Better to reign in Hell than serve in Heaven
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2549
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
4 มีนาคม 2549
 
All Blogs
 

ความในใจของเกย์คนหนึ่ง (ถึงคนทั่วไป) ตอนที่ 20

บทความนี้คัดมาจากเรื่อง ความในใจของเกย์คนหนึ่ง (ถึงคนทั่วไป) ที่คุณวิศรุตแต่งขึ้น
โพสต์ครั้งแรกที่ห้องถนนนักเขียน
//www.pantip.com/cafe/writer/topic/W4097995/W4097995.html


<<< ตอนที่ 19




11 ก.พ. 49

บ่ายนี้เข้ามาอ่านครับ แต่ต้องยอมรับว่าอ่านผ่านๆมาก เอาไว้ผมจะอ่านความคิดเห็นของทุกท่านอีกที

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันวาเลนไทน์แล้ว แต่ความรักของบางคู่เห็นท่าจะยังมีอะไรที่ซับซ้อนและคลุมเครือกันอยู่
อย่างเช่นคู่ของเพื่อนผม เขาชื่อว่าขัตติยะ กำลังจะปรากฏตัวในเรื่องเล่าย้อนอดีตตอนที่ผมอยู่ ม.5
ขัตติยะเป็นเพื่อนของผมตั้งแต่อยู่ชั้น ม.4 แต่มาสนิทกันมากขึ้นตอนที่เราอยู่ชั้น ม.5
เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มสามทหารเสือ

ตอนที่เราเรียนอยู่ชั้น ม.5 เขาเป็นคนสารภาพกับผมว่าเขามีความรู้สึกที่ลึกซึ้งกับอีกหนึ่งสมาชิก
ของกลุ่มสามทหารเสือนั่นคือ จรัล แต่เขากับจรัลไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ยืนยาว
ตอนที่ขัตติยะสารภาพกับผมว่าเขาเป็นเกย์นั้น ผมเองไม่ได้บอกออกไปหรอกครับว่าผมเองก็เป็น
ผมเพิ่งมาบอกเขาว่าผมเป็นเกย์ตอนอายุประมาณ 30 ปี แต่ขัตติยะบอกผมตอนอยู่ ม.5 อายุประมาณ 16 ปี

ตอนนี้ขัตติยะเป็นวิศวกรหนุ่มเนื้อหอม ลืมบอกไปว่าเขาหล่อมากถึงมากที่สุด (สงสัยในบรรดาเกย์สีฟ้า
ผมจะขี้เหร่ที่สุดแล้วมั้ง) ขัตติยะพบแฟนของเขาเมื่อประมาณ 4 ปีมาแล้ว
แฟนของเขาเป็นวิศวกรหนุ่มใหญ่ชื่อว่านพพล เขาสองคนเจอกันเพราะเรื่องงาน
และก็ค่อยๆทำความคุ้นเคยกันมากขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นความรักโดยที่เขาทั้งสองก็ไม่ทันได้ตั้งตัว

นพพลมีครอบครัวแล้ว ภรรยาของเขาชื่อว่าปานวาด และเขายังมีลูกสาวอีกหนึ่งคน
อายุประมาณ 12 ปีชื่อแตงกวา แตงกวาเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารัก และเธอรักพ่อของเธอมาก
นพพลเองก็รักลูกของเขาและปานวาดมากทีเดียว แต่ในท้ายที่สุด เขาก็มาตกหลุมรัก
อย่างหัวปักหัวปำกับขัตติยะเพื่อนของผม และมันก้เป็นสิ่งที่เขาทั้งคู่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน
เขาสองคนไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้เลย

"พี่ว่าเราควรที่จะแอบพบกันแบบนี้ต่อไปเหรอ" ขัตติยะเป็นคนเอ่ยถามขึ้นก่อน
เขากับนพพลเคยพูดเรื่องนี้กันหลายครั้งแล้ว นพพลตอบว่า
"ถ้าไม่คบกันแบบนี้แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ นายช่วยบอกหน่อยสิ"

ขัตติยะนิ่งเงียบ ขัตติยะหน้าตาเหมือนดาราคนหนึ่งมากหยั่งกับออกมาจากพิมพ์เดียวกัน
แต่ผมไม่บอกหรอกนะครับว่าเขาหน้าเหมือนใคร เมื่อเห็นขัตติยะนิ่ง นพพลก็เลยยิ้มและกล่าวออกมาว่า

"เห็นไหมล่ะ นายเองก็ยังตอบคำถามนี้ไม่ได้ พี่เองก็เบื่อเหมือนกันนะที่นายชอบถามคำถามที่มันไม่มีคำตอบ"

"ถ้าพี่เบื่อก็ไม่ต้องมาที่นี่อีกก็ได้ จะได้ไม่ต้องได้ยินคำถามนี้จากผมอีก"

พอเขาพูดจบเขาก็ลุกออกไป ปล่อยให้นพพลนอนอยู่ตรงนั้นคนเดียว
คู่นี้เขางอนกันบ่อยถึงบ่อยมาก ขัตติยะมักจะโทรมาปรึกษาผมอย่างสม่ำเสมอ

"เราทะเลาะกับพี่พลอีกแล้วล่ะ เมื่อไหร่เราจะทำตัวเหมือนนายกับเดชาได้นะ"

ผมตอบเขาไป "เรื่องแบบนี้เราว่ามันขึ้นอยู่กับคู่ใครคู่มันนะ ต้องค่อยๆสื่อสารกันดีๆ
แล้วเวลานายจะทำอะไรต่อไป นายต้องนึกถึงปานวาดกับลูกของเขาให้มากๆ"

ขัตติยะพูดออกมาว่า "นายก็รู้นะวิศรุตว่าเราก็ไม่อยากจะอยู่ในสถานะแบบนี้หรอก
แต่จะให้ทำยังไงล่ะ ก็ตอนนี้เรากับพี่พลรักกัน ส่วนที่พี่เขาแต่งงานกับปานวาด
ก็เพราะครอบครัวต้องการให้แต่งมันก็เท่านั้น แต่ตอนนี้และเดี๋ยวนี้เรากับพี่พลรักกัน
นายก็น่าจะรู้ เรารักกันไม่ต่างจากนายกับเดชาหรอก"

