Group Blog
 
 
ธันวาคม 2548
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
23 ธันวาคม 2548
 
All Blogs
 

บันทึกหน้านี้(ไม่)มีพระเอก

“โอย! จะไปทันไหมอ่ะเนี่ย อีกชั่วโมงเดียวเอ๊ง ทำไมรถมันติดมโหฬารอย่างนี้”

นั่นเป็นเสียงคร่ำครวญปานจะขาดใจของฉันที่นั่งอยู่ตอนหน้าของรถประจำทางสายหนึ่ง มือซ้ายของฉันกำหูหิ้วของกล่องกระดาษซึ่งใส่กรอบรูปขนาดใหญ่และถุงใส่หนังสือเรียนที่มีสมุดบันทึกที่ว่างเปล่าสุมอยู่กับกล้องถ่ายรูป ส่วนมือขวาก็กำแน่นอยู่ที่แขนขาวๆ ปนด่างเพราะรอยแผลเป็นจากการถูกยุงกัดของเจ้าวีนเพื่อนซี๊ด้วยความตื่นเต้น

“ทันน่า” เสียงไร้อารมณ์ดังผ่านหูไปแว่วๆ

ฉันรู้ว่าเจ้าเพื่อนตัวดีเริ่มระอาแต่จะทำอะไรได้มากมายไปกว่านี้เล่า ในเมื่อธุระที่มาวันนี้ก็เป็นของฉันล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับมันซักหน่อย ค่าที่มันยอมสละเวลาแถมยังเอาหัวไปเสี่ยงกับปาป๊าและมาม๊าในโทษฐานที่กลับบ้านดึกนี่ก็เป็นบุญคุณอย่างยิ่งแล้วในความรู้สึกของฉันตอนนั้น ไหนจะเมื่อบ่ายที่ผ่านมานี้ในการสอบวิชาการตลาด เจ้าวีนอุตส่าห์เร่งการทำข้อสอบเสียเต็มสตรีมชนิดที่เรียกว่าฉิวเดียวเสร็จด้วยเกรงว่าฉันจะรอจนเงกหรือไม่ก็รากงอกไปเสียก่อน

“ดูดิ .. กระเป๋ารถเมล์ก็ดันหลับ แล้วอย่างนี้เราจะลงถูกป้ายได้ยังไง ขอให้ช่วยบอกหน่อยก็ดันเป็นงี๊”

ไม่พูดเปล่า หากแต่สายตาของทั้งฉันและเจ้าวีนสะบัดผ่านกระเป๋ารถเมล์สาวร่างอ้วนที่กำลังนอนหลับอย่างสบายอารมณ์ด้วยอาการเคืองหน่อยๆ

“เฮ้ย! ถึงแยกนี่แล้ว เราต้องลงป้ายนี้ป่ะ”

ฉันหันไปสะกิดถามเพื่อนที่ก็ไม่ได้รู้มากไปกว่ากันสักเท่าไหร่จากนั้นจึงพากันหอบของอันพะรุงพะรังมาเกาะอยู่ที่เสาข้างประตูของรถ ปลายนิ้วชี้ของฉันจ่ออยู่ที่ออดสีแดงเพื่อเตรียมความพร้อม

“ใช่ป้ายนี้ป่ะคะ” หันไปอีกทีพี่กระเป๋ารถเมล์กำลังงัวเงียอยู่

“อีกสองป้ายค่ะน้อง”

เพล้ง! หน้าแตกอย่างแรง!

ครั้นจะถอยไปนั่งที่เดิมเพื่อรอเวลาให้ครบสองป้ายตามที่กระเป๋ารถเมล์บอกก็ทำไม่ได้เสียแล้วเพราะที่นั่งเดิมของฉันถูกนักศึกษาสาวสถาบันเดียวกันหย่อนก้นลงนั่งไปเรียบร้อย ถึงตอนนี้หน้าฉันเริ่มร้อนเห่อด้วยความอายแต่จะทำไงได้ละ นอกจากยืนทำหน้านิ่งเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ที่ริมประตู นี่แหละหนอที่เค้าเรียกว่ากระต่ายตื่นตูม กลัวไม่ได้ลงหรือไม่ก็กลัวเลยป้ายจัดไปหน่อยเลยพากันลุกเสียตั้งแต่หัวโห่

“รถติดอย่างนี้ ลงดีกว่าแล้วนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปกัน”

เจ้าวีนที่ไม่เคยวีนอย่างชื่อเริ่มเสนอทางออก (สงสัยจะรู้ว่าเพื่อนอาย) ฉันเห็นด้วยทันทีลองนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างในกรุงเทพดูก็น่าจะสะวี๊ดสะว๊าดเร้าใจดี

เราสองคนถลาลงจากรถแล้วพุ่งไปที่วินมอเตอร์ไซค์อย่างรีบร้อนพลางบอกจุดหมายกับพี่คนขับแล้วโดดขึ้นซ้อนท้ายมอร์เตอร์ไซค์อย่างกระฉับกระเฉงแม้ว่าจะใส่กระโปรงอยู่ก็ตาม

แม่เจ้า! นั่นเป็นเสียงอุทานในใจของฉันเองเมื่อพี่คนขับเริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์ขับปาดรถใหญ่อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งก็ไม่แปลกสำหรับพี่เค้าหรอกเพราะขับอยู่ทุกวันแต่กับคนที่ไม่เคยฝ่าดงเหล็กบนถนนในกรุงเทพอย่างฉันนี่สิ น่ากลัวนักว่าขาข้างใดข้างหนึ่งจะไปเกี่ยวเอากับฝากระโปรงของบรรดารถที่จอดติดไฟแดงอยู่

