Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2558
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
2 ธันวาคม 2558
 
All Blogs
 
อุษาโคมคำ ตอนที่ 7





หวัดรับประทานจนได้ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

..........................

(7)

“ยืนเหม่ออันใด รีบมาช่วยข้าแผ่เกลือทางเพ้ไวไว” ทุมมาดึงผ้าออกจากมือหญิงสาว นำไปพาดไว้บนขื่อใต้ถุนเรือน “มัวอีล่อยป่อยแอ แดดจักวายเสี้ยงเสียก่อน ไปหยิบโด้งข้างหั้นมา ข้าบอกสูหื้อหยิบโด้งบ่เข้าใจรึ”

ครั้นเห็นอีกฝ่ายเอาแต่ยืนนิ่งมองตากลมอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว นางก็อารมณ์เสียปลดเพียดวางไว้บนแคร่นั่ง หยิบภาชนะจักสานทรงกลมแบนที่เหน็บไว้ด้านบนลงมา

“นี่โด้ง! โด้ง! อีนี่อันใดมันผีบ้าจนโง่บ่รู้ความประนี้”

ขวัญอรุณรับมาพลางพินิจมอง ...ที่แท้กำลังพูดถึง ‘กระด้ง’ นี่เอง แล้วให้เอามาทำอะไรล่ะ 

เธอทำตามหญิงสาวในชุดพื้นเมืองที่กำลังแกะห่อใบไม้ออก แล้วเทของที่เป็นเกล็ดสีขาวออกมา เพียงแค่มองขวัญอรุณก็ทราบแล้วว่ามันคือเกลือ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาเกลือมาตากแดด ปกติเกลือที่หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ทันที ไม่เคยเห็นมีใครเอามาผึ่งกันสักที 

คนข้องใจก้มหน้าก้มตาช่วยงานแบบอาศัยครูพักลักจำจนเสร็จ ไม่กล้าถามให้หายสงสัย เพราะแค่สนทนากันปกติยังสื่อกันไม่รู้ความ บางทีที่พวกเขายังไม่ส่งหญิงสาวกลับอาจเพราะติดต้องสะสางงานเหล่านี้ เธอจึงอยากทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจจะได้กลับบ้านเร็วๆ  

“แล้วละก่มาเอานี่ไปฝัด” ทุมมาวางเพียดใส่ข้าวเปลือกกระแทกลงบนพื้น ส่งกระด้งให้หญิงสาว “มีคนช่วยก่ดีจักได้แล้วก่อนค่ำ” ทุมมาเก็บข้าวเปลือกที่ตากไว้สองแดด เทลงใส่เครื่องสีจักสาน พอสีเสร็จจนได้ข้าวกล้องจำนวนหนึ่งจึงเทลงเบ้าครกมือแล้วลงมือซ้อมข้าวด้วยสากไม้สองหัวขนาดใหญ่

ขวัญอรุณนึกว่าครกตำข้าวจะสูญพันธ์ไปจากโลกนี้ตั้งแต่โรงสีถือกำเนิด ยิ่งปัจจุบันข้าวทุกเมล็ดผ่านกรรมวิธีการผลิตด้วยเครื่องจักร ทั้งการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว จนถึงการสีแยกกากบรรจุในถุง ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ สามารถเลือกได้ว่าต้องการข้าวขัดสีหรือข้าวกล้อง มนุษย์เป็นเพียงผู้ควบคุมกระบวนการอยู่ภายนอก

ในยุคสมัยที่ผู้ปลูกข้าวไม่ใช่ชาวนา และผู้บริโภคอย่างเธอไม่จำเป็นต้องพะวงห่วงว่าวันนี้หากไม่ทำงานจะมีข้าวสารกรอกหม้อหรือไม่ อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำโขงกลับมีโลกที่ยังล้าหลัง ชาวบ้านดำรงชีวิตด้วยวิถีแบบดั้งเดิมจนขวัญอรุณรู้สึกเหมือนตนเองกำลังอยู่ในยุคโบราณ