อืม ฟังแบบนี้ก้ไม่รู้จะช่วยได้ยังไงเหมือนกัน นอกจากต้องปล่อยเลยตามเลย
และก็ให้เจ้าของชีวิตเขาแก้ปัญหากันเอง เวลาที่ขัตติยะงอน พี่พลก็ต้องมาเป็นฝ่ายง้อเสมอ
พี่พลอายุประมาณ 42 แล้ว แต่เขาก็ยังดูดีอยู่

"อืม ... ยะเอ้ย อย่างอนให้มันมากนักเลยนะ พี่ขี้เกียจง้อนะ รู้ไหม
แต่นายนี่ตอนงอนโคตรหล่อเลย ชอบจริงๆเลยว่ะ"

ขัตติยะหันมาสบตากับพี่พล "ถ้าจะให้หายงอนล่ะก็ต้องต่อกันอีกยกนะ"

"นายก็รู้ว่าพี่จะต้องกลั้นเอาไว้บ้าง เพราะถ้าคืนนี้กลับไปที่บ้านแบบหมดแรง
ปานวาดจะสงสัยเอาได้ พี่ไม่อยากสร้างปัญหาให้กับครอบครัวของพี่"

ขัตติยะโกรธพี่พลเป็นฟืนเป็นไฟ "ถ้าห่วงกันมากนัก ก็กลับไปหากันเลย
ทิ้งผมให้อยู่คนเดียวนี่แหละ และไม่ต้องมาหาผมอีกนะ"

พี่พลส่ายหัว เขาเดินไปหยิบสูท "เอาไว้ให้นายอารมณ์ดีก่อน แล้วเราค่อยมาคุยกันใหม่
ถ้ายังอัดอั้นไม่หายก็โทรไปคุยกับวิศรุตนะ เขาอาจจะช่วยนายได้" แล้วขัตติยะก็มักจะทำตามที่พี่พลแนะนำ

"เฮ้ย วิศรุต เราทนไม่ไหวแล้วว่ะ กับสภาพแบบนี้"

"ก็เห็นนายพูดแบบนี้มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว แต่ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม"

"ก็จะให้ทำยังไงล่ะ พี่พลเองก็เถอะ ไม่มีทางแก้ไขให้มันดีกว่านี้เลยเหรอ"

"นายก็ต้องเข้าใจนะว่าพี่พลเขาก็ต้องรับผิดชอบปานวาดกับแตงกวาด้วย
พี่เขางานก็เยอะ เจอเรื่องแย่ๆมาทั้งวัน มาเจอนายทั้งทีแทนที่จะช่วยให้พี่เขาสบายใจบ้าง
นายก็เอาแต่ชวนทะเลาะ และก็งอน งอน งอน เมื่อก่อนก็ไม่เห็นเป็นแบบนี้เลยนะ
ทำไมเดี๋ยวนี้งอนเก่งจังเลยล่ะ"

ขัตติยะคงจะทนผมไม่ได้เหมือนกัน "อ๋อ นายกล้าว่าเราอย่างนี้เหรอ
งั้นเราไปปรึกาเพื่อนคนอื่นก้ได้ เราก็เบื่อเหมือนกันแหละที่ต้องมาปรึกษานาย
ฟังแป๊ปเดียวก็รู้ว่านายเองก็ไม่มีความคิดดีๆเท่าไหร่นักหรอก
ก็เห็นพูดแต่ประโยคเดิมๆทั้งปีทั้งชาติ งั้นแค่นี้แล้วกันนะ"

และแล้วขัตติยะก็วางหูไป มันขี้งอนเป็นบ้าเลย น่าจะจัดอยู่ในทำเนียบผู้ชายรูปหล่อที่งอนเก่งที่สุดแห่งปี
เมื่อเล่าถึงคู่ของขัตติยะ ผมก็อดนึกถึงคู่ของขจรเดชไมได้


อีกคู่หนึ่งที่กำลังมีปัญหาอย่างชนิดที่เรียกว่าไม่มีใครคาดคิด คือคู่ของผู้ชายและผู้หญิงที่ชื่อว่า
ขจรเดชกับพิรงรอง ขจรเดชเป็นเพื่อนกับผมตอนที่เรียนปริญญาโทด้วยกัน
ตอนแรกๆก็เห็นเขากับพิรงรองหวานกันมาก แต่พอแต่งงานและมีลูกชายด้วยกันอายุประมาณขวบเศษๆ
หลายสิ่งหลายอย่างก็เริมเปลี่ยนไป เมื่อขจรเดชไม่ค่อยมีเวลาให้พิรงรอง
เขามักจะเจียดเวลาไปให้เพื่อนอยู่บ่อยๆ

เวลาที่เขามาหาผมเขาก็จะคุยกับผมเรื่องงาน เพราะเรามีธุรกิจเล็กๆที่กำลังทำร่วมกันอยู่
ขจรเดชรู้ว่าผมเป็นเกย์ จริงๆผมก็ไม่อยากบอกเขาหรอก แต่เขาชอบด่าเกย์แบบว่าด่าเช้าด่าเย็น
ว่าไอ้พวกเนี้ยเลวอย่างนั้นเลวอย่างนี้ มีอยู่วันหนึ่งที่ผมทนไม่ได้จึงเผลอหลุดปากออกไป

"กรูก็เป็นเกย์ ไหนบอกมาสิว่ากรูเลวตรงไหน"

เงียบครับ เงียบยิ่งกว่าเป่าสากอีก หลังจากช๊อคและตาค้างไป 30 วิ มันก็บอกกลับมาว่า

"กรูไมได้ว่าเมิง กรูว่าคนอื่นน่ะ"

"แล้วมรึงยังรู้จักเกย์คนไหนอีกเหรอวะ" ผมจี้ไม่หยุด มันส่ายหน้า "เหอะ ไม่รู้จักหรอก
กรูไม่กล้าไปยุ่งกับเกย์หรอก กรูกลัว"

"เวร แล้วทำไมถึงรู้ล่ะว่าเกยืเลวอย่างนั้น เลวอย่างนี้"

ไอ้เดชนิ่งคิดนิดนึงแล้วตอบว่า "มีข่าวแว่วมาว่าพวกเกย์เป็นอย่างนั้น"

"ข่าวแว่วหรือมรึงหูแว่วกันแน่วะ"

แต่วิ่งที่ขจรเดชพลาดมากที่สุดคือการที่เขาไปบอกกับพิรงรองว่าผมเป็นเกย์
เพราะตอนที่ขจรเดชกลับบ้านดึก พิรงรองก็เริ่มจินตนาการแบบเบ็ดเสร็จ

