Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2558
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
28 พฤศจิกายน 2558
 
All Blogs
 
อุษาโคมคำ ตอนที่ 3





เข้าสู่บทพิสูจน์ว่าจะอ่านเรื่องนี้รอดหรือไม่ เรื่องนี้ภาษาแตกต่างจากเรื่องอื่นเพราะผู้เขียนเชื่อว่าแต่ละเมืองต่างก็ต้องมีวัฒนธรรมที่แตกต่าง มีภาษาพูดตามกลุ่มชนของตัวเอง จึงไม่ได้ยึดสำนวนเอาตามนิยายย้อนยุคเรื่องที่เคยมีมา เป็นการค้นคว้าเลือกใช้ศัพท์โบราณ จากพจนานุกรมปัจจุบัน พจนานุกรมคำโบราณล้านนา และจดหมายเหตุค่ะ

...........

(3)

บนผืนแผ่นดินเดียวกันทว่าต่างด้วยกาลเวลา...ยามนภาไร้จันทร์กระจ่างความมืดมิดแห่งรัตติกาลครอบคลุมทั่วทุกแห่งหน แสงดาวซึ่งเคยสกาวสุกใสกลับเลือนหายไปหลังหมู่เมฆสีเทาอันลับเร้น เบื้องพื้นอนธกาลปรากฏแสงไฟโชนเปลวหางเล็ดลอดออกมาจากแนวพุ่มไม้ แสงนั้นวูบวาบไปตามจังหวะฉับไวของผู้ถือลำเชื้อเพลิง

คนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินแกมวิ่งลัดเลาะพงหญ้าและต้นไม้รกชัฏไปตามทาง ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าชาชินต่อความขรุขระของพื้นดินแข็งกระด้างซึ่งมีทั้งกรวดหินเสี้ยนกิ่งไม้ ความเร่งร้อนทำให้พวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะหยุดพูดคุย ต่างรีบทำหน้าที่ของตนให้เสร็จตามคำสั่งไม่ขาดตกบกพร่อง

“ได้มามากโขรึไม่” สตรีหลายนางรี่ลงมารับของโดยไม่ปิดบังสีหน้าร้อนรน 

“คงพอเถิงสักสามมื้อ” เหล่าคนหายาส่งสมุนไพรสดตอบ

“เท่าหั้นก่อนก่ยังดี เอาใบยาลวกน้ำต้มแล้วบดให้แหลก ส่วนสูยกหม้อน้ำตามข้าเข้าไปด้านใน” ท้าวระสีหัวหน้านางใน แจกจ่ายงานโดยไม่เว้นจังหวะพักหายใจ นางรีบรุดกลับขึ้นหอคำราวกับมีผีป่ากวดไล่หลัง 

“ข้าอกสั่นขวัญบินนัก บ่น่าเกิดเหตุอาเพศประนี้เลย” บรรดานางข้าหลวงคร่ำครวญ 

“สูเร่งตามท่านท้าวระสีไปเถิด ร่ำไรจักโดนลงทัณฑ์” คนต้มน้ำกระพือพัดใส่หลุมเตาไฟ

พวกนางหยิบหม้อดินแล้วตามติดไปเร็วรี่โดยไม่ต้องรอให้เตือนเป็นคำรบสอง ทหารยามยืนประจำการเรียงรายอยู่ใกล้ประโคนไฟ ภายในเรือนหลวงถูกประดับด้วยตะคันดินเผาวางเรียงรายเป็นจุดบนช่องผนังตลอดสองข้างระเบียงคดแคบๆ ซึ่งปูลาดด้วยหินทราย 

นางข้าหลวงเดินแถวยกของเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง ผ่านวิสูตรเจ็ดชั้นไปยังห้องบรรทมชั้นใน 

“วางไว้” ระสีร้องสั่งเสียงกระซิบ นางหมอบกราบอยู่ตรงข้ามบุรุษผู้นุ่งห่มอาภรณ์สีขาว ชายหนุ่มมุ่นเมาลีและไว้หนวดเคราผิดคนสามัญทั่วไป “น้ำร้อนมาแล้วเจ้าค่ะปู่เจ้า” 

“ถือด้ำ ขึ้น จุ่มปลายลงไปให้เสี้ยง ” 

เบื้องหน้าของเขามีผ้าขาวสะอาดปูอยู่ผืนหนึ่ง บนนั้นมีเครื่องไม้เครื่องมือหน้าตาแปลกวางอยู่หลายชิ้น พวกนางไม่เข้าใจเรื่องพิธีกรรมมากนัก หากเป็นความประสงค์ของปู่เจ้า ก็ไม่มีผู้ใดกล้าถามว่าต้องเอาของเหล่านั้นลงลวกน้ำร้อนด้วยเหตุใด

