Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2558
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
22 ธันวาคม 2558
 
All Blogs
 
อุษาโคมคำ ตอนที่ 12







ไปตามพระองค์คำกับเจ้าขวัญกันต่อ ฉลองเถ้าอธิษฐานพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 2 ค่ะ เย้ๆ 

.............

(12)

หญิงสาวฉวยผ้าคืนมาได้จึงรีบตวัดห่มพันกาย ดีดตัวถอยห่างราวสรีระกำยำของบุรุษเบื้องหน้าเป็นเหล็กร้อนเผาไฟ 

พญาสุวรรณมุขทวารทอดพระเนตรเห็นนางกลั้นลมหายใจจนผิวแก้มเรื่อเลือดฝาดเปลี่ยนเป็นสีเขียว ก่อนจะถอนหายใจตบมือลงบนกลางอกหลังเหน็บชายผ้าแล้วเสร็จ บัดเดี๋ยวขวยเขิน บัดเดี๋ยวหันมาหน้าขึงมองค้อน กิริยาของนางทำให้ผู้พบเห็นสามารถพิศตามอย่างเพลินตา 

ทรงละสายพระเนตรจากร่างบาง โน้มวรกายลงเก็บผลจันขึ้นมาจากพื้น กลิ่นของมันหอมหวานคล้ายกลิ่นกายนางที่ยังตรึงตราอยู่ในนาสิก

ขวัญอรุณบิดมือกระวนกระวาย กลัวว่าเขาจะลงโทษเหมือนครั้งก่อนจึงชิงเอ่ยปาก “ข้าบ่ได้จักขโมยนะเจ้าคะ” 

“บ่ขโมยแลขึ้นต้นไม้ด้วยเหตุใด” 

“ข้า...ข้าก่ขึ้นไปชมวิว เอ๊ย...ชมวัง” เธอพยายามสรรหาเหตุผลสนับสนุนให้น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น “หันต้นไม้นี้สูงดีก่เลยปีนเจ้าค่ะ”

“กฎมณเฑียรบาลปรามไว้บ่รู้รึ”

“บ่เจ้าค่ะ ข้าเพิ่งเข้าวังหนนี้เปนหนแรก” นางกลับหลุบตามองพื้น พึมพำต่อคำแทนที่จะยอมรับผิดโดยดี

“หนใดก่ต้องรู้ด้วยตน บ่แม่นเด็กน้อย หญิงผู้โตแล้วเพิ่นบ่ปีนต้นไม้กันดอก” ทรงถอนปัสสาสะ หยุดตรึกตรองไปอึดใจพลางตรัสผ่อนปรน “ต้นจันนี้ดกดื่นเก็บกินก่บ่ทัน สูจักเก็บไปบ้างก่บ่เสียหลาย”

“ได้ฤาเจ้าคะ” คน ‘ไม่ขโมย’ ตาวาว ครั้นสบดวงเนตรดำคมเหมือนรู้เท่าทัน ขวัญอรุณรีบกลับลำแสร้งทำหน้าเฉยทำเป็นไม่สนใจ “ลูกไม้นี้รสหวานก่บ่สุด ยังฝาดลิ้น ข้าบ่ติดใจใคร่ได้ดอกเจ้าค่ะ” 

ผู้เป็นใหญ่คลึงผลจันบนอุ้งหัตถ์ก่อนประทานส่งให้ เชิญชวนแกนบังคับให้เจ้าหล่อนรับไปกินเดี๋ยวนี้ หญิงสาวจำยอมกระทำตามคำสั่งอย่างไม่เต็มใจ หวาดระแวงว่าอาจถูกหลอกแกล้ง ทว่าพอได้กัดกินเข้าไปคำหนึ่งลูกจันมีแต่ความหวานฉ่ำไม่มีความฝาดหลงเหลืออยู่แม้สักนิด

“รสหวานจังเจ้าค่ะ” รอยยิ้มไร้จริตมารยาเสริมส่งให้ดวงหน้าละไมกระจ่างใส ดวงตาเป็นประกายเหมือนเด็กได้ค้นพบของเล่นใหม่ ขวัญอรุณเอาอย่างเขา นั่งยองกระโดดไปเก็บลูกจันบนพื้นลูกโน้นลูกนี้ขึ้นมาคลึงกับฝ่ามือ พอลองชิมอีกหนถึงรู้ว่าเคล็ดลับการทำให้ลูกจันหายฝาดหวานอร่อยทำได้ง่ายแค่นี้เอง

ดวงเนตรดำขลับปรากฏรอยสรวลเจือแววเอ็นดู หญิงสาวไม่ทันสังเกตเพราะฉับพลันมันก็เลือนหายไปเมื่อมีบุคคลที่สามเข้ามาแทรกขัดจังหวะ นางข้าไทจากพระตำหนักคุกเข่าลงหน้าพระพักตร์

“พระกรรโลงครรภ์หื้อนำตัวนางเข้าเฝ้าเจ้าค่ะ”

“ที่แท้เจ้าก่มาหาแม่ข้า” กษัตริย์หนุ่มแลเห็นนางมองลูกจันแล้วพะวักพะวงที่ต้องจากไปจึงตรัสราวกับแกล้ง “เสียดายลูกไม้ทังหลายเจ้าบ่ใคร่ได้ จักปล่อยละก่เสียประโยชน์ไปเปล่า เอ้าหมู่สูจงเร่งมือเก็บหื้อเสี้ยง” 

“อ๊า...” ขวัญอรุณอ้าปากจะค้าน 

ใครว่าไม่อยากได้ เธออยากเก็บไปจะแย่แล้ว!

“อันใด เจ้าใคร่ได้รึ” พระหัตถ์ใหญ่พลิกผลลูกจัน ตรัสทวนถามซ้ำ 

หญิงสาวสั่นหน้า กัดริมฝีปาก ให้ตอบว่าอยากได้ก็เท่ากับยอมรับว่าเมื่อกี้ตั้งใจขโมยน่ะสิ

“อันใดแน่” พระองค์ทรงว่า ครั้นพอรับสั่งให้ข้าไทสองสามนางแถวนั้นให้ช่วยกันเก็บผลจันทั้งบนพื้นและบนต้นให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่ลูกเดียว นางก็ทำหน้าเฉาส่งสายตาอาวรณ์ มองตาละห้อย

ใจร้าย...จะกลับมาเก็บตอนขากลับสักหน่อย อดกัน! 

