@@@///--มุ่งมั่นต่อไปก็เพื่อชีวิต--///@@@
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
26 มีนาคม 2549
 
All Blogs
 
ความในใจของ ศ. ระพี สาคริก


ศ. ระพี สาคริก เป็น “ราษฎรอาวุโส” คนหนึ่ง ที่ผู้คนเคารพศรัทธาใน “สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันตี” ของท่าน ท่านเมตตาผม และส่งข้อเขียนความในใจของท่านมาให้ผมเสมอ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.48 ท่านก็ส่งมาให้อีกปึกใหญ่


เรื่องต่อไปนี้มองให้ลึกแล้ว จะเป็นพลังในการพากเพียรดำเนินการจัดการความรู้ของพวกเรา


จากศรัทธาถึงอำนาจ


ระพี สาคริก


ก่อนอื่นเรื่อง จากศรัทธาถึงอำนาจ ผู้เขียนใคร่ขออนุญาตเขียนจากความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ชีวิต โดยที่เชื่อว่า สิ่งนี้คือความจริงทั้งหมด หาใช่อ่านจากหนังสือตำราหรือจำขี้ปากคนอื่นมาพูด โดยที่รู้สึกว่าสถานการณ์ในสังคมไทยช่วงนี้กำลังวิกฤติหนัก


เนื่องจากกระแสความทันสมัยทางวัตถุไหลบ่าเข้ามาทำลายรากฐานจิตใจคนท้องถิ่น ทำให้ทั้งสองด้านแทนที่จะอยู่ด้วยกันอย่างเหมาะสมเปลี่ยนมาสู่น้ำหนักที่มีด้านเดียวอย่างที่กล่าวกันว่า ช่วงนี้ผู้ที่ขึ้นไปมีหน้าที่รับผิดชอบยิ่งสูง ส่วนใหญ่ยิ่งบ้าอำนาจ หากมองในภาพรวมทำให้คนไทยซึ่งมีเชื้อสายเดียวกันมาช้านานจำต้องหวนกลับมาทำร้ายกันเอง


ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ในข้อเขียนต่าง ๆ โดยย้ำแล้วย้ำอีกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างควรมองเห็นสองด้าน อีกทั้งสามารถหยั่งรู้ได้ว่า ด้านไหนคือพื้นฐานของอีกด้านหนึ่ง หากการบริหารและการจัดการ ซึ่งทุกวันนี้คนชอบเอามาอ้างแบบสมัยนิยม มีสิ่งนี้อยู่ในหัวใจของผู้บริหารส่วนใหญ่ สังคมจะมีความสงบสุขมากกว่านี้ อีกทั้งเชื่อว่าหากนำปฏิบัติให้มองเห็นความจริงเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนย่อมแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสังคมได้ทั้งหมด และไม่ควรจะส่งผลเสียหายให้กับชีวิตคนกลุ่มไหนทั้งนั้น


จากศรัทธาถึงอำนาจ จริง ๆ แล้ว ทั้งสองประเด็นหาใช่เป็นคนละเรื่องกันไม่ หากมองให้รู้ได้ถึงรากฐานย่อมตระหนักชัดว่ามีศูนย์รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และสิ่งนั้นก็คือ จิตใจของแต่ละคน ถ้าเรานำปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะกับเพื่อนมนุษย์จากใจจริง ตัวเราเองย่อมได้ความรู้ที่เป็นความจริง อีกทั้งผลที่สนองตอบก็คือความสุขที่เราควรได้รับอย่างยั่งยืนอีกด้วย สังคมที่มีผู้บริหารส่วนใหญ่นำปฏิบัติได้ ย่อมมีความสุขมากกว่านี้ แม้คนกลุ่มใดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ตลอดจนชุมชนใดก็ตามหากมีผู้ปฏิบัติได้ ย่อมเป็นเกราะคุ้มกันภาวะล่มสลายให้เชื่อมั่นได้


จากประสบการณ์เท่าที่ผู้เขียนสนใจเรียนรู้มาตลอดชีวิตจนถึงช่วงนี้ ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่า รากฐานจิตใจคนท้องถิ่นถูกอิทธิพลจากความทันสมัยของรูปวัตถุที่มอมเมาด้วยความสะดวกสบาย หรืออีกนัยหนึ่ง จากรสชาติซึ่งทำให้เสพติด จนกระทั่งเปลี่ยนนิสัยคนให้เป็นคนเห็นแก่ตัว ขาดความเมตตากรุณาและเห็นใจผู้อื่น เปลี่ยนมาเป็นการบ้าอำนาจ


