lozocat
ใส่ข้อความที่ต้องการให้เลื่อนๆๆที่นี่
Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2553
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
11 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 
หนีแม่เที่ยว ไปเปรี้ยวอิตาลี ตอนที่ห้า

บ่ายโมงสี่สิบห้า เดินกลับไปสถานีรถไฟ เพื่อที่จะซื้อตั๋วไปโรม เนื่องจากเช็ครอบรถมาแล้วจากอินเตอร์เนตว่ามีรถไปโรมตอนบ่ายสาม แต่พนักงานกลับบอกว่ารอบบ่ายสามยกเลิก มีอีกที หกโมงครึ่ง ไรฟระ...อย่าเชื่ออินเตอร์เนต อย่าเชื่ออินเตอร์เนต เฮ้อ...อีกตั้งสี่ชั่วโมงกว่า จะไปสิงสถิตอยู่ที่ไหนดีว้า ว่าแล้วก็จัดการซื้อตั๋ว และเดินออกมายืนหาลู่ทางอยู่หน้าสถานีรถไฟ ก่อนอื่นเลยต้องโทรไปที่โรงแรม เพื่อเลื่อนเป็นเช็คอินเลท แล้วต่อไปก็... เดินชมเมืองอีกรอบ คราวนี้ไปอีกทางหนึ่ง เดินไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนกระทั่งออกไปเจอทะเลก็เดินกลับ เฮ้อ.. เหนื่อย เดินมาตั้งไกล ต้องเดินกลับอีกแระ ไกลนะเนี่ย เดินมาตั้งนาน เพิ่งจะบ่ายสามโมง ก็เลยแวะข้างทาง ซื้อน้ำเย็นจับจิตมาแก้กระหายคลายร้อน แล้วหาที่นั่งร่มๆ พักขา พลางศึกษาวิถีชีวิตคนบนเกาะไปเรื่อย มองเห็นหนุ่มสาวในเรือสปีดโบ๊ทที่กำลังแล่นออกไปทางทะเล ซึ่งเมื่อครู่ก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มขับไปรับหญิงสาวที่ท่าเรือ ดูท่าทั้งสองจะยังเป็นนักศึกษากันอยู่ เห็นแล้วโรแมนติคดีจัง










เกือบสี่โมงเย็นแล้ว อีกแค่สองชั่วโมงกว่า ไม่มีอะไรจะทำแล้ว ไม่อยากเดินแล้วด้วย ก็เลยหยิบดินสอกับสมุดโน้ต ขึ้นมาจดบันทึกโน่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็สังเกตเห็น อะไรบางอย่าง ที่ทำให้เราสนใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า ภาพของเด็กผู้หญิงวัยประมาณห้าถึงหกขวบ อยู่กับผู้เป็นแม่ คล้ายกับกำลังรออะไรบางอย่าง ประมาณสิบนาทีต่อมา ก็ได้เห็นเด็กน้อยวิ่งถลาเข้าไปสวมกอดผู้ชายกลางคนที่กำลังเดินเข้ามาหาอย่างดีอกดีใจ ผู้ชายคนนั้นยิ้มให้แล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาอย่างรักใคร่แกมคิดถึง ภาพนั้นทำให้เราเผลอยิ้มออกมาอย่างดีใจไปกับครอบครัวนี้ที่ในที่สุดก็หากันจนเจอ แต่แล้วความคิดก็เปลี่ยนไปทันที เมื่อหญิงผู้เป็นแม่ เดินไปบอกอะไรสักอย่างกับลูกสาวที่ทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้ โดยที่ไม่แม้แต่จะมองหน้าผู้ชายที่อุ้มลูกสาวเธอเลยสักนิด แล้วเธอก็เดินจากไป... ฉันมองเห็นเด็กน้อยทำหน้าเสียอยู่ชั่วครู่ก็เปลี่ยนเป็นยิ้ม เมื่อคนอุ้มปลอบใจโดยการหอมฟอดใหญ่ แล้วหลังจากนั้น สองคนพ่อลูกก็นั่งพูดคุย เล่นกันสนุกสนานข้างๆ ฉัน ที่นั่งเขียนเรื่องราวของพวกเขาอยู่ใกล้ๆ







