Sanctuary........... The state of being protected or safeguarded, as from danger or hardship
Group Blog
 
 
กันยายน 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
22 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
เชิงพาณิชย์ (ตอนที่ ๑ )







เสียงแอร์เครื่องเล็กและค่อนข้างเก่าส่งเสียงดังหึ่งๆ พร้อมพ่นไอความเย็นอันระรวยระริน เป็นสัญญานให้ฉันรู้ว่าเจ้ากล่องสี่เหลี่ยมสีขาวตุ่นๆนี้มันยังไม่ตาย ฉันกวาดสายตามองไปรอบๆห้องเล็กๆที่ตนนั่งอยู่ เจ้าหน้าที่ธุรการสาวนั่งพิมพ์งานด้วยใบหน้าอันยุ่งเหยิง มองผ่านกระจกใสบานใหญ่ฝั่งซ้ายมือนั้น ฉันเห็นเด็กสาววัยรุ่นหลายคนเดินผ่านไปมา บ้างฉายเดี่ยวพร้อมหอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรัง ที่เดินมากลุ่มใหญ่ๆก็ล้วนใส่หูฟังและส่งเสียงร้องโหวกเหวกตามเสียงเพลงในมือถือ ขณะที่บางคนตะโกนคำหยาบคาย ( อันน่าเอ็นดู) ทักทายเพื่อนต่างกลุ่มที่เดินสวนกันตามขั้นบันได



ใบหน้าบรรเลงสีสันจัดจ้าน เสื้อรัดรูปอวดถัน กระโปรงสั้นเต่อ ซึ่งเคยได้พบเห็นยังที่แห่งอื่นนั้น ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซนต์แล้วฉันว่าสาวๆที่นี่...ยั้งมือ...มากกว่าหลายเท่านัก ซึ่งทำให้ฉันค่อนข้าง.......พอใจ



ฉันวางปากกาลงเริ่มต้นอ่านทบทวนสิ่งที่ตนเองเขียน บอกกับตนเองว่าแม้ไม่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก แต่ภายในระยะเวลาอันจำกัด สมองเมล็ดถั่วเขียวของฉันก็สามารถผลิตความคิดในเชิงสร้างสรรค์ออกมาได้พอสมควร ฉันเหลือบตามองน้องผู้ชายที่นั่งฝั่งตรงข้าม กระดาษที่เขาเขียนความยาวเกือบเต็มหนึ่งหน้ากระดาษนั้นทำให้ฉันทึ่งมาก พลางนึกสงสัยว่า...ตัวใหนนะที่แทนต้นไม้ ตัวใหนแทนก้อนเมฆ เผลอจ้องนานจนเจ้าตัวเขามองตอบกลับ บางทีเขาอาจได้กลิ่นฉุนจากก้อนชีสชิ้นเล็กๆ ที่ฉันนำมาจัดเรียงให้มันยาวๆเพื่อใช้สื่อสารผ่านหน้ากระดาษขนาดเอสี่อยู่ก็เป็นได้นะ


มนุษย์เรามีความชอบและความถนัดเฉพาะตัวจริงๆ



และแล้วเวลาที่รอคอยมาถึง ( แม้ว่ามันจะช้ากว่ากำหนดไปถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งก็ตาม) เจ้าหน้าที่เชิญฉันให้ไปพบกับผู้บริหาร ท่านหนึ่งคือผู้ที่ได้คุยกันแล้วทางโทรศัพท์เมื่อวันวาน ส่วนอีกท่านหนึ่งคือผู้บังคับบัญชาโดยตรงซึ่งเพิ่งได้คุยกันเป็นครั้งแรกในวันนี้ ท่านเรียกตนเองว่า “พี่”ทุกคำ สารภาพตามตรงว่ามันทำให้ฉันค่อนข้างผ่อนคลายมากขึ้น แต่ก็ไม่เผลอ “ทำตัวตามสบาย” จนเกินไปนัก เพราะตระหนักดีว่านี่ไม่ใช่การนัดกินส้มตำปูปลาร้าที่ร้านแถวบ้าน เพื่อร่วมพูดคุยเรื่องละครหลังข่าวกับเพื่อนฝูงแต่อย่างใด