“ข้าพระบาทขอพระราชทานอนุญาตผ่าหัวกำพต ออก” เขาค้อมศีรษะให้บุรุษผู้ประทับอยู่บนพระแท่น วรกายแบบนักรบท่อนบนเปลือยเปล่ามีเพียงภูษาเปื้อนเลือดผืนหนึ่งพาดอยู่บนพระเพลา บาดแผลที่เกิดจากลูกธนูทำให้พระโลหิตรินไหลลงมาบนแผงอกหนาเป็นสาย  

“หมายทำสิ่งใดก่จงเร่งมือ ข้าจักทนอดเหลือประมาณ” 

ดวงเนตรสีนิลวาววับ ทรงกัดพระทนต์แน่นด้วยต้องการระงับแรงโทสะมากกว่าข่มความเจ็บปวดของสังขาร สีพระพักตร์ดุดันผิดกับพระวรกายที่กำลังเย็นเฉียบลงทุกขณะ เม็ดเสโทผุดเต็มหน้าผากบ่งบอกว่าฤทธิ์ศาสตราวุธในครานี้หนักหนาสาหัสไม่น้อย

ปู่เจ้าล้างมือในอ่างน้ำขาวได้แก่เหล้าสั่งหมักพิเศษ ก่อนหยิบมีดที่ผ่านการทำความสะอาดแล้วขึ้นมากรีดลงไปบนผิวเนื้อของชายหนุ่มเพื่อขยายบาดแผล 

พระองค์สะดุ้งสุดตัว วรกายตึงแน่นด้วยกล้ามเนื้อแอ่นขึ้นรับแรงกด พละกำลังอันมหาศาลบีบจอกดินเผาซึ่งกำไว้ในอุ้งหัตถ์เสียแหลกละเอียด พระเนตรดำขลับเบิกกว้างเนื่องจากความเจ็บปวดแสนสาหัส เสโทหลั่งรินอาบโซมทั่วองค์ หากพระหทัยกลับเด็ดเดี่ยวไม่ปริเสียงโอดครวญใดๆ ออกมาให้ผู้ใดได้ยินแม้ครึ่งคำ 

“...ทำอันใดของเจ้า หมายฆ่าข้าหรืออย่างไร!” พระองค์ตรัสท้วงเสียงขาดห้วงเนื่องจากอาการหอบหายใจ

“เถิงมือข้าพระบาทแล้วบ่วายดอกกำตวน อัญ  ต้องถ่างปากแผลให้กว้างจักดึงกำพตออกสะดวกดาย” 

คนเป็นหมอไม่ยี่หระต่ออารมณ์เกรี้ยวกราดของคนเจ็บ มือหนากดมีดลงไปอย่างชำนาญ ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็สามารถถอนอาวุธร้ายออกมาได้สำเร็จ เขาใช้เนื้อวัวดิบกดซับเลือดเอาไว้จนหยุดจากนั้นจึงเริ่มทำความสะอาดแผลด้วยน้ำต้มสุก 

“เฉียดพระหทัยเกือบโดนเส้นพระโลหิตใหญ่” ปู่เจ้าพิจารณาบาดแผลแล้วหยิบศรอาบโลหิตจุ่มลงชำระในถ้วยงาช้างบรรจุน้ำสะอาด ทดสอบพิษด้วยแท่งเงินไม่พบว่ามียาพิษ “คุณท้าวระสี ของที่ข้าให้หามาอยู่ที่ใด”

“จักทำอันใดรึเจ้าคะ” ระสีหยิบถ้วยไข่ขาวและสุรากลั่นส่งให้แก่ชายหนุ่ม 

เขานำผ้ามาชุบในถ้วยสุราผสมไข่ขาวจากนั้นจึงนำไปชำระบริเวณแผล ตำรับการเยียวยาของปู่เจ้าพิสดารพิกลนัก นางไม่เคยเห็นหมอผู้ใดใช้ของประหลาดเยี่ยงนี้ทำการรักษามาก่อน 

“ทังเนื้อทังไข่...ของคาวเยี่ยงหั้น บ่แสลงแผลดอกรึเจ้าคะ” ระสีกระวนกระวาย “ให้ดีปู่เจ้าร่ายเวทคาถากำกับด้วยเถิดเจ้าค่ะ” นางกลัวเสียจริงว่าแผลจะยิ่งลุกลามไปกันใหญ่ แต่หากได้เวทมนตราจากผู้ขมังที่สุดในแผ่นดินนี้ก็ยังพอเป็นประกันให้ใจชื้น

“ข้าก่ทำอยู่อย่างไร” ผู้ทรงภูมิในชุดขาวถอนหายใจ

เขาหยิบเข็มงอเป็นขอเกี่ยวขึ้นมาสนเส้นไหม จากนั้นจึงเริ่มเย็บปิดปากแผลอย่างชำนิชำนาญโดยไม่ครั่นคร้ามว่าเนื้อหนังนั้นเป็นของมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจ 