"ที่คุณหายไปเนี่ย ไปแอบจู๋จี๋กับวิศรุตมาใช่ไหม วิศรุตทำให้คุณเปลี่ยนไปนะ
พวกเกย์เนี่ยเผลอไมได้หรอก "

เวรครับ เวรจริงๆ สาบานเจ็ดชั่วโคตรได้เลยว่าผมไม่เคยคิดอะไรกับไอ้เดชนอกจากเรื่องงาน
แต่ก็นั่นแหละพิรงรองก็มักจะคล้ายกับคนอื่นๆที่มักมองว่าเกย์บ้ากามบ้าง
เกย์หมกมุ่นเรื่องเพศบ้าง จนเธอลืมไปแล้วว่าสถิติการข่มขืนผู้หญิงที่มันมากขึ้นทุกปี
จนมีคนต้องทำละครเรื่อง "ล่า" ให้พวกเราดูนั่นใครกันเป็นคนที่ข่มขืนผู้หญิง คงไม่คิดว่าเกย์ไปข่มขืนนะ

อย่างไรก็ตามพิรงรองเองก็เกือบจะมีเรื่องราวถึงขั้นแตกหักกับขจรเดชเพราะหึงผมแบบลมๆแล้งๆ

เอาไว้ในอนาคตอันใกล้ ผมอาจจะต้องประกาสเลิกคบกับขจรเดชไปตลอดกาล
เพราะผมเองก็ไม่อยากให้พิรงรองเอาน้ำกรดมาสาดผม มันช่วยไม่ได้
ขจรเดชดันเอาเรื่องที่ผมเป็นเกย์ไปบอกพิรงรองเอง ตัวอย่างนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เกย์หลายคน
ก็ยังต้องควรปกปิดความเป็นเกย์ของตัวเองไว้ และไม่ควรเผลอบอกใครไป
แม้กระทั่งเวลาที่ขาดสติก็ควรจะมีสติกับเรื่องแบบนี้

แต่คนที่ผมกำลังเป็นห่วงมากที่สุดในตอนนี้คือ แมนสรวง เขาเป็นไฮโซอีกคนที่ผมรู้จัก
ตอนไปยุ่งกับเว็บไซด์เกย์ที่ผมเคยเล่า นามสกุลของแมนสรวงก็น่าจะคุ้นหูหลายๆท่าน
ที่กำลังอ่านอยู่ในขณะนี้ แมนสรวงอายุประมาณ 30 ปี เป็นไฮโซที่ค่อนข้างเก็บตัว
เขาก็เป็นเกย์แต่กำเนิด แต่จำต้องปกปิดไว้ให้มิด เพราะถ้าญาติๆล่วงรู้คงไม่มีใครร่วมยินดีไปกับเขา

ตอนนี้แมนสรวงยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน เขากำลังค้นหาอย่างจ้าละหวั่นตามอินเตอร์เน็ต
แต่ใช่ว่ามันจะหาได้ง่ายๆ ในท้ายที่สุด แมนสรวงก็อดไม่ได้ที่จะแอบหนีคนที่บ้านไป
ในยามวิกาลเพื่อที่จะไปที่บาร์เกย์เพื่อที่จะขอใช้บริการน้องๆหนุ่มพอประทังไปก่อน
ตอนไปบาร์เกย์ครั้งแรก แมนสรวงเล่าให้ผมฟังว่าเขาตื่นเต้นมากๆ

แต่พอไปบ่อยๆเข้าเขาก็ชิน ผมเองไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับพฤติกรรมของเขา แต่ทำไงได้ล่ะ
รู้ว่าห้ามเขาไมได้ก็เลยไม่รู้ว่าจะห้ามไปทำไม ยังไงซะผมเองก็ยังเป็นกำลังใจให้แมนสรวงเสมอ
เพียงแต่ว่าไม่อยากให้เขาถลำลึกไปกับสังคมกลางคืนไปมากกว่านี้ เพราะในระยะยาวแล้ว
ไม่ว่าจะคิดไปทางไหนมันก็ไม่คุ้มหรอกครับถ้าจะทุ่มชีวิตของตัวเองไปกับน้องๆหนุ่มๆตามบาร์

และคนสุดท้ายที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังก็คือ นนทวัช เพื่อนอีกคนที่สนิทกันมาตั้งแต่
ผมเข้าไปเขียนเรื่องหลายๆเรื่องในเว็บเกย์แห่งหนึ่ง

นนทวัชก็มีวิถีชีวิตที่ไม่ต่างไปจากเกย์สีฟ้าในเมืองไทย นนทวัชตามหาใครคนหนึ่งในเน็ตมานานหลายปี
แต่เขาเพิ่งพบกับใครคนหนึ่งเมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมา สมมติว่าขื่อว่าพี่บริรักษ์ก็แล้วกันนะครับ

ผมจำได้อย่างแม่นยำถึงความรู้สึกแรกที่นนทวัชนัดไปเจอกับพี่รักษ์ เขาตื่นเต้นมาก
และน่าจะตื่นเต้นมากกว่าตอนที่ผมไปพบกับเดชา นนทวัชฝังใจว่าตัวเองเป็นคนที่รูปร่างหน้าตาไม่ดี
เขาเลยเสียความมั่นใจตรงนี้ไปมากเลย แต่ผมว่าจริงๆแล้วเขาเองก็ดูน่ารักดีนะ

วันแรกที่นนทวัชไปเจอกับพี่รักษ์เขาไม่มีความมั่นใจในตนเองเลยและคิดเสมอว่าพี่รักษ์ต้องไม่พอใจเขา
แต่พอเขาไปพบกับพี่รักษ์แล้ว เขาก็คิดผิดถนัดเพราะพี่รักษ์พอใจเขามาก
นนทวัชมีความรู้สึกเหมือนกับว่าการเดินทางแปดหมื่นลี้ได้สิ้นสุดลง

จริงๆแล้วชีวิตของนนทวัชกับพี่รักษ์น่าจะอบอุ่นพอๆกับผมและเดชา
แต่ดันมีเหตุการณ์ฟ้าฝ่าลงมายังความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองเมื่อพี่รักษ์จำต้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด
ผมไม่ขอบอกก็แล้วกันว่าพี่รักษ์ทำงานอะไร แต่พอพี่เขาย้ายไปต่างจังหวัดแล้วนั้น
อุปสรรคสำคัญที่ย่างกรายเข้ามาก็คือ "ความห่างเหิน" และมารผจญตัวฉกาจก็คือ "ความใกล้ชิด"
เมื่อตอนที่นนทวัชเหงาเขามักจะไปที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่ง และพอไปบ่อยๆเข้า
เขาก้ดันไปปิ๊งกับน้องพนักงานขายที่นั่น และน้องคนนั้นบังเอิญเขาก็เป็นเกย์สีฟ้าหน้าใสเสียด้วย