ฉันไม่น่าอยากหาความเร้าใจจากการนั่งมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพเลยสิน่า เพราะนอกจากจะขยันปาดแล้วพี่แกยังโชว์ความฉมังด้วยการขับสวนทางข้ามไปเลนส์ขวาอยู่เรื่อย จนเล็กซัสคันงามที่ขับสวนมากระพริบไฟสูงไล่(หรือไม่ก็ด่า) ให้ดิ้นตายเถอะ! มอเตอร์ไซค์รับจ้างแถวบ้านของฉันขับดีกว่านี้เยอะเลย

“ถึงแล้วครับน้อง” หน้าตาพี่แกภูมิใจมาก

ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ให้สมอยากก่อนจะงุบงิบว่า ‘พ้นเคราะห์ไปที’ ก้าวลงจากรถแข้งขาสั่นควักเงินจ่ายค่ารถไปอย่างโล่งใจพลางฉุดแขนด่างๆ ของเจ้าวีนที่ยืนรออยู่ไม่ห่างเข้าก้าวเข้าไปในตัวตึก

“นี่วีน ตื่นเต้นว่ะ”

“จะบ้าเหรอ แกไม่ได้มาเทสเสียงซะหน่อย ทำไมต้องระรี้ระริกขนาดนี้ด้วย”

“ปั๊ดโธ่!” ฉันขึ้นเสียงสูงอย่างกระหยิ่ม “ ไม่รู้อะไรซะแล้ว วันนี้ฉันจะได้เจอเอกนะเว้ย”

ทำไมมันจะไม่รู้ แต่คนอย่างฉันซะอย่าง ย้ำได้เป็นย้ำ!

“ไปแลกบัตรกันเร็ว เอาบัตรประชาชนออกมาซิ”

นั่นเป็นมาตรการของค่ายเพลงค่ายนี้หรือบางทีอาจจะเป็นทุกค่าย อืม..ก็น่าจะทุกค่ายหรือทุกสถานที่ที่เข้มงวดเรื่องความปลอดภัยนะฉันว่า...บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าวีนและใบขับขี่ของฉัน (หลีกเลี่ยงการใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพราะตอนถ่ายไม่ได้เก๊กหน้าสวยและตอนอายุ 15 ฉันขี้เหร่มาก) ถูกยื่นไปบนเคาน์เตอร์

“มางานมิตติ้งของเอก ชั้น 21 ค่ะ”

“งานเริ่มหนึ่งทุ่มนะคะน้อง ขอเชิญนั่งรอด้านนั้นนะคะ” พี่ประชาสัมพันธ์สาวคนสวยผายมืออย่างสุภาพ “พอหกโมงครึ่งน้องมาแลกบัตรตรงนี้แล้วพี่จะให้ติดบัตรชั่วคราวขึ้นไป”

ฉันฉุดเจ้าวีนที่ยืนเอ๋ออยู่ทางด้านหลังไปนั่งยังเก้าอี้ซึ่งน่าจะทำจากหินอ่อนรูปทรงกลมที่มีขนาดใหญ่มากพอสำหรับจะนั่งได้สองคนแล้วคุยกันจุ๊กจิ๊ก

“ฉันรอนี่ได้ป่ะ” เจ้าวีนเริ่มต่อรอง “ไม่อยากมีรูปลงเวปอ่ะแก อายคนเค้า”

“ไม่ได้นะ ต้องขึ้นไปด้วยกัน เลิกกี่ทุ่มก็ไม่รู้ ถ้าเลิกดึกแกก็รอนานนะ ต้องอยู่คนเดียวด้วย ไม่ดีหรอก”

“คนออกเยอะแยะ เนี่ย...ดารากะนักร้องเดินผ่านตรึมเลย มีดีเจด้วย”

“ไม่ได้ แกต้องไปกับฉัน” ฉันเริ่มเผด็จการ

ไปๆ มาๆ ฉันก็เริ่มหลุดเข้าไปในภวังค์ หน้าของเอกศรัณย์นักร้องคนโปรดที่สังกัดอยู่ค่ายนี้ลอยวนไปมาอยู่ตรงหน้า คิดแล้วก็ให้ขนลุกด้วยความตื่นเต้น โอ...นี่ฉันจะได้เจอเอกจริงๆ หรือเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะได้เจอเอกตัวเป็นๆ นี่มันเป็นผลพวงจากการส่งแมสเสจประชดชีวิตแท้ๆ เชียว

หลังจากที่ฉันพ่ายการแข่งขันเกมส์เพื่อให้ได้ไปทัวร์ภูเก็ตสามวันสองคืนกับเอกจากรายการวิทยุแล้ว เพื่อนรุ่นพี่ที่ฉันเรียกว่า ‘เจ๊’ คงจะรู้ว่าฉันช้ำใจอย่างหนักก็คาบข่าวมาบอกว่าจะมีมิตติ้งของเอกที่ทางค่ายจัดขึ้นให้กับนักร้องที่กำลังมีผลงานและแฟนคลับ จากนั้นฉันก็กระหน่ำส่งแมสเสจไปอย่างเมามันเพื่อความสะใจ (สองวันสามเวลา รวมเป็นหกครั้งถ้วน มันเยอะมากในความรู้สึกงกๆ ของฉัน) จนแทบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำถ้าเพียงแต่ในบ่ายวันหนึ่งไม่มีแมสเสจตอบกลับเข้ามาในมือถือว่าฉันเป็นผู้โชคดีได้เข้าร่วมงานมิตติ้ง