ดังจะพิสูจน์ความจริงให้เห็นได้ชัดเจนว่า ยุคปัจจุบันผู้ที่เข้าไปสู่หน้าที่บริหารและจัดการ หากตนเองและพรรคพวกจะได้ประโยชน์ในสิ่งที่มุ่งหวังฝังอยู่ในใจ มักแสดงออกสองด้านด้วยกัน ด้านหนึ่งอ้างกฎหมายมาใช้บังคับ กับอีกด้านคิดออกกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหา ประกอบกับคนทั่วไปส่วนใหญ่มักสะท้อนแนวโน้มที่อยากขึ้นไปมีอำนาจควบคุมบังคับผู้อื่น แม้จะคิดว่าตนหวังดีต่อสังคม


แต่แล้วสิ่งที่สะท้อนออกมาก็สารภาพความจริงว่าเกิด ความขัดแย้ง จนกระทั่งยุติได้ยากยิ่งขึ้นหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า การทะเลาะเบาะแว้งกันมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้คือภาพที่ไม่จำเป็นต้องนำเหตุผลอื่นใดมาอ้างเพื่อแก้ตัวเพราะเนื้อหาสาระและสิ่งที่พบเห็นมันเป็นความจริงอยู่ในตัวแล้วทั้งหมด


เมื่อสภาพสังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงมาเน้นอำนาจด้านเดียวเด่นชัดยิ่งขึ้น ย่อมทำให้ทุกวันนี้จิตใจผู้ที่มีความเที่ยงธรรมสามารถรู้สึกได้ยากยิ่งขึ้นว่า ยังมีกระแสศรัทธาสะท้อนออกมาให้เชื่อมั่นได้ บางครั้งเมื่อกล่าวถึงคำว่า ศรัทธา คนส่วนใหญ่ยิ่งไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ในระดับสูงขึ้น มักมีคำถามสะท้อนออกมาเสมือนไม่รู้ความจริงหรือเข้าใจถึงประเด็นนี้


ผู้เขียนเคยเขียนบทความเรื่องหนึ่งไว้นานแล้วโดยให้ชื่อว่า “การมีอำนาจโดยไม่ต้องใช้อำนาจ คือการใช้อำนาจที่ถูกด้านแล้ว” ซึ่งเรื่องนั้นเคยนำลงพิมพ์ในสื่อมาแล้ว


หลายคนอาจไม่เข้าใจว่า เหตุใดผู้เขียนถึงได้นำมากล่าวย้ำว่า ตนสนใจเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ อาจทำให้รู้สึกว่า การเขียนนั้นได้อะไร? คงต้องมองสองด้านอีกเช่นกันว่า ผู้เขียนจะได้อะไร ซึ่งแน่นอนที่สุดด้านนี้น่าจะหมายถึง คุณค่าแก่จิตใจตนเอง ส่วนอีกด้านหนึ่งได้แก่ผู้อ่าน หากมองผิดด้านเพราะไม่รู้จักตนเองคงคิดว่าผู้เขียนต้องการอวดตัวเองหรือต้องการความโด่งดัง หรือไม่ก็ต้องการหาเงินมาซื้อวัตถุที่ให้ความสบายแก่ตน


หากผู้เขียนรักที่จะเขียนโดยที่เขียนอย่างมีความสุข ย่อมทำให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนที่จะเขียนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ซึ่งสิ่งนี้ควรจะได้แก่ การซื่อสัตย์ต่อตนเองในการปฏิบัติและการค้นหาความจริงจากใจออกมาเขียน หรือที่กล่าวต่อไปอีกว่า ยิ่งให้ยิ่งได้รับเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด หากใครมีรากฐานจิตใจอิสระ สามารถมองเห็นได้รอบด้าน ควรจะรู้ได้ว่าตนเองควรนำจิตใจและวิถีชีวิตมุ่งไปสู่ด้านไหน


คำว่า ศรัทธา หากสนใจที่จะค้นหาความจริงเพื่อการเรียนรู้อีกทั้งนำไปสู่ความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ควรเป็นความรู้สึกอันเป็นธรรมชาติซึ่งเกิดจากใจอันบริสุทธิ์ของตนเอง ย่อมสร้างความรู้สึกที่เกิดจากใจของเพื่อนมนุษย์ได้ทุกชาติทุกภาษาและทุกศาสนาร่วมด้วย