นางหัวหน้านางพระกำนัลรู้สึกพะอืดพะอมในท้องไส้จนถึงกับต้องเบือนหน้าหนี พอเสร็จสิ้นปู่เจ้าจึงใช้ผ้าชุบเหล้าผสมไข่ขาวเช็ดทาอีกรอบหนึ่งจนสะอาด ฉาบทาปากแผลด้วยน้ำผึ้งแล้วใช้ผ้าปิดพันไว้ 

“ยกพระโอสถมาถวาย” 

“เจ้าค่ะ” กลิ่นเหม็นเขียวโชยคลุ้งออกมาทันทีที่นางระสีรินของเหลวสีตุ่นลงถ้วย น้ำบอระเพ็ดช่วยแก้พิษไข้ได้ชะงัดนัก ปู่เจ้ารับถ้วยมาแกว่งเบาๆ แลเห็นสายพระเนตรคนเจ็บมองคัดค้านอยู่ในที 

“พระเปนเจ้าโปรดวางพระทัย ข้าพระบาทบ่แม่นคนแล้งน้ำใจนักดอก” แถนหลวงยิ้มขณะเติมน้ำผึ้งลงไปหนึ่งจอก คนผสมเป็นเนื้อเดียวกันดีจึงส่งถ้วยถวายกษัตริย์หนุ่ม พระองค์ถลึงพระเนตรตอบคนรู้ทันก่อนรับไปเสวย

มธุรสหรือจะกลบรสขมฝาดเฝื่อนสุดแสนของบอระเพ็ด แม้นเป็นชายอกสามศอกก็ยากจะกล้ำกลืนดื่มได้หมดในคราวเดียว หากร่างสูงบนพระแท่นกลับกระดกจอกยาเกลี้ยงในคราเดียว ปาดเช็ดพระโอษฐ์ด้วยหลังหัตถ์อย่างลวกๆ

“เท่านี้ก่เสี้ยงสมใจท่านแล้วหนาแถนหลวง” 

ชายหนุ่มผู้มากความสามารถราวกับผู้วิเศษก้มศีรษะแทนการตอบว่ากระบวนการรักษาในวันนี้เสร็จสิ้นเรียบร้อย เป็นโชคดีเพราะดูท่าความอดทนของพระองค์ก็สิ้นสุดหมดลงพอดีเช่นกัน!

ร่างซึ่งมีผ้าพันแผลปกคลุมแทนอาภรณ์หยัดพระวรกายตั้งตรง สรรพเสียงภายในห้องเงียบกริบราวกับนัดหมาย ข้าไทบริวารทั้งหลายไม่กล้าแม้แต่จะเงยมองสีพระพักตร์ของผู้เป็นเจ้าเหนือชีวิต นอกเหนือจากลมหายใจที่เป่ารดบนพื้นกระด้างเย็นคงมีเพียงเนื้อตัวระริกสั่นที่ทำให้รู้ว่าพวกตนยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เหลือแต่ตัวทว่าศีรษะกุดกระเด็นไปอยู่ที่อื่น 

“ให้ศรีสูรยะนำตัวมันเข้ามา ข้าจักใช้เลือดอ้ายคนขลาดล้างตีน!” สุระเสียงก้องกังวานยังให้บรรดาข้าราชบริพารหัวใจเต้นระส่ำ สิ้นสุดการเยียวยาก็ได้เวลาลงทัณฑ์อ้ายคนอาจหาญฝากกำพตดอกนั้นไว้บนพระอุระของพระองค์ 

มีผู้เปรียบเปรยไว้ว่ากษัตริย์หนุ่มแห่งนครนี้หนา ยามสงบดุจพรหมา ยามโกรธาดุจอิสราบรรลัยกัลป์...

เหล่าข้าไทล้วนแซ่ซ้องเป็นเลิศปัญญา พระเป็นเจ้าแห่งกูนี้เถลิงพระนาม ‘พญาสุวรรณมุขทวารบดีศรีโคมคำ’


“คนร้ายที่จับกุมมาได้พระพุทธเจ้าข้า”  

ผู้กราบทูลกดกบาลนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ให้แนบลงพื้นแทบเบื้องบาท

“ไต่สวนได้ความอย่างใด ศรีสูรยะ” สุวรรณมุขทวารย้ายมาประทับบนพระราชอาสน์บริเวณโรงคัล 

“ทูลพระบาทเจ้า มันชื่ออังยะอ้างตัวเปนพรานไพรไล่ล่ากวางมาจนสุดชายดงพันเอิญพลัดหลงเข้ามาในอุทยานหลวง” 

“แลหมายสูงเปนกวางทองกระมัง ผู้ใดเชื่อคำแก้ต่างก่เขลานัก” 

“คำเท็จหาสัจจะได้ไม่ ข้าพระบาทเจ้าค้นละแวกหั้นถ้วนถี่จึงพบอาวุธชุดเครื่องธนูซุกงำอยู่ใต้พุ่มไม้” ศรีสูรยะถวายหลักฐานที่เก็บมาได้ สุวรรณมุขทวารับมาตรวจพินิจอย่างละเอียดลออ จากนั้นจึงส่งให้แถนหลวงก่อนถามความเห็น 