“หกโมงครึ่งแล้ว จะไปยังล่ะ” เสียงเจ้าวีนเตือน

“เออ ไปสิไป” ฉันสะดุ้งนิดๆ

แต่เอ...เด็กสาวที่เกาะอยู่บนเคาน์เตอร์นั่น ท่าจะเป็นน้องตองซึ่งเป็นแฟนคลับของเอกเหมือนกันที่รู้จักและนัดกันทางอินเตอร์เนทว่าจะมาเจอกันที่นี่ ฉันพอจะรู้มาเลาๆ ว่าน้องตองอายุเต็มสิบสี่ปีในวันนี้พอดีเสียด้วย ในขณะที่ฉันจะอายุครบยี่สิบเอ็ดอยู่ไม่กี่เดือนข้างหน้า ความใสต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ฮึ่ม!

“น้องตองใช่หรือเปล่าคะ” ฉันทักอย่างระมัดระวังกันหน้าแตกหนที่สองหลังจากพลาดมาแล้วบนรถ

“ใช่ค่ะ พี่ใช่พี่แน๊ตป่ะ”

จากนั้นเสียงทักทายกันราวกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานแต่ความจริงเพิ่งเจอกันครั้งแรกก็ดังระงมที่หน้าเคาน์เตอร์
น้องตูนพี่สาวของน้องตองอายุสิบเจ็ดปี! ยังไงซะฉันกับเจ้าวีนก็ยังแก่ที่สุดในกลุ่มอยู่ดี ประเดี๋ยวขึ้นไปถึงชั้น 21 ก็คงจะเจอแต่เด็กสาวหน้าละอ่อนที่เป็นแฟนคลับของเอก อันที่จริงฉันก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะแก่อะไรมากมาย หากแต่เมื่อมาอยู่ท่ามกลางน้องๆ น่ารักวัยกระเตาะแบบนี้มันก็ดูแปลกๆ อยู่ไม่น้อยในความรู้สึกของฉัน

“ตองว่าตองส่งแมสเสจมากี่ครั้งนะ”

ฉันทิ้งเจ้าวีนทันตาแล้วหันมาหาเพื่อนใหม่ หลังจากแลกบัตรเสร็จเรียบร้อยเราสี่คนเดินคุยกันไปที่ลิฟท์เพื่อขึ้นไปยังชั้นที่นัดหมาย

“ร้อยกว่าครั้งแน่ะ ตองจำไม่ได้หรอก พี่แน๊ตล่ะคะ”

“หกครั้งเอง” ฉันแอบกระหยิ่มในใจ ‘เห็นไหมเล่า ดวงคนมันจะได้เจอ’

ทันทีที่ประตูลิฟท์เปิดออกฉันก็ได้ยินเสียงเพลงดังกระหึ่มไปทั่วชั้น 21

“น้องๆ มาเซ็นชื่อแล้วไปต่อแถวรอหน้าห้องนะคะ ประตูเปิดทุ่มนึงค่ะ”

สิ้นเสียงใสแจ๋วของพี่ทีมงานที่ร้องบอกฉันก็ถลาไปคว้าปากกาบนเคาน์เตอร์เซ็นปราดด้วยความตื่นเต้นและดูเหมือนอาการตื่นเต้นเริ่มหนักข้อขึ้น จนเจ้าวีนแอบส่ายหน้า (ฉันหันไปแอบเห็นพอดี) สายไปเสียแล้วนะเพื่อน ถอนตัวตอนนี้ไม่ทันแล้ว…เสียงปีศาจในหัวของฉันดังขึ้นพร้อมแสยะยิ้ม

หนึ่งทุ่มตรงหลังจากที่ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออก ฉันกับน้องตองซึ่งมีเป้าหมายเดียวกันคือการพุ่งไปจองที่นั่งแถวหน้าให้เร็วที่สุดจับมือกันมั่นพร้อมกันวิ่งปรู๊ดแทรกบรรดาทีมงานหนุ่มๆ ไปอย่างรวดเร็วโดยมีกองหลังอย่างเจ้าวีนกับน้องตูนเดินแบกของที่ฉันกับน้องตองสลัดทิ้งไว้ให้เดินตามมาต้อยๆ ทำให้ฉันอดอมยิ้มไม่ได้…สองคนนี้ออกแนวโดนเพื่อนและน้องขู่แกมบังคับให้มาเหมือนๆ กัน

แสงไฟสลัวๆ บนเวทีโรแมนติกน่าดู ระบบคอมพิวเตอร์ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะตัวยาวที่มุมหนึ่งชิดผนังด้านซ้ายของห้อง โซฟาตัวเขื่องสีดำมะเมื่อมตั้งอยู่กลางเวที...เอกจะนั่งตรงนั้น! ตรงกับฉันเด๊ะเลย อย่างนี้ไม่เรียกบุพเพสันนิวาสไม่ได้แล้ว