ขวัญอรุณถูกนางสนองพระโอษฐ์ของพระกรรโลงครรภ์เร่งเร้าให้รีบไปเข้าเฝ้าโดยไม่ทันได้จิ๊กเอาลูกจันติดมือมาสักลูก ภายในพระตำหนักที่ประทับตบแต่งไว้อย่างสวยงามด้วยเครื่องเรือนไม้ปิดทองและแกะสลัก ไม้กระดานทุกแผ่นถูกขัดถูจนขึ้นเงามัน เดินแล้วให้สัมผัสลื่นเท้า กลิ่นบุหงาน้ำอบน้ำปรุงหอมฟุ้งไปทั่วนับตั้งแต่หญิงสาวก้าวเข้ามาในตัวอาคาร พอเดินมาจนถึงหน้าพระที่นั่ง ร่างบางจึงทรุดลงนั่งพับเพียบพลางก้มกราบสตรีซึ่งประทับอยู่บนตั่งทอง 

“สูรึอยู่บนเรือนปู่เจ้าแถนหลวง มาทางเพ้หื้อข้าแลหน้าชัดแจ้ง”   

ขวัญอรุณลอบมองพระนางอุรสาเทวีผู้มีความงามดั่งดวงจันทร์แม้วัยจะล่วงเข้าสู่ช่วงกลางคน พระนางเป็นอีกคนหนึ่งที่มีชื่อจารึกอยู่ในตำนานพิสดาร ให้มองอย่างไรนางก็เป็นเพียงสตรีธรรมดาที่ไม่มีทางคลอดเด็กออกมาทางปากได้ ดังนั้นเรื่องทั้งหมดน่าจะเกิดจากการใส่ความเพื่อทำลายราชสำนักให้เกิดการแตกแยกมากกว่า 

“ไปไว” นางระสีกระซิบเร้าหญิงสาวที่นั่งเหลอหลา ผู้เป็นชาววังเก่าแก่ถึงกับยกมือขึ้นทาบอกอุทานเมื่อเห็นแม่สาวผู้มาใหม่คลานสี่ขาเร็วๆ เข้าไปหาสตรีผู้เป็นนายตน “แลนางสิเจ้าคะ”

“ดูทีจักบ่มีผู้ใดสอนสั่ง” พระนางอุรสาเทวีปรารภ “ชื่อว่าอันใด”

“ขวัญอรุณเจ้าค่ะ มียายสอน ท่านครู...ปู่เจ้าแถนหลวงก่สอนวิมลากเจ้าค่ะ” ขวัญอรุณแย้งเสียงแจ้ว ออกจะมีคนสอนเธอตั้งมาก จะว่าไม่มีใครสั่งสอนได้อย่างไร

“พระเทวียังบ่ถาม บ่ต้องสอด” นางระสีทำตาดุ 

“ชื่อยาวแปลกหูอย่างหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ แม้นกลับบ่รู้ธรรมเนียมในวัง มีคนสอนสูแล้วรึ”

“ยายสอนมารยาท ท่านครูก่สอนลายสือเจ้าค่ะ” ขวัญอรุณตอบตามตรง ประสาอะไรกับการเตรียมตัวเรื่องมารยาท จนบัดนี้เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกเรียกตัวเข้าวังมาด้วยเรื่องอะไร 

“เรียนลายสือเปนการของผู้ชายเพิ่น ผู้หญิงควรเรียนขนบธรรมเนียมแลงานเรือนก่พอ”  

“งานเรือนก่เปนเจ้าค่ะ แต่บ่คล่องเท่าใด” ถ้าไม่มีกทลีคอยสอนและป้าเสื่องคอยเอ็ดเธอคงทำเสียมากกว่าทำสำเร็จ

“ยินว่าสูเจ้าบ่มีเชื้อสาย แถนหลวงจิ่งอุปการะไว้ แล้วยายไปที่ใดเสียเล่า” พระนางอุรสาซักไซ้ไล่เลียงโดยไม่รู้ว่าคำถามง่ายๆ จะทำให้ผู้อ่อนวัยกว่าน้ำตาปริ่ม 

“ยาย...บ่อยู่กับข้าแล้วเจ้าค่ะ” ขวัญอรุณเสียงสั่นเครือ บังคับไม่ให้หยดน้ำไหลกลิ้งหล่นลงมาจากดวงตา ผ่านมาขวบปีที่เธอพยายามทำใจไม่นึกถึง ทว่าพอถูกเท้าความให้รำลึกย้อนก็อดอาลัยหาหญิงชราผู้อยู่ห่างไกลไม่ได้

“ตายแล้วฤา เหลือตัวคนเดียวน่าเวทนานัก แล้วอยู่ด้วยอาศรมปู่เจ้าสุขสบายดีรึไม่”

“สุขสบายดีเจ้าค่ะ ท่านครูเมตตาอย่างญาติพี่น้อง” หญิงสาวปาดน้ำตา สีหน้าแช่มชื่นขึ้น ถึงอย่างไรก็มีไทวะที่ดีกับเธอมาก 

“อย่างพี่อย่างน้อง แต่บ่ได้เบ่งมาจากท้องเดียวกันก่คงบ่งามเท่าใด” พระนางกล่าวติงตามที่ดำริ “ชายหญิงบ่ได้ออกเรือนบ่ควรอยู่ด้วยกันในที่ลับ”

“มีกทลี...ข้าไทท่านครูอยู่ด้วยเจ้าค่ะ” ...ยังมีป้าเสื่องที่คอยสอดส่องหูตาพราวและทุมมาที่คอยเป็นมารผจญอีกหน่อ

“ก่วางใจบ่ได้ดอก ไหนมาหื้อข้าแลหน้าอีกสักเทื่อ” พระนางทอดพระเนตรหญิงสาวอย่างพินิจพิจารณาถี่ถ้วนราวกับกำลังจำแนกเพชรออกจากกากอัญมณี “ดวงตาสุกใส เครื่องหน้าแชล่ม ผิวพรรณดี อายุเท่าใดแล้ว”

“ย่างซาวสาม ปลีเจ้าค่ะ”  

พระนางอุรสาเทวียกพระหัตถ์ขึ้นทาบพระอุระ อุทานออกมาด้วยความตระหนกเช่นเดียวกับนางระสีและข้าไทอีกหลายนางภายในห้อง

“เจ้าว่าซาวสามปลีรึ หั้นก่เลยวัยออกเรือนมานานอักโข อันใดเจ้าจิ่งบ่มีเรือนไปเสียเล่า” มีผู้หญิงไม่น้อยที่ออกเรือนไปตั้งแต่สิบเอ็ดสิบสอง พออายุเท่านี้หลายคนก็มีลูกเป็นขโยงกันหมดแล้ว ไม่เหลือค้างเถาเป็นแตงเฉาตายอย่างนี้หรอก  