เป็นเวลาชั่วโมงเศษ ที่ผู้หญิงคนนั้นทิ้งเด็กน้อยไว้กับผู้เป็นพ่อ เธอเดินกลับมาอีกครั้งพร้อมกับบอกให้เด็กบอกลาคนที่กอดเธออยู่ แต่เด็กน้อยกอดคอพ่อแน่น แถมยังจะร้องไห้อีกด้วย คนเป็นแม่จึงดึงแขนข้างหนึ่งออกมาแล้วพยายามพาเธอออกไป ยื้อยุดกันอยู่ชั่วครู่ ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนั้นจะชนะ เมื่อพ่อของลูกสาวพูดจาปลอบประโลมจนเด็กน้อยยอมคลายมือออกจากเขา ซึ่งนั่นทำให้เขาผละออกจากเด็กน้อย แล้วรีบเดินหนีหายไปในฝูงชนนักท่องเที่ยว ฉันไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่า ฉันแอบเห็นน้ำตาของคนเป็นพ่อที่เดินย้อนกลับมาแอบดูลูกสาว หลังจากที่สองแม่ลูกได้เดินออกไปจากบริเวณที่ฉันนั่งอยู่ ซึ่งทั้งหมดที่ได้เห็นนั่น น่าจะเป็นภาพที่เสนอในละครทีวีมากกว่า ที่จะมาแสดงให้คนในชีวิตจริงอย่างฉันได้เห็น มันทำให้รู้สึกสะท้อนใจอย่างไรบอกไม่ถูก ทั้งที่เป็นปัญหาของผู้ใหญ่แท้ๆ แต่ทำไมต้องให้เด็กที่ต้องการความรักทั้งจากพ่อและแม่มาทนรับสภาพความเหินห่างแบบนี้ เฮ้อ....สลดใจ!