กระด้งกับกระบุงที่ถูกวางไว้บ่งบอกว่าหญิงสาวเจ้าบ้านต้องการให้เธอช่วยฝัดข้าว การฝัดข้าวคือการแยกเมล็ดข้าวสารออกจากเปลือกข้าว ด้วยการตักข้าวที่ตำแล้วใส่กระด้ง คนฝัดข้าวจะร่อนและโยนข้าวขึ้นไปในอากาศเป็นจังหวะ เปลือกข้าวจะปลิวร่วงจากภาชนะ เหลือเพียงข้าวสารและเศษปลายข้าว 

ถ้าแค่ทฤษฏีขวัญอรุณก็เคยเห็นพอรู้จัก ทว่าไม่เคยลงมือทำจริงสักหน ตามตำราในมหาวิทยาลัยก็ไม่มีสอน ไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่าต้องมาออกแรงทำเรื่องที่ปกติสำเร็จได้ด้วยเพียงปลายนิ้วคลิก หรือแค่เพียงใช้คำสั่งเสียงคำเดียวด้วยซ้ำ

ทุมมาเหลียวมองท่าทางเงอะงะของหญิงสาวแปลกหน้าด้วยสายตาดูหมิ่น เบ้ปากเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายฝัดข้าวอย่างคนไม่เคยมือ นางรึอยากหัวร่อให้ฟันร่วง 

มีที่ใดคนบ่เคยฝัดข้าว เกิดจากท้องพ่อท้องแม่เพิ่งเคยหันก่วันนี้!

หลังทดลองฝึกไปเป็นชั่วโมงฝีมือของขวัญอรุณก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นสักเท่าไร เธอทำเมล็ดข้าวตกกระจายเกลื่อนกลาด ซ้ำยังถูกเศษแกลบปลิวฟุ้งเข้าหน้าเข้าตาเปื้อนไปทั้งตัว จนคนลอบมองอดรนทนไม่ไหวร้องไล่ให้ออกไปพ้นหูพ้นตาก่อนจะทำเสียของไปมากกว่านี้ 


ขวัญอรุณปวดล้าไปหมดทั้งแขน เหงื่อไคลไหลโซมเหนียวเหนอะหนะเพราะความอบอ้าว การฝัดข้าวไม่ได้ทำง่ายๆ เหมือนกับที่เธอเคยเห็นในโทรทัศน์ 

หญิงสาวปลีกตัวออกมาเดินดูรอบๆ เรือน แถวนี้คงอยู่ใกล้แม่น้ำจริงๆ เพราะได้ยินเสียงลมพัดรำเพยยอดไม้อยู่กราวๆ ไม่แน่ใจว่าถ้าเดินลัดเลาะลงไปตามทางดินเรื่อยเปื่อย จะสามารถไปถึงริมฝั่งได้หรือไม่ หากเป็นได้เธอก็ต้องการหาเรือสักลำเพื่อว่าจ้างให้ส่งกลับบ้าน

ขวัญอรุณยืนเหม่อพลางยกมือขึ้นเกาคอ พอรู้ตัวอีกทีก็รู้สึกคันระคายไปทั่วทั้งแขน ไหล่ หลัง บริเวณผิวที่ไม่มีเสื้อผ้าปกคลุม

“สงสัยเป็นเพราะเศษละอองจากการฝัดข้าวเมื่อกี้แน่ๆ โอ๊ย...คันจัง ทำไงดีล่ะ เย็นแล้วสงสัยต้องรวดอาบน้ำล่ะมั้ง” ร่างบางเหลียวซ้ายแลขวามองหาห้องน้ำหรือบริเวณที่พอจะใช้ได้ก็ไม่มีนอกจากภาชนะดินเผาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หลังบ้านใกล้กับครัวไฟด้านบน 

ขวัญอรุณเดินไปหยิบผ้าจากใต้ถุนเรือน ทำท่าบุ้ยใบ้บอกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงานว่าขออาบน้ำ อีกฝ่ายเหมือนไม่สนใจ ดังนั้นเธอจึงค่อยๆ ย่างกรายผละไปทำธุระตามลำพัง 

ทุมมาจดจ่ออยู่กับกิจกรรมตรงหน้าเพลินจนมารู้ตัวอีกครั้งหลังได้ยินเสียงตักน้ำรดดังซู่ซ่า นางหันขวับไปมองใจหาย หมุนกายถกผ้าซิ่นจ้ำอ้าวไปหาคนที่กำลังอาบน้ำอยู่อย่างรวดเร็ว 

