บันทึกจากใจแม่ถึงลูกๆ และน้องแมวหมา
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
27 ตุลาคม 2550
 
All Blogs
 
เซนได ใบไม้เปลี่ยนสี

19-24 ตุลาที่ผ่านมา ได้ไปสัมผัสกับอากาศหนาวที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น (อีสานบ้านเขา ไม่ใช่บ้านเรา) ครั้งนี้ไปกับทัวร์ ไม่ได้ไปเองเหมือนที่ผ่านมา

เดิมจองไปทางใต้ (เกาะคิวชิว) แต่กรุ๊ฟคิวชิวคนไม่นิยม ได้ลูกทีมไม่ถึง 15 คน เลยยุบไป หลายคนย้ายมาดูใบไม้เปลี่ยนสีแทน

ไปถึงสนามบิน 3ทุ่มเศษๆ ก่อนเวลานัดหมายเล็กน้อย (ถูกเร่งจากคนที่มาส่ง เขาว่ามีคนเดินทางเยอะให้รีบๆหน่อย) สนามบินแถวเคสน์เตอร์ ANA ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ ไกด์บอกเขาเช็คอินไปก่อนหน้านี้หมดแล้ว เหลือกลุ่มสุดท้ายนี้แหละ อ้าว เป็นงั้นไป จริงด้วย ตรง ต.ม. แถวยาวมากๆ ทุกช่องเต็มไปหมด

ไปต่อแถวที่คิดว่าสั้นที่สุด เจอนักท่องเที่ยวเยอะมากๆ เจอดาราด้วย เพื่อนที่มาด้วยบอก แต่เราไม่รู้จัก ไม่ได้ติดตาม แต่หน้าตาก็คุ้นๆ พระเอกด้วย จำชื่อไม่ได้เสียแล้ว พวกกองถ่ายได้ลัดคิวไปเข้าช่องบุคคลสำคัญ ดีนะที่ยังไม่เห็นใครแตกแถวไปขอลายเซ็น แล้วทันใดนั้นก็เห็น ริชชี่ หนุ่มพลังจิต จำได้แต่ไม่แน่ใจนัก (เพิ่งดูรายการ VIP) ถามคนข้างๆ ก็ได้รับการยืนยันว่าใช่ แสดงว่าริชชี่ดังน่าดู เกือบจะเข้าไปคุยด้วยแล้วนะ แต่ไม่กล้า (กลัวเขาจะอ่านใจเราได้..)

ผ่าน ตม.มาแล้วก็เดินชอปปิ้งกัน แต่เวลาเหลืออีกชั่วโมงเดียวเอง แถมรองเท้าเก่าคู่โปรดยางเกิดสึกอ้าปากขอลาก่อนนี่สิ อับอายจัง ต้องเดินลากรองเท้า(ผ้าใบ) ไปอย่างช้าๆ น่าสมเพสตัวเองจริงๆ คู่อื่นก็มีทำไมถึงหยิบคู่นี้ได้นะ ก็มันนิ่มน่ะสิ เดินเยอะๆไม่เจ็บ ที่สำคัญสองอาทิตย์ที่ผ่านมายังใส่ไปยิมได้เลย

ไม่มีอารมณ์แวะชอปปิ้งเลย ได้แต่เดินหาร้านรองเท้า ถามใครๆแถวนั้นเขาก็บอกให้เข้าร้านผ้าไทย รองเท้าผ้าใบเนี่ยนะ

ในที่สุดก็เจอแล้วใกล้ๆทางออกขึ้นเครื่องช่อง 52 มีร้านรองเท้าไนกี้ เหมือนได้เกิดใหม่ดีใจมากๆ รองเท้าคู่หนึ่งรอเจ้าของมานานแค่ไหนไม่ทราบได้ มีคู่เดียวและสีเดียว ขนาดเดียว ใส่แล้วสบายเท้ากว่าคู่เดิมอีก(น่ะ)

ไม่ไปไหนแล้วนั่งรอเรียกขึ้นเครื่องอย่างเดียว

บิน 6 ชม.ก็ถึง แทบไม่ได้นอนเลย หลับๆตื่นๆตลอดมีหลับบ้าง แอร์ของ ANA น่ารักดี ดูอ่อนหวาน เรียบร้อย แต่ก็สู้แอร์การบินไทยไม่ได้ (จริงๆ) ความแตกต่างที่สัมผัสได้คือความนุ่มนวลและน้ำใจที่ดูจริงใจ แต่ดีอย่างที่อาหารบนเครื่องอร่อยมากๆ

8.00 ถึงแล้วนาริตะ เดินไกลเหมือนกัน ห้องน้ำคิวยาว เลยเดินมาเรื่อยๆมาใกล้ๆกับด่าน ตม. มีห้องน้ำ แต่ไม่ค่อยมีคน ออกจากห้องน้ำเจอคิวยาวเช่นกัน (เคยไปช่วงเมษายน คิวจะยาวกว่านี้มากๆ)

