขา แก้วไปทำงานก่อนนะคะ” เสียงหวานใสรับกับดวงหน้าหวานละมุน หอมแก้มมารดาเบาๆ ก่อนออกไปทำงาน
“จ้ะ ขึ้นรถขึ้นราระวังนะลูก” คุณรัตนาสั่งลูกสาวเหมือนทุกวัน
“แม่สั่งแบบนี้ทุกวัน เปิดเทปเอาก็ได้นะคะ” รัตนมณีล้อมารดา ส่งผลให้ได้รับค้อนวงเล็กๆไล่หลังก่อนที่ร่างบอบบางจะก้าวพ้นประตู
รัตนมณี พรสุพพัต เพิ่งเรียนจบด้านนาฎศิลป์และดนตรีไทย และได้งานในโรงเรียนเอกชนเล็กๆที่อยู่ห่างจากบ้านไปไม่กี่ป้ายรถเมล์ นอกจากนั้นวันเสาร์หล่อนจะไปช่วยรุ่นพี่ที่เปิดโรงเรียนสอนดนตรีไทยเป็นการหารายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง หรือบางทีก็รับแสดงตามงานต่างๆบ้างตามแต่เวลาและโอกาสจะอำนวย ทำให้มีรายได้มากพอที่จะเลี้ยงหล่อนและมารดาได้อย่างสบาย
สิบกว่าปีมาแล้วที่หญิงสาวอยู่กับมารดาเพียงสองคน นับตั้งแต่นายธงชาติผู้เป็นบิดาจากไปด้วยอุบัติเหตุบนท้องถนน จากความประมาทของรถเมล์ตีนผีที่ห้อเหยียดโดยไม่คำนึงถึงชีวิตผู้อื่น เข้าประสานงากับรถของเขาในวันครบรอบแต่งงานปีที่สิบห้า เด็กหญิงรัตนมณีในตอนนั้นเพิ่งจบชั้นประถมฯ และกำลังจะเข้าเรียนต่อในโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงตามความตั้งใจของบิดา แต่แล้วเหมือนประทีปแห่งชีวิตดับวูบไปพร้อมกับชีวิตของผู้เป็นพ่อ เงินที่ได้จากบริษัทรถเมล์และค่าชดเชยอื่นๆเป็นจำนวนเงินไม่มากนักเมื่อเทียบกับการสูญเสีย โชคยังดีที่บริษัทที่บิดาทำงานอยู่มีสวัสดิการที่ดี นอกจากเงินก้อนที่ได้แล้วทางบริษัทยังรับคุณรัตนาเข้าทำงานอีกด้วย
ตลอดพิธีศพ คุณโชติ สิริพัฒนกุล ประธานฯบริษัทและเจ้านายโดยตรงของธงชาติได้ส่งบุตรชายคนเล็กที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีหมาดๆ และกำลังเตรียมตัวไปศึกษาต่อมาช่วยดูแลงานแทนตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย ส่วนตัวท่านและบุตรชายคนโตต่างก็ผลัดกันมาสุดแต่ใครจะว่าง จนเสร็จสิ้นงานศพแล้ว ’ชาครี’ หนุ่มน้อยทายาทคนเล็กแห่งสิริพัฒนกุลก็ยังคงแวะเวียนมาเยี่ยมมิได้ขาด ด้วยความที่นายธงชาติในฐานะเลขาฯส่วนตัวของคุณโชติ เป็นผู้ดูแลจัดการเรื่องทุกเรื่องของเขาแทนผู้เป็นบิดามาตั้งแต่เขายังเป็นเด็กชาย ทำให้เขาสนิทสนมกับผู้ล่วงลับมากกว่าใคร
การที่ได้เข้ามาคลุกคลีกับครอบครัวนายธงชาติ ทำให้ชาครีได้รับรู้ถึงปัญหาของครอบครัว คุณรัตนากำลังตัดสินใจที่จะส่งลูกสาวเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลใกล้ๆบ้าน แทนโรงเรียนเอกชนที่บิดาตั้งใจไว้แต่แรกเพราะเกรงจะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว หล่อนตัดสินใจว่าจะเก็บเงินที่ได้จากการเสียชีวิตของผู้นำครอบครัวไว้ผ่อนบ้านที่ยังเหลืออีกหลายปีและใช้เป็นทุนสำรองยามฉุกเฉิน
ชายหนุ่มตัดสินใจให้ความช่วยเหลือโดยบอกให้ส่ง ’หนูแก้ว’ เข้าเรียนตามความตั้งใจเดิม โดยเขาจะส่งเสียเองจนกว่ารัตนมณีจะเรียนจบชั้นอุดมศึกษา หรือสูงกว่านั้นเขาก็ยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่าย จะได้ตัดปัญหาเรื่องการเรียนซึ่งเขาคิดว่าสำคัญที่สุด แม้เมื่อชายหนุ่มต้องไปเรียนต่างประเทศก็ยังส่งคนมาดูแลแทนตน และกลับมาติดตามถามข่าวด้วยตนเองทุกครั้งที่ได้กลับมาเมืองไทย นั่นคือความผูกพันแรกของ 'พี่ครี' กับ 'หนูแก้ว'