ขวัญอรุณไม่รู้จะอธิบายให้ผู้หญิงในยุคสมัยนี้เข้าใจได้อย่างไรถึงโทษของการรีบแต่งงานมีลูกในขณะที่ร่างกายยังไม่พร้อมเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว และยิ่งไม่สามารถอธิบายเรื่องการข้ามเวลามาจากโลกอนาคต อันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เธอไม่มั่นใจที่จะลงหลักปักฐานแต่งงานกับผู้ชายในยุคโบราณคนไหน

ดังนั้นเพื่อเป็นการง่ายที่สุดหญิงสาวจึงเริ่มแต่งนิทานเล่าเรื่องชีวิตอันแสนลำบากยากเข็ญ เริ่มตั้งแต่การอพยพมาจากดินแดนทางเหนือเพื่อหนีโรคระบาด ญาติพี่น้องที่เดินทางมาด้วยกันตายหมดระหว่างทาง ต่อมาเจอพวกโจรป่าก็หนีจนพลัดตกน้ำเกือบเอาชีวิตไม่รอดกระทั่งได้ปู่เจ้าแถนหลวงเป็นหน่วยกู้ภัยช่วยเหลือเอาไว้ 

เพื่อความสนุกเธอจึงตีไข่ใส่สีเพิ่มอีกนิดหน่อย จับซีรีย์เรื่องนั้นมาผสมเรื่องนี้กว่าจะรู้ตัวอีกทีคนในห้องก็พากันนั่งตาแดงก่ำหยดน้ำใสคลอหน่วย บ้างซับน้ำตาด้วยความสมเพชเวทนา พระนางอุรสาเทวีถึงกับปรารภว่าที่แท้ยังมีผู้ทุกข์ระกำกว่าตัวนางอยู่ แม้นมีหญิงสุวรรณโคมคำประสบความลำบากสาหัสก็คงไม่เทียบเท่าขวัญอรุณเคยเผชิญเป็นแน่แท้

มันจะไปเท่าได้อย่างไรเจ้าคะ นี่มันรวมมิตรนางเอกเกาหลีเชียวนะ…

เจ้าหล่อนยกมือขึ้นปาดน้ำตาหน้าหมองด้วยความทุกข์ตรมสมจริง

“เถิงว่าบ่มีผู้คอยบ่ม กิริยาจิ่งโดกเดกเปนม้าห้อ หั้นนุ่งผ้าอย่างใดมาหื้อข้าแลดู” พระเทวีส่ายพระพักตร์ กวักพระหัตถ์ให้หญิงสาวยืดกายขึ้น “นุ่งผ้าก่ต้องหื้อสอน”  

ถ้าไม่เป็นเพราะลูกชายของท่าน ผ้าแถบของขวัญก็คงอยู่สวยงามดีหรอกเจ้าค่ะ 

ร่างบางอยู่นิ่งให้ระสีช่วยพันผ้ามีพระนางอุรสาเทวีคอยกำกับ “เปนลูกผู้หญิงต้องแต่งกายหื้องาม แม้นนุ่งบ่เปนก่เปลือยถันไปแลบ่ลักลั่น”

ให้เปลือยออกเดินฉุยฉายไปมาอวดฟ้าอวดดินเธอไม่เอาด้วยหรอก เพียงแค่คิดก็รู้สึกจั๊กจี้ขึ้นมาจนขนต้นคอลุก อดแก้มแดงซ่านหลุดหัวเราะเขินๆ ออกมาไม่ได้

“มีอันใดน่าหัวร่อ” พระเทวีทำพระเนตรดุ หากหทัยอ่อนยามเห็นดวงหน้าจิ้มลิ้มคลี่ยิ้มแต้ ผู้ใดได้เห็นก็คงอดเอ็นดูนางไม่ได้ “ปู่เจ้าแถนหลวงก่อย่างใด งำเจ้าไว้ในอาศรมเมื่อใดจักได้ออกเรือน แลงานลูกผู้หญิงก่บ่เปนสักอย่าง ภายหน้าชายผู้ใดมันจักเอาเปนเมีย”

“แลบ่เหมือนซาวสามเลยนะเจ้าคะ” ระสีกระซิบกับผู้เป็นนาย  

“ข้าก่ว่าหั้น”

ขวัญอรุณพยักหน้าเออออห่อหมก พระนางทอดพระเนตรเห็นจึงถาม “เจ้าพยักหน้า หมายเถิงหันพ้องแม่ระสีเพิ่นฤา”

“ยายก่ชอบว่าประนี้เจ้าค่ะ ว่าข้าโตแต่ตัว” 

“แลท่าบ่ผิดคำยายเจ้าเท่าใดดอก” ผู้เป็นใหญ่ในราชสำนักฝ่ายในทรงพระสรวล นึกนิยมหญิงสาวผู้นี้ในพระทัย แม้นกิริยายังต้องขัดเกลา ทว่านางก็แสดงออกถึงการมีไหวพริบอันฉลาดเฉลียว แต่ไม่ถึงกับมากเล่ห์จนกระทั่งเชื่อถือไม่ได้ 

เอาเถิดในเมื่อนางไม่ได้มีท่าทีอย่างผู้เก่งกล้าอาคม หรือมีแวววิปริตเป็นเภทภัย พระนางก็วางพระทัยว่าจะไม่ชักนำให้ทั้งปู่เจ้าแถนหลวงและพระองค์คำไขว้เขวผิดจารีตจนเกิดการห้ำหั่นกันเพื่อนารีคนเดียว แต่ถ้าให้ดีควรนำหญิงสาวมาอยู่ใกล้หูใกล้ตา เผื่อว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงจะได้แก้ไขยับยั้งทันท่วงที แม้นขวัญอรุณสงบเสงี่ยมเจียมตนก็จะจัดแจงหาบุรุษผู้ดีให้แก่นางสักผู้เพื่อตบแต่งออกเหย้าออกเรือนไปเสียสิ้นภาระแถนหลวง 

กระนั้นก็ยังทรงหนักพระอุระอยู่ว่า...ท่าทางพยศซุกซนเช่นนี้จะมีบุรุษผู้ใดเอาอยู่กันหนอ!