ฉันมาสัมภาษณ์งานในตำแหน่ง “ครู”


เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ฉันมาทำงานวันแรก ตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมงก็มาถึงโรงเรียนพร้อมด้วยซาลาเปาเซเว่นสองลูก จากนั้นเดินขึ้นไปเซนต์ชื่อที่ชั้นห้า แล้วเดินลงมายังห้องพักครูที่ชั้นสาม (ลิฟท์จะเปิดทำงานตอนแปดโมงตรง และข่าวร้ายกว่านั้นมีลิฟท์แค่ตัวเดียว)


ห้องพักครูที่นี่ก็เหมือนกับโรงเรียนรัฐบาลทั่วๆไป ค่อนข้างเล็กและแออัด มีตู้หนังสือเก่าๆ๒ ถึง ๓ ตู้ และกองหนังสือตั้งวางอยู่ที่พื้นประปราย ที่มุมห้องมีเครื่องถ่ายเอกสารขนาดใหญ่ติดป้าย out of service ติดอยู่ หัวหน้าหมวดเป็นชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ เดินมาทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แนะนำตัวเองกับฉัน และแนะนำฉันให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ (หัวดำ หัวทอง และหัวดำปนทอง ) จากนั้นพาไปที่โต๊ะทำงานของฉันซึ่งอยู่หลังสุดของห้อง


โต๊ะซ้ายมือฉันเป็นหนุ่มฝรั่งหัวโล้นตัวเล็กที่ดูเป็นมิตร ผู้เสนอตัวว่าพร้อมที่จะอธิบายฉันในทุกอย่าง ทุกเรื่อง ฉันแอบเรียกเขาว่า พี่บรูซ วิลลิส ส่วนด้านขวามือเป็นหนุ่มไทยวัยประมาณสี่สิบปี ผู้ซึ่งมีบุคลิกค่อนข้างเปิดเผย แถมเล่าว่าเคยทำงานบริษัทส่งออกกินเงินเดือนครึ่งแสนมาก่อน พอเจอพิษเศรษฐกิจขาลงเข้า ( เหมือนใครสักคนนะ....เฮ้อ) มีงานอะไรทำได้ก็ยินดีที่จะทำ อ้อ....เขาคนนี้ชื่อคุณวิโรจน์


ทานซาลาเปายังไม่ทันหมดดี เหลียวซ้ายแลขวาฉันก็เห็นเพื่อนร่วมงานบางส่วนจูงมือกันเพื่อจะไปที่ใหนสักแห่ง ไม่ทันจะได้เอ่ยปากถาม น้องสาวไทยหน้าหมวยคนหนึ่งก็เดินมาที่โต๊ะแล้วกล่าวว่า


“ไม่เป็นไรหรอกพี่ พี่เพิ่งมาใหม่เขาไม่ว่าหรอก ทานไปเถอะ”
“แล้วเขาไปใหนกันคะน้อง” ฉันถามพร้อมส่งยิ้ม( ซาลาเปาไส้......... ) หวาน
“ไปเข้าแถวหน้าเสาธง เตรียมตัวเคารพธงชาติน่ะค่ะ “



จริงสินะ ตามโรงเรียนมัธยมทั่วไปต้องมีการเข้าแถวร้องเพลงชาติหน้าเสาธงทุกวัน แล้วพอเราโตจนเรียนมหาวิทยาลัยเราก็ไม่ต้องทำแบบนั้น เหมือนกับว่าเป็นกิจกรรมที่ทำเฉพาะโรงเรียนประถม หรือมัธยม จะว่าไปแล้วสำหรับโรงเรียนพาณิชยการนั้น จากรูปลักษณ์ภายนอกพวกเขาดูเหมือนเป็นสาวมากกว่าเด็กเรียนสายสามัญ อีกทั้งระดับปวส. ก็เทียบเท่ากับนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปีที่ ๑ และ ชั้นปีที่ ๒ จากประสบการณ์เดิมจึงทำให้ฉันคิดทึกทักเอาเองว่า เด็กมัธยมเท่านั้นที่ต้องเข้าแถวเคารพธงชาติในตอนเช้า ..เรื่องนี้ทำให้ฉันได้ข้อคิดว่า ไม่ควรด่วนสรุปสิ่งใด จนกว่าเราจะได้สัมผัสด้วยตัวเอง