หลังจากนั้นนนทวัชก็มักจะไปที่ร้านหนังสือแห่งนั้นเป็นประจำจนเขาลืมโทรหาพี่รักษ์
ตอนแรกเขาบอกผมเองว่าเขาไม่ชอบพฤติกรรมของเกย์ที่มักจะมีแฟนทีละหลายๆคน
แต่เขาดันเป็นซะเอง เท่านั้นยังไม่พอเขายังไปหลงรักหนุ่มแมสเซ็นเจอร์
แถวๆบริษัทที่เขาทำงานอยู่ด้วย และที่เกินคาดคือ หนุ่มแมสเซ็นเจอร์มาดเท่
ก็ดันเป็นเกย์สีฟ้าที่มีใจให้เขา เจ้าหมอนี่ชื่อรณภพ ลืมบอกไปว่าน้องที่อยู่ร้านหนังสือชื่อว่า รุ่ง

พอผมรู้ว่ารณภพเป็นเกย์สีฟ้า ผมเลยเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกครั้งว่า
ใน100%ของผู้ชายไทยนั้นจะมีเกย์สีฟ้าสักกี่% กันแน่ ผมเคยถามเดชา เดชาตอบมาว่า
"เยอะมากพี่" ที่เดชาเชื่อเช่นนั้นเพราะเขาคำนวณจากการที่มีคนไปโพสรูปมนเว็บไทยแลนด์เอ้าท์แค่นั้น
ผมเองไม่กล้าฟันธงหรอกครับว่ามีกี่% แต่คิดว่าคงเยอะเหมือนกันนะ

ตอนนี้นนทวัช เกย์ไทยที่เคยจะรณรงค์ให้เกย์มีรักเดียวใจเดียว พี่แกก้มีไปแล้วพร้อมๆกันตั้ง
เออ 3 คน ทบทวนชื่อหน่อยนะ พี่บริรักษ์ น้องรุ่ง น้องรณภพ
ส่วนข่าวลือจากต่างจังหวัดก็คือว่าพี่รักษ์ กำลังตกหลุมรักกับข้าราชการหนุ่มเนื้อหอม
ที่เป็นเกย์สีฟ้าอีกคนหนึ่ง พี่เขาชื่อว่าอาคม น่าแปลกที่พอนนทวัชเจอกับพี่รักษ์ที่กรุงเทพฯ
ทั้งคู่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนผมเองก็งงเหมือนกัน ผมเรียกกรณีของนนทวัชว่า "รักห้าเส้า"
เพราะมีห้าหนุ่มใจสีฟ้ามาเกี่ยวพันกันคือ พี่รักษ์ พี่อาคม น้องรุ่ง น้องรณภพและไอ้นนทวัชเพื่อนของผม

นนทวัชเคยเปรยๆว่า "อยากรู้จักเดชาจังเลย" ผมก็เลยตอบไปอย่างสุภาพว่า
"ไม่มีทาง" จริงๆวันนี้ที่เล่าชีวิตของ
1. ขัตติยะ พี่พล และปานวาด
2. ขจรเดช และพิรงรอง
3. แมนสรวงกับหนุ่มๆบาร์เกย์
4. นนทวัช รุ่ง นพพล รณภพ และพี่บริรักษ์
นอกจาก 3 จอมนางแห่งวังหลวงอย่างเจนจิรา วิมลรัตน์และอาทิตยา

เพราะผมเองกำลังเป็นกำลังใจให้ชีวิตของพวกเขาทั้งหมดและหวังว่าวาเลนไทน์ปีนี้
สิ่งดีๆน่าจะเกิดขึ้นกับพวกเขา และปัญหาต่างๆที่เรากลัวกันน่าจะมีทางออกที่ราบรื่นและไม่รุนแรง
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ

======================================================================

พ.ศ. 2529

ขณะที่เรื่องราวใน พ.ศ. 2549 กำลังเข้มข้น และผมกำลังลุ้นว่า 14 ก.พ. 49 นี้
ผมกับเดชาจะได้ไปฉลองวาเลนไทน์และการคบกันมาสามปีได้หรือไม่
ผมก็ขอย้อนเวลากลับไปในปี 29 อีกครั้ง

เพื่อนๆลองสังเกตดูสิครับ 29 กับ 49 ห่างกัน 20 ปีพอดีเท่ากับกระทู้ตอนนี้เลยนะเนี่ย

พ.ศ. 29 ที่โรงเรียนที่ผมกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.4 มันก็มีเรื่องราวความสัมพันธ์ของ
1. อ.มานพกับ อ.เจษฎา
2. พี่จอมกับพี่สุชาติหรือสุชาวดี
3. พี่อัสดากับพี่ภูวไนย
4. ผม วิศรุตกับศราวุธ

แหม ... น่าจับทั้ง 4 ทีมนี้ไปแข่ง 4 ต่อ 4 แฟมมิลี่เกมส์เนอะ ตั้งชื่อว่าทีมปี 49 กับทีมปี 29
เพื่อนๆคิดดูสิครับว่าทีมปีไหนจะชนะ ผมว่าปี 49 นะ เพราะมีเจ้านนทวัชนี่แหละ
ที่จะนำพาลูกทีมให้เข้าวินได้ และอาจเกิดตำนานรักแปดเส้า แค่คิดก็สยิวแล้วครับ

แต่ทุกคนรู้ ผมเชื่อแน่ว่าทุกคนยังจำได้ว่าผมอยู่ที่โรงเรียนปทุมคงคาในสัปดาห์วิทยาศาสตร์
ขอทวนความจำเล็กน้อยครับ ...