ขวัญอรุณทิ้งกะลาที่ใช้แทนขันลงทันทีด้วยความตกใจ ทุมมาไม่พูดพร่ำรำพันคว้าข้อมือเปียกเหวี่ยงไปอีกด้านหนึ่ง ร่างบางในชุดผ้าซิ่นกระโจมอกถลาลงไปกองเค้เก้บนพื้นแบบไม่ได้ตั้งตัว ไม่ทันที่หญิงสาวจะได้ถามเหตุผล ทุมมาก็ฉวยกะลาเป็นอาวุธกระหน่ำตีลงมาไม่ยั้ง ก่นด่าประสมสบถด้วยถ้อยคำที่เธอฟังไม่ออกแต่รับรู้ถึงอารมณ์รุนแรงชัดเจน ขวัญอรุณยกมือขึ้นป้องปัดตนเองเป็นพัลวัน

“พี่ทุมมา ทำอันใด หยุดบัดนี้!” เสียงปรามดังมาจากเด็กหนุ่มซึ่งได้ยินเสียงเอะอะขณะเดินมาถึงเรือนพอดี “หยุดบัดเดี๋ยวนี้เถิด อันใดต้องทำกันเถิงประนี้ นางไปทำอันใดหื้อ”

“บ่แม่นความของสู กทลี!” ทุมมาเงื้อมือหมายจะฟาดลงมาอีกคราทว่าเด็กหนุ่มเอาตัวเข้ามาขวางและยึดข้อมือนางเอาไว้ 

“เจรจาผ่อนหนักเบากันบ่ได้ฤา บ่หันต้องลงกำลังกันก่ได้” 

“ข้าบ่ใคร่เจรจาแล้ว สูบ่หันฤาว่ามันหาความข้าก่อน มันเอาน้ำฝนที่ข้าออมไว้กินทังปลีมาอาบ มาวันเดียวก่ผลาญข้าเสี้ยงหมด!” นางชี้หน้าด้วยความฉุนเฉียว “อีอุปัทวะจัญไรมันวอนเปนผีแท้หั้น”

กทลีเบือนหน้าไปมองภาชนะเก็บน้ำก่อนจะเหลียวไปมองร่างเปียกโชกสะบักสะบอมด้านหลัง เขากลืนน้ำลายฝืดเฝือ ปรับน้ำเสียงไกล่เกลี่ยด้วยรู้แก่ใจว่าน้ำสะอาดใช้ดื่มกินมีความสำคัญเพียงไร เรือนทุกหลังต้องรองน้ำฝนเอาไว้ทุกครัว หน้าฝนหนึ่งก็ดื่มกินกันไปตลอดทั้งปี 

“ถือว่าข้าวอน พี่อภัยหื้อนางเถิด” เด็กหนุ่มใช้ความสัมพันธ์ที่เห็นกันมาแต่อ้อนแต่ออกขอร้อง คนในละแวกนี้รู้จักกันทุกหลังคาเรือน ทุมมาแก่กว่าเขาไม่กี่ปีทว่าเคยช่วยอุ้มช่วยป้อนข้าวมาแต่เล็กแต่น้อย จนเริ่มแตกเนื้อหนุ่มกทลีก็ยังให้ความสนิทสนมรักใคร่เสมือนนางเป็นพี่สาวร่วมอุทร 

“ก่ได้ แต่นางต้องไปตักน้ำมาใช้คืนหื้อถ้วนดังเดิม ข้าเถิงจักยอมความ” ทุมมาทิ้งกะลาลงบนพื้น 

“พี่จักหื้อนางไปตักหนใด บ่อทรายข้างอาศรมปู่เจ้าแม่นก่ หั้นข้าจักช่วย” 

“บ่แม่นการอันใดของสู กทลี” ทุมมาว่าด้วยความหมั่นไส้ขึ้นมาครามครัน ปู่เจ้าแถนหลวงดูแลนางจนต้องทัณฑ์โบย แล้วยังได้กทลีมาปกป้องอีกคน ไม่รู้อีผู้นี้มันพกผงว่านวิเศษอันใดจึงทำให้ชายสองวัยถึงกับหลงใหลออกตัวแทนเพียงนี้ 