วันนี้นั่งรถไฟหัวกระสุนไปเมืองเซนได ใช้เวลา 2 ชั่วโมง แต่ถ้านั่งรถบัสจะใช้เวลา 6 ชั่วโมง ถึงเซ็นได 13.30 น. รวมเวลาทั้งหมดตั้งแต่ออกจากสนามบิน เดินเล่นแถวสถานีรถไฟ ก็ราว 4 ชั่วโมง อาหารกลางวันวันนี้ บ่ายสอง (มันคือเวลา 12 น. ของเมืองไทย)


ภาพในสถานีรถไฟ ถ้ามาเองคงต้องเมื่อยมือ เพราะแทบไม่มีภาษาอังกฤษเลย


หน้าร้านอาหาร (ร้านอยู่ชั้นบน ชั้นล่างเป็นร้านขายยา)อาหารมื้อแรกที่นี่เป็นบาบิคิว เรียกไม่ถูกเหมือนกัน เอาเป็นว่าเป็นเตาย่างหมูไก่ กับสลัดหัวไชเท้าที่แสนกรอบหวานอร่อย ออกจากร้าน กลิ่นควันของอาหารติดเสื้อติดผม แต่เขาก็มีสเปรย์ดับกลิ่นให้ใช้นะ อยู่ในห้องน้ำ รวมทั้งแปรงสีฟัน น้ำยาล้างมือ คนญี่ปุ่นเขาอนามัยดีมากเลย ห้องน้ำเขานอกจากสะอาดแล้ว ยังมีทิชชูเปียกสำหรับเช็ดที่รองนั่งให้ใช้ด้วย

เมืองเซนไดน่าอยู่มาก อากาศดี ต้นไม้เยอะมาก ถนนใหญ่เหมือนถนนวิทยุแบบนั้น มีต้นไม้สูงใหญ่ตลอดถนน

เมืองเซนได (Sendai) เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดมิยางิ (Miyagi prefecture) ในภูมิภาคโทโฮขุ (Tohoku region) หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะฮอนชู ประกอบด้วย ๖ จังหวัด คือ อาโอโมริ อาคิตะ อิวาเตะ ยามางาตะ มิยางิ ฟุคุชิมะ

เซนไดห่างจากกรุงโตเกียว ๓๐๐ กิโลเมตร เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮขุ มีพื้นที่ประมาณ ๗๘๘ ตารางกิโลเมตร การเป็นเมืองศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมในญี่ปุ่นตอนเหนือ ทำให้เซนไดมีอัตราการเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีประชากรประมาณ ๑ ล้านคน
คำว่า “เซนได” หมายถึงความรุ่งเรืองอันเป็นนิรันดร์
ดาเตะ มาซามูเนะ ผู้ก่อตั้งแคว้นเซนได และเจ้าเมือง (ไดเมียว) คนแรกของเซนได นักรบคนสำคัญสมัยเอโดะ (Edo, ๑๖๐๓-๑๘๕๘) มีฉายาว่า มังกรตาเดียว

ดาเตะ มาซามูเนะ (Date Masamune, ๑๕๖๗-๑๖๓๖) สูญเสียดวงตาข้างขวาตั้งแต่เด็ก เพราะป่วยด้วยโรคฝีดาษ คุณครูของเขาตั้งฉายา “มังกรตาเดียว” ให้ เพื่อให้เขาไม่รู้สึกว่ามีปมด้อย ในเวลาต่อมาฉายานี้ก็ยิ่งเหมาะสมกับความเป็นนักรบผู้กล้าด้วย

หลังได้รับชัยชนะในการสู้รบเพื่อช่วงชิงแคว้นต่าง ๆ โชกุนโทกุงาวะ (Tokugawa) ได้มอบดินแดนบางส่วนของจังหวัดมิยางิในปัจจุบันให้มาซามูเนะปกครอง มาซามูเนะเลือกพื้นที่บริเวณเมืองเซนไดในปัจจุบันเพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครองแคว้น และเริ่มสร้างปราสาทเซนไดและเมืองรอบปราสาท ในปี ๑๖๐๐ (ตรงกับ พ.ศ. ๒๑๔๓ หรือปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช)


ย่านชอปปิ้งของเมืองเซนได


อิ่มแล้วไปขึ้นรถบัสกันแล้วไปเที่ยวต่อ

ปราสาทเก่าที่ถูกบอมราบไปแล้ว ดาเตะ มาซามูเนะเป็นคนสร้างเมืองเซนได ที่เห็นคือรูปปั้นของดาเตะกำลังขี่ม้า (ขุนพลตาเดียว)