รู้สึกเหนียวๆในลำคอมองไปยังโต๊ะคุณวิโรจน์เห็นขวดน้ำดื่มขนาดหนึ่งลิตรที่ยังไม่เปิดฝาสองขวด อาจเป็นเพราะที่นี่ไม่มีมุมบริการน้ำดื่ม หรือไม่คุณวิโรจน์ก็คงอนามัยจัดมาก ทั้งๆที่ห้องพักครูมีบริการแต่เขาไม่สามารถดื่มได้ ( แอบภาวนาให้เป็นแบบหลัง )


“ที่นี่ไม่มีบริการกาแฟหรือน้ำนะพี่ ต้องซื้อมาเองค่ะ ตู้น้ำที่มีไว้บริการนักเรียนก็.....นะ......เห็นแล้วดื่มกันไม่ลง” น้องหมวยยิ้มให้พร้อมอธิบาย

“ขอบใจที่บอกนะคะ หมวยอยู่ที่นี่มานานแล้วแน่เลย พี่สงสัยอะไรคงต้องรบกวนถามหมวยนะคะ”

คำตอบที่ได้รับทำให้ฉัน อึ้ง ทึ่ง แต่ไม่เสียว น้องหมวยเพิ่งมาทำงานก่อนฉันแค่หนึ่งวันเท่านั้น !!!!!!! ( แสดงว่าเธอเป็นคนเรียนรู้เร็ว)



คาบแรกฉันและน้องหมวยยังไม่มีสอน เราจึงมีโอกาสพูดคุย ซักถามประวัติคร่าวๆกัน แปลกใจแรกเมื่อได้รู้ว่าน้องหมวยอ่อนกว่าฉันแค่สามปี ( สมมุติฐานแรกคือน้องเขาหน้าอ่อนกว่าอายุมาก สมมุติฐานสองคือฉันหน้าตาล้ำอายุไปเอง) แปลกใจสองคือ เราเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเดียวกันและคณะเดียวกัน


ฉันมักจะคิดเสมอว่าการบอกคนอื่นว่าเราเป็นใคร มาจากที่ใหน ล้วนเป็นดาบสองคม บางครั้งเราพูดแนะนำตัวแบบกลางๆ แต่คนที่ฟังมีความรู้สึกว่าเขาด้อยกว่าเรา สำหรับเขานั่นเรียกว่าการโอ้อวด แต่หากคนฟังคิดว่าเขามีศักดิ์หรือสถานภาพสูงกว่าเรา การแนะนำตัวของเราก็จะอยู่ในหมวด “พอรับฟังได้” หรือหากเลวร้ายหน่อยก็จะกลายเป็น “น่าสงสารจัง” นี่แหละหนาเรียกว่า .....



โลกมนุษย์....ดาวเคราะห์แห่งความต่างอย่างแท้จริง!!!!!!!!



ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจบที่เดียวกัน ทำให้น้องหมวยและฉันสนิทใจกันมากขึ้น สองเราจึงตกลงปลงใจ ผูกสมัครรักใคร่ ดื่มน้ำเปล่าร่วมสาบานกันเป็นมั่นเหมาะว่า ที่ใหนมีฉัน ที่นั่นมีเธอ ซึ่งทำให้ฉันอบอุ่นใจ ไม่อ้างว้างเกินไปกับการจะต้องล่องเรือลำน้อยท่ามกลางมหาสมุทรอันมีกระแสน้ำเชียวกรากแห่งนี้


พูดเหมือนจะไปรบ !!! เอาเถิดนะสงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหารก็แล้วกัน


ฉันเดินกลับไปยังโต๊ะทำงานเพื่อหยิบเงินในกระเป๋าไปซื้อน้ำดื่ม ครู่เดียวหัวหน้าหมวดเดินมาจากที่ใหนสักแห่ง ในมือถือเอกสาร ๓ ถึง ๔ แผ่น และแบ่งหนึ่งในนั้นให้ฉัน


“พี่ต้องรับผิดชอบสอนอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว กับอังกฤษเพื่อการพยาบาลนะครับ......หนังสืออยู่บนโต๊ะข้างคอมพิวเตอร์นั่นล่ะ”

อังกฤษเพื่อการพยาบาล !!!!!!!