ขณะที่ผมกำลังลอบมองเขาเตรียมอุปกรณ์ของตัวเองอยู่ เขาก้หันมาสบตากับผมโดยบังเอิญ
แล้วยิ้มให้ นัยน์ตาคู่นั้นช่างชวนฝันเป็นที่สุด ใบหน้าของเขาคมคาย
คิ้วเข้มตัดกับสีผิวที่ขาวของเขา เขายิ้มให้ผม แต่ผมรีบหลบสายตา ผมยังนึกในใจเลยว่า

"ทำแบบนี้เดี๋ยวเขาก็รู้หรอกว่าเราเป็นเกย์"

จนกระทั่งบัดนี้ผมยังไม่มีหลักฐานใดๆที่จะสรุปว่าเขาเป็นเกย์หรือไม่
แต่ผมก้ประทับใจกับยิ้มแรกของเขาอย่างไม่เสื่อมคลาย

หลังจากผมหลบสายตาเขาแล้ว ผมก็ตั้งหน้าตั้งตามองแต่คลื่นอยู่ข้างหน้าผม
ในช่วงนั้นมันเหมือนกับว่าผมกำลังทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบ

"บัพ ปฏิบัพ บัพ ปฏิบัพ บัพ ปฏิบัพ ... "

แต่แล้วสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเขาคนนั้นเดินมาที่โต๊ะของผมและกล่าวคำทักทาย

"สวัสดีครับ"

(ต่อเลยนะ)

ผมละสายตาจากคลื่นทางฟิสิกส์ เมินสมการเคมี และไม่แยแสต่อกระบวนการทางชีวะ
เพราะผมกำลังเฝ้ามองความรู้สึกของตัวเองโดยใช้เขาเป็นตัวแปรทางคณิตศาสตร์

"สวัสดีครับ" ผมกล่าวคำทักทายตอบออกไป แต่มันดูเหมือนกับว่าผมไปลอกคำทักทายของเขา
เขายิ้มให้ผม ผมประทับใจกับรอยยิ้มของเขามาก ผมคิดว่ายิ้มของเดชามีเสน่ห์เหลือรับทานแล้วนะ
แต่ยิ้มของหมอนี่กินขาด (ถ้าเดชาเข้ามาอ่านอย่าน้อยใจพี่นะ นะ นะ อ้อ ... ลืมไปว่าป่วย
คงเข้ามาอ่านไม่ไหว งั้นเจ้าชู้ต่อไปได้) รอยยิ้มนั้นยังติดตาตรึงใจผมจนกระทั่งบัดนี้

เขาก้มลงมองดูเจ้าเครื่องกำเนิดคลื่นซึ่งจริงๆผมก็ลืมไปแล้วว่าหน้าตาของมันเป็นยังไง

"นายกำลังจะสาธิตการเคลื่นที่แบบ simple harmonic เหรอ"

ผมตอบไปยาวมากว่า "ใช่" เขายิ้มเยาะและเรียกผมว่า "mr. simple harmonic"
ผมยิ้มรับฉายาที่เขาตั้งให้แบบเสียไม่ได้ ผมหันไปมองสิ่งที่เขานำมาแล้วรีบหันมาสบตากับเขา

"ยินดีที่ได้รู้จักนะ mr. white mouse"

เขาหัวเราะแก้มปริแต่เท่สุดใจขาดดิ้น

"555 white mouse ก็ white mouse "

และนั่นเป็นการทำความคุ้นเคยที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นาน
ก็มีคนเริ่มทยอยมากันแบบไม่ขาดสาย พวกเราก้เลยต้องเข้าประจำที่
อย่างลืมนะครับว่ามีนางสาวเคมีอยู่ทางด้านขวาของผม

ช่วงแรกๆ ผมก็มีสมาธิดีอยู่กับเจ้าเครื่องกำเนิดคลื่นตรงหน้า ถ้าเรื่องที่ผมเล่านี้กลายเป็นหนัง
มันก็จะประมาณว่าตอนแรกก็จะมีเด็กเรียนคนหนึ่งที่เป็นผู้ชายเข้ามาด้อมๆมองๆ ผมตั้งท่ารับมือ
ประโยคแรกที่เขาพูดมันจะประมาณว่า "ตั้งแบบ 4 ลูพให้ดูหน่อยแล้วขอตัวอย่างคำนวณสัก 3 แบบด้วยนะ"

ผมคิดในใจว่า "พรุ่งนี้จะสอบเอ็นท์ฯเหรอ ถึงดูซีเรียสนัก" แล้วผมก็เริ่มบรรเลง
คล้ายรูปแบบรายการคุณขอมา ผ่านเจ้าหมอนี่ไปก็จะเป็นอ.ผู้หญิงอายุมากๆหน่อย
ท่านมองลอดแว่นแล้วพูดว่า "อ๋อ คลื่น" ผมถามอย่างสุภาพว่า
"จะลองปรับให้ดูไหมครับ" อ.ท่านยิ้มอย่างเมตตาและอยากรู้ ท่านตอบมาด้วยเสียงอันหนักแน่นว่า
"ไม่ ครูสอนเคมี" แล้วท่านก้เดินไปกระดี๊กระด๊ากับนางสาวเคมี และคุยกันถูกคอ
ยังกับว่านางสาวเคมีคือลูกสาวคนเล็กที่ อ.ท่านกำลังตามหาอยู่

พออธิบายจนหมดช่วงเช้า ผมก็นั่งพัก mr.white mouse เข้ามาทักทายผม
"เมื่อกี้เหมือนนายกำลังเล่นจะเข้แน่ะ" ผมขำมุขของเขา แล้วก็พยายามจินตนาการ
ผมกำลังบรรเลงเจ้าเครื่องกำเนิดคลื่นคล้ายๆกับตอนที่คนเขาเล่นจะเข้กัน
ตอนคลื่นเปลี่ยนลูพมันก้เหมือนกับว่าเสียงดนตรีเปลี่ยนไป ผมถามเขา

"นายไปเอาข้าวกล่องมาหรือยัง" เขายิ้มและตอบกลับมาว่า "นายอยากจะกินอาหารกำพร้า
พวกนั้นอีกเหรอ" ผมหันไปมองข้างกล่องพวกนั้นที่วางเรียงรายอยู่ อืม ดูๆไปก็เหมือนกับว่า
มันเป็นเด็กกำพร้าที่พวกเราต้องไปเลือกมารับเลี้ยงเพียงเพื่อให้อิ่มท้องเป็นมื้อๆไป เขาชวนผม

"ฉันว่าเราไปกินกันที่ร้านด้านข้างตรงโน้นดีกว่านะ มันคงจะอร่อยกว่ากันตั้งเยอะ"
ผมเห็นดีด้วย เลยตอบตกลง ผมคิดว่ามันเป็นการออกเดทครั้งแรกกับเขา
ขนาดตอนนั้นผมมีศราวุธอยู่ในใจ ผมก็ยังไม่วายคิดแบบนี้ได้ ผมนี่เจ้าชู้ไม่เบาเหมือนกันนะ