เสียงพิธีกรชายที่ฉันคิดเอาเองว่าคงเป็นดีเจของรายการวิทยุไหนสักคลื่นเพราะเสียงอันทรงพลังของเขาดังจนแสบแก้วหูไปหมด พร้อมกับมุขที่ปล่อยออกมาให้บรรดาแฟนคลับร่วมห้าสิบคนของเอกขำเป็นระยะๆ ซึ่งมันก็ขำจริงๆ แหละ แต่ฉันขำไม่ออกเพราะเริ่มสติแตกจนมือไม้เริ่มเย็นเฉียบด้วยความตื่นเต้นและความมีประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศภายในห้อง...ดีนะเนี่ยที่ฉันรอบคอบเตรียมเสื้อกันหนาวมา

“น้องๆ มาหาใครกันครับวันนี้”

พี่พิธีกรแกล้งถามหน้าตาเฉยหลังจากปล่อยไปหลายมุข

“มาหาเอก”

ทุกเสียงประสานพร้อมกัน ยกเว้นฉันที่นั่งขัดกล้องดิจิตอลในมือด้วยผ้ากำมะหยี่

“เอกไหน เอกไม่มานะ เอกไม่ว่าง”

คนเสียงดังยังทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้

ฮั่นแน่ะ! มุขโบราณมากเลย...ว่าแล้วก็จัดการทิ้งค้อนวงใหญ่ให้พิธีกร

“มา มา มา” เสียงแฟนคลับสาวๆ ยังเถียง

อะโด่! ต้องมาอยู่แล้ว ไม่ต้องมามุขเลย ไม่มาได้ไง เชอะ...ฉันแอบเบ้ปากนิดหนึ่ง

“อ๊ะ! มาก็ได้ น้องๆ อยากเจอหรือยัง” เสียงพิธีกรพยายามบิลด์อารมณ์ของบรรดาแฟนคลับเต็มที่ ทั้งที่จริงไม่ต้องทำอะไรพวกเราก็ตื่นเต้นกันจะแย่อยู่แล้ว “เรามาพบกับเอกเลยครับ น้องเอก ขอเชิญหน้าเวทีเลยครับ”

ขาดคำของพิธีกร ร่างสูงๆ ของคนที่ฉันอยากเจอหน้ามาตลอดวันหรือจะพูดให้ถูกคือตลอดห้าวันหลังจากได้รับแมสเสจสวรรค์นั่นก็ปรากฏขึ้นที่หน้าเวที โอ...ตัวสูงจัง หน้าใสด้วย แก้มก็น่าหยิก โอ๊ย! น่าเอ็นดูจัง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบนโลกจะมีคนน่ารักได้ขนาดนี้

และแล้วฉันพลัดตกเหวรักระลอกสองอย่างไม่ต้องสงสัยหลังจากที่ตกไปแล้วระลอกหนึ่งตอนได้ยินเสียงเพลงของเค้าทางรายการวิทยุและตามรายการโทรทัศน์ที่ว่าน่ารักแล้ว ตัวเป็นๆ น่ารักกว่าในจอตั้งเยอะแน่ะ ถึงตอนนี้ฉันยิ้มยิงฟันตาหยีพลางกระซิบรอดไรฟันพอให้ได้ยินกันสองคนกับเจ้าวีน “ตัวเป็นๆ น่ารักว่ะแก” แล้วเพื่อนที่แสนดีก็พยักหน้าหงึกหงักด้วยอาการนิ่งสงบไร้ความตื่นเต้นเช่นเดิมแต่เอาเถอะใครไม่ชมฉันชมของฉันคนเดียวก็ได้ ไม่เห็นจะสนใจเลย ฮึ!

หลังจากที่ช็อคไปเกือบห้าวิ (ฉันไม่ได้จับเวลาจริงๆ หรอก) ผ้ากำมะหยี่ในมือก็ถูกดีดตกปุ๋งลงไปในกระเป๋าถืออย่างไม่ใส่ใจ พร้อมกันนั้นฉันกับน้องตองก็แข่งกันกดชัตเตอร์อย่างเมามันประหนึ่งว่าเราจะทำลายสถิติอะไรสักอย่างแล้วจากนั้นแสงแฟลชจากทั่วทั่งห้องก็แข่งกันสาดไปยังหน้าของเอกซึ่งนั่งยิ้มน้อยๆ อยู่บนโซฟากลางเวทีจนฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าว่า ‘เอกของฉัน’ จะแสบตาบ้างไหมนะ น่าสงสารจัง…แต่ยังไงก็ต้องถ่าย ไม่งั๊นเสียเที่ยวแย่ เรื่องอะไรจะยอมเสียเปรียบคนอื่น

“น้องเอกมีความรู้สึกยังไงครับกับงานในวันนี้”

“ก็ดีใจครับ แต่เอ...หน้าคุ้นๆ กันทั้งนั้นเลยนะเนี่ย”

ไม่คุ้นได้ไงล่ะในเมื่อแต่ละคนเจอเอกมาเป็นรอบที่เท่าไหร่กันแล้วก็ไม่รู้ ที่ไม่คุ้นก็เห็นจะเป็นฉันกับเจ้าวีนนี่แหละ ที่เพิ่งโผล่หน้ามาครั้งแรกแถมยังได้นั่งเสียแถวหน้าซะด้วย ฮ่าฮ่าฮ่า อยากจะหัวเราะด้วยความสะใจ ให้มันรู้ซะบ้าง!