ลำพังนึกศัพท์เครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์เป็นภาษาไทยยังรู้ไม่หมด เอ๊กซเรย์ คือคำแรกที่ค่อนข้างมั่นใจ ถ้าเป็นอุปกรณ์ที่ซับซ้อนขึ้นหน่อยก็เทอร์โมมิเตอร์ หรือโรคที่พอคุ้นเคยก็ high blood pressure ( โรคความดันโลหิตสูง) แต่การจะมาเป็น “ครู” เพื่อสอนศัพท์เทคนิคเฉพาะให้กับนักเรียนพยาบาล ฉันหลับตานึกภาพกระโหลกส่วนหน้า.......เส้นเลือดฝอย.......เกล็ดเลือด หรือแม้กระทั่งพยาธิปากขอ ( คลานกระดุ๊ก กระดิ๊ก อ้าปากพะงาบ พะงาบ...ส่งเสียงร้อง......ขอ....ขอ....ขอ ) จะไหวมั๊ยนะ



ลักลอบสัมภาษณ์น้องหมวยเพิ่มเลยได้รู้ว่าเธอรับผิดชอบชั้นเรียน TOEFL ( คนชอบเขียนสลับตัว E กับ F ) แอบอิจฉาเล็กๆว่าสำหรับครูมือใหม่ป้ายแดงอย่างพวกเรา สอนโทเฟลน่าจะเป็นศัพท์ที่คุ้นเคยมากกว่าศัพท์เฉพาะทางการแพทย์มากมายนัก ต่อเมื่อภายหลังได้รับรู้ว่าเธอเองก็มีปัญหาในการเรียนการสอนมากมายมิใช่น้อยเช่นกัน ฉันจึงค่อยเบาใจลงบ้าง นิสัยดีจริงนะฉันเห็นคนอื่นลำบากเท่าตัวเองดันสบายใจ !!!!!!!










“เจ๊ไม่รู้อะไร แต่ละคนแสบๆทั้งนั้น บางคนผ่านไปแค่สามสิบนาทีมันยกมือเรียกหมวยเลยนะ มันบอก...ครู....ส่งเลยแล้วกันได้แค่ใหนแค่นั้นล่ะ...ไปกินข้าวก่อน.....หิวจะตายแล้ว” หมวยเล่าด้วยหน้าตาเหนื่อยหน่าย



ฟังน้องสาวบ่นพลางมองที่นาฬิกาข้อมือ....อืม....เหลืออีกสิบกว่านาทีก่อนถึงเวลาสอน ฉันรีบเปิดเอกสารที่จะต้องใช้สอนอย่างคร่าวๆ คาบแรกที่จะต้องลงสนามจริงคือวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว ไม่น่าจะมีอะไรมาก คิดว่าจะให้เด็กนักเรียนสมมุติตัวเองเป็นพนักงานต้อนรับของโรงแรม โดยมีฉันเป็นนักท่องเที่ยวฝรั่งสูงวัย (synonym เดียวกับคำว่า.....แก่ )ที่พนักงานโรงแรมไม่พึงประสงค์ เช่น จุกจิก เงินน้อย ความต้องการสูง ฯลฯ อ้อ.....มีครูท่านอื่นพูดให้ฟังบ้างแล้วว่าเด็กที่เรียนสาขานี้เก่ง มีความมั่นใจสูง ชอบภาษาอังกฤษเป็นทุนเดิมและพร้อมจะรับสิ่งใหม่ๆ ฉันเลยคิดว่างานนี้น่าจะ.....รอด


ในที่สุดเวลาเริ่มงานก็มาถึง ฉันเดินไปพลาง มองตารางสอนในมือไปพลาง ห้อง ๗๕๒ เลขตัวแรกคือหมายเลขของตึก ตัวที่สองคือชั้นของตึก ส่วนเลขตัวที่สาม......เอ่อ....ประมาณว่าคือหมายเลขห้องที่อยู่ถัดๆกันไปในชั้นเดียวกันนั่นล่ะ แต่เรื่องยากคือตึกที่นี่เป็นรูปตัว U ( ยู ) แบบรูปเกือกม้า แถมมีตึกที่อยู่เดี่ยวๆ อีกสามถึงสี่ตึกที่ไม่ได้เชื่อมกับตึกเกือกม้านี้โดยตรง อีกทั้งหมายเลขตึกก็ไม่ได้เรียงกันจากซ้ายไปขวา แบบ ๑ แล้ว ๒ แล้ว ๓ ด้วยน่ะสิ


เอาวะ....ด้านได้....อายอด (สอน)....ถามเด็กนักเรียนที่เดินผ่านมาไปเรื่อยๆ จนเจอห้องเรียน....