“ปิ๊น ปิ๊น” เสียงแตรรถที่ดังจากด้านหลังทำเอารัตนมณีที่กำลังเดินจะไปขึ้นรถเมล์ที่ปากซอยสะดุ้ง กระโดดหลบแทบจะติดรั้วเพื่อนบ้านแถวนั้น
“ไปไหนจ๊ะ...คนสวย ให้พี่ชายไปส่งมั๊ย” เสียงยียวนกวนประสาทตามติดมาด้วยเสียงกดแตรรถถี่ๆ ป่วนประสาทดีไม่หยอก
รัตนมณีก้มหน้างุดไม่อยากต่อล้อต่อเถียง การถูกจีบถูกแซวเป็นเรื่องธรรมดาที่หล่อนเจอบ่อยๆตั้งแต่ต้องหัดขึ้นรถโดยสารไปไหนมาไหนด้วยตนเอง ทางที่ดีที่สุดก็คือทำเฉยเสีย เดี๋ยวคนพวกนั้นก็เลิกราไปเอง หญิงสาวพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น แต่ดูเหมือนวันนี้อีกฝ่ายจะอดทนเป็นพิเศษถึงไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ กลับเร่งเครื่องแซงไปจอดดักรออยู่เบื้องหน้า ประตูด้านคนขับเปิดออก ชายหนุ่มร่างสูงตรงผึ่งผายในชุดเครื่องแบบทหารบกก้าวลงมายืนกอดอกมองหญิงสาว ใบหน้าคร้ามคมมีรอยขบขัน
“เดินก้มหน้าอย่างนั้น เดี๋ยวก็ชนเสาไฟฟ้าหรอก...หนูแก้ว” น้ำเสียงล้อเลียนคุ้นหูแถมยังเรียกชื่อหล่อนได้อย่างถูกต้องเสียอีก ทำให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงโดยทันที
“พี่ณุ” รัตนมณียิ้มกว้างแทบจะกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจที่เห็นเพื่อนบ้านรั้วติดกันของหล่อนเอง “กลับมาจากฝึกแล้วหรือคะ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ จะไปอีกเมื่อไหร่ ฝึกเสร็จหรือยัง แล้วนี่กำลังจะไปไหนคะ” หล่อนละล่ำละลักถาม หลุดมาดหนูแก้วที่แสนเรียบร้อย
“กลับมาแล้ว กลับมาตั้งแต่เมื่อคืน ไม่ต้องกลับไปแล้ว ฝึกเสร็จแล้ว นี่กำลังจะไปรายงานตัวที่กรมฯอยู่จ้ะ” ร้อยตรีณุวีร์ ยศพัฒน์ ตอบครบถ้วนทุกคำถาม รอยยิ้มแย้มกว้างกว่าเก่าเมื่อเห็นหญิงสาวหน้าแดง
“พี่ณุนะ ล้อแก้ว”
“พี่ไม่ได้ล้อสักหน่อย แก้วถามมากี่คำถามพี่ก็ตอบได้หมดไม่เห็นหรือไง” นายทหารหนุ่มพยายามปรับสีหน้าให้ดูจริงจังมากขึ้น แต่ก็ดูออกว่าเป็นการแกล้งทำมากกว่า “ขึ้นรถเถอะ พี่จะไปส่ง”
“พี่ณุคล้ำขึ้นนะคะ” หญิงสาวตั้งข้อสังเกต เมื่อเข้ามาอยู่ด้วยกันในตัวรถด้วยกันแล้ว
“ของมันแน่อยู่แล้ว พี่ไปฝึกทหารกลางป่ากลางเขานะจ๊ะ นี่เขาเรียกว่าคล้ำระยะสุดท้ายแล้วด้วย ถ้าได้แดดอีกนิดเขาเรียกเกรียม” ณุวีร์ล้อเลียนผิวตนเองอย่างไม่สะทกสะท้าน ปกติเขาก็เป็นคนผิวสองสีอยู่แล้ว ยิ่งพอได้ไปฝึกการรบทำเอามันกลายเป็นสีแทน ไม่ใช่แทนแบบที่ฝรั่งชอบหรอกนะ แต่เป็นสีดำมาแทนซะมากกว่า
“แล้วนี่ไม่ต้องฝึกอีกแล้วหรือคะ” เมื่อกี้เขาบอกว่ากำลังจะไปรายงานตัวที่กรมฯนี่นา
“อืม เสร็จแล้วละ ตอนนี้เข้ากรมฯก่อน อาจจะต้องลงพื้นที่ รอคำสั่งตกมาเมื่อไหร่ก็ไปได้เลยจ้ะ” ลงพื้นที่ของเขาหมายถึงพื้นที่อันตรายที่มีความไม่สงบนั่นแหละ
จริงๆแล้วอย่างเขาไม่จำเป็นต้องไปลำบากลำบนอย่างนั้นก็ได้ เพียงแค่พลเอกวีระพ่อของเขาเอ่ยออกมาแค่คำเดียว การที่จะไปประจำที่ไหนก็ได้มิใช่ปัญหา แต่นั่นไม่ใช่วิสัยของร้อยตรีณุวีร์ที่ได้รับการปลูกฝังมาจากผู้เป็นพ่อ ‘ถ้าแกอยากนั่งอยู่แต่ในกรมฯ แกคงไม่ไปฝึกพิเศษหรอกใช่ไหมเจ้าณุ’ ท่านนายพลแอบกระซิบลูกชายคนเดียวลับหลังคุณหญิงสุวลีศรีภรรยา ที่ทำท่าจะเป็นลมหลายตลบยามลูกชายเล่าให้ฟังถึงการฝึกที่แสนหนักหนาสาหัส ในขณะที่ผู้เป็นพ่อหัวเราะหึๆ ก็ที่ณุวีร์เล่ามานั้นท่านผ่านมาหมดแล้ว เรียกได้ว่าเจ้าลูกชายเดินตามรอยเท้าพ่อแทบทุกก้าว
“พรุ่งนี้พี่ไปกินข้าวเย็นด้วยนะ น้ารัตน์ชวนพี่แล้วเมื่อเช้า” ชายหนุ่มอ้างมารดาของหญิงสาว
“ไม่ต้องอ้างแม่ก็ได้ค่ะ ยังไงแก้วก็เต็มใจให้พี่ณุมาทานข้าวด้วยอยู่แล้ว”
“ชื่นใจจัง” ณุวีร์ว่า ยิ้มกว้างอวดฟันขาวเรียงกันเป็นระเบียบ ตัดกับหน้าคร้ามๆ ดูน่าขันไม่น้อย
“พี่ณุเหมือนหนุ่มบนหลอดยาสีฟัน” รัตนมณีอดไม่ได้หลุดความคิดของตนออกมาเป็นเสียง ตอนแรกชายหนุ่มไม่เข้าใจ แต่พอหล่อนอธิบายให้ฟังเท่านั้นแหละ เขาหัวเราะเสียยกใหญ่ แถมยังเล่าผสมเสียอีกว่า
“เมื่อวานพอพี่มาถึงบ้านนะ เจ้าติโน่มันเห่าพี่ใหญ่ มันคงสงสัยว่าตัวอะไรหนอดำกว่ามันเสียอีก” ณุวีร์เล่าถึงเจ้าวาเลนติโน่เจ้าสุกร...เอ๊ย...สุนัขพุดเดิ้ลสีดำตัวโปรดของมารดา หากว่ามันไม่เห่าแล้วละก็คงไม่มีใครเชื่อว่ามันเป็นหมาแน่ๆ ค่าที่มันอ้วนลงพุงจนไม่เหลือเค้าโครงเผ่าพันธุ์เดิมสักเท่าไร
“เย็นนี้พี่มารับนะ รอด้วยล่ะ” ชายหนุ่มสั่งเมื่อจอดส่งหญิงสาวที่หน้าโรงเรียน รัตนมณียิ้มรับคำ ก่อนโบกมือลา เดินเข้าโรงเรียน