“มาเถิงเรือนข้ามีอันใด” นางเปลี่ยนเรื่อง 

“ป้าหื้อข้าเอาข้าวมาส่ง” กทลียื่นใบตองมัดด้วยตอกให้สองห่อ ก้อนหนึ่งมีข้าวเหนียว ส่วนอีกก้อนมีปลาเผากับพริกแห้งพอกินสำหรับสองคน

“เออเอามาก่ดีข้าจักได้บ่วุ่นวายหุงหา บ่หั้นมื้อแลงอีนางผู้นี้เปนได้อดแดก” ทุมมาถลึงตามองขวัญอรุณที่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนหน้าซีด “ไป...ไปหาบน้ำมาหื้อข้า” 

ขวัญอรุณมองคานหามและกระบุงยายางไม้กันน้ำรั่วซึมด้วยสายตากลัดกลุ้ม ผู้หญิงคนนี้ต้องการให้เธอไปตักน้ำอย่างนั้นเหรอ แล้วเป็นที่ไหนกันล่ะหรือจะให้ไปที่แม่น้ำ 

“บนเขาทางเหนือโพ้นมีธารน้ำตก น้ำที่หั้นใสเย็นใจได้จิบกินคงชื่นใจนัก”

“บนเขา! ไกลเถิงหั้นนางไปผู้เดียวบ่ได้ดอก” กทลีร้อง อย่าว่าแต่เดินลัดเลาะไปในทางป่าอันคดเคี้ยวเลย ให้เดินตีนเปล่ารอบเรือนเท้าเปลือยของนางก็ดูบอบบางไม่คุ้นเคย เขาเกรงว่าหญิงสาวที่เพิ่งรอดตายจากการจมน้ำจะไม่สามารถหามหาบน้ำออกจากป่าได้ตลอดรอดพ้นสมดังใจทุมมา

“อันใดจักบ่ได้ ป้าเสื่องมอบนางหื้อข้าไว้ใช้สอย ข้าจักหื้อมันไปทำการใดก่ย่อมได้” พอถูกกทลีแย้งว่าปกณนารีนี้เป็นคนของปู่เจ้า เกรงว่าชายหนุ่มตื่นขึ้นมาแล้วถามหานางไม่พบจะไม่พอใจ ทุมมาจึงโมโหหนัก แถนหลวงจะเคืองขุ่นนางเพราะหญิงต่างถิ่นที่มาทีหลังได้อย่างไร

“ข้าหื้อมันรีบไปบัดแมง ครั้นกลับบ่ทันฟ้ามืดก่ถือเปนคราวเคราะห์ของมัน” 

“หั้นข้าจักนำนางไป” กทลีไม่อยากตำหนินางว่าแล้งน้ำใจจึงเสนอตัวเอื้อเฟื้ออีกฝ่าย “มาเถิดพี่สาว กทลีจักช่วยเอง” 

“ยินใจ ของสู” ทุมมากลับไปทำงานที่ค้างต่อ เห็นเด็กหนุ่มหาบเพียดเดินไปตามทางดินเล็กๆ โดยมีหญิงสาวผมเผ้ากระเซิงเดินตามจึงตะโกนไล่หลังพลางหัวเราะ “ระวังอีหั้นมันแปลงเปนผีอีค้อย เอาสูไปกินแล้วกันเน้อ”



ขวัญอรุณไม่กล้าอยู่ที่เรือนหลังนั้นต่อจึงเดินตามเด็กหนุ่มไปอย่างว่าง่าย ไม่เข้าใจว่าทำไมแค่อาบน้ำถึงกับต้องถูกตบตี ผู้หญิงอารมณ์ร้ายคนนั้นอายุคงไม่ถึงยี่สิบ ท่าทางยังเป็นวัยรุ่นอยู่แต่เรี่ยวแรงเยอะเหมือนคนทำงานหนักอยู่เป็นกิจวัตร ฟาดด้วยกะลาไม่กี่ทีเนื้อตัวของเธอถึงได้ฟกช้ำเป็นรอยจ้ำไปหมด ไม่รู้ต้องทายากี่วันถึงจะหาย 