หลายคำถามที่ฉันก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้วผ่านไปอย่างรวดเร็วเพราะแฟนพันธุ์(เกือบ)แท้อย่างฉันไปเสาะหาอ่านมาหมดแล้วทั้งจากนิตยสารและอินเตอร์เนทแต่จะซื้อบ้างหรืออ่านฟรีบ้างสลับกันไปในเวลาถังแตก

พิธีกรอ่านคำถามจากแผ่นกระดาษที่แจกให้พวกเราเขียนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงคำถามของน้องตองแต่น้องตองมักน้อยไม่อยากรู้อะไร แค่ขอให้ ‘พี่เอก’ อวยพรวันเกิดให้ซึ่งอันที่จริงก็เป็นความคิดของฉันเองแหละ...ถ้าอยากจะเด่นนะคะน้อง มันต้องกล้าสิ...เสียงเพลง Happy Birthday ดังขึ้นโดยมีเอกเป็นต้นเสียง ทุกคนในห้องปรบมือตามเป็นจังหวะ น้องตองที่ตอนนี้ยิ้มหน้าบานแปดกลีบถึงกับอายม้วนไปมาบนเก้าอี้จนจบเพลง พิธีกรเรียกเจ้าของวันเกิดออกไปแล้วให้เอกมอบซีดีกับโปสเตอร์พร้อมลายเซ็นให้เป็นของขวัญจานด่วน

“เอาละครับ ต่อไปนี้จะเป็นการสุ่มเบอร์โทรศัพท์ของน้องๆ ผู้โชคดีสามคน เพื่อออกมาตอบคำถามเกี่ยวกับเอกนะครับ ถ้าตอบถูกจะได้ซีดีเพลงกับโปสเตอร์พร้อมลายเซ็นของเอกเป็นรางวัล”

จบคำของพิธีกรเสียงแปดหลอดฉันก็ตาเหลือกด้วยความตื่นเต้นและความหวังว่าฉันจะได้เป็นหนึ่งในสามที่ได้ออกไปรับมอบของจากมือของเอก เอาน่า…ส่งแมสเสจหกครั้งยังฟลุคได้มาร่วมงานเลย แล้วนี่ฉันได้มานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว ปาฏิหารย์มันต้องมีสิ!

การสุ่มเบอร์ดำเนินไปเรื่อยๆ หนึ่งก็แล้ว สองก็แล้ว…ไม่มีเลยสักอัน ฉันเริ่มนั่งหน้าเศร้าด้วยความหมดหวังและคิดว่าเจ้าวีนก็คงสมน้ำหน้าเพื่อนมันอยู่ในใจ ในที่สุดหมายเลขที่ออกก็ไม่ใช่ฉัน...ฉันแอบร้องฮือๆ เบาๆ ให้เจ้าวีนฟังพลางกระฟ่อดกระแฟ่ดโทษโชคชะตาแล้วปลอบใจตัวเองว่า ‘ซีดีฉันก็มีแล้วแม้ว่าจะไม่มีลายเซ็นก็เหอะ ยังไงมันก็ฟังได้เหมือนกันแหละ ส่วนโปสเตอร์ไม่เอาก็ได้ เชอะ!’

สามสาวเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์มรณะ (ดูนิสัยฉันสิ ทั้งที่ควรจะยินดีไม่ใช่หรือ) ออกไปยืนตอบคำถามอย่างแม่นเปรี๊ยะ เรื่องส่วนตัวของเอกที่เป็นเรื่องจุกจิกสามสาวนั่นก็รู้หมด...แฟนพันธุ์แท้ดีแฮะ

ทั้งน้องตองและสามสาวได้รับของกำนัลกันถ้วนหน้า ตากล้องถ่ายรูปสี่สาวที่กำลังรับของรางวัลจากเอกจนมือเป็นระวิง โดยมีฉันนั่งตาร้อนอยู่ไม่ไกลนัก...อย่าให้ถึงทีฉันบ้างก็แล้วกัน!

“ต่อไปเป็นเซอร์ไพรซ์สำหรับน้องๆ นะครับ ทางทีมงานจะสุ่มหมายเลขโทรศัพท์ผู้โชคดีเพียงหนึ่งคนเท่านั้น ย้ำ! หนึ่งคนเท่านั้นนะครับ หนึ่งคนที่จะได้ขึ้นไปบนเวทีแล้วนั่งคู่กับเอกแบบใกล้ชิดเพื่อให้ทีมงานได้ถ่ายรูปจากกล้องโพลาลอยด์และให้เอกเซ็นให้ที่รูปพร้อมกับมอบให้ด้วยตัวเอง”

ฉันสะดุ้งเฮือกก่อนจะมองจอภาพขนาดใหญ่ที่มีหมายเลขเก้าหลักซึ่งกำลังไล่ไปเรื่อยๆ ปรากฏอยู่แล้วก่อนจะรีบหลับตาปี๋พลางยกมือน้อยๆ ทั้งสองขึ้นมาประณมอย่างสวยงามที่ปลายจมูกแล้วพึมพำพอให้ได้ยินคนเดียว

“ขอให้ได้ ขอให้ได้ ขอให้ได้”

คล้ายๆ กับตั้งนะโมสามจบแฮะ ฉันขมวดคิ้วนิดหนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้นเพียงเพื่อจะพบว่าเอกกำลังนั่งมองมาที่ฉันแล้วหัวเราะขำอย่างอดไม่อยู่ พระเจ้าช่วย! ทำไมต้องมาเห็นช็อตอุบาทว์ของฉันอย่างนี้ด้วยเนี่ย หากแต่จะทำอะไรไปได้มากกว่ายิ้มตอบ (ด้วยรอยยิ้มที่คิดว่าแห้งที่สุดในชีวิต) ก่อนจะตวัดสายตาไปที่จอขนาดใหญ่ทางด้านหลังของเอก
พระเจ้าช่วยจริงๆ แล้วสินั่น ‘ทีของฉัน’ มาถึงเร็วเกินคาด ชักเชื่อขึ้นมาหน่อยๆ แล้วว่าปาฏิหาริย์ย์กับไสยศาสตร์มีจริงแต่สิ่งที่เชื่ออย่างสนิทใจในเวลานั้นคือ ‘หัวเราะทีหลังดังกว่า’ ฮ่าฮ่าฮ่า

ว๊าย!! กรี๊ดดดดด!!