หากสิ่งนี้มีอยู่ในรากฐานจิตใจบุคคลใด ย่อมประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นขั้นตอน โดยที่แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง อีกทั้งไม่มีการพูดไว้เป็นการล่วงหน้าว่า ตนจะต้องทำให้เรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นผลสำเร็จเมื่อนั้นเมื่อนี้ เพราะนั่นคือความจริงที่อ่านได้ว่า จิตใจของผู้แสดงออกมีความโลภ โกรธ หลง ยึดติดอยู่ในจิตใจไม่ว่าจะหนาหรือบางแค่ไหน


ศรัทธาที่บริสุทธิ์ ไม่ควรมีสิ่งปนเปื้อนเข้าไปแอบแฝงอยู่ในรากฐานจิตใจตนเอง แม้การคิดหรือกล่าวออกมาว่า ฉันจะต้องสร้างศรัทธา หรือไม่ก็แสดงออกให้อ่านถึงความจริงได้ว่ามีการยัดเยียดให้คนอื่นสร้างศรัทธา ย่อมบอกได้ว่าในที่สุดจะต้องประสบกับความล้มเหลวไม่ว่าเร็วหรือช้า


การโฆษณาหรือแสดงออกด้วยวิธีการอย่างใดก็ตาม โดยมีจิตใจไม่บริสุทธิ์หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า มีสิ่งปนเปื้อนเข้าไปอยู่ในใจตนเองแม้แต่น้อยนิด ย่อมทำลายศรัทธาของตนซึ่งควรมีอยู่ในใจและสานถึงจิตใจเพื่อนมนุษย์อย่างเป็นธรรมชาติ ความจริงจึงได้ชี้ไว้ว่า ความหมายของศรัทธา ย่อมหยั่งรู้ได้เฉพาะตัว อีกทั้งไม่ยึดติดอยู่กับรสชาติจากผลซึ่งตนปฏิบัติ หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวว่า เมื่อมีศรัทธาจากด้านหนึ่ง ควรมีการปล่อยวางอยู่ในใจตนเองร่วมด้วย หมายความว่า เมื่อได้รับสิ่งหนึ่งที่อาจส่งผลให้เกิดรสชาติย่อมมีเกราะคุ้มกันอยู่ในอีกด้านหนึ่งด้วย จึงจะช่วยให้วิถีชีวิตดำเนินไปอย่างอยู่รอดปลอดภัย


ผู้เขียนกล่าวถึงเรื่องนี้มายาวนานพอสมควรแล้ว จึงใคร่ขออนุญาตยกตัวอย่างซึ่งตนประสบมากับชีวิตตนเอง ก่อนที่จะได้มีงานประชุมกล้วยไม้โลกมาจัดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2521 ซึ่งนับได้ว่าเป็นการประชุมระดับโลกครั้งแรกที่จัดขึ้นภายในประเทศนี้


ความจริงผู้เขียนไม่เคยคิดหวังในใจแม้แต่น้อยว่าจะทำงานเพื่อให้ได้สิ่งนี้มา แม้แต่ได้ทราบข่าวการประชุมกล้วยไม้โลกครั้งที่ 2 นครโฮโนลูลู หมู่เกาะฮาวายในปี พ.ศ.2500 ขณะนั้นตนยังเพิ่งเริ่มชีวิตการค้นคว้าวิจัยเรื่องกล้วยไม้อยู่ในสวนหลังบ้านขนาดเล็ก ๆ หลังจากได้รับทราบข่าวแล้วยังนึกว่า มันเป็นเรื่องใหญ่มากและสูงเกินไปสำหรับคนตัวเล็ก ๆ อย่างเราจะเอื้อมไปถึงได้


ตนจึงยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อสนองคุณแผ่นดินอย่างมีความสุขต่อมา โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่สะท้อนออกมาปรากฏแก่สังคมมีการพูดกันปากต่อปาก จนกระทั่งเงื่อนปมเล็ก ๆ ดังกล่าวมีกระแสที่กระจายออกไปถึงหูคนที่นั่นอย่างเป็นธรรมชาติ


อนึ่ง ในช่วงนั้นการบริหารและจัดการที่เป็นทางการของไทยยังคงเห็นว่ากล้วยไม้เป็นเรื่องไร้สาระ โดยที่เข้าใจว่าหากใครนำมาปลูกน่าจะมีผลทำลายเศรษฐกิจของสังคม