ยกแขนดูนาฬิกาข้อมือ ก็เห็นว่าเป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว เอาล่ะ เตรียมตัวเดินทางอีกรอบ แต่ว่ามันอีกตั้งชั่วโมงกว่า... เอาเถอะ ไหนจะเดินกลับไปที่สถานีรถไฟ ไหนจะเข้าห้องน้ำ ไหนจะซื้อน้ำ ไหนจะ......บลา บลา ๆ ก็เลยลุกขึ้นเดินไปที่สถานีรถไฟ เข้าไปต่อคิวซื้อน้ำแครอทสกัด ได้มาหนึ่งแก้วในราคา 2.9 Euro บรรจงจิบอย่างใจเย็น เพื่อรับรู้รสของความ..ฝาดสิ้นดี! กินแล้วปวดหัว เครียดเลย ไม่อร่อย แครอทเวนิสสู้ที่เยอรมันไม่ได้เลย แต่จำใจต้องดื่มให้หมด เพราะซื้อมาแล้ว ก็เลยต้องหาที่นั่งทำใจจิบน้ำแครอทให้หมด ก็ได้ที่นั่งขั้นบันไดหน้าสถานีรถไฟนั่นเอง นั่งทอดอาลัยมองเมืองเวนิสที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้มาสัมผัส เฮ้อ...อนิจจัง เมื่อไหร่รถไฟจะมา นั่งมองเด็กวัยรุ่นเวนิส ที่นัดพบปะสังสรรค์ จิบเบียร์กันหน้าสถานีรถไฟ มองนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินไปเดินมา เฮ้อ...เมื่อไหร่จะถึงเวลาน้า มองคนข้างๆ ที่นั่งขั้นบันไดแล้วเห็นกระเป๋าใบใหญ่ก็รู้ทันทีว่า รอรถไฟเหมือนกัน แต่กระนั้นเวลาก็เดินช้าเหลือเกิน
อีกครึ่งชั่วโมงจะถึงเวลารถออกแล้ว แต่ยังไม่ปรากฏเลขที่ชานชลาสักที ยืนมองตัวเลขกับตัวหนังสือที่มันวิ่งไปมาบนบอร์ดขนาดใหญ่จนตาลาย ยืนเอาหลังพิงตู้โชว์ร้านขายของที่ระลึกให้ป้าเจ้าของร้านรำคาญใจเล่น!! กลิ่นน้ำหอมของผู้ชาย...แก่ ข้างๆ ฉุนกึกแตะจมูก จึงเหลือบหันไปมอง ก็เห็นว่ากำลังสนใจในสิ่งเดียวกัน แถมท่าทางจะเป็นขบวนเดียวกันอีกต่างหาก ที่รู้เพราะดูจากกริยาอาการที่คุยกับเพื่อนชายประมาณว่า “ทำไมมันยังไม่ขึ้นเลขอีกวะ อีกสิบห้านาทีรถจะออกแล้ว.....กรูก็อยู่ตู้สิบสอง ตั้งหัวขบวน จะวิ่งทันไหมเนี่ย” ประโยคหลังเป็นของตัวเอง
อีกสิบนาทีรถไฟจะเคลื่อนตัวออกจากเวนิส และแล้วสิ่งที่รอคอยมานานก็บรรลุผล บอร์ดขนาดใหญ่ ขึ้นตัวเลขให้ว่า ชานชลาที่สี่ แล้วมันอยู่ไหนฟระ หันไปมองคุณลุงที่หมุนตัวเตรียมออกเดินทางก็รีบคว้าของแล้วปรี่ตามไปทันที แล้วสายตาก็สอดส่ายเห็นว่า สาวกคนไปโรมวิ่งกันสุดชีวิตเพื่อที่จะไปขึ้นรถไฟชานชลาที่สี่ ผู้มีอันจะกินได้ที่นั่งชั้นหนึ่งก็ดีหน่อยไม่ต้องเดินไกล แต่อิฉันมันคนจร แถมขาสั้น โน่น...ที่เห็นลิบๆ นั่นแหละ ต้องรีบวิ่งให้ทันไปขึ้นตู้สุดท้าย อันเป็นตู้แรกอยู่หัวขบวน ครั้นเดินมาถึงหาที่นั่งได้เรียบร้อย หย่อนก้นปุ๊บ รถออกปั๊บ แหม....น่ารักจริงๆ
นั่งไปได้สักพักก็มีชะนีน้อยผมทองสามสตรี มานั่งด้วย เนื่องจากเป็นที่นั่งแบบหันหน้าชนกันสี่ที ทั้งสามคนพูดภาษาอังกฤษคล่องปาก แถมเม้าท์ไฟแล่บ แรกๆ ก็อยากเป็นเพื่อนด้วยหรอก แต่หลังจากนั่งฟังพวกมันนินทาเราเป็นวรรคเป็นเวรแล้ว ก็เลิกคิด ปล่อยพวกมันนั่งให้คนทั้งขบวนรถด่าดีกว่า ก็คุณเธอทั้งสามเล่นแหกปากพูดคุย และเล่นกันตลอดระยะเวลา 5 ชั่วโมง จากเวนิสถึงโรม มีพักช่วงหนึ่งตอนรถไฟจอดที่ฟลอเรนซ์ ไม่ได้เห็นใจคนที่มันนั่งด้วยเลย ไอเราก็หลับก็แล้ว พอตื่นขึ้นมากินข้าว มันก็ยังไม่ยอมหยุดพูด แถมยังนินทาแล้วนินทาอีก ยังไม่สำนึกสายตาอาฆาตที่เฝ้าเพียรทำให้มันมองว่า กรูฟังออกนะเฟ้ย