ฉันแหกปากลั่นห้องมีตติ้งด้วยความสะใจ

‘x-xxxx-xxxx’ เพิ่งเห็นนะเนี่ยว่าหมายเลขโทรศัพท์ของตัวเองซึ่งมีเลขตองมันสวยงามที่สุดก็วันเนี๊ยะเพราะมันไปแดงเด่นเป็นสง่าอยู่บนจอภาพนั่น สวยจริงๆ สิ ให้ดิ้นตายเถอะ
ฉันลุกตามเสียงพิธีกรประกาศไปด้วยอาการล่องลอย ดวงตาพร่าไปหมด มองอะไรไม่เห็นเลยแม้แต่ขั้นบันได ไม่รู้เหมือนกันว่าเดินผ่านไปโดยไม่หล่อนตุ๊บลงมาได้ยังไง เพียงแค่เดินเอื่อยไปหน่อยเพราะขาพาลจะพับเสียหลายรอบแต่ก่อนที่จะล้มตึงไปจริงๆ ฉันก็เดินมาถึงโซฟาสีดำตัวเดิมที่เห็นในตอนแรก ทว่าสิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือตอนนี้มีสิ่งใครคนหนึ่งนั่งยิ้มรอเนื้อคู่อยู่อย่างเป็นมิตร

ในที่สุดฉันก็ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เอกด้วยอาการเรียบร้อยแต่ก็แอบไม่บริสุทธิ์ใจด้วยการเลือกนั่งใกล้กับเขานิดหนึ่ง...อย่างนี้เรียกฉวยโอกาสใช่ไหมเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันเป็นผู้หญิง!

“เรียนที่ไหนครับ?”

เสียงนุ่มๆ ที่ติดจะน่ารักหันมาถามเบาๆ ฉันรวบรวมลมหายใจเฮือกแรกตอบไปอย่างเอี๊ยมเฟี๊ยมพลางนึกในใจ ดีนะที่ไม่ถามว่า ‘เมื่อกี๊อธิษฐานอะไรเหรอครับ’ ไม่อย่างนั้นเห็นจะเกิดรายการแทรกแผ่นดินหนีเป็นแน่

กล้องโพลาลอยด์และสารพัดกล้องทั้งของฉันในมือเจ้าวีนและแฟนคลับคนอื่นๆ แข่งกันชักภาพอย่างเมามันและรวดเร็ว...เหมือนฉันเป็นดาราเลย หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวฉันก็เดินลงจากเวทีด้วยความโล่งอกโล่งใจสุดจะประมาณ

การสัมภาษณ์ดำเนินต่อไปอย่างไม่รีบร้อนนักส่วนฉันซึ่งตอนนี้นั่งหน้าบานกว่าน้องตองเป็นไหนๆ โดยไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ตัวได้ใช้สายตาจับจ้องอยู่ที่เอกซึ่งกำลังให้สัมภาษณ์และเพ่งรูปที่ถ่ายคู่กับฉันจากกล้องโพลาลอยด์พลางใช้ปากกาเซ็นขยุกขยิกลงไปบนรูปจนกระทั่งเสียงพิธีกรเรียกให้ฉันไปรับรูปจากเอกที่หน้าเวทีพร้อมกับการสัมภาษณ์ที่เสร็จสิ้นลง ทางทีมงานให้เวลาสิบห้านาทีสำหรับการให้แฟนคลับสาวๆ ร่วมถ่ายรูปและขอลายเซ็นกับเอกอย่างใกล้ชิด

ฉันหันมาแสยะยิ้มใส่หน้าเพื่อนที่แสนดีที่ตอนนี้จะต้องกลายสภาพเป็นเบ๊น้อยให้ฉันชั่วคราว

“แกไปจัดการถ่ายรูป เอาให้ได้เยอะๆ นะ ฉันจะไปขอลายเซ็นเอก ถ่ายมาชัดๆ นะเฟ้ย”

โยนกล้องโครมใส่ตักเจ้าวีนเป็นการมัดมือชกก่อนจะฉวยรูปถ่ายหลายใบที่ฉันอัดมาเผื่อเพื่อนๆ แล้วตรงดิ่งไปที่หน้าเวทีด้วยความเร่งรีบแต่ถึงจะรีบแล้วฉันก็ไปถึงหลังสุดอยู่ดี...ขนาดนั่งแถวหน้านะเนี่ย มันเป็นผลของการมัวแต่มะงุมมะงาหราหารูปของเอกอยู่นั่นแหละ

ถึงเวทีฉันมองเด็กๆ ด้วยความกระหยิ่มใจ ก่อนจะจัดการแทรกตัวเข้าไปจนถึงหน้าเวทีด้วยความแนบเนียนแล้วจัดการปีนเวทีทันที ถึงจะใส่กระโปรงอยู่ก็เถอะแต่โอกาสทองที่จะได้เห็นตัวเป็นๆ ของเอกในระยะเผาขนแบบนี้มันได้บ่อยเสียที่ไหน ฉันส่งรูปสี่ใบไปตรงหน้าเอกด้วยความมั่นใจ