ร่างบางเดินตามรอยเท้าคนเดินนำหน้าแบบสะเปะสะปะ โดนกิ่งไม้ข่วนตามผิวเนื้อและสะดุดรากไม้หลายหน ไม่นึกว่ายังมีป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์อย่างนี้อยู่ใกล้กับบ้านคน ไม่เหมือนกับที่เธอรู้มาตลอดว่าผืนป่าใหญ่ล้วนเกิดจากการที่รัฐบาลมอบสัมปทานให้เอกชนปลูกดูแลและเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้ชาวบ้านบุกรุกเข้าไปทำกิน เพื่อรักษาต้นน้ำลำธารและสภาพอากาศ ส่วนป่าที่เกิดตามธรรมชาติหาได้น้อยจนแทบไม่หลงเหลือให้เห็นเป็นผืนใหญ่ไพศาล

“แถบนี้เสือบ่อยู่ดอก บ่ต้องกลัวพี่ทุมมาว่าไปหั้น ข้ามาเก็บสมุนไพรหื้อปู่เจ้าเนืองๆ บ่เคยหันสักเทื่อ” กทลีเอ่ย

ปู่เจ้า...คำนี้เธอได้ยินบ่อย 

“บ่ายหน้าขึ้นไปทางเหนือก่เถิงแล้ว ทางหั้นมีตาน้ำไหลมารวมเปนแอ่งธารใหญ่ตกลงมาจากผาเตี้ย เปนชั้นงามวิไล” 

เขาพูดว่าอะไรไม่รู้แต่ยิ่งเดินลึกหญิงสาวก็สังเกตว่าพื้นดินอ่อนนุ่มสีดำที่เหยียบอยู่เริ่มเฉอะแฉะ มีน้ำไหลซึมชุ่มฉ่ำ ขวัญอรุณป่ายปีนตามเด็กหนุ่มไปด้วยความทุลักทุเล ผิดกับเขาที่คานอุปกรณ์เต็มบ่าแต่สามารถไต่เหยียบก้อนหินได้ไวเป็นลิง พอพ้นเนินพุ่มไม้ขึ้นมาหญิงสาวจึงเห็นต้นเสียงน้ำไหล

“โอ้โห สวยจัง” ขวัญอรุณวิ่งไปหยุดยืนพลางสำรวจมองธารน้ำตก แววตาระยับพราวสดใสเหมือนเด็กซุกซนกลับคืนมาอีกครั้ง “น้ำก็ใสเย็นมากๆ เลย กินได้ไหมเนี่ย” พอเห็นกทลีโน้มตัวลงวักน้ำดื่มล้างหน้าล้างตาเธอจึงเอาอย่าง 

“สดชื่นจริงๆ เฮ้อ สวรรค์” มานึกดูวันนี้ทั้งวันมีแต่ความวุ่นวายจนน่าหดหู่ มีโอกาสมาเห็นต้นไม้เขียวๆ สายน้ำ ท้องฟ้าสดใส คลอเสียงนกป่า ถือว่าช่วยเยียวยาเรื่องร้ายๆ ออกไปจากใจได้บ้าง 

“พี่สาวเล่นน้ำก่ได้ ข้าจักเลยไปเก็บยาที่ขึ้นแถบน้ำตกนี้ บัดแมงข้ามา” กทลีทิ้งหาบเอาไว้แล้วเดินลัดเลาะหายไป แวบแรกหญิงสาวก็รู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่เห็นว่าข้าวของเครื่องใช้ยังอยู่อีกเดียวเขาคงกลับมา ดังนั้นเธอจึงอาศัยเวลาที่มีล้างคราบดินโคลนที่เปื้อนตัวจนสะอาด

ในระหว่างที่เธอยังลังเลใจว่าควรลงน้ำดีหรือไม่ ฉับพลันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่มุ่งหน้าเข้ามาใกล้ ร่างบางผุดลุกขึ้นกวาดสายตามองไปรอบๆ พอเงี่ยหูฟังเสียงนั้นดูเหมือนมาจากไม่ใกล้ไม่ไกล ด้วยความสงสัยหญิงสาวจึงก้าวย่องเบาๆ ไปหมอบหลังต้นไม้ แหวกพุ่มไม้ดกหนาแอบมอง

กลุ่มคนจำนวนหนึ่งราวร่วมร้อยคนกำลังเรียงแถวเดินมาเป็นขบวน ทุกคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบโบราณ ชายนุ่งผ้ารัดถกถึงต้นขาถือหอก หญิงนุ่งซิ่นยาวกรอมเท้าแบบเดียวกับคนในหมู่บ้านทว่าสีสันสดสวยกว่า พวกเธอมาพร้อมข้าวของเครื่องใช้เต็มมือ