หลังทูลลาพระกรรโลงครรภ์ขวัญอรุณจึงเดินทางกลับเรือนอย่างปลอดโปร่งโล่งอก พระนางอุรสาเทวีน้ำพระทัยดีไม่เห็นดุเหมือนกับที่เธอกลัวไปก่อนล่วงหน้า เทียบกับพญาสุวรรณมุขทวารแล้วไม่น่าเชื่อว่าเป็นแม่ลูกกันได้ 

ร่างบางเดินผ่านประตูเข้ามาได้ไม่ทันไรก็ได้กลิ่นหอมหวานคุ้นจมูกลอยมาต้องจมูก พอส่ายสายตามองหาจึงเห็นลูกไม้สีเหลืองอ่อนกองโตวางกองอยู่กลางห้องละลานตาทีเดียว

“โห...” เจ้าหล่อนถลาเข้าไปหาด้วยความตื่นเต้นดีใจ พอเห็นไทวะเดินออกจากห้องมาจึงร้องถามด้วยน้ำเสียงเหมือนคนเพิ่งขุดเจอขุมทรัพย์ “ลูกจันนี่มาจากไหนเยอะแยะคะเนี่ย” 

“พระองค์คำพระราชทานให้คนนำมาถึงเรือน” ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่ข้างกองผลไม้หอม ยกมือขึ้นกอดอกสีหน้าไม่ไว้วางใจเท่าใดนัก “ไม่รู้คราวนี้ทรงคิดอะไรอยู่”

คงมีเพียงขวัญอรุณที่รู้ความหมาย หญิงสาวชะงักนิ่งกำผลลูกจันในมือแน่น นึกอยากปาทิ้งออกหน้าต่างไปเสียให้หมดทั้งกอง ผู้ชายน่าโมโหคนนั้น พญาสุวรรณมุขทวารทรงจำได้เต็มสติเลยทีเดียวว่าหญิงสาวคือใครอยู่ที่ไหน แต่กลับแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จงใจเก็บผลจันจนหมดแล้วแกล้งส่งมาเยาะเย้ยให้เธอเจ็บใจเล่น 

คนเจ้าเล่ห์! 



ข่าวการเข้าวังเป็นหัวข้อสนทนาของคนที่อยู่ด้านล่างอาศรมในค่ำวันนั้น ทุมมาย่ำเท้าอย่างไม่พอใจพลางมองขึ้นไปบนเรือนด้วยความริษยาเมื่อทราบว่าขวัญอรุณเป็นที่โปรดปรานกระทั่งถูกเรียกตัวเข้าไปเป็นข้ารับใช้เบื้องพระบาท ในสถานที่อันสูงส่งซึ่งหญิงไพร่ทั่วไปคงไม่มีวาสนาแม้ได้เข้าไปเห็น 

“สูจักโมโหไปอันใดทุมมาเอ้ย...เพิ่นไปพ้นหูพ้นตาบ่ใจบานฤา” นางเสื่องที่นั่งเด็ดผักอยู่บนแคร่เตี้ยๆ ถามอย่างรำคาญใจ

“มันไปได้ดิบได้ดีป้าจักหื้อข้าใจบานได้อย่างใด ปู่เจ้าหนอปู่เจ้าข้าก่อยู่รับใช้เพิ่นมาหลายปลี จักส่งอ้ายอีผู้ใดเข้าวัง อันใดจิ่งบ่หื้อข้าไปเล่า ไปเอาอีบ่มีหัวนอนปลายตีนไปหื้อเสียราศีข้าไทท่านได้อย่างใด” หญิงสาวกระฟัดกระเฟียด 

ถ้านางได้เป็นนางในก็จะมีศักดิ์มีศรีคู่ควรกับปู่เจ้าแถนหลวง หรืออย่างน้อยวัยสาวสะพรั่งก็อาจเป็นที่ต้องตาต้องใจชายหนุ่มในรั้ววังที่น่าจะดีกว่าผู้ชายหยาบกระด้างตามหมู่บ้านเช่นนี้แน่

“พี่ทุมมาก่ใคร่เข้าวังฤา ข้าว่าบ่ไหวดอก” เด็กหนุ่มกำลังเติมเชื้อฟืนเข้าเตาไฟ 

“อันใด อ้ายกทลี! สูว่าข้าเปนนางกำนัลบ่ได้รึ ข้าเปนงานน้อยกว่าอีนางผู้หั้นฤาไร” ทุมมาหันมามองตาเขียว

“ก่เพิ่นว่าผู้เปนนางในมีอยู่สองเหตุ หนึ่งมีเชื้อสายตระกูลงาม สองมีรูปกายกิริยางาม แต่ข้าบ่หันว่าพี่จักมีสักอย่าง แล้วจักเปนได้อย่างใด” 

“ฮึ้ย...อ้ายกทลี สูว่าข้ารึ!” นางชี้หน้าโกรธเกรี้ยวย่างสามขุมเข้าไปไล่ตี หากอีกฝ่ายก็รู้งานรีบลุกหลบไปอย่างรวดเร็ว เพียงปรู๊ดเดียวก็คว้าหม้อผักลวกที่เทน้ำร้อนทิ้งจนเหลือแต่ผักวิ่งขึ้นเรือนไป ทิ้งทุมมาชี้นิ้วด่าไล่หลังโฉงเฉง

กทลีเบาฝีเท้าเมื่อวิ่งขึ้นมาถึงด้านบน ขวัญอรุณกำลังนั่งสนทนากับแถนหลวงอยู่กลางเรือน เด็กหนุ่มขโยมค่อยๆ เทผักลงบนแผ่นใบตองสะอาด ก่อนจะประคองยกมาวางตรงหน้าสองหนุ่มสาว รวมกับสำรับอาหารที่มีข้าว น้ำพริกและปลาปิ้ง 

“น่ากินจังกทลี ขอบใจจ้ะ” ขวัญอรุณคลี่ยิ้ม คนที่นี่ไม่มีใครกินผักลวกเพราะนิยมเด็ดผักสดจิ้มกินกับพริกหรือเกลือมากกว่า เมื่อครั้งแรกที่ขอให้นำผักไปลวกทุกคนจึงทำหน้าพิกล ยกเว้นแถนหลวงซึ่งเข้าใจ 

“เจ้าก่ไปหาข้าวปลากินเถิด อิ่มหนำแล้วก่ค่อยขึ้นมาเก็บสำรับ” 

กทลีจุดตะคันไฟวางทิ้งไว้อย่างรู้หน้าที่ก่อนจะปลีกตัวลงไปช่วยงานนางเสื่องและทุมมาด้านล่าง แว่วเสียงสนทนาเป็นภาษาที่เขาไม่รู้จักดังมาจากคนทั้งสอง เป็นอีกครั้งที่เด็กหนุ่มนึกสงสัยว่าดินแดนอันไกลโพ้นที่ปู่เจ้าเคยอยู่นั้นอยู่ที่ใด ผู้คนในเมืองนั้นเป็นอย่างแถนหลวงและขวัญอรุณทุกคนหรือไม่ 

บางคราเขาก็รู้สึกว่าทั้งคู่มีอะไรพิเศษไม่เหมือนกับคนทั่วไป ไม่รู้ทำไมจึงคิดเช่นนั้น...