“โห...ไปหามาจากไหนครับเนี่ยรูปเนี้ยะ” เสียงเอกถามฉัน

“จากอินเตอร์เนทค่ะ” ฉันชักมั่นใจแล้วละว่าฉันเด่นที่สุดในงาน

เอกพยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงเข้าใจก่อนจะลงมือเซ็นชื่อในรูปทั้งสี่ใบ ปกซีดีและปกวีซีดีคาราโอเกะ...ถ้าไม่รักขนาดหนักฉันก็คงบ้าได้ที่แหละที่ให้เซ็นมันเสียทุกอย่างขนาดนี้ น้องตองส่งชอคโกแลตกล่องมหึมาให้เอก เจ้าตัวก็ยิ้มหน้าบานเมื่อเห็นของโปรดลอยอยู่ตรงหน้าก่อนจะรับไปแล้วกล่าวขอบคุณพร้อมรอยยิ้มที่สุดแสนจะน่ารัก
ก่อนจะกลับฉันก็คว้ากล่องกระดาษที่ใส่กรอบรูปมาเปิดออกแล้วหยิบแต่กรอบรูปขนาดใหญ่ให้เอก เจ้าตัวแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นว่าเป็นรูปเดียวกับรูปเล็กเมื่อสักครู่ที่ฉันส่งให้เซ็น

“จะให้เอกเซ็นตรงไหนครับ” เจ้าตัวรับรูปไปพิจารณา

“เปล่าค่ะ ไม่ได้ให้เซ็น เอามาให้เอกค่ะ”

“อะห๊า! ให้เอก” ไม่ร้องเปล่าด้วยสิเพราะเอกเอาปลายนิ้วชี้จิ้มอกตัวเองด้วยความไม่แน่ใจ “ขอบคุณมากคร๊าบบบบบ...บบบ”

“เอกยังไม่มีรูปนี้ใช่ไหมคะ ชอบไหม” ฉันหาเรื่องคุยสุดชีวิต

“ยังไม่มีครับ ชอบมากครับ ขอบคุณนะ” อย่ายิ้มให้บ่อยได้ไหมเพราะมันทำให้ฉันพาลจะทำอะไรไม่ถูกอยู่เรื่อยประเดี๋ยวก็เก็บเอาไปฝันซะเลยนี่!

หลังจากการแจกลายเซ็นไม่กี่นาทีเอกก็ถูกทีมงานเรียกกลับไปหลังเวที จบแล้ว..วันอันแสนวิเศษของฉัน เจ้าวีนเดินมากระตุกแขนฉันเบาๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่มันอยากจะเอ่ยแต่ต้องทนอัดอั้นมานาน

“กลับได้ยัง”

ฉันพยักหน้าเนิบๆ เดินตามเจ้าวีนกลับไปอย่างว่าง่ายพลางเก็บของเข้าที่อย่างไม่รีบร้อนอะไร...ผิดกับขามา

เราสี่คนออกมายืนรอลิฟท์ที่หน้าห้องเพื่อจะลงไปยังชั้นล่างแต่เอกกับทีมงานและนักร้องที่ฉันคุ้นหน้าซึ่งเป็นเพื่อนของเอกเพิ่งเดินออกมาจากประตูบานใหญ่นั้นแล้วตรงไปที่ลิฟท์ซึ่งทีมงานกดเรียกเตรียมไว้ให้เรียบร้อย

โดยไม่ทันคาดคิด

“ไว้เจอกันใหม่นะ”

เสียงเอกพูดพร้อมโบกมือให้เราทั้งสี่แต่ฉันก็แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาโบกมือให้ฉันคนเดียวเพื่อความสุขส่วนตัว...ร่างสูงผลุบหายเข้าไปในลิฟท์ที่เปิดรอไว้...ประตูลิฟท์ปิดไปนานแล้วหากแต่ฉันยังรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์...งานวันนี้จบแล้วโดยสมบูรณ์ ทุกอย่างราบรื่นสะดวกโยธิน รอยยิ้มผุดขึ้นมาเล็กน้อยบนริมฝีปากเมื่อนึกถึงเพื่อนอีกกลุ่มใหญ่...ฉันกลับไปคราวนี้เพื่อนๆ คงจะต้องทนปวดหูฟังฉันเล่าเรื่องไปอีกนานเป็นอาทิตย์ แหงล่ะ...เรื่องชวนกระชุ่มกระชวยหัวใจพรรค์นี้ ต้องฉายซ้ำหลายๆ รอบ

“นี่ๆ เรากลับรถไฟฟ้าใต้ดินกันนะ ลองนั่งดู”

เจ้าวีนกระซิบต่อรองและวอนขอ

“อืม ก็ดีเหมือนกัน”

ฉันเอาใจเพื่อนรักด้วยการยอมตามใจมันสักครั้ง

...ฉันไม่เห็นอะไรนอกจากรอยยิ้มดีใจของเจ้าวีนตอบกลับมา

กว่าจะถึงบ้านก็ดึกชะมัด!! นึกถึงหน้าเจ้าวีนแล้วก็อดขำไม่ได้ เอาเถอะ ถ้าวันไหนยัยนี่มันบ้าดาราขึ้นมาเมื่อไหร่แล้วชวนใครไม่ได้ ฉันจะไปเป็นเพื่อนมันเอง (เพราะฉันก็อยากเจอดาราอีกเหมือนกัน) อิอิ

21 สิงหาคม 2547 (3.00 น.)