ตั้งแต่ณุวีร์เข้าประจำกรมฯหน้าที่รับรัตนมณีไปส่งโรงเรียนในตอนเช้า และรับกลับในตอนเย็นหากไม่ติดราชการอื่นดูเหมือนจะกลายเป็นของเขาไปโดยปริยาย ความสนิทสนมคุ้นเคยที่มีให้กันมาตั้งแต่เยาว์วัยเป็นตัวเร่งประสานความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี
“หนูแก้ว...งานรับกระบี่ของพี่ หนูแก้วไปนะ” ณุวีร์เอ่ยชวนเพื่อนบ้านคนสวยในวันหยุดวันหนึ่งที่เขามาคลุกคลีอยู่กับหล่อนเสมอหากมีเวลาว่าง แอบซ่อนยิ้มเมื่อเห็นริ้วแดงๆปรากฏบนแก้มนวล หนูแก้วของเขาไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาถึงขนาดไม่รู้ความนัยของคำชวนนั้น และเขาก็มั่นใจว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขารู้สึกอย่างไรกับสาวน้อยตรงหน้า
“แก้วไม่แน่ใจ ว่าวันนั้นจะติดอะไรหรือเปล่า” หล่อนว่ายิ้มๆ “งานมีเมื่อไรคะ?”
“อีกสองอาทิตย์จ้ะ พี่อยากให้หนูแก้วไปจริงๆ อย่าปฎิเสธพี่เลยนะ” ชายหนุ่มทำเสียงออดอ้อนพร้อมส่งประกายตาบางอย่างมาให้ ทำเอารัตนมณีแทบจะไปไม่เป็น หน้าคร้ามๆจากการฝึกภาคสนามตอนนี้จางสีลงมากแล้ว ก้มลงมาต่ำจนเกือบชิดแก้มนวลของอีกฝ่าย
“พี่อยากพาหนูแก้วไปอวดเพื่อนๆ พี่โม้ไว้เยอะ” ได้ผล รัตนมณีเงยหน้ามองอีกฝ่ายตาโต
“พี่ณุไปนินทาอะไรแก้วไว้คะ บอกมาซะดีๆ” ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายวาววับคาดคั้น
“ก็...ไม่มีอะไรมาก แค่บอกว่าแฟนพี่ทั้งสวยทั้งน่ารัก ยังกับนางในวรรณคดี” ชายหนุ่มทำเสียงอ่อยแถมทำท่าราวกับรู้สึกผิดเสียเต็มประดา
“ใครเป็นแฟนพี่ณุกันคะ” คราวนี้หล่อนอายจริงๆ แต่ยังไม่วายขู่ฟ่อเป็นแมว
“อ้าว! พี่นึกว่าหนูแก้วรู้แล้ว ชายชาตรีทหารกล้าอย่างพี่ทำอะไรออกจะชัดเจน” ณุวีร์ทำหน้าราวกับว่าหล่อนนั่นแหละผิด
“ชัดเจนมากเลยค่ะพ่อยอดขุนศึก พี่ณุไปเที่ยวบอกใครว่าแก้วเป็นแฟนแต่ไม่เคยบอกแก้วเลยนี่นะคะชัดเจนของพี่ณุ” หล่อนอดประชดไม่ได้
“เ อาเป็นว่าถ้ายังไม่รู้ ก็รู้ไว้เลยนะครับว่าหนูแก้วเป็นแฟนพี่แล้ว” ชายหนุ่มยิ้มแต้เมื่อเหยื่อเดินลงหลุมรีบสรุปรวบรัดเข้าข้างตนเอง “ขุนศึกอย่างพี่มีดาวประดับบ่าแล้วก็ต้องมีนางแก้วประดับใจ” ตามตำราการรบการช่วงชิงพื้นที่ที่ได้เปรียบก่อนย่อมนำมาซึ่งชัยชนะ มือหนาคว้ามือนุ่มมากุมไว้แนบหัวใจ
“แก้วยังไม่ได้รับปากเลยนะคะ” เสียงหวานค้านแผ่วเบา พยายามดึงมือออกแต่ก็ไม่สำเร็จ
“งั้นก็รับเลยสิครับ พี่น่ะรักหนูแก้วใจจะขาดแล้ว”
“พี่ณุรักแก้วจริงๆหรือคะ” หน้าหวานๆตอนนี้แดงก่ำ เงยขึ้นสบตาชายหนุ่มอย่างต้องการค้นหาความจริง
“จริงสิครับ นะหนูแก้ว...นะ เป็นแฟนพี่นะครับ” ดวงตาสีดำสนิทภายใต้แนวคิ้วเข้มฉายแววจริงจังในสิ่งที่ตนพูดออกไป
“ค่ะ พี่ณุ” รัตนมณีไม่รู้จะปฎิเสธไปทำไมในเมื่อหัวใจหล่อนเองก็ตรงกับเขา
“ขอบคุณครับคนดี วันนี้พี่จะยังไม่ถามว่ารักพี่หรือเปล่า ขอแต่เพียงว่านับแต่นี้ไปขอให้พี่เป็นคนดูแลหนูแก้วกับแม่รัตน์นะครับ” ณุวีร์กระชับมือบางในอุ้งมือยกขึ้นมาประทับจุมพิตอ่อนหวาน เรียกสีแดงๆให้ปรากฏบนใบหน้าของเจ้าของมือได้เป็นอย่างดี

รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าที่ค่อนข้างขรึมอยู่เป็นนิจของลูกชาย ทำเอาท่านนายพลและคุณหญิงได้แต่มองอย่างแปลกใจ ทั้งสองพยายามเรียกชื่อชายหนุ่มอยู่หลายครั้งกว่าณุวีร์จะได้ยิน เดินยิ้มกริ่มเข้ามาทรุดนั่งข้างมารดา
“บ้านโน้นเขาใส่อะไรในอาหารหรือเปล่า ถึงได้ตาลอยกลับมาแบบนี้” ท่านนายพลแซวลูกชายอย่างหมั่นไส้
“นั่นนะสิ โดนหนูแก้วทำเสน่ห์มาหรือเปล่า” คุณหญิงช่วยสามี
“คงอย่างนั้นแหละฮะ” ณุวีร์ยอมรับหน้าตาเฉย ดวงตาฉายประกายวิบวับไม่เปลี่ยน “คุณแม่ว่าหนูแก้วเป็นยังไงบ้างฮะ” ถามมารดาแต่สายตาจับอยู่ที่บิดา ที่ทำหน้ารู้ทันลูกผู้ชายด้วยกัน
“ในแง่ไหนล่ะจ๊ะ” คุณหญิงแกล้งทำไขสือ
“ก็...อย่างเช่น คุณแม่รู้สึกอย่างไรกับหนูแก้วบ้าง” ชายหนุ่มยังไม่กล้าเอ่ยตรงๆ
“ทหารอะไรวะ พูดจาอ้อมค้อมอยู่ได้” พ่อทหารชักทนไม่ได้ แม่ทหารเลยค้อนเข้าให้ รีบตอบคำถามลูกชายทันที
“แม่ว่าหนูแก้วก็น่ารัก เรียบร้อยดีนี่จ๊ะ”
“แล้ว...เอ่อ...ดีพอที่จะเป็นลูกสะใภ้ของคุณพ่อคุณแม่ได้หรือเปล่าฮะ” หน้าคร้ามๆแดงได้เหมือนกัน กว่าจะหลุดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาได้
“จริงเหรอตาณุ นี่แม่กำลังจะได้ลูกสะใภ้หรือไง” คุณหญิงดีใจจนออกนอกหน้า
“ก็ไม่เชิงหรอกฮะ เราแค่ตกลงที่จะคบหากันก่อน”
“คุยกับเขามาแล้วสิ” พลเอกวีระขัดขึ้นยิ้มๆ
“ฮะ แต่ผมอยากมั่นใจว่าคุณพ่อกับคุณแม่ไม่รังเกียจหนูแก้ว”
“พ่อกับแม่ไม่ใช่พวกเจ้ายศเจ้าอย่างณุก็รู้ ลูกรักใครชอบใครพ่อกับแม่ก็รักด้วย” มารดาลูบศีรษะบุตรชายอย่างเอ็นดู
“ผมทราบฮะ แต่อยากได้ยินชัดๆจากปาก” ณุวีร์หอมแก้มมารดาฟอดใหญ่ “ผมไปอาบน้ำนอนก่อนนะฮะ จะได้ตื่นไปส่งหนูแก้วแต่เช้า พรุ่งนี้เวรหนูแก้วยืนหน้าโรงเรียน” ว่าแล้วร่างสูงตรงเช่นทหารก็เดินตัวปลิวขึ้นไปชั้นบน ทิ้งให้บุพการีทั้งสองส่ายศีรษะอย่างระอา แต่ในหน้ากลับแฝงรอยยิ้มอย่างมีความสุข
ดูเหมือนความรักของณุวีร์กับรัตนมณีจะเป็นไปอย่างราบรื่น ในเมื่อหัวใจสองดวงตรงกัน ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวก็เป็นไปอย่างแน่นแฟ้นมาช้านาน แต่อย่างว่าชีวิตของคนเราไม่ได้มีแต่ด้านสุขเสมอไป
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
คุณรัตนาเดินออกมาเปิดประตูรั้วบ้านเมื่อได้ยินเสียงกดกริ่ง แล้วก็ต้องยิ้มออกมาอย่างยินดีเมื่อเห็นผู้มาเยือน
“สวัสดีครับ น้ารัตน์” ชายหนุ่มผิวขาวร่างสูงโปร่งในชุดสากลเนื้อดี ยกมือไหว้ผู้แก่วัยกว่า
“ตายแล้ว...คุณครี ไปยังไงมายังไงคะเนี่ย ตัวจริงๆหรือเปล่า” มืออวบอูมจับมือที่ยังประนมไว้แน่น สายตากวาดไปทั่วทั้งใบหน้าชายหนุ่มราวต้องการสำรวจว่าเป็นตัวจริงของคนที่หล่อนเอ่ยชื่อหรือเปล่า
“ตัวจริงเสียงจริงครับ” ชาครีอดหัวเราะกับท่าทีของคุณรัตนาไม่ได้ “ผมแวะเข้าไปที่บริษัทเขาบอกว่าน้ารัตน์ลาออกมาหลายเดือนแล้วผมก็เลยลองเสี่ยงมาดูที่บ้าน”
“ค่ะออกมาตั้งแต่ยายแก้วทำงานมีเงินเดือนนั่นแหละ” น้ารัตน์ของชายหนุ่มว่า แล้วก็ต้องร้องอุทาน “ตายจริง มัวแต่คุยเพลิน ดิฉันนี่เสียมารยาทจริงๆ เชิญเข้าบ้านก่อนค่ะคุณครี”