เกือบท้ายขบวนมีชายหกคนหามเสลี่ยง หกคนถือร่ม สี่คนถือพัดโบกและที่เหลือกำดาบทะมัดทะแมง เธอเหลือบมองผู้ที่นั่งอยู่ข้างบนแม้เห็นไม่ชัดแต่พอดูออกว่าเป็นผู้หญิงแต่งกายด้วยอาภรณ์งดงาม เกล้าผมสูงวิจิตร ดูลักษณะไม่ออกว่าเป็นชนชาติไหน แต่ทั้งหมดไม่ใช่สิ่งที่ขวัญอรุณสนใจ บัดนี้หัวใจหญิงสาวกำลังพองโตจนต้องเผลอคลี่ยิ้มออกมาเพราะความดีใจ หรือนั่นจะเป็น...

กองถ่ายละคร! ไชโย ถ้าขอร้องพวกเขาคงช่วยพาเธอกลับบ้านแน่!

กทลีเร่งฝีเท้าย้อนกลับมาหลังจากเห็นขบวนเสด็จเขาพยายามร้องห้ามหญิงสาวผู้มาจากต่างถิ่นทว่าไม่ทันการ นางอนาถาผู้นั้นตรงดิ่งลงจากเนินไปหาบุคคลสูงศักดิ์เบื้องล่างอย่างไม่ขยาดเกรงความตาย เด็กหนุ่มรีบหลบลงหลังพุ่มไม้จับตาดูเหตุการณ์ด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง 


ขวัญอรุณยิ้มกว้าง วิ่งลงไปหากลุ่มคนเหล่านั้นหวังจะขอความช่วยเหลือ แต่แล้วร่างบางกลับต้องชะงักเมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติของบรรยากาศโดยรอบ 

ขบวนเสลี่ยงนี้ไม่มีสต๊าฟ ช่างไฟ หรือกล้องแม้สักตัว พวกเขาดูเป็นธรรมชาติสมจริงเหมือนคนโบราณที่หลุดออกมาจากยุคอดีต ใบหน้าที่ดำเกรียมคร้ามแดดของเหล่าทหารหันมามองผู้ล่วงล้ำแปลกหน้าตาขวางเขม็ง มือหยาบยกขึ้นชี้หอกข่มขู่ไม่ให้ก้าวเข้าใกล้

ขวัญอรุณรู้สึกถึงความไม่เป็นมิตรและสัญญาณอันตรายได้ชัดเจน!

“เฮ้ย อีไพร่มึงมาแต่หนใด!”  ร่างทะมึนย่างสามขุมตรงเข้ามาหา

หญิงสาวเสียววาบในช่องอก หวาดกลัวจนต้องถอยหนีคมอาวุธ ไม่มีแววล้อเล่นในสายตาดุดันราวกับสิ่งที่เธอเผชิญอยู่ไม่ใช่การแสดงหากเป็นเรื่องจริงเสียยิ่งกว่าจริง เป็นบุคคลที่มีลมหายใจเลือดเนื้อและตัวตนไม่ใช่การเสแสร้งแต่งเติม

ภาษาที่ไม่เข้าใจเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ก่อนหน้าเธอยังพอคิดได้ว่าเป็นภาษาชาวเผ่า ทว่าการใช้เสลี่ยงคานหามกระทั่งพกอาวุธเดินเรียงรายราวกับขบวนเดินทางของเจ้านายแบบนี้ ขวัญอรุณมั่นใจว่าทั้งไทยและลาวไม่มีเจ้าผู้ครองเมืองหลงเหลืออยู่อีก 

เนื่องจากระบบการปกครองพัฒนาไปไกลเกินกว่าจะหวนกลับมาสู่ระบบเจ้าขุนมูลนาย ในยุคที่ความเจริญบุกรุกไปทุกพื้นที่ แม้กระทั่งชนเผ่าบนภูเขาสูงของไทยที่อยู่ห่างไกล หญิงสาวก็เห็นมาแล้วว่าพวกเขามีเครื่องอำนวยความสะดวกไม่ต่างจากคนในเมืองใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นไปได้น้อยมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ชาวบ้านในแถบนี้จะยังใช้พาหนะแบบโบราณ  พกพาอาวุธแล้วข่มขู่ผู้อื่นแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย 

บรรยากาศน่าขนลุกย้อนกลับมาอีกครา พอตรองดูให้ดีทั้งป่าใหญ่และชาวบ้านที่ดูราวกับผุดออกมาจากเมืองลับแลทำให้คนเพิ่งฟื้นมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนถึงกับเข่าอ่อนจนหงายหลังนั่งกองลงกับพื้น 

ถ้าทั้งหมดนี้คือของจริง...แล้วเธออยู่ที่ไหนกันล่ะ!