“ท่านคิดเห็นประการใด” 

“พินิจด้วยตาลูกกำพตเปนประการเดียวกับที่ใช้ประทุษร้ายพระองค์บ่ผิดเพี้ยน แลรูปเนื้อไม้รอยเกลา รวมเถิงขนหางทำมาจากไม้และนกชนิดเดียวกันเปนแน่กำตวน อัญ”

“ข้าก่หันพ้องดังคำวินิจฉัยของท่าน...เอ้า หลักฐานแน่นหนักประนี้มึงจักแก้ตัวอันใด!” กษัตริย์หนุ่มผินพระพักตร์ไปตวาดร่างซึ่งหมอบอยู่เบื้องหน้าเสียงดัง มองปราบเดียวพระองค์ก็ทราบว่ามือคู่ตรงหน้าเคยชินกับการจับอาวุธอยู่เป็นนิจ ร่องรอยบาดแผลจากคมดาบรึไม่น้อยไปกว่าทหารทั้งหลาย

“ข...ข้าบ่ได้ทำ ผู้ทรงธรรมทรงโปรดเมตตาข้าบ่รู้บ่หันอันใดทังหั้นขอรับ” อังยะยืนกราน ใบหน้าคล้ำแดดเครียดเคร่งเหงื่อกาฬแตกไหลท่วมตัว สุวรรณมุขทวารมีพระเนตรเฉียบคมแลสติปัญญาแหลมดั่งปลายเข็ม คงไม่อาจตบตาได้รอดพ้น ยังกังขาว่าเหตุใดพระองค์จึงหยัดวรกายอยู่ได้โดยไม่แสดงถึงความเจ็บปวดหลังต้องคมศาสตราของเขา 

หากเป็นชายฉกรรจ์กำยำผู้อื่นแม้นโดนยิงเข้าจุดนี้ไม่ตายก็ต้องล้มทรุดร่อแร่ ทว่าบุตรแห่งนาคากลับไม่มีอาการล้มหมอนนอนเสื่อดังเช่นคนปุถุชน เห็นทีมิได้หมอดีก็คงมีของดีประจำกายถึงได้ไม่สะทกสะท้านอันใด

“อ้ายไพร่สามานย์! กูยังบ่สั่งกุดหัวก่บุญหนักหนา ให้แก้ต่างความยังมาสับปลับกลอกกลิ้ง ผู้ใดส่งมึงมาจงแถลงวาจาให้เสี้ยง แม้นตลบเลี้ยวลดสักครึ่งคำกูจักแล่ลิ้นทีละกระแบ่ จนว่าจักคายความสัตย์!”  

อังยะไม่นึกว่าพญาแห่งแคว้นสุวรรณโคมคำจะมีอารมณ์ร้ายดุจทะเลเดือด เสียงลือเสียงเล่าอ้างที่ได้ยินว่าทรงดุจน้ำใสไหลเย็น ฤาเป็นเพียงคำประโลมหลอกให้ตายใจ จิตใจฮึกเหิมซึ่งเคยมีชักเริ่มหดหาย นึกถึงพระพักตร์ของผู้ที่มันให้ความเคารพเทิดทูนเหนือชีวิตแทบไม่ออก บัดนี้ผู้เป็นเจ้าชีวิตคงไม่อาจมาช่วยมันถึงเมืองศัตรูได้ การประจันหน้ากับกษัตริย์หนุ่มผู้อยู่ในอาการเกรี้ยวโกรธอาจเป็นทางเดียวที่จะทำให้มันรอดพ้นไปจากความตาย

“ข้าพระบาทบ่มีความในอันใดจักถวาย” อังยะก้มหน้า หลุบสายตามองพื้น 

“ลอบปลงชีพผู้อื่นจากด้านหลังอวชาติต่ำทรามเปนยิ่ง ยังกล้ามดเท็จเสมอหน้าบ่เกรงอาญาฟ้า ใคร่รู้นักว่าคนขลาดเยี่ยงมึงจักอสัตย์ไปได้เถิงเมื่อใด...ราชมัล!” 

“พระองค์เปี่ยมแสนยานุภาพมีกำลังในอุ้งหัตถ์นับหมื่นแสน แม้นผู้ใดมีสิบกรก่คงบ่หาญกล้าราญกับทหารทังหมู่ให้สิ้นเปล่าดาย” อังยะสวนรับสั่งด้วยเล่ห์ ไม่ขอรั้งรอให้ราชมัลมาลงทัณฑ์ทรมานตนเพียงถ่ายเดียว 

“รบกับข้าศึกทังกองกูยังบ่ขาม ประสาอันใดกับท้าต่อยตีฟันแทงกันต่อตัวกับคนขลาดเช่นมึง” ถ้อยประโยคยอกย้อนเหน็บแนมทำให้สุวรรณมุขทวารถึงกับฉวยพระแสงดาบจากฝักชี้หน้าอ้ายคนถ่อยจอมโอหังโดยพลัน มันตาเหลือกรีบก้มศีรษะหมอบลงทันใด “ศรีสูรยะมอบดาบให้มัน ในเมื่อหาว่ากูหลบอยู่หลังไพร่พล ก่จงหยิบอาวุธแล้วมาสู้ให้รู้กัน!”

