Google

Narinph
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
 
มิถุนายน 2553
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
11 มิถุนายน 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Narinph's blog to your web]
Links
 

 
REBALANCING - เทคนิค "ซื้อถูก ขายแพง"




“เซ็งจัง ติดดอยอยู่ตั้งนานแล้ว ไม่หลุดซักที”



“ช่วงนี้หุ้นเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้นแล้ว มาเริ่มซื้อหุ้นกันเถอะ”



“ปีที่แล้วขาดทุนไปเยอะเลย คงหยุดเล่นไปอีกซักพัก”



“หุ้นช่วงนี้ลงมาเยอะเลยอย่าเพิ่งรีบซื้อ นักวิเคราะห์กำลังจะปรับประมาณการปีนี้ลงอีก”



ผม มักได้ยินประโยคเหล่านี้จากเพื่อน ๆ ที่ลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งผมมองว่าเป็นการสะท้อนพฤติกรรมการมองไปข้างหลัง เพื่อกำหนดกลยุทธ์การลงทุนในปัจจุบัน แต่บ่อยครั้งกลับไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต



กลยุทธ์หนึ่งที่นักลงทุนนิยมใช้ (บางครั้งก็ไม่รู้ตัว) คือ การลงทุนแบบ Momentum หมายถึง รอให้ตลาดมีสัญญาณก่อนจึงค่อยปรับตัวตาม เช่น ถ้าหุ้นเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นซักระยะเวลาหนึ่ง ก็เป็นสัญญาณเข้าลงทุน หรือถ้าหุ้นเริ่มตกซักระยะ ก็เป็นสัญญาณในการขายหุ้น ซึ่งกลยุทธ์แบบ Momentum ดังกล่าวจะใช้ได้ผลในตลาดแบบ Trendy market กล่าวคือเวลาขึ้นหรือลงแต่ละรอบเกิดขึ้นเป็นระยะเวลายาว ๆ



โดย ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบสไตล์ Momentum เพราะความผันผวนของตลาดหุ้นไทยมีค่อนข้างมาก บ่อยครั้งถ้าเรารอให้หุ้นขึ้นแล้วค่อยซื้อ หุ้นลงค่อยขาย กลับให้ผลลัพธ์เป็นการ “ซื้อแพง ขายถูก”



แนวทางที่ผมจะขอเสนอในวันนี้ เป็นหลักการปรับพอร์ตแบบ ซื้อถูก – ขายแพง แบบง่าย ๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่ผมใช้กับการลงทุนส่วนตัว และแนะนำให้กับเพื่อนและลูกค้าแล้วได้ผลที่ดี ซึ่งวิธีการนี้เหมาะสำหรับพอร์ตการลงทุนระยะยาว โดยจะช่วยให้ท่านนักลงทุนสามารถมีจิตใจที่ "สงบ" ขึ้น ไม่รู้สึกหวั่นไหวเมื่อตลาดเกิดความผันผวน (วิธีนี้ไม่เหมาะกับการลงทุนแบบ Trading นะครับ)



$$$$$



สมมติว่าเรามีเงินลงทุนอยู่ในหุ้น 10,000 บาท โดยผมกำหนด 20% เป็นเปอร์เซนต์เป้าหมายในการปรับพอร์ต และเงินลงทุนเป้าหมายคือ 10,000 บาท กฎมีดังนี้ครับ



- เมื่อใดก็ตามที่พอร์ตการลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 20% หรือขึ้นมาเป็น 12,000 บาท ให้ขายทำกำไรออกมา 2,000 บาท เพื่อให้เงินลงทุนเหลือ 10,000 บาทเท่าเดิม และเก็บเงินสดไว้



- เมื่อใดก็ตามที่พอร์ตการลงทุนปรับลดลง 20% หรือเหลือ 8,000 บาท ให้นำเงินสด 2,000 บาทมาลงทุนเพื่อให้เงินลงทุนรวมเป็น 10,000 บาท



- ทำตามแนวทางนี้ไปเรื่อย ๆ จนเมื่อใดหากมีเงินสดในมือเยอะขึ้น หรือมีเงินเก็บพร้อมจะลงทุนมากขึ้น ให้ปรับเงินลงทุนเป้าหมายขึ้น/ลงได้ ตามความเหมาะสม โดยแนวทางนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนหุ้นแยกเป็นรายตัว, หรือลงทุนในกองทุนรวมก็ได้ครับ



ผมลองทดสอบย้อนกลับไปซัก 3 ปีโดยใช้ผลตอบแทน จาก 30 มี.ค 07 – 30 มี.ค. 10 ครับ




เริ่มต้น 30 Mar 07 ที่ SET 673.71 ลงทุน 10,000 บาท



3 Jul 07 (SET ขึ้นไป 20%) ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 673.71 x 1.2 = 808.45

[ เงินสดเหลือ + 2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท ]



5 Sep 08 (SET ลงไป 20%) ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 808.45 x 0.8 = 646.75

[ เงินสดเหลือ 0 บาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท ]



7 Oct 08 (SET ลงไป 20%) ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 646.75 x 0.8 = 517.4

[ เงินสดเหลือ – 2 พันบาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท ]



27 Oct 08 (SET ลงไป 20%) ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 517.4 x 0.8 = 413.92

[ เงินสดเหลือ – 4 พันบาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท ]