“ข้าถามว่าสูมาแต่หนใด หูหนวกรึ!” 

ขวัญอรุณหน้าซีดปากสั่น ไม่เข้าใจถ้อยวาจาขู่กรรโชกสักคำ 

“ข...ขอโทษค่ะ พอดีว่าฉันหลงทางมา ไม่ได้ตั้งใจมาร้าย” คำแก้ตัวตะกุกตะกักจากร่างบางบนพื้นทำให้อีกฝ่ายเคร่งเครียดดุดันขึ้น คล้ายกับไม่พอใจที่หญิงสาวพูดภาษาต่างถิ่น  

ขวัญอรุณกัดลิ้นตัวเอง ถ้าไม่ทำตัวแปลกแยก เลือกเงียบเก็บปากเก็บคำ ผลลัพธ์อาจจะออกมาดีกว่าการถูกกระชากแขนก็เป็นได้ มือสากด้านบีบต้นแขนบอบบางโดยไม่ใส่ใจความเจ็บปวดของผู้ที่ตนจับกุม ลากร่างเบาหวิวให้ติดปลิวไปไม่ต่างอะไรกับเศษผ้าขี้ริ้ว

หญิงสาวเหลียวกลับไปมองด้านหลังเพื่อหาคนช่วยแต่ไม่มีใครสนใจ ครั้นเหลือบสายตาไปหมายร้องขอสตรีบนเสลี่ยงซึ่งน่าจะมีอำนาจสั่งการให้คนของตนหยุด ทว่าไม่ทันได้อ้าปากนางก็ถูกพุ่มไม้หนาทึบบดบังจากระยะการมองเห็น เสียก่อน

พวกเขาจะพาตัวเธอไปไหน!

ขวัญอรุณยื้อยุดแขนออกจากการจับกุม ไม่ยอมเดินตามความต้องการของอีกฝ่าย ใช้นิ้วเท้าจิกพื้นดินขืนแรงฉุดกระชากลากถู สองมือเกาะเกี่ยวต้นไม้เอาไว้แน่นเหมือนปลิงเพื่อถ่วงเวลา การโวยวายหรืออ้อนวอนไม่เกิดประโยชน์เพราะพูดไปพวกเขาก็ไม่เข้าใจ

นี่เธอทำผิดอะไรคนพวกนี้ถึงได้ดูไม่พอใจกันนัก 

“อึงคะนึงเอ็ดอึงลั่นป่าปานนกกาแตกรัง ใคร่กบาลกุดกันรึอย่างใด!” 

เสียงทุ้มหนักดังขึ้นด้านหลังทำให้ชายที่ลากเธอมารีบหันขวับไปมอง บุรุษเจ้าของเสียงนั่งอยู่บนหลังม้าตัวมันพ่วงพี เขาบังคับให้มันไต่ลงจากเนินชันขรุขระได้อย่างชำนาญราวกับพาหานะสี่เท้าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย 


....................

จบตอน

เชิงอรรถ

อีล่อยป่อยแอ – ชักช้า, อืดอาด
ยินใจ = พอใจ, ตามใจ
ผีอีค้อย = ผีกองกอย





Create Date : 02 ธันวาคม 2558
Last Update : 17 มกราคม 2560 17:30:05 น. 20 comments
Counter : 1218 Pageviews.

 
ชีวิตจริงๆ


โดย: b IP: 112.121.132.18 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:11:01:10 น.  

 
สงสารขวัญอรุณ โดนทุมมาตี แล้วนี่จะโดนอะไรอีกน้อออ

ช่วงนี้คนอ่านติดซีรี่ มโนว่าจีซบโอปป้าเป็นแถนหลวง ฟินนนสิคะ


โดย: ทราย IP: 223.207.242.11 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:11:09:56 น.  