“เอาไว้ไปอยู่ในวังก่อนเถอะ ขวัญจะสอนคนที่นั่นกินผักลวกให้หมดเลย” พอเด็กหนุ่มคนสนิทของแถนหลวงล่าถอยไปขวัญอรุณก็เอ่ยทีเล่นทีจริง ขณะที่คนฟังกลับคลี่ยิ้มเห็นใจ

“คงเครียดสินะที่ต้องเข้าวัง ถ้าไม่สบายใจก็แสดงออกมาเถอะ” 

“เปล่าสักหน่อย ใครว่าขวัญเครียด” หญิงสาวแย้งเสียงเบา ใบหน้าเนียนแดงด้วยความละอายที่ถูกอีกฝ่ายมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ดังคำกล่าวของเขา เธอกำลังไม่สบายใจอย่างมาก หวาดกลัวทุกสิ่งทุกอย่างที่รออยู่เบื้องหน้า รู้ทั้งรู้ว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงแต่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินต่อไป 

การร้องไห้ฟูมฟายเหมือนเมื่อครั้งมาถึงที่นี่ใหม่ๆ ไม่เคยเกิดขึ้นอีก ขวัญอรุณตัดสินใจจะดำเนินชีวิตอย่างเข้มแข็งเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับไทวะ ไม่อยากให้เขาต้องลำบากใจหากวันหนึ่งดอกเตอร์หนุ่มต้องจากไปตามครรลองแห่งโชคชะตา โดยหวังว่าก่อนจะถึงวันนั้นเธอจะสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองให้เขาเห็นและไว้วางใจได้ในเวลาที่ไม่อาจอยู่เป็นที่พึ่งดูแล

ไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่งขวัญอรุณต้องถูกโดดเดี่ยวอยู่ในยุคโบราณแห่งนี้ตามลำพัง ตัวคนเดียวโดยที่เหลียวหาไปทางไหนก็มีแต่คนแปลกหน้า...ต่างเชื้อชาติเผ่าพันธุ์...ต่างความเป็นมา...ไม่มีใครที่เหมือนเธอเลย

มือบางสั่นระริกขณะหยิบกับข้าวเข้าปาก หยดน้ำตาหยดไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว กระนั้นหญิงสาวก็ยังฝืนยิ้มยัดของเข้าไปเต็มปาก แถนหลวงรามือจากสำรับอาหารโน้มตัวไปโอบไหล่บอบบางเข้ามาหา กระซิบปลอบเบาๆ 

“ไม่เป็นไร...แล้วพี่จะไปเยี่ยมนะ” 



ท้าวระสีแจกแจงถึงภาระหน้าที่ของนางกำนัลที่มีอยู่อย่างชัดเจนสิบสองตำแหน่ง ได้แก่ กำนัลรับพระหัตถ์ กำนัลพระขันหมาก กำนัลน้ำเสวย กำนัลพัชนี กำนัลพระสำอาง กำนัลพระมาลา กำนัลพระบังคน กำนัลพระไสยาสน์ กำนัลทิพยรส กำนัลพระโภชน์ กำนัลพระโอษฐ์ และกำนัลทาพระองค์ หน้าที่อื่นๆ ที่เหลือจากข้างต้นดังกล่าวเป็นงานของนางข้าไททั่วไป 

“นางกำนัลพระหัตถ์หมายเถิงให้รับมือกับพระองค์ฤาเจ้าคะ” ขวัญอรุณถามเสียงตระหนก แค่คิดว่าต้องรับมือกับเจ้าขุนมูลนายที่เอะอะก็สั่งตัดหัวเธอก็ขยาดล่วงหน้าแล้ว 

“มีหน้าที่รับและถวายของที่พระองค์ประสงค์ทรงใช้” ผู้แก่กว่านิ่วหน้าตอบ

“แลนางกำนัลพระโอษฐ์เล่า ต้องถวายพระกระยาหารเถิงปากแม่นก่เจ้าคะ” นางในคนใหม่ลูบอก หน้าที่อะไรหนอให้มาป้อนข้าว พิลึกจริงๆ เชียว 

“นางกำนัลพระโอษฐ์เพิ่นไว้สนองพระดำรัสแห่งกัมรเตงไผทโกรม แลพระเสาวนีย์แห่งพระกรรโลงครรภ์” 

ผู้รั้งตำแหน่งคุณท้าวถึงกับเพ้ยเอ็ดหันขวับกลับมา นางผู้นี้ดูพิศเพียงดวงตาก็ว่าฉลาดเฉลียว แต่ท่าทางจะโง่กว่าที่เห็นเสียกระมัง 

“สูเพิ่งเข้ามาอยู่ก่ค่อยฝึกปรือมือการงานทังหลายไป เมื่อแวดครบถ้วนจิ่งค่อยมาแลอีกเทื่อว่าเหมาะแก่การใด”

ขวัญอรุณก้มหน้าก้มตาจดจำ ทวนถึงตำแหน่งนางพระกำนัล ‘ทิพยรส’ ก็นึกสงสัยอีกว่าจะต้องไปต้มน้ำปลาแบบ ‘ทิพรส’ หรือไม่ เอาไว้คุณท้าวอารมณ์ดีกว่านี้ก่อนเถอะเธอค่อยถาม 

สิบสองนางพระกำนัลเป็นเพียงตำแหน่งหน้าที่ประจำ มีนางพระกำนัลทำหน้าที่ตำแหน่งละสองนาง ยกเว้นนางพระกำนัลพัชนีตำแหน่งละแปดนาง เข้าเวรยามผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่คราวละสองนาง ทำหน้าที่ครั้งละสองชั่วโมง ดังนั้นนางกำนัลที่ดูแลพระองค์ทั้งสองจึงมีอย่างน้อยหกสิบถึงหนึ่งร้อยนางทีเดียว ยังไม่นับนางข้าไทซึ่งยังไม่ได้เข้าเป็นนางพระกำนัลอีกนับไม่ถ้วน 

ขวัญอรุณปาดเหงื่อ ไม่มีทางที่เธอจะจำหน้าเพื่อนร่วมงานได้หมดทั้งวัง ยังไม่นับสนมนางห้ามทั้งหลายอีก ที่เขาว่ากษัตริย์โบราณมีนางสนมสามพันคน แบบนั้นคงมีนางพระกำนัลเป็นหมื่นๆ ได้ละมัง! 