ซึ่งก็ไม่ใช่เราแค่คนเดียวที่ส่งสายตาตำหนิ แต่ยังมีแม่หญิงอีกคนหนึ่งที่นั่งใกล้กัน และกำลังทำงานบนคอมพิวเตอร์ ก็หันมามองพลางส่ายหัวอย่างระอา เมื่อมันถึงขีดสุด เราจึงเดินลุกออกมาจากตรงนั้น แล้วออกไปยืนมองกลับมาที่กลุ่มพวกนั้น คราวนี้ได้ผล คนทั้งขบวนรถหันมามอง เมื่อเห็นว่าเราไม่ได้เข้าห้องน้ำ แต่ยืนเฉยๆ และกำลังมองกลุ่มนั้นอยู่ คราวนี้พอกลับไปนั่งอีกที สงัดขึ้นทันตา หญิงสาวที่ทำงานอยู่หันหน้ามายิ้มให้อย่างเข้าใจและขอบคุณ เฮ้อ! กรรม....กรรมของคนทั้งตู้เบอร์สิบสอง
รถมาถึงโรมตอนห้าทุ่มครึ่ง ก็ไม่เข้าใจว่าทั้งที่ขาออกจากสถานีที่เวนิส เราเป็นตู้แรก แต่ทำไมขาเข้าโรม กลับเป็นตู้สุดท้ายซะอย่างนั้น หรือว่าเห็นพวกเราเป็นแค่ชนชั้นสอง เพราะกว่าจะเดินเข้าสถานีได้ก็ใช้เวลาไปสิบกว่านาที ซึ่งตอนนั้นก็ดึกมากแล้ว จึงรีบเดินออกจากสถานี ทำตัวราวกับว่าเป็นคนในพื้นที่ ทั้งที่จริงแล้ว โรงแรมอยู่ไหนก็ไม่รู้ แต่ดูแผนที่โรงแรมมาแล้ว เดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง แต่นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะเฟ้ย! เออน่ะ.....เดี๋ยวก็ถึง
เดินหาตึกที่เป็นวงกลม เดินไปเรื่อยๆ ตามแผนที่ที่วาดมามั่วๆ แล้วก็จนได้สิน่า หลงทาง! ฉิบหายแล้ว พอเจอคน ก็รีบเข้าไปถาม แม่นางโปรดช่วยข้าน้อยด้วย ซึ่งก็ได้คำตอบว่า เจ้าเดินเลยมาแล้ว ต้องเดินย้อนกลับไปทางเก่าแล้วเลี้ยวซ้ายมุมถนนข้างหน้านะ เดินตามถนนไปเรื่อยๆ ว่าแล้วก็ขอบอกขอบใจแม่นางผู้มีพระคุณ ว่าแต่...มันดึกแล้วแม่นางออกมาทำอะไรเนี่ย!! ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ข้างในใจ
เดินไปเรื่อยๆ ตามท้องถนนของกรุงโรม ในเวลาเที่ยงคืนกว่าๆคนเดียว เฮ้อ.... แล้วก็เจอจนได้ ป้ายโรงแรม เดินเข้าไปข้างใน เอาอีกแล้ว พนักงานหน้าแขกอิตาลี... ไปถึงเคาน์เตอร์ก็หยิบเศษกระดาษที่จดชื่อโรงแรมแบบสะกดผิดให้เขาดู แอบอายนิดหน่อย แต่ตอนนี้อยากนอนแล้ว อะไรก็ได้ทั้งนั้น ยอมทน ก็ถามว่าใช่ที่นี่หรือเปล่า เขารับกระดาษไปดูแล้วบอกว่าใช่ ที่โทรมาบอกว่าจะมาช้าใช่ไหม เราก็ตอบว่า ถูกต้องขอกุญแจด้วย ใคร่อยากจะอาบน้ำนอนเต็มแก่ เหนื่อยสุดชีวิต แต่พี่ท่านก็ยังอุตส่าห์อธิบายแผนที่ประเทศกรุงโรมให้ฟังตอนเที่ยงคืนกว่า แถมยังจดเบอร์รถเมล์ที่ผ่านหน้าโรงแรมให้ด้วย ซึ่งเราก็ได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก รับฟังแต่โดยดี จากนั้นก็พาเราขึ้นลิฟต์โบราณไปส่งถึงหน้าประตูห้อง เพราะหากขึ้นมาเองก็คงต้องกลับลงไปเรียกให้เขาขึ้นมาส่งเป็นเพื่อน เนื่องจากโรมแรมมีสภาพเหมือนโรงเรียนของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่มีห้องลับซับซ้อน กว่าจะเข้าห้องได้ต้องผ่านบันไดหลายขั้น และประตูบานใหญ่หนึ่งบาน เมื่อเปิดเข้าไปก็จะเป็นประตูห้องพักอีกสองสามห้อง เฮ้อ...อย่างกับเขาวงกต หรือว่าฉันกำลังหนีภัยสงครามกันแน่เนี่ย
กล่าวลาราตรีสวัสดิ์เรียบร้อย ปิดประตูเสร็จ อิฉันก็โยนของทิ้ง วิ่งเข้าห้องน้ำ อาบน้ำอย่างเร็ว ไม่มีเวลาแช่อ่าง เพราะเหนื่อยอยากนอนมากกว่า และแล้วก็พบกันใหม่พรุ่งนี้ ส่วนวันนี้ สวัสดีกรุงโรม