จำไม่ได้ครับว่าวันนั้นเรากินอะไรกัน จำได้แค่ว่ามันอร่อยมาก ผมกับเขาคุ้นเคยกันเร็วมาก
จนผมอดไม่ได้ที่จะต้องถามชื่อถามแซ่ "นายชื่ออะไรล่ะ"

เขายิ้มแล้วตอบว่า "white mouse" ผมแกล้งไหลไปตามมุข "ยินดีที่ได้รู้จักนะ
เราชื่อ mr.simple harmonic" เขาอมยิ้มอย่างหล่อเหลาเอาการ

"สิงหล เราชื่อสิงหล" ผมยิ้มและกล่าวตอบ "เราชื่อวิศรุต" หลังจากรู้จักชื่อแซ่กันแล้ว
เราคุยกันอีกนิดหน่อยก็ต้องรีบกลับไปทำหน้าที่ต่อ มันคล้ายๆจะเป็นงานที่ต้องเข้ากะอ่ะ
แล้วผมก็ไปยืนเล่นจะเข้ทางฟิสิกสืเพื่อรับมือกับคนนับร้อยที่จะเข้ามาฟัง เอ้ย ชม ...

ช่วงบ่ายผมก้เข้ามาทำหน้าที่เหมือนเดิม บ่ายนี้คนเริ่มคึกคักกันมากขึ้น
ทางสิงหลเองก็จะมีการโชว์ผ่าตัดหนูด้วย มีเด็กเข้ามาดูกันบ้าง แต่บางคนก็ไม่กล้าดู
ผมสงสัยว่าสิงหลเขาไปฝึกมาจากไหน เพราะเรียนชีวะในระดับ ม. 4 มันไม่น่าจะมี Lab
ให้ผ่าตัดหนูนี่นา และที่เขาทำ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ขณะที่ผมกำลังคุมเครื่องกำเนิดคลื่น ผมก็ลอบแอบมองภารกิจที่สำคัญของเขา
สิงหลสมาธิดีมาก เขาจับหนูได้อย่างแผ่วเบาแต่อยู่หมัด เขาวางยาสลบหนูเอง
ก่อนที่จะบรรจงผ่าอย่างมืออาชีพ ผมสนใจกับพิธีกรรมของเขา และก็สนใจไปถึงขั้นที่ว่า
การมาทำแบบนี้ในงานอย่างนี้มันเหมาะสมหรือไม่

ผมสังเกตดูสิงหลตั้งใจทำงานของเขามาก น่าแปลกที่การจัดแสดงนิทรรศการของเขาค่อนข้างใหญ่
แต่ดันมีเขามาคนเดียว เหมือนกันผม ผมเองก็มาคนเดียวเหมือนกัน เรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า
เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของโรงเรียน

พอเขาทำหน้าที่ของเขาเสร็จ จนเมื่อถึงตอนเย็นที่เราต้องเก็บของ เราจึงได้มีโอกาสที่จะคุยกันอีกครั้ง

พอผมเก็บของเสร็จผมก็ยืนดูเขา ตอนนั้นนางสาวเคมีหายหน้าหายตาไปแล้ว
ผมเก็บของง่ายกว่าสิงหล ผมสงสัยถึงการเก็บของบางอย่างจึงถามเขา

"แล้วนายจะเอาหนูพวกนี้ไปเก็บไว้ที่ไหนล่ะ "

เขาหันมายิ้ม "เดี๋ยวจะเอาไปฝากไว้ที่ห้อง lab ของที่นี่" เขาหยุดเว้นระยะหน่อยนึง
แล้วค่อยหันมาพูดกับผม "เดี๋ยวนายช่วยไปเป็นเพื่อนเราหน่อยสิ"

"ได้สิ" ผมรีบตอบแบบไม่ต้องคิดเลย ขณะเดินไปที่ๆเราจะเอาหนูไปฝากไว้
ผมก็ถามเขาในสิ่งที่ผมสงสัย "ทำไมนายถึงผ่าตัดหนูได้คล่องขนาดนี้ ไปเรียนมาจากไหนเหรอ"

เขาไม่ได้หันมามองผมแต่พูดตอบกลับมาว่า "เราสนใจ อ.ที่เขาสอนชีวะก็เลยช่วยสอนให้
อาจารย์เขาเล็งไว้แล้วล่ะว่าจะให้เรามาผ่าโชว์ที่นี่"

"แล้วนายไม่คิดอะไรเกี่ยวกับ ... เออ ... คล้ายๆกับว่าหนูมันจะเจ็บตัวไหม
เราทำกับมันอย่างนั้นแล้วเราจะบาปไหม"

"เคยคิดสิ ทำไมจะไม่เคย แต่ตอนนี้เลิกคิดแล้วล่ะ คิดไปก็เท่านั้น ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรเลย
ไม่ว่าจะคิดยังไง แต่การใช้สัตว์ทดลองมันก็จำเป็นอยู่ดี เราหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก
แล้วนายมาถามแบบนี้ทำไมเนี่ย เป็นพวกกรีนพีซเหรอ"

"เปล่าหรอก เพียงแต่ว่าเคยดูข่าวที่เขาเถียงกันว่า เราควรจะสอนให้เด็กมัธยมทำ lab แบบนี้กันหรือเปล่า"

เราคุยกันเรื่องนี้ไปจนถึงห้องฝากหนู พอเขาฝากเสร็จแล้ว เราก็เดินคุยกันต่ออีกหน่อยแล้วก็แยกกันไป
วันนั้นผมประทับใจในหลายๆอย่างในตัวของสิงหล แต่ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะประทับใจผมรึเปล่า
จำได้ว่าผมรีบกลับบ้านเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้ามาเจอเขาอีก เหลือเวลาอีกแค่ 3 วันเท่านั้น

ขณะที่ผมกำลังวุ่นวายอยู่กับสิงหลและงานนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ที่ประเทศไทย
แต่ในขณะเดียวกันที่สหรัฐเอเมริกา ผู้หญิงไทยคนหนึ่งก็กำลังสงสัยไคร่รู้ในเรื่องอะไรบางอย่าง