*** ถึงตรงนี้จะเห็นว่าการใช้กลยุทธ์นี้เราควรมีการสำรองเงินไว้พอสมควร ซึ่งผมแนะนำว่าหากท่านจะเริ่มต้นใช้กลยุทธ์นี้ ให้สำรองไว้ 40 - 60%ของมูลค่าเงินลงทุนครับ



4 May 09 (SET ขึ้นไป 20%) ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 413.92 x 1.2 = 496.70

[ เงินสดเหลือ -2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท ]



5 Jun 09 (SET ขึ้นไป 20%) ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 496.70 x 1.2 = 596.05

[ เงินสดเหลือ 0 บาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท ]



22 Sep 09 (SET ขึ้นไป 20%) ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 596.05 x 1.2 = 715.26

[ เงินสดเหลือ + 2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท ]



30 Mar 10 SET อยู่ที่ 788.80

กลยุทธ์ REBALANCING ให้ผลตอบแทนคร่าว ๆ = (788.80 – 715.26) / 715.26 = 10.28%

รวมกับเงินสดคงเหลือ 2000/10000 = 20% รวมเป็นผลตอบแทนประมาณ 30.28%



ขณะที่หาถือครองการลงทุนตั้งแต่วันแรกจะได้ผลตอบแทนประมาณ (788.8 – 673.71) / 673.71 = 17.08%



กล่าวคือ REBALANCING Technique ให้ผลตอบแทนสูงกว่า = 30.28 – 17.08 = 13.2%



ส่วนตัวที่ผมชื่นชอบแนวทางการลงทุนแบบ Rebalancing เพราะเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เราได้ “ซื้อตอนลง และขายตอนขึ้น” หรือเรียกได้ว่า “ซื้อถูก ขายแพง” ครับ นอกจากนี้เวลาราคาปรับเพิ่มขึ้นผมก็มีโอกาสได้ขายทำกำไรและเตรียมเงินสดไว้ ลงทุนเมื่อราคาปรับตัวลดลง



แนวทาง นี้ใช้ได้กับการลงทุนในตราสารหนี้, โภคภัณฑ์ และจัดพอร์ตการลงทุนโดยรวม (Asset Allocation) ได้ด้วยครับ โดยต้องกำหนดเปอร์เซ็นต์การปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับความผันผวนของแต่ละ ประเภทของหลักทรัพย์



อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่ผมนำเสนอในวันนี้จะให้ผลตอบแทนที่ไม่ค่อยดีในตลาด Trendy market แบบหลาย ๆ ปีเช่น ขาลงในช่วงปี 1996 – 1998 หรือขาขึ้นในปี 2002 – 2003 ครับ แต่ผมก็คงจะไม่เปลี่ยนแนวทางการลงทุนอย่างแน่นอน เพราะแนวทางแบบ Rebalancing ให้ความสบายใจกับผมในการจัดพอร์ตเงินลงทุนในกองทุนรวมของผมครับ เมื่อก่อนเวลาตลาดขึ้นก็เครียดเพราะรู้สึกว่าตกรถไฟ เวลาตลาดลงก็เครียดเพราะขาดทุน เดี๋ยวนี้เวลาตลาดขึ้นผมชอบ และลุ้นให้ขึ้นจนถึง 20% เพื่อจะได้ขายทำกำไร เวลาตลาดลงก็มีความสุขครับอยากให้ลงเยอะ ๆ ถ้าลงถึง 20% ก็คือช่วงเวลาที่จะได้ Shopping ของดีราคาถูก เรียกได้ว่า จะขึ้นหรือจะลงก็สนุกไปกับมันครับ เมื่อใช้กลยุทธ์นี้ก็ไม่จำเป็นต้องเอาเวลาไปนั่งลุ้นการเปลี่ยนแปลงของราคาตลาดรายวัน และสามารถใช้เวลาเหล่านั้นไปศึกษาข้อมูลในเชิงลึกได้มากขึ้นครับ



Create Date : 11 มิถุนายน 2553
Last Update : 11 มิถุนายน 2553 10:21:07 น. 4 comments
Counter : 452 Pageviews.

 


โดย: นนนี่มาแล้ว วันที่: 11 มิถุนายน 2553 เวลา:10:50:42 น.  

 
แล้วถ้าเราขายเมื่อตอนได้กำไร 10% แล้วหุ้นกลับขึ้นต่อไปเรื่อยๆ เงิน 2000 นี้เราจะเก็บไปเรื่อยๆ หรือโยกไปซื้อตัวอื่นแทนค่ะ


โดย: ชาวสวน VI IP: 125.27.53.143 วันที่: 11 มิถุนายน 2553 เวลา:15:44:28 น.  

 
ชีวิตจริงมักไม่ได้ทำตามแผนที่วางไว้เสมอ


โดย: ดุรง IP: 202.176.132.224 วันที่: 11 มิถุนายน 2553 เวลา:22:12:51 น.  

 
มันจะมีแบบว่า

- ซื้อปุ๊บ ดอยปั๊บ แถมเงินหมดด้วย
- ซื้อปุ๊บ ลงปั๊บ โปะปุ๊บ ลงต่อ โปะอีก ลงต่อ โปะอีก อ้าว เงินหมดซะละ...
- ซื้อปุ๊บ นิ่งไปเป็นชาติ ปันผลก็ไม่มี

แบบนี้ทำไงดีฮะ...


โดย: เม่าจ้า IP: 124.157.155.220 วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:0:38:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.