“พระบาทเจ้า!” นายทหารหนุ่มไม่เห็นด้วยที่ทรงตัดสินพระทัยลดองค์ลงไปสู้กับพวกชั่วช้าทุราจารเช่นนั้น  

“พระองค์คำ ข้าพระบาทว่าพระพลานามัยเพลานี้...” ปู่เจ้าแถนหลวงรั้งพระองค์ด้วยพระนามเดิม

“บ่ต้องห้ามข้าแถนหลวง อย่างใดข้าก่ต้องกำราบอ้ายคนเหิมเกริมเสียให้สิ้นลำพอง”

อังยะเหลือบมองดาบที่ศรีสูรยะโยนไว้ให้ด้วยใจปราโมทย์ มันรีบคว้าจับไว้ราวกับกลัวถูกแย่งชิง เหล่านางข้าไทหวีดร้องในอกหน้าถอดสีก็ไม่กล้าขยับออกจากตำแหน่งที่ตนประจำอยู่ กลัวโจรถ่อยก็กลัว แต่มิสู้กลัวราชอาญามากกว่า

“สีมาแห่งพระราชอำนาจกว้างใหญ่ ต่อให้ข้าพระบาทเปนผู้กำชัย ก่บ่หมายว่าจักได้มีชีวิตรอดออกพ้นประตูเมือง รู้ประนี้แล้วจักสู้ไปเพื่ออันใด”  

สุวรรณมุขทวารทรงเข้าพระทัยในความนัย มันต้องการให้พระองค์กล่าวสัจจะวาจาก่อนเริ่มการห้ำหัก กษัตริย์หนุ่มแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อยก่อนตรัสด้วยสุรเสียงอันหนักแน่น 

“พวกมึงทังหลายจงฟัง แม้นมันผู้ต้องอาญาเอาชำนะกูได้ภายหลังก่ให้ปล่อยมันเปนไท” 

เสียงทัดทานดังขึ้นอึงมี่ อังยะกระหยิ่มยิ้มขณะผุดลุกขึ้นยืนพร้อมดาบในมือ ไม่คาดฝันว่ามันจะมีโอกาสได้เด็ดชีพกษัตริย์แห่งสุวรรณโคมคำอีกครั้ง หากครานี้สำเร็จมันคงได้กลับไปรับรางวัลใหญ่ เสวยสุขสบายบนทรัพย์ศฤงคารตลอดทั้งชาติ 

“พระองค์ตรัสสัตย์สัญญาเช่นนั้นข้าพระบาทก่บ่แหนงอันใดอีก” 

“เอาชำนะข้าได้ จิ่งค่อยใจบาน” สุวรรณมุขทวารกระตุกยิ้มมุมพระโอษฐ์ สืบเท้าเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยท่วงท่าสง่างามสมอธิราชราชา 

ปู่เจ้าแถนหลวงถอนหายใจเบาๆ ผุดลุกขึ้นจากที่นั่ง ก้มศีรษะแทนการกล่าวทูลลา ปลีกหนีจากข้างวงต่อสู้เงียบๆ 

“ท่านจักไปที่ใดขอรับ” ศรีสูรยะสังเกตเห็นชายหนุ่มผละไปโดยไม่อยู่แลให้รู้ผลจึงรีบรั้ง ทั่วทั้งนครไม่มีหมอยาใดเก่งกาจเท่าปู่เจ้าแถนหลวง ยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้เขาควรอยู่ดูให้เบาใจมิใช่หรือ

“วันนี้ข้าเห็นเลือดมาพอแล้ว”  

“ยิ่งควรอยู่มิใช่ฤา กัมรเตง ไผทโกรมนั้นชำนะแน่ข้าพเจ้าบ่แคลง ทว่าบาดแผลของพระองค์เล่า” 

“ประมือฤาจักมีอาวุธใดได้สัมผัสต้องพระฉวี ปฐมยามไว้ข้าพเจ้าจักเข้ามาตรวจพระอาการอีกครา” แถนหลวงยิ้มเนือยหมุนกายเดินหายลับมุมเสาไป 