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไรคะ แล้วคราวนี้จะอยู่สักกี่วัน” คุณรัตนาเริ่มซักไซ้ชายหนุ่มผู้มีพระคุณต่อครอบครัวของหล่อนทันทีที่เชิญเขาเข้ามาในบ้าน และนั่งลงดื่มน้ำดื่มท่าเรียบร้อย
“กลับมาจะได้สองอาทิตย์แล้วครับ คราวนี้กลับมาอยู่เลยไม่ไปไหนแล้ว ลงหลักปักฐานที่นี่แน่นอน” ชาครีตอบคำถามไปสายตาก็คอยจะมองหาใครอีกคนที่เขาตั้งใจมาพบ แล้วก็กดเก็บความสงสัยไว้ไม่ได้ “น้ารัตน์อยู่คนเดียวหรือครับ หนูแก้วไปไหนเสียล่ะ”
“ไปสอนขิมค่ะ”
“แต่วันนี้วันเสาร์นี่นะครับ”
“สอนพิเศษที่โรงเรียนสอนรำไทยดนตรีไทยของรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยน่ะค่ะ บ่ายๆหน่อยก็คงกลับ”
“อ๋อ ดีครับ ขยันดี” ชายหนุ่มยิ้มรับ ในใจกระหวัดไปหาคนที่กำลังถูกพูดถึง นึกถึงรูปภาพของหญิงสาวในชุดรำไทยเต็มยศ หรือไม่ก็กำลังเล่นเครื่องดนตรีไทยอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เขาได้รับพร้อมกับรายงานผลการเรียนอย่างสม่ำเสมอยามอยู่แดนไกล แต่ก็ห่างหายกันไปเมื่อหญิงสาวเรียนจบ และชายหนุ่มวุ่นวายกับธุรกิจและการเดินทางเพื่อให้ได้กลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนโดยไว
คุณรัตนาชวนชายหนุ่มคุยเรื่องสัพเพเหระระหว่างรอรัตนมณี รอจนเลยเวลากลับของหญิงสาวตามที่มารดาของหล่อนบอกเป็นชั่วโมง
“สงสัยจะเถลไถลไปไหนกับเพื่อนๆแล้วล่ะค่ะ ที่โรงเรียนบอกว่าออกมากับเพื่อนๆหลายคน มือถือก็โทรไม่ติด” มารดาของหญิงสาวว่าหลังจากขอตัวไปโทรศัพท์ตามลูกสาว รู้ดีว่าไม่ได้ไปกับณุวีร์แน่นอน เพราะอาทิตย์นี้ชายหนุ่มติดตามผู้บังคับบัญชาไปราชการต่างจังหวัด กว่าจะกลับก็อีกหลายวัน
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเองก็มาไม่ได้บอกได้กล่าว ไว้วันหน้าผมค่อยมาขอข้าวเย็นกินดีกว่า” ชาครีว่าพลางลุกขึ้นยืนเตรียมลาเจ้าของบ้านกลับ ตั้งใจว่าคราวหน้าคงต้องบอกก่อนจริงๆ เพราะเขาเองก็ไม่ได้มีเวลาว่างมากนัก “วันนี้ผมกลับก่อนดีกว่า ผมฝากของฝากให้หนูแก้วด้วยแล้วกันครับ” ชายหนุ่มส่งกล่องกระเป๋าถือแบรนด์ดังที่เขาซื้อมาฝากจากฝรั่งเศส ให้กับคุณรัตนาที่ก็ได้ของฝากเป็นผ้าคลุมไหล่เนื้อดีมียี่ห้อเช่นกัน ก่อนยกมือไหว้ลากลับ