แต่ผู้เขียนต่อสู้กับใจตนเองมาตลอดโดยไม่รู้สึกน้อยอกน้อยใจ หรือนำจิตใจไปเกาะเกี่ยวกับสิ่งอื่น หากทำด้วยความมุ่งมั่นอย่างมีความสุข นอกจากนั้น ถ้ามีผู้ใดสนใจเข้ามาหาก็จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างจากใจตนเอง แม้แต่ในด้านเทคโนโลยี ความรัก ความสนใจทำให้ดิ้นรนขวนขวาย แม้ไม่มีทุนรอนแต่ก็เก็บสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งสังคมเห็นว่าไร้ประโยชน์มาดัดแปลงจับโน่นต่อนี่ โดยไม่รู้สึกดูถูกสิ่งที่ตกหล่นอยู่บนพื้นดินแม้แต่ในกองขยะ จนกระทั่งใช้เป็นพื้นฐานของเทคโนโลยี ซึ่งนำมาร่วมพัฒนาโครงการกล้วยไม้ จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปกว้างขวางมากขึ้น


ในปี พ.ศ.2506 นับเป็นปีแรกที่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาวายได้แสดงน้ำใจนำผู้เขียนขึ้นเวทีการประชุมกล้วยไม้โลกเป็นครั้งแรก อีกทั้งยังเข้าไปเป็นสมาชิกในคณะกรรมาธิการสายวิชาการ โดยไม่ได้คิดฝันอะไรมาก่อน


จากนั้นมา การประชุมกล้วยไม้โลกซึ่งจัดขึ้นทุก 3 ปีโดยที่หมุนวนไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ซึ่งมีความพร้อมสืบต่อกันมา ผู้เขียนก็ได้เชิญมาเป็นวิทยากรและร่วมประชุมกรรมการในสายวิชาการมาตลอด นอกจากนั้นยังมีนิสัยที่ไม่นิ่งดูดาย หากมีกิจกรรมอะไรก็ตามที่พอจะช่วยได้ ก็แสดงน้ำใจเข้าไปช่วยทุกเรื่อง


อยู่มาวันหนึ่งในปี พ.ศ.2510 ขณะที่ตนได้รับเชิญไปบรรยายในที่ประชุมต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาติดต่อกันร่วม 35 มลรัฐ แทบจะตลอด 2 ฝั่งของประเทศ ค่ำวันหนึ่งขณะที่อยู่ในมลรัฐ ฟรอริด้า ประธานกรรมการกล้วยไม้โลกซึ่งเป็นสุภาพสตรีได้ขับรถมารับเพื่อไปบรรยายที่สมาคมแห่งรัฐฯ

ระหว่างทาง เธอได้เอ่ยถามขึ้นว่า “ระพี ฉันเห็นเธอช่วยทำงานทุกสิ่งทุกอย่างมาตลอดเวลา เธอไม่คิดจะนำงานประชุมกล้วยไม้โลกไปจัดที่เมืองไทยบ้าง?”
ผู้เขียนจึงย้อนถามเธอกลับไปว่า ท่านคิดว่าการที่ฉันมาทำงานให้ เพราะต้องการงานี้ไปจัดในประเทศไทยแค่นั้นหรือ? ผู้เขียนคิดว่าเธอคงเข้าใจความหมายที่ฉันตอบปฏิเสธถูกจุด แต่นั่นหาได้หมายความว่าเธอจะมีความรู้สึกเป็นอย่างอื่น นอกจากความศรัทธาที่เกิดขึ้นในใจ
เนื่องจากเขาหยั่งรู้ได้ว่า ฉันพูดออกมาจากใจ โดยที่รู้ความจริงว่าบุคคลใดทุ่มเทให้กับงานด้วยความจริงใจ ย่อมมีความรักความอดทนและมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้งานเป็นผลสำเร็จได้ ทั้ง ๆ ที่ปีนั้นมีประเทศใหญ่ ๆ ในยุโรปส่งหนังสือเชิญเป็นทางการร่วมด้วยถึง 3 ประเทศและประเทศในเขตร้อนของทวีปอเมริกาอีก 1 ประเทศ แต่ปรากฏว่า ทุกประเทศถอนการเชิญเพื่อเปิดทางให้ประเทศไทย