ชายฉกรรจ์ผู้ฝึกทักษะการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ต่างส่งเสียงตะโกนกู่ปากให้กำลังใจคู่ประลองกลางวงกันเอ็ดอึง ฝ่ายหนึ่งเป็นนายทหารฝีมือฉกาจไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่ศัตรูหน้าไหน ขุนศรีสูรยะ ส่วนอีกฝ่ายเป็นเจ้าชีวิตผู้สามารถนำทัพบุกตีช่วงชิงชัยชนะมาจากอริราชทั่วสารทิศ พญาสุวรรณมุขทวารบดี

หากวัดด้านทักษะฝีมือทั้งคู่ดูจะมีความเสมอภาคเท่ากัน ทว่าด้านความอึดและพละกำลังศรีสูรยะผู้เป็นขุนศึกเห็นจะมีมากกว่า แต่ถ้าเทียบความเฉียบไวฉลาดเฉลียวซ้อนเล่ห์เชิงกลพระองค์คำนั้นเหนือกว่าหลายขุม เวลานี้จึงไม่อาจตัดสินล่วงหน้าได้ว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายกำชัยชนะ

 “น่าหลากใจแท้...” 

“มีอันใดฤาขอรับ” ทหารหนุ่มผู้ยืนชมการประลองอยู่ อดสงสัยในคำรำพันของผู้เป็นหัวหน้าอำมาตย์ใหญ่ไม่ได้ เขาเป็นชายวัยห้าสิบเศษ ขนคิ้วขาว เส้นผมเปลี่ยนเป็นสีดอกเลาทั้งศีรษะก่อนวัยอันควร ด้วยตรากตรำทำงานหนักมาตั้งแต่เริ่มสร้างแผ่นดินในสมัยพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อน

“แลหั้นมันต่อยตีเทียมท่าน...สูบ่หลากใจในศรีสูรยะบ้างฤา”

“ข้าจักหลากใจอย่างใดท่านปุษยเกตุ หมู่เราต่างประจักษ์ว่าในสุวรรณโคมคำนี้หนา ผู้ที่ต่อยตีกับพระองค์คำได้เกินสามยกก่มีเพียงศรีสูรยะผู้แกล้วกล้า”

“ก่ด้วยหัวเหตุอันหั้นเล่า ข้าจิ่งแคลงใจวิมลากว่าเจ้าขุนหนุ่มไปฝึกฝีมือมาจากหนใด”

นานวันปุษยเกตุอำมาตย์ก็ยิ่งใคร่ครวญหนักถึงความสงสัย หากเทียบกับผู้สืบเชื้อสายหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ซึ่งต้องร่ำเรียนศาสตร์ทั้งสิบแปดแขนงโดยอาจารย์ผู้แก่กล้าเชี่ยวฉกาจในแขนงวิชาดังกล่าว บุรุษอื่นใดที่มีชาติกำเนิดต้อยต่ำกว่าย่อมไม่น่าจะมีความเก่งกาจเทียมผู้ถูกเคี่ยวกรำมาเกือบตลอดพระชนม์ชีพ

“หันว่าวัยเยาว์ได้ภาดร ผู้เปนทหารมีฝีมือสอนสั่ง ครั้นเติบใหญ่ก่ฝึกเอากับกาบกล้วยครูมวยในกำปง ท่านมหาอำมาตย์หัวร่ออันใด...”

“มันบอกว่าหั้นสูก่ปักใจเชื่อฤา” ปุษยเกตุยกมือขึ้นกอดอก สายตาจับจ้องไปยังบุรุษทั้งสองที่กำลังสลับกันออกอาวุธและหลบหลีก “ข้าว่ามันงำฝีมือไว้ด้วยบ่รู้ว่าเจตนาใด”

“เท่าหั้นก่จักทานเดชาพระองค์คำบ่ไหวแล้วนา บ่น่าเก็บงำดอกขอรับ” ทุกคนต่างรู้ดีว่าถ้าไม่ใช้กำลังและทักษะฝีมือทั้งหมดจนสิ้นกระพี้ก็ไม่อาจรอดพ้นจากการเจ็บตัวในการจับคู่ฝึก 

“สูก่แลวันหน้าเถิด” อำมาตย์สูงวัยตัดบทแล้วเดินออกไปรับเสด็จ ทว่าทันที่ที่พญาสุวรรณมุขทวารทรงหย่าการประลองพระองค์ก็ทรงร้องหาอาชาคู่หทัยจากนายอัศวรักษ์ ปุษยเกตุจึงรีบทูลกิจสำคัญอันเป็นสาเหตุให้เขาต้องมารอเข้าเฝ้าถึงขอบลานฝึกทหาร “ข้าราชทูตจากโพธิสารหลวงเพิ่งมาเถิงเมื่อครู่ ใคร่ขอพระราชทานกรรุณาเข้าเฝ้าพระบาท” 

“โพธิสารหลวง ส่งราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสุวรรณโคมคำรึ” ชื่อเมืองนั้นรั้งความสนพระทัยจากผู้เป็นใหญ่ได้ชะงัด ทรงโบกพระหัตถ์ให้คนนำม้าไปเก็บ จากนั้นจึงผินพระพักตร์กลับมายังมหาอำมาตย์ 

“ขอรับ ข้าพระบาทหื้อหมู่เขารั้งอยู่นอกกำแพงเมืองชั้นนอก กัมรเตงอัญจักมีพระประสงค์หื้อเข้าเฝ้าเมื่อใด” ผู้เป็นอำมาตย์ไม่ได้สังเกตเห็นรอยวับวาวในดวงเนตรสีนิลซึ่งทอประกายขึ้นมาอย่างน่ากลัววูบหนึ่งก่อนจางหาย

“บ่แคล้ววันนี้ก่มาเถิง” สุวรรณมุขทวารแย้มพระโอษฐ์ก่อนจะสรวลขึ้นมาเสียงดังทำให้ปุษยเกตุรวมถึงข้าราชบริพารทั้งหลายถึงกับตระหนกในความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของผู้เป็นเจ้าชีวิต ร่างสูงลดเสียงลงหยัดวรกายขึ้นเต็มความสูง อุ้งหัตถ์ไล้พุ่มไม้ใกล้มือแล้วพลันขยำทิ้ง 

“อินทรปฐมคงลืมไปแล้วว่าเคยทำกรรมอันใดจิ่งได้กล้าส่งคนมาเหยียบแผ่นดินข้า แม้นพระอัยกาจักหื้ออภัยเขาแต่ข้าผู้นี้บ่เปนเยี่ยงหั้นดอก”

“โพธิสารหลวงเปนเมืองหลวง ครั้นผูกสัมพันธ์ก่จักได้ผลทางการค้าวิมลาก”