“ไปไหนมาจ๊ะ ปล่อยให้แขกมารอจนรอไม่ไหว” คุณรัตนาทักบุตรสาวทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน
“แขกที่ไหนกันคะแม่ แก้วไม่ได้นัดใครไว้นี่นา หรือว่าพี่ณุกลับมาแล้วคะ” ดวงตาสุกใสเป็นประกายเมื่อเอ่ยชื่อชายหนุ่มที่ตนมีใจ
“ไม่ใช่พ่อณุหรอกจ้ะ คุณครีน่ะเขามานั่งรอเราตั้งนาน” มารดาว่า
“คุณครี พี่ครี ชาครี น่ะเหรอคะแม่” หญิงสาวถามอย่างตื่นเต้นเมื่อได้ยินซื่อผู้มีพระคุณ คนที่หล่อนนับถือราวพี่ชายแท้ๆเลยทีเดียว
“ก็ใช่น่ะสิจ๊ะ นี่เห็นบอกว่าจะมากินข้าวด้วยสักวัน แต่คงจะโทรมาบอกก่อนละคราวนี้”
“ดีสิคะ แก้วก็คิดถึงพี่ครี ยังไม่ได้อวดเกียรตินิยมที่แก้วได้เลย”
เขาคงภูมิใจที่เงินทองที่เขาส่งเสียให้หล่อนเรียนถูกใช้อย่างคุ้มค่า ถึงแม้สายที่หล่อนเลือกเรียนจะไม่เป็นที่ต้องการของตลาดงานนัก แต่เขาก็เป็นคนบอกหล่อนเองว่า ‘หนูแก้วเลือกเรียนที่หนูแก้วรักเถอะ พี่เชื่อว่าถ้าคนเราได้ทำอะไรที่ตนเองรักน่ะจะมีความสุขที่สุด ไม่ต้องกังวลเรื่องงานในอนาคตหรอก’ และหล่อนก็รู้ดีว่าหากหล่อนอยากได้งานดีๆขึ้นมาจริงๆ เขาคงจะฝากหล่อนเข้าทำงานในบริษัทของพ่อหรือพี่ชายเขาได้ไม่ยาก
และต่อมาอีกไม่กี่วันสองแม่ลูกก็ได้ต้อนรับชาครีอย่างเต็มที่ เมื่อชายหนุ่มโทรมาขอทานข้าวเย็นที่บ้านหลังเลิกงาน รัตนมณีเป็นคนวิ่งออกมาเปิดประตูเองเมื่อได้ยินเสียงแตรรถหน้าบ้าน
“สวัสดีค่ะ พี่ครี” หญิงสาวยกมือไว้ผู้แก่วัยกว่า
“สวัสดีจ้ะ ไม่เจอกันนานโตเป็นสาวแล้วน่ะเนี่ย” ชาครีรับไหว้ แอบลอบสำรวจสาวน้อยมาตั้งแต่เลี้ยวรถเข้ามาจอดแล้ว
“แต่พี่ครีไม่เปลี่ยนเลยนะคะ”
“จะว่าพี่แก่ยังก็แก่ยังงั้นหรือไง” เขาแกล้งทำหน้าดุใส่
“โอ๊ย! ไม่ใช่อย่างนั้นเสียหน่อย หนุ่มยังไงก็หนุ่มยังงั้นหรอกค่ะ” หญิงสาวรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน พลางเดินนำเขาเข้าไปในบ้าน “บอกใครว่าพี่ครีอายุไม่ถึงสามสิบใครๆก็เชื่อค่ะ”
“ปากหวานอย่างนี้ อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า” ชายหนุ่มยังไม่เลิกแกล้ง
“แก้วพูดจริงๆนะคะ ไม่ใช่ประจบเพราะอยากได้อะไร ที่พี่ครีให้มาก็มากจนแก้วกับแม่ใช้ไม่หมดแล้วละค่ะ” เมื่อเห็นหญิงสาวเริ่มจริงจังจนเกินไปแล้วชาครีจึงต้องรีบบอก
“โธ่!...หนูแก้ว พี่ล้อเล่น เราน่ะจริงจังเสมอเลยนะ กี่ปีกี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยน” คนโตกว่าอดไม่ได้ต้องเอื้อมมือไปโยกศีรษะอย่างเอ็นดู
“หิวหรือยังคะ วันนี้แก้วกับแม่ทำของโปรดพี่ครีทั้งนั้นเลยค่ะ” หญิงสาวว่าเมื่อนำเขาไปที่โต๊ะอาหาร
“ว่าแล้วว่ามาบ้านนี้ไม่ต้องผิดหวัง มีแต่ของโปรดพี่จริงๆด้วย” ชาครีอุทานอย่างพอใจเมื่อเห็นหน้าตาอาหารบนโต๊ะ “เห็นแล้วน้ำลายไหล”
“งั้นก็ทานกันเลยเถอะค่ะ” คุณรัตนาว่าเมื่อยกอาหารจานสุดท้ายมาวางพลางรับไหว้ผู้มาเยือน
“เห็นแม่ว่าพี่ครีจะกลับมาอยู่เมืองไทยเลยหรือคะ” รัตนมณีชวนคุยระหว่างรับประทานอาหาร
“อืม กลับมาถาวรเลยล่ะ ไม่ไปไหนแล้ว ถ้าไปก็คงใกล้ๆในเอเชียนี่แหละ ทางโน้นคงหลายๆเดือนไปทีถ้าไม่มีปัญหาอะไรอาจไม่ต้องไปเลยก็ได้เพราะคนที่เขาดูแลอยู่ไว้ใจได้” ชายหนุ่มอธิบายยืดยาว
“แล้วนี่กลับมาคนเดียวหรือคะ” หญิงสาวถามล้อๆ
“จะให้พี่กลับมากับใครล่ะ” เขาเลิกคิ้วถาม
“ก็แฟนนางแบบทั้งหลายที่พี่ครีควงอยู่น่ะ ไม่มีตามติดกลับมาสักคนเลยหรือคะ” ตากลมโตใสซื่อถามจริงจัง
“ใครบอกแก้วล่ะว่าพี่มีแฟนเป็นนางแบบ”
“ไม่เห็นต้องมีใครบอก หนังสือพิมพ์เอย นิตยสารกอสซิปต่างๆลงข่าวออกจะบ่อย” หล่อนไม่ได้พูดเกินจริงหรอก ก็นักธุรกิจชาวไทยที่ประสบความสำเร็จในต่างแดนอย่างเขามีไม่กี่คน แถมยังเป็นทายาทตระกูลนักธุรกิจใหญ่ในประเทศบ้านเกิดด้วยแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็เป็นข่าวอยู่ไม่ขาด
“แก้วนะช้อบชอบ คนที่เป็นเอเชียๆหน่อยที่ชื่อเรนี่น่ะค่ะ ยังคิดเลยว่าถ้าพี่ครีพามาด้วยแก้วจะชอลายเซ็นต์กับถ่ายรูปคู่ไปอวดเพื่อนๆ”