เมื่อถูกทิ้งโดยหมอผู้ปราศจากความอนาทรร้อนใจศรีสูรยะจึงหันกลับมายังวงต่อสู้ที่กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วดุดัน คำปรารภของแถนหลวงเป็นจริง ไม่เพียงสุวรรณมุขทวารจะไม่บาดเจ็บเพิ่ม พระองค์ยังทรงล้มคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดายในเวลาชั่วอึดใจ สมกับที่ทรงภาคภูมิพระหทัยว่าศัตรูที่เข้ามาซึ่งหน้าจะไม่มีวันเอาชนะพระองค์ได้ 

ทันทีที่อังยะล้มหงายหลังกระแทกพื้นและถูกปลายดาบคมกริบจ่อคอหอยก็เป็นอันสิ้นสุดการตีรัน 

“ป...โปรดมีพระเมตตาข้าพระพุทธเจ้า” มันวิงวอนทั้งที่เมื่อครู่ตั้งใจโจมตีแต่จุดอ่อนของคนเจ็บอย่างไร้ความปรานี 

“คนเยี่ยงมึงย่างไปที่ใดก่จัญไรแก่ที่หั้น” สุวรรณมุขทวารถลึงเนตร สิ้นรับสั่งก็สับดาบลงไปบนข้อเท้าโดยไม่สนคำร้องขอ สร้างความเจ็บปวดแลเสียงโหยหวนดังลั่นสุดเวทนา “มือหั้นมีไว้ก่กระทำเลวนักหนากูจักสะบั้นมันเสียให้สิ้นแต่บัดนี้จักบ่ได้ไปก่อเวรสร้างกรรมกับผู้ใดอีก” ว่าแล้วก็ทรงตัดมือทั้งสองของมันทันใด 

“ดวงตาหั้นก่ส่องสอดลอบดูเพื่อประทุษร้ายหมายมาดเอาชีวีผู้อื่น” ทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปจับศีรษะของมันให้มั่น ใช้นิ้วล้วงงอเป็นขอจ้วงแทงสำเร็จโทษ “กูเมตตาต่อผู้ควรเมตตา กรรุณา เท่าที่กรรุณาเสมอกัน จักร้องขอจากผู้ใดก่จงให้ผู้หั้นเสียก่อนจำไว้”

ภาพการสำเร็จโทษสดๆ ทำให้เหล่านางข้าไททั้งหลายรีบก้มหมอบศีรษะจรดพื้นหลับตาปี๋ โลหิตไหลนองทั่วร่างนักฆ่าผู้โง่เขลา มันแหกปากร้องดิ้นทุรนทุรายคลุกลงบนพื้นเจิ่งนองโลหิตของตน 

“นำอ้ายไพร่นี้ไปมัดไว้กับไม้งิ้วหน้าลานประหาร ให้น้ำหล่อไว้อย่าให้ตาย ปล่อยเลือดมันไหลเสี้ยงตัวจนขาดลม” 

“อา...โปรดไว้ชีวิต ข้าพระบาทผิดไปแล้ว!” อังยะแผดเสียง เลือดไหลจากเบ้าตาดุจน้ำตาแห่งความทุกขเวทนา พยายามกระเสือกกระสนร่างไปหาผู้ลิขิตความเป็นความตาย

“ยามนี้ใจกูบานนักแล้วมึงเล่าเปนเยี่ยงไร” สุวรรณมุขทวารแย้มสรวล ทอดพระเนตรผู้ไร้ทางรอดด้วยสายตาประหนึ่งมองมดปลวก “เมื่อตายแล้วให้ทิ้งซากเปนอาหารแร้งกาทังหลายบ่ต้องฝัง”

สิ้นพระกระแสรับสั่งเหล่าโขลนจึงเข้ามาลากร่างของมันออกไปจากห้อง กษัตริย์หนุ่มทาบพระหัตถ์บนอุระที่เจ็บแปลบขึ้นมา บาดแผลคงปริแยกจนกำเริบบวมหนัก ร่างสูงส่งดาบหนักอึ้งให้แก่นางระสีที่มือสั่นเข้ามาช่วยรับ จากนั้นทรงเดินกลับไปประทับยังที่เดิม ครั้นกวาดสายพระเนตรมองหาคนซึ่งควรอยู่กลับไม่เห็นแม้เงา

สุวรรณมุขทวารถอนปัสสาสะ “ข้าใคร่เปลี่ยนผ้าพันยา ให้ผู้ใดก่ได้ไปเชิญปู่เจ้ามาอีกเทื่อ”

นางข้าไทรับสนองพระราชดำรัสคลานเข่าล่าถอยออกไป ส่วนที่เหลือจึงกุลีกุจอช่วยกันขัดถูล้างสิ่งโสโครกคาวคลุ้ง นางระสีให้คนไปนำน้ำว่านมาประพรมแก้อาถรรพ์กำจัดเสนียดอัปมงคลให้สิ้น 

“บ่ไต่ความมันให้แจ้งก่อนหรือพระบาทเจ้า” น้ำเสียงของศรีสูรยะแฝงความวิตก “หากบ่รู้ว่าผู้ใดส่งมันมา ก่บ่อาจขุดเหง้าถอนโคนให้ราบคาบได้”