วิวมุมสูง มองจากส่วนหนึ่งของที่เคยเป็นปราสาท จะเห็นภาพเมืองเซนได (สวยงาม)


ไปดูโรงงานทำลูกชิ้น มีให้ชิมมากมายหลายแบบ (อิ่มจากมื้อกลางวันมากๆ เสียดายจัง ชิมได้ไม่กี่คำก็ชิมไม่ลงแล้ว)

ชายฝั่งทะเลจังหวัดมิยางิ ซึ่งเป็นบริเวณที่กระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นไหลมารวมกัน ก็ทำให้เซนไดเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยอาหารทะเลสดอร่อยนานาชนิด เนื้อปลายังถูกนำมาแปรรูปเป็นอาหารและของฝากขึ้นชื่อของเซนได เรียกว่า ซาซา-คามะโบโกะ (Sasa-kamaboko) ทำจากเนื้อปลาแท้ ๆ บดและปรุงรส แล้วทำให้เป็นรูปทรงคล้ายใบไผ่ รสชาดดีมากๆ



น้องนุ่นสนุกกับเกมตักลูกดิ่ง บังเอิญเขามีงานวันเด็ก 5-7-9 ขวบ เลยสวมรอยเป็นเด็ก 9 ขวบ ทั้งๆที่ 12 แล้ว

เช้าวันอาทิตย์ ที่ 21 ตุลาคม2550
ล่องเรือที่อ่าวมัตซึม่า ที่ได้รับการยกย่องว่ามีทัศนียภาพงดงามที่สุดหนึ่งในสามของญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงหอยนางรมที่มีรสชาติดีในอันดับต้นๆของญี่ปุ่นอีกด้วย นำท่านล่องเรือชมอ่าวมัตสึชิม่าอันงดงามและหมู่เกาะหินปูนรูปร่างแปลกตากว่า 260 เกาะ ซึ่งตั้งเรียงรายกันอยู่ทั่วไปในอ่าวให้นักท่องเที่ยวได้จินตนาการเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ


ได้นั่งเรือลำเล็ก แทนลำใหญ่เนื่องจากไม่ต้องรอ จะได้มีเวลามากขึ้น ใช้เรือลำเล็ก 2 ลำ แบ่งสมาชิกเป็น 2 ทีม ในเรือมีสองตอนคือภายในเรือ และท้ายเรือ ทุกคนมาอยู่ท้ายเรือ เพราะได้สัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ของทะเล และให้อาหารนกนางนวล เป็นประสบการณ์ที่ดีจริงๆ


เริ่มจากมีนกแค่ตัวสองตัว (ใช้ข้าวเกรียบกุ้งคาลบี้ ที่ชิมแล้วหอมอร่อยกรอบใหม่ คนยังชอบเลย อย่าว่าแต่นกเลย)





กลางทะเล อุณหภูมิ 20.5 องศาซี ความชื้น18.5 %

ต่อด้วยไปชมศาลเจ้าโกไดโดะ
ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกแห่งชาติของญี่ปุ่นและถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมัตสึชิม่า ศาลเจ้านี้ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆในอ่าวมัตสึชิม่า ประดิษฐานรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5 และจะเปิดให้เข้าชมทุกๆ 33 ปี นอกจากนั้นยังมีรูปแกะสลัก 12 ราศีของจีนรอบชายคา


หน้าศาลเจ้า แสงสวยจัง

วิวก็สวย ศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ริมทะเล ใกล้ๆกับท่าเรือ




ภาพศาลเจ้า


Create Date : 27 ตุลาคม 2550
Last Update : 15 เมษายน 2551 21:25:50 น. 0 comments
Counter : 1607 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

แม่น้ำตาลน้อยที่แสนซน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ดีใจและมีความสุขมากตั้งแต่ได้เลี้ยงแมว ได้แมวเป็นเพื่อนเล่นมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ชีวิตจึงผูกพันธ์กับแมวมาก แมวตัวแรกชื่ออาแหงว มันร้องเก่ง บางครั้งเหมือนจะโต้ตอบกับเจ้าของได้ เวลาเราเรียกมัน มันจะขานรับ น้ำเสียงร้องของแมวก็มีความแตกต่างกัน แล้วแต่อารมณ์

ทำงานด้านสุขภาพ มาสิบกว่าปี ออกมาอยู่บ้านได้ระยะหนึ่งแล้ว ลูกๆก็โตกันแล้ว อีกไม่กี่ปีก็คงไม่อยากเล่นกับแม่แล้ว แม่ก็ต้องหาอะไรทำเช่นกัน

เลี้ยงแมวนี้ไม่ค่อยเป็นภาระมาก กลางวันแมวจะนอน ปล่อยทิ้งไว้ในห้องได้

Friends' blogs
[Add แม่น้ำตาลน้อยที่แสนซน's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.