Create Date : 11 พฤษภาคม 2553
Last Update : 11 พฤษภาคม 2553 21:25:01 น. 9 comments
Counter : 339 Pageviews.

 
..นั่งลุ้นเอาจายช่วยตลอด..เก่งจิงๆ..แต่คุณแม่อ่านแย้ววว..หัวจายจาวายนะจร้า..หนู...


โดย: อ๋อซ่าส์ วันที่: 12 พฤษภาคม 2553 เวลา:18:32:33 น.  

 


โดย: naririn วันที่: 13 พฤษภาคม 2553 เวลา:21:36:08 น.  

 
เก่งจัง..ไปเที่ยวเองได้...รูปสวยมากๆ..ไปเที่ยวช่วงไหนคะ...เพราะดูจากรูปอากาสดีจัง


โดย: J'Nee วันที่: 13 พฤษภาคม 2553 เวลา:22:31:23 น.  

 
พี่ก็เคยไปแล้วเมื่อสมัยเอาะๆ..ตอนนี้บอกไม่ได้

แล้วว่าเท่าไหร่เพราะจำไม่ได้


โดย: J'Nee วันที่: 13 พฤษภาคม 2553 เวลา:22:33:04 น.  

 
ไปช่วงหน้าร้อนค่ะ ประมาณกันยายน คนเยอะมากมาย


โดย: naririn วันที่: 14 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:37:42 น.  

 
อยากไปมากเลยคะ บรรยากาศดีมากอ่ะ
หนีความวุ่นวายเมืองไทยน่าจะดีนะคะ


โดย: PeTaLpe วันที่: 14 พฤษภาคม 2553 เวลา:23:00:06 น.  

 
..คุณลูก..ช่วงเนี๊ย..คุณแม่เครียดๆ..เขียนตอน 6 เร็วๆซิจร้า..จาด้ายเข้ามาอ่าน..หามุมสำราญจายหน่อยยย..


โดย: อ๋อซ่าส์ วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:41:38 น.  

 
นี่ถ้าขวดน้ำแครอทยังอยู่ในมือเป็นผมคงสาดไปแล้วมั้งครับ



โดย: patarapol-juri วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:16:32:39 น.  

 
555 ใจเย็นๆ ค่า อย่าลืมสิว่าเค้าพวกเยอะกว่าเรา เรามันก็แค่ผู้หญิงเอเซียตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ต้องใช้ความเงียบสยบความเคลื่อนไหว หุหุ ต้องหากำลังเสริม เป็นคนทั้งขบวนรถนั่นแหละค่ะ สะใจดี เหอๆๆๆ


โดย: naririn วันที่: 13 มิถุนายน 2553 เวลา:0:12:16 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

naririn
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




..ขอบคุณที่แวะมาทักทายกันนะคะ.....

lozocat

ข้อความและรูปภาพทั้งหมดในBlog นี้ขอสงวนลิขสิทธิ์นะคะ ไม่นำออกเผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตนะคะตัวเอง

เพลง
MusicPlaylistView Profile
Create a playlist at MixPod.com
Friends' blogs
[Add naririn's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.