จากเรื่องราวที่เล่ามาแล้วทั้งหมดช่วยให้ประเทศไทยได้รับงานดังกล่าวมาอย่างภาคภูมิและสมศักดิ์ศรี ยิ่งกว่านั้นยังมีเรื่องราวต่อมาอีกว่า งานครั้งนั้นไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐบาลแม้แต่บาทเดียว หากได้น้ำใจจากธนาคารใหญ่ ๆ หลายแห่งร่วมทั้งหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน ทั้ง ๆ ที่มีประเทศซึ่งเข้าร่วมประชุมกว่า 55 ประเทศและมีผู้มาร่วมประชุมในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 3,000 คน อีกทั้งบางรายได้เข้าอยู่เมืองไทยก่อนและหลังการประชุมประมาณ 1 เดือน นอกจากนั้น กล่าวอย่างเชื่อมั่นได้ว่า คนที่สนใจกล้วยไม้จากทั่วโลกมีแทบทุกอาชีพที่เข้ามาใช้โอกาสติดต่อธุรกิจส่วนตัวในเรื่องสายตรงของเขาด้วย ร่วมทั้งผู้จัดการใหญ่ของบริษัท เชลล์ จากกรุงลอนดอน นอกจากนั้น หลังเสร็จงานแล้วยังมีเงินเหลือมอบให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไว้ใช้จ่ายเป็นทุนในงานวัยและส่งเสริมเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาวงการกล้วยไม้อีกก้อนหนึ่ง และแบ่งปันอีกส่วนหนึ่งไปบำรุงกองทุนกล้วยไม้ของโลกอีกส่วนหนึ่งด้วย ทั้ง ๆ ที่ช่วงเตรียมงานเราก็ไม่ได้ขอสนับสนุนจากกองทุนกล้วยไม้โลก


ความจริงยังมีเรื่องที่อาจหยิบยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อการศึกษาอีกมากมายหลายอย่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ถ้ามีศรัทธาเป็นพื้นฐานการทำงานย่อมสามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเป็นปลายเหตุสุด ๆ โดยที่ทุกคนในชาติย่อมมีส่วนร่วมในการรับผลอย่างทั่วถึง

สิ่งที่กล่าวมาแล้วไม่เฉพาะระดับชาติเท่านั้น แม้คนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ทุกรูปแบบ นับตั้งแต่ระดับครอบครัวขึ้นมาจนกระทั่งถึงหน่วยงานย่อยและหน่วยงานใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้เรามักนิยมใช้คำว่า ชุมชนเข้มแข็ง หากผู้นำซึ่งควรจะมีจิตวิญญาณอยู่ในทุกคน สานเหตุผลไปถึงผู้นำชุมชนขาดสิ่งที่กล่าวมาแล้วอยู่ในจิตวิญญาณ กลุ่มคนกลุ่มนั้นย่อมขาดความยั่งยืน หากใครนำคำนี้มากล่าวอ้างย่อมรู้เท่าทันได้ว่า เป็นการอ้างเพื่อหวังประโยชน์อย่างอื่นมากกว่า


สรุปแล้ว คงต้องกล่าวให้ลึกลงไปถึงจุดที่เป็นรากเหง้าว่า หากบุคคลใดขาดความศรัทธาที่ควรมีต่อความจริงซึ่งอยู่ในใจตนเอง ย่อมหวังได้ยากว่าจะเกิดความรู้ความเข้าใจ และให้ความซาบซึ้งต่อความรู้สึกศรัทธาอันควรได้รับจากใจเพื่อนมนุษย์และสรรพชีวิตทั้งหลายที่อยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ซึ่งตนมีโอกาสสัมผัสในการดำเนินชีวิตประจำวัน
17 มิถุนายน 2548

นี่คือ “เรื่องเล่า” ที่ทรงพลังนะครับ

วิจารณ์ พานิช
23 มิ.ย.48

ref :: //gotoknow.org/archive/2005/07/25/08/41/29/e1586


Create Date : 26 มีนาคม 2549
Last Update : 26 มีนาคม 2549 0:04:50 น. 1 comments
Counter : 328 Pageviews.

 
เคยเรียนกับ ศ.ระพี สาคริก ตอนอยู่ที่เกษตร ท่านรับเชิญมาเป็นอาจารย์พิเศษให้ 1 วันคะ ตัวจริงท่านน่ารักมากๆ เป็นบุคคลที่มีความรู้มากๆเลย ท่านให้ทุกคนเรียกท่านว่าคุณปู่ อ่านแล้วคิดถึงท่านจังเลยค่ะ


โดย: chollaphin (Chollaphin ) วันที่: 26 มีนาคม 2549 เวลา:1:25:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

naigod
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เพราะชีวิตมีความฝัน..
..จึงเป็นความงดงามของการมีชีวิต
Friends' blogs
[Add naigod's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.