นักเรียนสวมสูทและกระโปรงเท่าเข่าสีเข้าชุดกันประมาณสิบกว่าคนนั่งอยู่ภายในห้องปรับอากาศขนาดเล็ก ฉันเดินไปที่โต๊ะครูซึ่งตั้งอยู่หน้าห้อง จากนั้นมีเสียงใครคนหนึ่งบอกให้นักเรียนทุกคนทำความเคารพ พวกเขาสวัสดีฉันด้วยประโยคภาษาอังกฤษตามจารีตโรงเรียนไทย ฉันส่งยิ้มกล่าวสวัสดีตอบ พยายามกวาดสายตาทักทายนักเรียนให้ทั่วห้อง จากนั้นแนะนำตัวพร้อมแจ้งว่าจะมารับผิดชอบสอนวิชานี้ต่อจากครูท่านเดิมที่ลาออกไป


“อาจารย์อยู่สอนพวกหนูจนจบเทอมนะคะ.....อาจารย์จะอยู่นานมั๊ย????? “


เป็นคำกล่าวต้อนรับครูคนใหม่ที่ค่อนข้างแปลกมากทีเดียว แต่หากมองในแง่ดี พวกเขามีความตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน การสนทนาแบบใสๆนี่ล่ะ ที่ช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์อะไรหลายอย่างได้ง่ายขึ้น และในเมื่อพวกเขาเปิดเผยกับฉันขนาดนี้ ฉันก็มีความจริงใจตอบแทนพวกเขากลับไปเช่นกัน


“ครูก็ไม่แน่ใจนะคะ ยังไม่กล้ารับปากค่ะ” ( ผ่าง.....งงงงง....เสียงใครตีฉาบในสมองฉันนะ )


ฉันบอกพวกเขาว่า วันนี้คือวันแรกของการทำงานและผู้บริหารเพิ่งแจ้งว่าต้องรับผิดชอบสอนวิชาใด ระดับใดบ้าง เมื่อราวครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมานี่เอง ดังนั้นอาจจะขลุกขลักบ้าง แต่ฉันก็พร้อมจะสอนอย่างเต็มที่และใครมีข้อสงสัยก็สามารถถามได้ จบการอารัมภบทของฉัน นักเรียนส่วนใหญ่มีสัญญานตอบรับในทางที่ดี พวกเขายิ้มและมีทีท่าพร้อมให้ความร่วมมือ


“อาจารย์ชื่อเล่นว่าอะไรคะ?” นักเรียนหญิงตัวสูงใหญ่ สีหน้าและท่าทางดูเป็นคนมั่นอกมั่นใจชูมือขึ้นแล้วถาม
“หญิงค่ะ....เรียกอาจารย์หญิงก็ได้นะ “


เธอกล่าว thank you teacher เมื่อได้รับคำตอบที่ต้องการ จากนั้นลุกขึ้นยืนแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษกับฉันโดยไม่ต้องร้องขอ ทั้งไวยากรณ์และสำเนียงในการออกเสียงถือว่าอยู่ในระดับดี แต่ที่ทำให้ฉันอึ้งที่สุด คือ


‘’Teacher…..You can call me Miss. USA ‘’ ( ทีชเช่อร์ .....ยู แคน คอล มี มิส ยู เอส เอ )

“หนูชื่อว่า อุษา ค่ะ อาจารย์ ....ยู....เอส....เอ....ในภาษาอังกฤษค่ะ” ( ยิ้ม)





อืม....คาบแรกก็ไม่เลวทีเดียว ^^''