“ท่านเจรจาราวว่าข้าบ่อาจทำนุบำรุงบ้านเมืองหื้อเติบใหญ่ด้วยตน” พระองค์ปรายพระเนตร

“บ่ขอรับ ข้าพระบาทมั่นใจว่าพระองค์ทำได้ แต่เส้นทางสายการค้านั้นทอดยาว ต่อหื้อเราคบค้ากับวานิชทางเหนือก่ยังมีอุปสรรคในฤดูเหมันต์บ่เหมือนเมืองทางตะวันออก”

“เถิงบ่มีโพธิสารหลวงข้าก่บ่หื้อคนของข้าอดตายดอก” สุวรรณมุขทวารตรัสสุรเสียงเข้ม “ข้าสะบั้นพันธไมตรีไปเสี้ยงนับแต่ขึ้นเถลิงราชย์ บ่มีวันกลับคำไปคบค้ากับคนหมู่หั้น ไล่มันกลับบ้านกลับเมืองไปเสีย” 

“จักหื้อข้าพระองค์ไล่นางไปแท้ฤาขอรับ” ปุษยเกตุถามทวนให้แน่ใจ 

“เจ้าว่าอย่างใด” 

“ข้าพระบาททูลว่าจักหื้อไล่นางไปแท้ฤา” 

พระองค์ทรงนิ่งงัน สีพระพักตร์เคร่ง

“นาง...ราชทูตผู้หั้นเปนหญิงรึ” สุวรรณมุขทวารหลากพระทัย “เปนไปได้อย่างใด ผู้หญิงที่ใดจักกล้ารอนแรมข้ามเขาข้ามทายมาไกลบ้านไกลเมือง” 

“ข้าพระบาทก่หลากใจวิมลากขอรับ” 

กษัตริย์หนุ่มแค่นเสียงในพระศอ เมื่อไตร่ตรองดูแล้วเหตุผลเดียวที่พระบิดาส่งอิสตรีมาเป็นตัวแทนเจริญสัมพันธไมตรีเห็นจะเป็นเพราะคิดว่าเขาคงไม่กล้าไล่นางออกไปเสียจากนครกระมัง 

“คิดว่าเปนหญิงแล้วข้าจักบ่กล้าทำอันใดรึ มากวัยก่มากเล่ห์...ลางทีข้าต้องละเล่นกับพญาอินทรปฐมเสียหน่อยละมัง!”

....................

จบตอน

เชิงอรรถ

ซาวสาม – ยี่สิบสาม
ภาดร – พี่ชายน้องชาย






Create Date : 22 ธันวาคม 2558
Last Update : 17 มกราคม 2560 17:25:23 น. 30 comments
Counter : 7271 Pageviews.

 
ณ จุดนี้ เราก็ยังตัดใจจากแถนหลวงบ่ลง ^^


โดย: ตัวอ้วน IP: 1.47.201.91 วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:13:36:50 น.  

 
ยังไม่ได้อ่านแต่ขอมาเม้นท์ก่อน ว่า....

คุณเกตต์น่าร้ากกกที่สู้ดดด เลย มาจุ๊บทีนึงเลยค่า....


โดย: khunprawn IP: 203.172.173.252 วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:13:56:46 น.  

 
แน่ะคุณเกตต์ แอบมีรวมมิตรนางเอกเกาหลี 55555
บ่งบอกอารมณ์คนเขียนได้ว่าอยู่ในช่วงติดซีรี่ส์เกาหลี รอตอนต่อไปนะคะ


โดย: First IP: 94.23.252.21 วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:14:19:54 น.  

 
อยากรู้จริงๆว่าหญิงผู้มาจากเมืองโพธิสารหลวงคือใคร ? สงสัยศรีสูรยะจะหักหลังองค์คำแน่ๆ ..แล้วก็ดีใจที่เถ้าอธิษฐานได้พิมพ์เพิ่มนะคะ เก่งสุดๆเลยค่ะคุณนราเกตต์


โดย: อุษาสะพรั่ง IP: 192.99.14.34 วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:15:53:26 น.  

 
ขอตอนหน้าด่วนๆ


โดย: mooda IP: 171.5.251.68 วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:18:07:18 น.  

 
ราชทูตคือพิมนางในชาติที่เเล้วเป่าคะพี่เกด


โดย: ดา IP: 171.5.244.117 วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:19:32:11 น.  

 
เข้ามาอยู่ใกล้กันอีกนิดแล้ว เจ้าจะรอดมั้ยน้ออออ

ปล.ตอนที่13ต้องรอเถ้าอธิษฐานพิมพ์ครั้งที่สามรึเปล่าคะ


โดย: patch IP: 49.229.51.153 วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:19:33:15 น.  

 
หนูขวัญน่ารักกกกกก
เข้าวังมาแล้ว จะทำให้วังครื้นเครงรึป่าวคะ 555


โดย: ณกานต์ IP: 223.206.244.53 วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:19:54:00 น.  

 
หนูขวัญ ถูกแยกจากแถนหลวงซะงั้น โธ่ธัง นาาสงสารจัง


โดย: Nok IP: 223.24.4.154 วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:20:21:06 น.  

 
ขวัญอรุณน่ารักมาก พระองค์คำก็น่ารักมาก แต่พี่เกตต์น่ารักที่สุด ส่งทูตผู้หญิงมาคงจะให้พระองค์คำหลงใหลป่าวหนอ พระองค์คำหนูจองไว้ให้ขวัญอรุณค่ะ อ่านบทนี้แล้วยิ่งอยากรู้จักจุนศรีสูรยะมากขึ้น รู้สึกเหมือนลึกลับ ตอนหน้ามาไวไวนะคะพี่เกตต์ จะลงแดงขึ้นทุกวันแล้วค่ะ


โดย: Kawee IP: 49.229.74.60 วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:21:06:16 น.  

 
จะรอดไหมขวัญอรุณ


โดย: กรรดึก IP: 49.229.17.238 วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:23:11:22 น.  

 
ดีใจด้วยค่ะกับเถ้าอธิษฐาน

คิดถึงองค์คำ แต่ขวัญกะลังจะมีคู่แข่งรึเปล่าหนอ


โดย: nasa IP: 171.4.58.40 วันที่: 30 ธันวาคม 2558 เวลา:15:07:35 น.  

 
รออ่านตอนต่อไปอยู่นะค้า


โดย: Wana IP: 124.121.203.101 วันที่: 24 มกราคม 2559 เวลา:22:55:18 น.  

 
รออ่านตอนต่อไปอยู่นะค้า


โดย: Wana IP: 124.121.203.101 วันที่: 24 มกราคม 2559 เวลา:22:55:29 น.  