"แม่ค่ะ ทำไมผู้หญิงไทยสวยๆหลายคนแต่ไม่ค่อยได้เข้ารอบนางงามจักรวาลเลยล่ะคะ"

คุณแม่ของผู้หญิงคนนั้น กระเซ้าตอบ "การที่จะได้เข้ารอบแบบนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ
ปุ๋ยก็รู้นี่ว่าคนที่เข้าประกวดนางงามเขาเหนื่อยกันแค่ไหน ปุ๋ยเองก็เคยประกวดมิสทีนแคลิฟอร์เนียนี่นา"

ปุ๋ยยิ้มอย่างน่าเอ็นดู "ปุ๋ยแค่สงสัยเท่านั้นเองค่ะ ไม่มีอะไรมากหรอก บางทีปุ๋ยก้อยากไปเที่ยวเมืองไทย
อยากรู้ว่าเมืองไทยเป็นยังไง"

คุณแม่ปุ๋ยยิ้ม "สักวันนึงปุ๋ยจะต้องได้กลับแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้จ๊ะ
แล้วปีนี้ปุ๋ยจะประกวดธิดาโดมแอลเออีกไหมจ๊ะ"

"ประกวดสิค่ะแม่ ปุ๋ยรู้สึกสนุกค่ะ ได้เจอเพื่อนใหม่ๆหลายคน
และก็ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆกลับมาทุกครั้งเลย"

"เมื่อปีก่อนแม่จำได้ว่าปุ๋ยได้รองอันดับสาม แล้วปีนี้ปุ๋ยหวังแค่ไหนจ๊ะเนี่ย"

คุณปุ๋ยหัวเราะอย่างน่ารักน่าหยิก "ก็หวังเท่าที่จะหวังได้ก็แล้วกันค่ะ
แต่น่าจะได้มากกว่ารองอันดับสามนะ เขาถึงจะเรียกได้ว่ามีพัฒนาการ"

วันที่ 2 กับการไปที่ปทุมคงคา ยังคงสร้างสีสันให้กับผมได้อย่างต่อเนื่อง
และผู้ที่สร้างสีสันให้กับผมมากที่สุดยังคงเป็นสิงหล ช่วงเช้าเหตุการณ์ต่างๆยังคงเป็นไปตามปกติ
คนก็มากันพอสมควร ตอนกลางวันผมถือโอกาสพาสิงหลไปกินอาหารเที่ยงในร้านที่ไกลออกไปอีกหน่อย
เราจะได้มีโอกาสคุยกันมากขึ้น จริงๆแล้วผมอยากที่จะคุยกับเขามากขึ้นจึงชวนออกมากินไกลกันถึงเพียงนี้
แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผมก็ไม่กล้าที่จะคุยกับเขามาก จนเขาอาจจะรู้สึกแปลกใจ

"ทำไมดูเงียบๆไปล่ะ mr. simple harmonic"

ผมมองหน้าเขา "เปล่าหรอก ก็แค่คิดอะไรเพลินๆน่ะ เออ จริงสิ แล้วนายอยากจะเอ็นท์เข้าคณะอะไรอ่ะ"

เขาทำท่าคิด "อืม ... ยังไม่แน่ใจนะ อาจเป็นแพทย์ เภสัช หรือคณะวิทย์ อะไรเทือกนี้แหละ"

"นายไม่สนใจวิศวะ เหรอ" ผมถามต่อ

"ไม่หรอก เราไม่ค่อยชอบฟิสิกส์ แล้วนายล่ะนายจะเลือกอะไรบ้าง"

"ก็อาจเป็นคณะวิทย์มั้ง แต่ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน อืม ... แล้วนายจะสอบเทียบรึเปล่า"

สิงหลทำท่าคิดนิดนึง "จริงๆแล้วก็น่าสนใจนะ แต่คิดไปคิดมาก็ไม่เอาดีกว่า
อยากจะเรียนให้เต็มที่ เรียน ม.ปลายแค่ 2 ปีมันไม่เห็นจะดีเลย แล้วนายล่ะคิดยังไง"

"ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไร แต่ก้ไม่แน่เหมือนกันนะ เราอาจจะสอบเทียบก้ได้"

สิงหลทำท่าสงสัย "นายจะรีบปไหนอ่ะ นายไม่น่าจะเป็นคนที่รีบเรียนขนาดนั้นนะ"

"จริงๆแล้วไม่รีบหรอก อยากจะเรียน ม.ปลาย 3 ปีเหมือนกัน แต่ยังคิดๆอยู่ว่าจะสอบเทียบดีรึเปล่า
เพราะถ้าสอบเทียบผ่านแล้ว เวลาเรียนที่โรงเรียนจะได้เรียนแต่ในสิ่งที่ตัวเองชอบ
หลังจากนั้นถ้ามีเวลาก็อยากจะออกไปหาประสบการณ์ภายนอกโรงเรียนบ้าง"

"ไปทำไมวะ ไปเล่นนุ๊กเหรอ"

ผมส่ายหน้า "คงไม่หรอก เล่นไม่เป็น แต่อยากจะทำอะไรบางอย่างที่มันอยู่นอกกรอบ
และเอาแต่ใจตัวเองบ้าง แต่ก่อนที่จะทำอย่างนั้นได้จะต้องแน่ใจซะก่อนว่าจบ ม.ปลายแล้ว
ไม่งั้นจะทำให้ชีวิตล่มเอาง่ายๆ"

สิงหลสงสัย "สิ่งที่นายพูดมันดูงงๆนะ อยากสอบเทียบแต่ก็ยังอยากเรียน 3 ปี
แล้วถ้านายสอบเทียบไปแล้วนายจะไม่ลองเอ็นท์ดูเหรอ"

"ไม่หรอกนั่นไม่ใช่ประด็น เราอยากจะเรียนอะไรที่เราอยากเรียน อยากจะอ่านหนังสือที่อยากจะอ่าน
และอยากจะคิดถึงสิ่งที่ตัวเองสนใจจริงๆ การอยู่แต่ในโรงเรียนและมีเป้าหมายเพื่อเอ็นท์อย่างเดียว
มันดูน่าเศร้ามาก แล้วยังเรื่องการจัดอันดับแบบแปลกๆอีก"

"อะไรวะ การจัดอันดับแบบแปลกๆ"