แน๊ต



(จบ)





 

Create Date : 23 ธันวาคม 2548
14 comments
Last Update : 24 ตุลาคม 2549 17:22:03 น.
Counter : 502 Pageviews.

 

****ขออนุญาติปริ๊ตออกไปอ่านนะก่ะ แล้วเดี่ยวจะเข้ามาเม้นให้นะก่ะขอบคุคณนะก่ะ

 

โดย: TopFee 23 ธันวาคม 2548 18:51:31 น.  

 

น่ารักดีนะ บรรยายดี แต่จบแบบไม่น่าเชื่อว่าจบแล้ว ฮา...

มีความสุขมากๆ นะจ๊ะ

 

โดย: สายลมโชยเอื่อย 23 ธันวาคม 2548 21:48:20 น.  

 

 

โดย: ชายคา 23 ธันวาคม 2548 22:21:28 น.  

 

บันทึกจริงๆอะเน็ตศรี ว่าแต่ได้แรงบันดาลใจมาจากใครเหรอจ๊ะ

 

โดย: มินต์ศรี IP: 61.91.175.30 25 ธันวาคม 2548 19:41:33 น.  

 

TopFee :::: ตามสบายเลยค่ะ ว่างเมื่อไหร่ค่อยอ่านก็ได้ ไม่ว่ากันค่ะ

สายลมโชยเอื่อย :::: ก็จริงๆ มันจบแบบนี้อะพี่ จบแบบไม่มีลุ้น ขอบคุณจ้าที่มาอ่าน

ชายคา :::: merry christmas เช่นกันค่ะ

มินต์ :::: ไม่ได้แรงบันดาลใจอะ มันเป็นเรื่องจริงตอนที่เราไปบ้าไอซ์ไงแล้วพอกลับมาก็เขียนเรื่องสั้นไว้ ไม่มีพระเอก งิ

 

โดย: นภันตรา 25 ธันวาคม 2548 20:09:01 น.  

 

ตกลงเรื่องจริงเหรอเนี่ยหนูเนต

อิๆ

 

โดย: เจ๊อ้อ IP: 58.11.38.41 26 ธันวาคม 2548 16:47:28 น.  

 

ฮา...เขารู้นะว่าแรงบันดาลใจของตัวเองเป็นใคร

ว่างๆ ก็เขียนมาให้อ่านกันอีกน้า

 

โดย: (พี่) หนูกุ๊ก (คีตภา ) 27 ธันวาคม 2548 17:43:38 น.  

 

มาตอบใหม่ เอาให้อยู่ใน คคห. เดียวกัน

เจ๊อ้อ :::: เรื่องจริงดิพี่ เหอเหอ หนูดูหื่นๆ มะพี่

(พี่) หนูกุ๊ก (คีตภา) :::: ก๊ากกกก เจ๊ก็นะ รู้ๆ อยู่ว่าตอนนั้นไปบ้าใคร ผ่างงงงงงงส่วนเรื่องใหม่ อืม...น่าจะอีกชาติเศษอะ เพราะขยันจัด

 

โดย: นภันตรา 27 ธันวาคม 2548 19:58:35 น.  

 

สวัสดีค่า...คุณแน๊ต

หุหุหุ...มาจากเรื่องจริงด้วย...น่าอิจฉาจังเลยค่ะ...

...เป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ...

grazioso

 

โดย: grazioso IP: 203.118.124.142 6 มกราคม 2549 21:50:56 น.  

 

grazioso :::: ขอบคุณมากๆ ค่ะ สำหรับกำลังใจ

 

โดย: นภันตรา 8 มกราคม 2549 17:30:29 น.  

 

เค้าขอเซฟไปอ่านก่อนน้อ ไม่ถนัดอ่านในเน็ต ชอบอ่านผ่าน word มากกว่า เด๋วจะมาคอมเม้นท์นะคะ

 

โดย: เกนกานต์ IP: 210.246.165.172 10 มกราคม 2549 19:49:06 น.  

 

ทำไมรีบจบอะคะ ต่อสิ แต่งต่อน้า เมยจะรออ่านค่ะ

 

โดย: mayzy (mayzy ) 11 มกราคม 2549 20:11:10 น.  

 

เกนกานต์ :::: จะอ่านแบบไหนก็ได้จ้า ตามสบายเลยเกศ เดี๋ยวเราคุยกันนอกรอบได้จ้า

mayzy :::: ขอบคุณค่ะที่จะรออ่าน เรื่องนี้ในชีวิตจริงมันมีต่ออีกนิดหน่อยแต่มันก็ไม่ได้คู่กันอยู่ดีอะ

 

โดย: นภันตรา 12 มกราคม 2549 20:17:42 น.  

 

อิอิ มาอ่านค่ะ

 

โดย: ปลากัด (LonelySeason ) 11 มีนาคม 2549 21:58:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


นภันตรา
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




~* เน็ต (เน็ตตาลี เกลโบวา) คือสตรีไทยที่ใฝ่ฝันจะเป็นลูกครึ่ง มีความฝันเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่คือการได้เป็นนางงามจักรวาลเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แก่โลกใบน้อยใบนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ *~
Friends' blogs
[Add นภันตรา's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.