“พี่ไม่ยังกะรู้ว่าแก้วก็บ้าดารา”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่คุณเรนี่สวยจริงๆนะคะ เพื่อนๆแก้วชอบกันทุกคน เหมือนนางพญาทั้งสวยทั้งสง่า ว่าแต่ว่าเธอเป็นชาติอะไรแน่คะพี่ครี ประวัติส่วนตัวนอกจากเป็นแฟนพี่ครีแล้ว อย่างอื่นแทบจะไม่มีเปิดเผยเลยนะคะ” หญิงสาวยังคงเจื้อยแจ้ว เสียงใสๆเหมือนระฆังแก้วฟังเพลินดีมิใช่น้อย
ชาครีหัวเราะหึๆเมื่อนึกถึงรัญชนา หญิงสาวผู้นั้นทำตัวเหมือนนางพญาจริงๆด้วย หล่อนไม่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องส่วนตัว ไม่มีใครรู้ว่าหล่อนเป็นใครมาจากไหน นอกจากนางแบบสาวชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ชื่อเรนี่ของหล่อนก็เป็นฝรั่งเสียจนไม่มีใครเดาเชื้อชาติหล่อนได้ เคยมีคนเดาว่าหล่อนเป็นอินเดียบ้าง ฟิลิปปินส์บ้าง จีน เกาหลี ญี่ปุ่นหรือแม้กระทั่งเวียดนามก็ยังมีคนว่า แต่ก็ยังไม่มีใครสรุปได้แน่นอน หน้านิ่งๆกับดวงตาคมๆคู่นั้นสยบนักข่าวช่างคุ้ยได้ดีนัก
“ถ้าพี่บอกแก้วว่า เขาเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์โดยสายเลือดแก้วจะเชื่อไหม”
“จริงเหรอคะ อย่างนี้ชวนมาเมืองไทยก็ง่ายเข้าสิคะ” รัตนมณีอุทานอย่างตื่นเต้น
“คงยากแหละ ประเทศไทยเป็นที่สุดท้ายในโลกที่เขาจะมาเหยียบ” ชายหนุ่มอมยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของคนช่างซัก
“ทำไมเขาถึงไม่อยากมาเมืองไทยล่ะคะ แปลกจัง ทั้งๆที่เป็นคนไทยแท้ๆ” คุณรัตนาแทรกขึ้นบ้างหลังจากฟังสองหนุ่มสาวโต้ตอบกันมานาน
“เขาไม่ได้เล่าละเอียดหรอกครับ บอกแต่ว่าคนที่เมืองไทยทำให้แม่กับเขาต้องไปลำบากอยู่ที่นิวยอร์ค เขาเลยเกลียดเมืองไทย ถ้าเขารู้แต่แรกว่าผมเป็นคนไทยเขาก็คงไม่คบหรอกครับ”
“ว้า...อย่างนี้แก้วก็อดเจอ นางแบบในดวงใจเลยสิคะ”
“ก็ไม่แน่หรอก เขาบอกพี่เหมือนกันว่า ถ้าวันไหนพี่ทำให้คนที่พี่รักยอมแต่งงานกับพี่ได้ เขาจะมาดูหน้าเจ้าสาว” แต่ชายหนุ่มไม่ได้เล่าต่อว่าว่าที่เจ้าสาวคนนั้นเป็นใคร ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่อยากผลีผลาม เขามั่นใจว่าผู้ชายอย่างเขาทำให้ผู้หญิงหันมามองได้ไม่ยากนักหรอก โดยเฉพาะคนที่รักและเทิดทูนเขาอย่างหญิงสาวตรงหน้านี่
"มาดูหน้าเจ้าสาวหรือมาเป็นเจ้าสาวกันแน่คะ" รัตนมณีแอบเชียร์นางแบบในดวงใจของตน
"คงไม่หรอกจ้ะ เพราะพี่กับเขาตอนนี้เป็นเพื่อนกันเท่านั้น"
"อะไรกันคะ คบกันเป็นปีๆ ควงกันออกจะเปิดเผย อยู่ดีๆพี่ครีมาบอกว่าเป็นเพื่อนกันเฉยๆ อย่างนี้ผู้หญิงเขาไม่เสียใจหรอกหรือคะ"
"ไม่หรอก พี่กับเรนี่เราคุยกันชัดเจนตั้งแต่ตอนเริ่มคบกันแล้วละ" ชาครีเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องมานั่งอธิบายเรื่องของเขากับรัญชนาให้สาวน้อยคนนี้ฟังด้วย ถ้าเป็นคนอื่นมาซักไซ้เรื่องส่วนตัวของเขาอย่างนี้ คงได้คำพูดตัดรำคาญกลับไปแทนแน่ๆ
"อย่างนั้นก็เถอะ แก้วยังเสียดาย นึกว่าจะได้กระทบไหล่คนดังเสียหน่อย" หญิงสาวยังบ่นพึมพำไม่หาย
"เอาน่า ไว้พี่มีโอกาสได้คุยกับเขาอีกเมื่อไหร่ พี่จะให้เขาส่งรูปถ่ายพร้อมลายเซ็นต์มาให้หนูแก้ว" ชายหนุ่มปลอบใจเมื่อเห็นท่ารัตนมณีจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของรัญชนาจริงๆ
ค่ำวันนั้นชาครีขับรถกลับบ้านอย่างมีความสุข การได้พูดคุยกับรัตนมณีทำให้เขารู้ว่าหล่อนยังให้ความใกล้ชิดสนิทสนมเหมือนเมื่อครั้งหล่อนยังเป็นเด็ก มีอะไรหรือได้อะไรมาใหม่ก็มักจะเอามาอวด 'พี่ครี' เสมอ ร่าเริงแจ่มใสขึ้นไม่เหมือนเมื่อตอนสูญเสียบิดาไปใหม่ๆ ต้องชมในความเข้มแข็งของผู้เป็นแม่ที่สามารถประคองนาวาชีวิตของทั้งคู่ฝ่าพายุโหมแรงมาได้อย่างงดงาม รัตนมณีเติบโตมาเป็นหญิงสาวที่เข้มแข็ง แต่ก็ไม่ทิ้งความอ่อนหวานอ่อนโยน ช่างพูดช่างคุยและมีความคิดอ่านโตเกินตัว นึกๆแล้วก็ชายหนุ่มก็ต้องหัวเราะกับตนเอง เรื่องส่วนใหญ่ที่คุยวันนี้ถ้าไม่ใช่เรื่องอวดเกียรตินิยมอันดับหนึ่งที่เจ้าตัวบอกว่า 'นี่ขนาดแก้วเรียนๆเล่นๆนะคะ' ที่ทำให้คุณรัตนาค้อนไปหลายวง ก็เป็นเรื่องของนางแบบสาวที่ชื่อเรนี่ ที่หญิงสาวชื่นชอบชื่นชมเสียจนเขาต้องยอมเล่าเรื่องของอีกฝ่ายให้ฟังเท่าที่พอเล่าได้ ไม่รู้จะมีใครเจอเหตุการณ์อย่างเขาบ้างหรือเปล่าที่ต้องมานั่งเล่าเรื่องอดีตคู่ควงของตนให้กับหญิงสาวที่ตนเองกำลังตั้งใจจะจีบมาเป็นภรรยาในอนาคต