จากนั้นการพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษในหัวข้อที่ฉันวางแผนไว้ก็เริ่มขึ้น ส่วนใหญ่สามารถเข้าใจเนื้อหา และโต้ตอบการสนทนาได้ดี มีเพียงสักสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีหน้าตาเคร่งเครียด และ พูดติดขัด ตะกุกตะกัก ทำให้ตีความได้ว่าไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไหร่ ซึ่งสำหรับฉันถือเป็นสิ่งที่...ยอมรับได้...เพราะสิบเปอร์เซ็นต์นี้ต่างก็พยายามจะสื่อสาร และไม่ได้มีท่าทีเมินเฉยต่อการสอนของฉันแต่อย่างไร......อย่างน้อยก็มีใจจะเรียนนะ



“เอาล่ะค่ะทุกคนวันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ เจอกันอีกทีวันศุกร์คาบบ่ายนะคะ”
“อาจารย์......อาจารย์ได้เป็น....แม่....พวกหนูหรือปล่าว” มิสยู เอส เอ เอ่ยปากถาม
“แม่???? ....หมายความว่าอย่างไรคะ...ครูไม่เข้าใจ”
“คือเราจะเรียกอาจารย์ที่ปรึกษาว่า...แม่...น่ะค่ะ ...พวกหนูอยากรู้ว่าอาจารย์จะเป็นที่ปรึกษาให้ห้อง ปวส. ๑ / ๕ ของพวกหนูด้วยมั๊ย.....หนูอยากให้เป็นนะ...หนูว่าอาจารย์ใจดี” มิส ยู เอส เอ ยิ้ม
“ครูยังไม่ทราบอะไรเลยค่ะ ถ้าได้เป็นแล้วจะมาบอกนะ”
“จารย์หญิงไม่ต้องห่วง สงสัยอะไรเกี่ยวกับที่นี่ถามพวกหนูได้ โดยเฉพาะอุษาน่ะ ตัวรู้ดีเลยล่ะจารย์.....” เด็กสาวตาคมตัวเล็ก ส่งเสียงอธิบายแบบสำเนียงใต้
“ขอบคุณค่ะ.....ว่าแต่ตอนนี้นะบอกครูก่อนแล้วกันว่าโรงอาหารอยู่ที่ใหน.....หิวน่ะ”
“อาจารย์....โรงอาหารไม่อร่อยนะ...อยากกินแซ่บๆต้องร้านตามสั่งริมคลองค่ะ คิวยาวหน่อยแต่อร่อยดี อาจารย์ไปกินกับพวกหนูมั๊ยล่ะ”



โดยส่วนตัวฉันไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง แต่เนื่องจากวันนี้เป็นการทำงานวันแรก ฉันไม่แน่ใจว่าการไปทานข้าวกับนักเรียนจะเหมาะสมหรือไม่ในสายตาครูด้วยกัน หรือ แม้กระทั่งผู้บริหารโรงเรียน อายุที่มากขึ้นทำให้ฉันเรียนรู้ว่าในการทำงานแต่ละที่ล้วนมี “วัฒนธรรมองค์กร” ซึ่งบางอย่างเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจ แต่ต้อง “ยอมรับ”




“ไว้คราวหน้าแล้วกันนะคะ วันนี้ขอครูฉายเดี่ยวก่อน เอาล่ะทุกคน See you this Friday ค่ะ”







counter  :  27  Pageviews




Create Date : 22 กันยายน 2553
Last Update : 22 กันยายน 2553 21:26:50 น. 2 comments
Counter : 401 Pageviews.

 
สวัสดียามเช้าครับพี่หญิง


อ่านเพลินดีจังครับพี่
ได้นั่งนึกภาพบรรยากาศในห้องเรียนตามไปด้วยครับ








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 22 กันยายน 2553 เวลา:6:28:19 น.  

 
สวัสดีค่ะ น้องก๋าและสองหมิง



บรรยากาศห้องเรียนสมัยก่อนมีแต่ชอล์กนะ...เดี๋ยวนี้เป็นปากกามาร์กเกอร์หมดแล้วล่ะ


โดย: My_Sanctuary วันที่: 22 กันยายน 2553 เวลา:21:28:56 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

My_Sanctuary
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add My_Sanctuary's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.