 
เหมือนอยู่บ้านป่าเมืองเถื่อนเลยนะขวัญ - -'


โดย: ืNeung IP: 210.213.58.167 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:11:20:23 น.  

 
เป็นตาน่าสงสารนางเอกแท้


โดย: ตัวอ้วน IP: 1.46.107.232 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:11:43:00 น.  

 
รักษาสุขภาพด้วยนะคะ เป็นห่วงค่ะ


โดย: mineautumn IP: 110.168.37.170 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:11:46:06 น.  

 
นึกว่าวันนี้ไม่มาแล้วคะมารอตั้งแต่ 6 โมง สนุกมากกกกตื่นเต้นจัง หมอต้องตามมาช่วยแน่ๆ


โดย: นงนง IP: 49.229.81.24 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:11:47:01 น.  

 
รักษาสุขภาพด้วยนะคะ (ชอบๆ อยากอ่านมากๆแต่ห่วงคนเขียนจะป่วย )


โดย: นกเล็ก IP: 27.55.22.249 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:11:58:27 น.  

 
น่วมจ้าตอนนี้


โดย: Beerbeer IP: 171.101.224.196 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:12:11:17 น.  

 
ชีวิตน้อยๆของจวัญจะรอดไหมนี่ แล้วเมื่อไหร่จะคุยกับคนอื่นรู้เรื่องนะ


โดย: DekDoi IP: 101.51.209.146 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:12:33:07 น.  

 
ใครมา??? หรือจะได้เจอกันแล้ว? ลุ้นๆๆๆ


โดย: patch IP: 49.229.37.164 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:12:42:03 น.  

 
สงสารนางเอกก บทนี้เจ็บตัวตลอดดด :(


โดย: filmm IP: 171.97.205.27 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:13:03:10 น.  

 
แย่แล้ว จะโดนโบยไหม


โดย: sakeena IP: 125.24.214.229 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:14:22:34 น.  

 
อ่านแล้วสงสารขวัญอรุณจัง


โดย: unna_jung IP: 27.55.212.131 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:19:18:23 น.  

 
องค์คำมารึเปล่า ขวัญจะน่วมตายละ ทั้งทุบทั้งลากกันซะ


โดย: nasa IP: 110.77.248.83 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:19:39:04 น.  

 
หายไวๆ นะคะ คุณเกตต์
แต่...เก๊ารอตอนต่อไปอยู่น้า


โดย: khunprawn IP: 124.120.128.128 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:21:02:08 น.  

 
เสียงทุ้มหนักของใครกันหนอ
อย่าโหดร้ายกับขวัญอรุณเลยนะคะไม่อยากปาดน้ำตา


โดย: ปิ่นปินัทธ์ IP: 202.28.119.226 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:22:16:13 น.  

 
อ่านยากจังค่ะ แต่ก็ตามต่อไปค้าาาา😚😚


โดย: ปลาปั๊กเป้า IP: 58.10.74.123 วันที่: 4 ธันวาคม 2558 เวลา:21:57:47 น.  

 
ขำกร๊ากเลยค่ะ. ตรงที่ขวัญคิดว่าเป็นกองถ่ายละคร


โดย: อุษาสะพรั่ง IP: 192.99.14.36 วันที่: 14 ธันวาคม 2558 เวลา:14:48:33 น.  

 
สงสารขวัญอรุณจังเลย T_T


โดย: ณกานต์ IP: 223.206.244.53 วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:18:03:53 น.  

 
คือตอนที่อ่านถึงกองถ่ายละครนี่โคตรฮาาาาา หัวเราะออกมาเลยอ่ะค่ะ
ชอบมุกนี้มาก 55555555
สงสารขวัญสุดๆ เจ็บจริงไม่ใช่แสตนอินเลยทีเดียว
ว่าแต่ใครเป็นผู้ขี่ม้าขาวมาช่วยขวัญหว่า
กดอ่านตอนต่อไปรัวๆจ้ะ :)


โดย: หนูแรคคูน IP: 1.1.176.189 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:20:58:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
นราเกตต์
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 68 คน [?]




ดาวน์โหลด E-book

กระต่ายในเงาจันทร์

Friends' blogs
[Add นราเกตต์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.