 
พี่เกดหายไปไหนค้า เเฟนๆรอจนเหงือกเเห้งเเย้วน้า😭


โดย: ดา IP: 171.5.241.40 วันที่: 25 มกราคม 2559 เวลา:22:42:59 น.  

 
นั่นสิๆ พี่เกตต์อยู่ไหนน้า รอตอนต่อไปอยู่นะคะ จะลงแดงแล้ว


โดย: kawee IP: 116.68.149.234 วันที่: 26 มกราคม 2559 เวลา:9:04:02 น.  

 
สงสารขวัญ ร้องไห้ไปกินข้าวไป
พี่ไทวะช่างแสนดี
ไม่รู้ว่าขวัญจะได้ลงตำแหน่งไหนในวัง 555555

รีบมาต่อนะคะพี่เกตต์
หนูจะลงแดงแล้วววววววว


โดย: หนูแรคคูน IP: 1.1.176.189 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:22:41:27 น.  

 
เพราะหนูจะลงแดงเพราะตอนต่อไปยังไม่มา หนูเลยฆ่าเวลาด้วยการอ่านเงาเสน่หาอีกรอบค่ะ

หนูเข้าใจว่า พระนางเทวี มัมมี่ = ขวัญ กลับชาติมาเกิด = โคลนนิ่ง พิมนาง

แต่ยังเกิดข้อสงสัยค่ะ ว่าพี่ราหุ์ในอดีตชาติเป็นใคร
ที่แน่ๆไม่ใช่องค์คำแน่ๆ เพราะพี่ราห์ุบอกว่าในอดีตตัวเองยศศักดิ์ต่ำต้อย ต้องปล่อยให้คนรัก(พระนางเทวี มัมมี่)แต่งงานกับคนอื่น (ซึ่งก็คือองค์คำ??)

แล้วที่พี่ชาเคยบอกไว้ว่าในอนาคตลูกหลานของราห์และพิมนางจะทำให้โลกโกลาหล ผู้คนต้องบาดเจ็บในเงาเสน่หาก็ยังไม่ได้พูดถึงในจุดนี้นะคะ (หรือจะกล่าวถึงในนิยายเรื่องใหม่???)

ตอนนี้หนูจับแพะชนแกะ มั่วซั่วไปเรื่อยอ่ะพี่เกตต์ แต่นิยายขอฃพี่นี่สนุกจริง อะไรจริงงงงงง
หนูจะสนับสนุนพี่ตลอดไปนะคะะะะะะ

จุ้บบบบบบ


โดย: หนูแรคคูน IP: 182.232.29.101 วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:18:16:03 น.  

 
รอจนปวดใจ เหมือนโดนหลอกให้รอ เคยติดตามอ่านเรื่องนี้มาตั้งแต่หลายปีก่อน แล้วก็หายไป พอเห็นมี up ใหม่ก็ตามมาอ่านใหม่ นี่รู้สึกเหมือนโดนทิ้งอีกแล้ว เฮ้อ ร้องไห้หนักมาก


โดย: meawmeaw IP: 110.77.221.47 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:16:23:32 น.  

 
ขอโทษด้วยค่ะ อู้เพลินไปหน่อย แอบไปคิดพล็อตเรื่องใหม่อีกเรื่องด้วยอะ คันมืออยากเขียนมาก แต่โดนเพื่อนไล่ให้มาเขียนเรื่องนี้ให้จบก่อน เปิดเข้าบล็อกแบบมือสั่นๆ อุ่ย...รอกันเยอะเลย


โดย: นราเกตต์ วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:5:54:24 น.  

 
พี่เกตต์ เถ้าอธิษฐานพิมพ์ครั้งที่3แล้ว จวนจะครั้งที่4 มาอัพอุษาฯตอนที่ 13 ให้แฟนคลับหน่อยน้า


โดย: kawee IP: 116.68.149.234 วันที่: 29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:15:14:42 น.  

 
เข้ามาเปิดอีกแล้ว ตอนต่อไปอยู่ไหนน้าาาา!!!! เค้าอยากอ่านแล้ว


โดย: Noon IP: 49.229.107.211 วันที่: 12 มีนาคม 2559 เวลา:0:20:42 น.  

 
จะสิ้นเดือน 3 แล้วค่ะพี่เกตต์

ตัวหนูนี่ ก็จะสิ้นใจแล้วเช่นกันค่ะ

ลงเแดงงงง อยากอ่านนิยายพี่เกตต์จังเลยยยยยยย จ้ะะะะะะะะะ


โดย: หนูแรคคูน IP: 125.25.154.35 วันที่: 26 มีนาคม 2559 เวลา:14:09:23 น.  

 
คิดถึงนะคะคุณนราเกตุ 😘


โดย: เจ้า แต้ม IP: 171.7.40.64 วันที่: 9 เมษายน 2559 เวลา:21:25:10 น.  

 
รออยู่นะคะ เปิดมาดูหลายรอบแล้วก็ยังไม่ลงให้เสียที ใกล้จะลงแดงแล้วค่ะ


โดย: คุณแม่ลูกสี่ IP: 183.89.134.211 วันที่: 13 พฤษภาคม 2559 เวลา:17:36:54 น.  

 
มาขออนุญาตแอดบลอคคุณเกตต์เป็นเพื่อนนะคะ


โดย: ออมอำพัน วันที่: 22 พฤษภาคม 2559 เวลา:9:25:49 น.  

 
โอ้ยยยยคิดถึงงงงง ขึ้นเดือน6แล้วพี่เอย ใยพี่ยังเงียบอยู่เช่นนี้จ๊ะะะะะะะะ


โดย: หนูแรคคูน IP: 125.25.15.44 วันที่: 5 มิถุนายน 2559 เวลา:12:08:43 น.  

 
ขออภัยพ่อแม่พี่น้องนักอ่านทุกท่านด้วยนะคะ ดำดินหายไปนานเลย มาต่อแล้วค่ะ ไม่มีกินละ น่าจะจบแน่


โดย: นราเกตต์ วันที่: 15 สิงหาคม 2559 เวลา:10:08:32 น.  

 
รอนานม๊วก ตอนหน้ารออีกครึ่งปีป่าวค่ะ


โดย: ืnoon IP: 101.109.250.8 วันที่: 15 สิงหาคม 2559 เวลา:14:46:27 น.  

 
noon - ไม่นานขนาดนั้นน้า


โดย: นราเกตต์ วันที่: 16 สิงหาคม 2559 เวลา:4:48:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นราเกตต์
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 68 คน [?]




ดาวน์โหลด E-book

กระต่ายในเงาจันทร์

Friends' blogs
[Add นราเกตต์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.