“แล้วเจ้ารู้ได้อันใดว่าข้าบ่รู้” ดวงเนตรดำขลับวาวระยับราวกับกำลังทรงพระสรวล “อ้ายอังยะผู้หั้นมันมาแต่แคว้นใด ข้ารู้เต็มอก แม้พรางกายแต่งแง่อย่างไพร่เมืองนี้แต่บ่อาจอำยวนพงศ์เผ่าเหล่ากอเดิมได้ แลรอยสักจารบนผิวหนัง อีกทังตุ้มหูหินอรรฆโคตรย่อมบ่ใช่ทรัพย์ของไพร่สามานย์ หันจักเปนนายมันเคยบำเหน็จตกแก่มัน” 

ลายสักแต่ละแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามเผ่าของตน พระองค์ทรงสังเกตเพียงปราดเดียวก็ทราบว่าอ้ายอังยะเป็นไพร่ฟ้าข้าไทใต้ร่มพระบารมีหรือไม่ หรือเป็นไพร่จากเมืองอื่นลอบลักแฝงตัวเข้ามา พอพินิจดูใกล้ๆ ก็ยิ่งแน่แก่ใจว่ามันมาจากที่ใด 

“ฤา ทรงรู้ความแต่ต้น” ศรีสูรยะทวนด้วยความประหลาดใจ “ทังอย่างหั้นก่ยังแสร้งให้มันยั่วท้า”

“บ่สู้แล้วจักรู้ได้อย่างไรว่าศัตรูคิดประมาณข้าไว้เท่าใด” รอยยิ้มนุ่มนวลดุจกลีบปทุมแย้มปรากฏขึ้นบนพระพักตร์ของผู้เป็นใหญ่ 

“ทรงมากเล่ห์เถิงเพียงนี้ ถ้าข้าพระบาทรู้ว่าพระองค์หาเรื่องตีรันมันโดยชอบ ก่คงบ่เสียแรงทัดทานดอก” ผู้เป็นทหารรับใช้ใกล้ชิดถึงกับถอนหายใจ สุวรรณมุขทวารได้ฟังนายทหารคนสนิทค่อนจึงเปล่งพระสรวลดัง 

“เจ้ายังบ่จำอีกหรือศรีสูรยะ บ่เหมือนแถนหลวง ดูราเจนทันข้าไปทุกคดีจิ่งบ่ไยดีหนีกลับอาศรมไปเสียเมื่อต้นแล้ว!”


....................

จบตอน

เชิงอรรถ 

ด้ำ - ด้าม
เสี้ยง – หมด, สิ้น
กำพต – ลูกศร
กำตวน อัญ - ผู้เป็นเจ้าแห่งกู
กระแบ่ – กระบิ, ชิ้น, ส่วน
กรรุณา [กฺระ-]  – กรุณา





Create Date : 28 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 17 มกราคม 2560 17:28:20 น. 20 comments
Counter : 1517 Pageviews.

 
ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้จะเป็นเม้นท์แรก

มาไวทันใจจริงๆ สงสัยจะมาวันละตอน
ขอบคุณนะคะ


โดย: kira IP: 49.229.91.186 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา:7:13:49 น.  

 
สนุกจังเลยคะ. ภาษาก็เจ๋งดี. อ่านง่ายเข้าใจได้คะ ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆๆๆแบบนี้นะคะ


โดย: นงนง IP: 27.55.88.181 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา:8:54:38 น.  

 
จะนั่งรอติดขอบจอทุกเช้าเลย......


โดย: khunprawn IP: 58.11.247.6 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา:9:32:14 น.  

 
ภาษาเป็นอะไรที่น่าทึ่ง แม้ว่าบางคำจะไม่รู้ความหมายว่ามันคืออะไร แต่เมื่ออ่านไปเรื่อย มันจะรู้เองว่าคนแต่งต้องการสื่ออะไร ^^


โดย: unna_jung IP: 202.28.179.5 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา:12:36:25 น.  

 
องค์คำช่างร้ายกาจ


โดย: Beerbeer IP: 171.101.224.196 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา:13:37:24 น.  

 
ต้องพึ่งคำแปลไม่งั้นไม่รอด อ่านช้าหน่อยแต่ได้อรรถรสดีค่ะ เปิดตัวพระแล้ว ทรงแมนมาก


โดย: nasa IP: 110.77.199.36 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา:19:43:13 น.  

 
สนุกค่ะ ภาษาอ่านได้ลื่น อาจใช้เวลาสักนิดในการแปลความ แต่โดยรวมถือว่าไม่มีปัญหาค่ะ


โดย: DekDoi IP: 1.47.41.115 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2558 เวลา:21:40:51 น.  