จริงสินะ...เรนี่ ไม่รู้ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ครั้งสุดท้ายที่อยู่ด้วยกันที่แฟรงเฟิร์ตหญิงสาวไม่มีความสุขนัก ไหนจะกังวลเรื่องของอลันน้องชาย ที่หมอบอกว่าอาจจะอยู่ได้ไม่ถึงหกเดือนหรือหนึ่งปีมากที่สุด ไหนจะเรื่องที่เขาจะกลับเมืองไทยและยุติความสัมพันธ์ครึ่งๆกลางก่อนหน้า ให้เหลือเพียงความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอีก ชาครีรู้ว่ารัญชนารักเขา...รักมากด้วย หลายครั้งยามเผลอไผลดวงตาสีนิลคู่นั้นจะฉายประกายล้ำลึกบางอย่างที่ชายหนุ่มรู้ความหมายของมันดีแต่ต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นด้วยไม่อยากให้ต่างถลำกันไปมากกว่าที่เป็นอยู่ และประกายนั้นจะจางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเจ้าของรู้ตัว ทิ้งไว้เพียงแววตาสดใสบอกความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีให้เขามากกว่าเพื่อนคนอื่น เขาเคยคิดเล่นๆเหมือนกันว่าหากไม่มีกฎเหล็กระหว่างเขากับหล่อน หรือเขาไม่ได้มีรัตนมณีอยู่ในใจมานานแสนนาน ป่านนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคงไปได้ไกลและชัดเจนกว่านี้
รัญชนาในสายตาของคนอื่นคือนางแบบสาวผู้แสนเย็นชาเย่อหยิ่ง แต่สำหรับเขาหล่อนเป็นผู้หญิงที่มีความอ่อนแอซ่อนอยู่หลังกำแพงน้ำแข็งหนาเตอะที่กั้นตนเองจากความโหดร้ายของโลกภายนอก จากที่หล่อนหลุดปากเล่าเรื่องของตนเองออกมาหลายครั้ง ทำให้เขารู้ว่าหล่อนมีชีวิตวัยเด็กไม่ดีนักต้องเร่ร่อนไปตามสถานสงเคราะห์เพราะพ่อเลี้ยงคนแรกไม่ต้องการรับภาระในการเลี้ยงดูหล่อน สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดสอนให้หล่อนแกร่งและแข็ง แต่เป็นความแข็งที่เปราะและหักง่าย เหมือนต้นก้ามปูที่หยัดยืนมั่นคงแต่คราใดที่พายุฝนลมรุนแรงก็หักฉีกขาดได้ง่ายดายเช่นกัน
ชายหนุ่มถอนหายใจยืดยาว ถ้าเขาจำไม่ผิดแฟชั่นของฤดูกาลนี้คงจบแล้ว ตอนนี้นางแบบคนดังคงอยู่ที่แฟรงเฟิร์ตเรียบร้อย ตามความตั้งใจที่จะให้เวลาทั้งหมดที่มีให้แก่น้องชาย สมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวในชีวิตที่หล่อนเหลืออยู่หลังการเสียชีวิตของมารดา นึกๆก็ให้เป็นห่วงคนอยู่ไกลเหมือนกัน
ชาครีเหลือบมองนาฬิกาบนหน้าปัดรถยนต์ หัวคิ้วขมวดน้อยๆเมื่อคำนวณความแตกต่างของเวลา ตั้งใจว่าถึงบ้านแล้วจะโทรถามสารทุกข์สุกดิบของอีกฝ่ายเสียหน่อย อย่างที่เขาทำเป็นประจำตั้งแต่กลับมา ในฐานะเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง ชายหนุ่มบอกตนเอง
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2551
2 comments
Last Update : 12 เมษายน 2555 11:48:15 น.
Counter : 466 Pageviews.

 

ชอบบบบบบบบเรื่องนี้มากค่ะ

อยากให้คุณนาทกลับมาแต่งเรื่องนี้บ้างจัง

 

โดย: fiona IP: 203.171.199.53 22 เมษายน 2552 0:53:42 น.  

 

ชอบคะ

สำนวนการแต่งที่เยี่ยม อ่านแล้วลื่นไหลคะ

บางตอนอ่านแล้ว จี๊ดดด เลยคะ

แต่งต่อสิคะ พี่เจี๊ยบ นะคะ

 

โดย: ปิว IP: 119.31.121.87 16 เมษายน 2553 0:59:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ลูกไก่พองลม
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




งานเขียนทุกชิ้นใน blog นี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย ห้ามทำซ้ำหรือเเผยแพร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต
Friends' blogs
[Add ลูกไก่พองลม's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.