 
มาทักทายยามดึ๊ก...ดึก วันนี้มีสัมมนานึกว่าจะไม่ไหว
แต่อดใจไม่ได้คร้า 55555
พรุ่งนี้เช้าเจอกันนะคะ 😘


โดย: เจ้าแต้ม IP: 49.237.220.195 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2558 เวลา:0:39:12 น.  

 
kira - ไม่ค่อยมีคนเมนต์ค่ะตอนนี้ หายกันโม้ด

นงนง - ขอบคุณที่ติดตามลูกบ้าของคนเขียนค่ะ

khunprawn - ดีใจ

unna_jung - นอกจากบทสนทนา จะพยายามอธิบายผ่านบทบรรยายค่ะ จะได้เข้าใจกัน

Beerbeer - เจ้าเล่ห์มากมาย รังแกชาวบ้านไปทั่ว แถนหลวงกะเจ้าขวัญนี่โดนประจำ

nasa - ไม่แมนอย่างเดียวนะ ล่ำด้วยอะ

DekDoi - เบาใจที่ยังอ่านได้ค่ะ นานไปน่าจะคุ้น เพราะศัพท์จะซ้ำๆ ค่ะ

เจ้าแต้ม - มาไวไว ตอนที่ 4 มาแล้วค่ะ


โดย: นราเกตต์ วันที่: 29 พฤศจิกายน 2558 เวลา:5:12:51 น.  

 
เป็นตอนที่ต้องค่อยๆอ่าน บางคำก็ไม่รู้ความหมาย
แต่สนุกค่ะ ^^


โดย: Jan Janaury IP: 49.229.81.117 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2558 เวลา:10:44:14 น.  

 
เหนื่อยในการอ่านภาษาโบราณ ถือเป็นการฝึกการอ่านไปในตัว
ขอบคุณนะคะ


โดย: sakeena IP: 125.24.240.103 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2558 เวลา:9:34:06 น.  

 
หล่อด้วย โหดด้วย
ภาษาโบราณอ่านไปอ่านมาเพลินดีค่ะ


โดย: ทราย IP: 223.207.243.194 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2558 เวลา:17:16:45 น.  

 
เอาแต่ใจนะ ดร.ซวย


โดย: กรรดึก IP: 134.196.207.193 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2558 เวลา:20:20:47 น.  

 
ดูราเจนทันข้าไปทุกคดี กรี๊ดด# ทีมเเถนหลวง ค่ะ พี่เกด😁😁


โดย: ดา IP: 171.5.247.143 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2558 เวลา:21:09:26 น.  

 
เริ่มคุ้นๆเรื่องละ องค์คำนี่ตัวแสบเลยนะคะ 5555


โดย: Pinkc IP: 94.23.252.21 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:6:32:26 น.  

 
ม่วนขนาด ตื่นตาตื่นใจเป็นยิ่งนัก
ภาษาสวยงามมากค่ะ อ่านไปฟินไปมโนตามไป สยดสยองใช่เล่น 555

ไล่อ่านเรื่อยๆนะคะ ต้องทำความเข้าใจภาษาพอควรเพื่อซึมซับอรรถรสตามตัวหนังสือค่ะ

ดีใจที่ได้ติดตามผลงานเขียนดีๆของคุณเกตต์ค่ะ ^^


โดย: คนสวย IP: 223.207.115.206 วันที่: 3 ธันวาคม 2558 เวลา:15:06:35 น.  

 
เป็นตอนที่กลับมาอ่านเป็นรอบที่สามสี่ห้า
จักก็อะไร 555


โดย: ตัวอ้วน IP: 1.47.72.82 วันที่: 3 ธันวาคม 2558 เวลา:16:31:13 น.  

 
อ่านความหฤโหดดุดันแต่หล่อเหลาล่ำบึ้กของกษัตริย์หนุ่ม แอบนึกถึง เมมฟิสแห่งคำสาปฟาโรห์เลยค่ะ


โดย: มาลีรินทร์ IP: 192.99.14.36 วันที่: 14 ธันวาคม 2558 เวลา:13:34:54 น.  

 
สนุกค่ะ แต่ต้องใช้เวลาอ่านทำความเข้าใจภาษา
รอติดตามนะคะ เอาใจช่วยค่ะ ^_^


โดย: ณกานต์ IP: 223.206.244.53 วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:15:44:34 น.  

 
จริงๆหนูว่ามันก็ไม่ได้อ่านยากเท่าไหร่นะคะ
ถ้าดูบริบทโดวยรวมแล้วจะสามารถตีความได้เลยค่ะ
หนูคิดว่าการเขียนนิยายเรื่องนี้ พี่เกตต์น่าจะต้องทำการบ้านเยอะมากแน่ๆเลย ทั้งในแง่ของภาษา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม

เป็นกำลังใจให้นะคะ :)


โดย: หนูแรคคูน IP: 182.232.44.115 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:8:12:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
นราเกตต์
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 68 คน [?]




ดาวน์โหลด E-book

กระต่ายในเงาจันทร์

Friends' blogs
[Add นราเกตต์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.