"ก็การจัดอันดับว่าเด็กเรียนเก่งควรเรียนคณะอะไร แล้วรองๆลงไปก็คือเด็กที่ไม่เก่ง
จริงๆมันน่าจะคิดว่าเด็กที่มีความสามารถเหมาะกับสาขาไหนก็เรียนในสิ่งที่ตัวเองรัก
นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่ควรนะ พวกเราน่าจะมาเรียก ม.ปลายเพื่อที่จะค้นหาตัวเองมากกว่าที่จะมุ่งแข่งขันกัน"

สิงหลเริ่มทำหน้าเครียด "เราก็เคยคิดแบบนี้นะ แต่เดี๋ยวนี้เลิกคิดแล้ว
เพราะยังไงราก็หนีความจริงบางอย่างไม่พ้น เราต้องอยู่ในกรอบของความคิดของคนส่วนใหญ่
จะมานึกแหกกรอบเอาดื้อๆมันไม่ได้หรอก ส่วนวิชาที่เขากำหนดมาให้เรียนมันก็น่าจะเหมาะสมดีแล้ว
ใครไม่อยากเรียนก็น่าจะกลายเป็นคนที่ขี้เกียจไป ส่วนเรื่องการแข่งขัน มันก็ควรจะต้องเป็นแบบนี้แหละ
ยอมรับความจริงบ้างสิ"

ผมเริ่มทำขึงขังมากขึ้น "ความจริงคืออะไร"

สิงหลยิ้ม "นายไม่น่าถามเลย ความจริงก็คือสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่น่ะสิ ยอมรับความจริงซะเถอะ
นายจะได้ไม่เครียด วันนี้ดูนายจะพูดประมาณว่าอยากแหกกรอบอะไรสักอย่าง มันกรอบอะไรเหรอ"

"ช่างเหอะ พูดไปนายก็ไม่เข้าใจ เราอยากรู้จังเลยว่าอนาคตข้างหน้าเราจะเป็นยังไงนะ
ตอนนี้คิดไม่ออกเลย"

สิงหลแนะ "ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอแล้ว ดูนายเป็นคนช่างคิดนะ แต่ก็เสี่ยงที่จะคิดนอกกรอบ
เราเคยเห็นคนที่เป็นแบบนี้มาแล้วนะ สุดท้ายก็ไปไหนไม่รอดหรอก แล้วก้ไม่มีใครนับถือด้วย"

"คนนับถือเหรอ เราต้องการคนที่จะมานับถือเหรอ"

"ใช่ ชีวิตมันก็อย่างนี้แหละ แข่งกันเรียน แข่งกันทำงาน แข่งกันสร้างเนื้อสร้างตัว
และก็มีครอบครัวดีๆ เลี้ยงลูกให้ดี มันก็มีเท่านั้นแหละ"

"อืม ... สงสัยสิ่งแรกที่จะต้องทำหลังจากกลับไปที่โรงเรียนคือการไปสมัครสอบเทียบ"

สิงหลขำผม "นายพยายามจะทำตัวเป็นพวกนอกคอกเหรอ วันนี้นายมาแปลกนะไม่เหมือนกับเมื่อวานเลย
วันนี้ในหัวนายคิดแต่เรื่องอะไรอยู่น่ะ กลับมาเป็น mr. simple harmonic เหมือนเมื่อวานเถอะ"

ผมเงียบไปสักพักก่อนที่จะถามสิงหลว่า "พอนายโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และมีงานทำ
นายอยากจะทำอะไรมากที่สุด"

"ก็มีครอบครัวไง ถามมาได้ หรือนายไม่อยากมีเหรอ ใครสักคนที่จะมาอยู่ร่วมกันไปจนตลอดชีวิต"

ผมตอบไป "ใจจริงก็อยากมีหรอก แต่ เฮ้อ คิดไปคิดมันก็น่าเบื่อนะ ชีวิตแบบนี้"

"ฟังดูนายจะเป็นพวกขบถสังคมนะ ดีว่ะ ชอบ แถวโรงเรียนไม่ค่อยมีแบบนี้ให้เห็นเลย"

"โรงเรียนนายมันก็ต้องมีแต่เด็กเรียนสิวะ ถ้ามามัวแต่คิดแบบนี้คงสอบไม่ติดหรอก
งงเหมือนกันนะที่เราคิดแบบนี้ ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือผิด แต่ตอนนี้เราเบื่อมากๆเลยที่จะต้องมาอยู่ในกรอบ
ของอะไรบางอย่างที่กำหนดให้เราเดินไป"

สิงหลคงเริ่มเบื่อผม แต่เขาก็ยังคงอยากจะคุยเรื่องทำนองนี้กับผม สิงหลเป็นผู้ชายที่เป็นผู้ชายอย่างมาก
เขาอยากสร้างเนื้อสร้างตัว อยากมีครอบครัว และก็สร้างครอบครัวให้เป็นปึกแผ่น
แต่สำหรับผมแล้วคงยากที่จะคิดอะไรแบบนั้น แค่คิดว่าผมจะมีใครสักคนที่เป็นผู้ชายที่ผมรักมันยังยากเลย
กับศราวุธเอง ผมแทบไม่หวังอะไรในตัวเขา ส่วนสิงหลเองยิ่งหวังอะไรไม่ได้เข้าไปใหญ่

มันเหมือนเป็นคนที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านเลยไป แล้วก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเจอกันอีกรึเปล่า
ผมอดคิดไม่ได้นะว่าการที่ผมต้องมาเจอศราวุธหรือสิ่งหลนั้น เป็นด้วยความบังเอิญหรือมีใครกำหนด
จริงๆหลายคนชอบเตือนว่าผมไม่ควรคิดแบบนี้ แต่ผมก้หาเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้ว่าทำไมไม่ควรคิดแบบนี้

ถึงสิงหลจะไม่เข้าใจผม แต่เขาก็ชอบมาคุยอะไรแบบนี้กับผมอย่างไม่รู้จักเบื่อ
ตอนเย็นเราก็คุยเรื่องทำนองนี้กันอีก แล้วก็จากกันไปโดยที่ผมไม่ได้คำตอบอะไรใหม่
แต่เขามีคำตอบของตัวเองชัดเจนอยู่แล้ว

พรุ่งนี้จะเป็นวันที่ 3 แล้วที่ผมจะได้ใกล้ชิดกับสิงหล ทำไมโรงเรียนปทุมคงคาถึงไม่จัดงานสัก 2 เดือนนะ
ผมจะได้มีเวลาใกล้กับเขา คุยกับเขา เรื่องแบบนี้ผมหาคนคุยไม่ค่อยจะได้
ถ้าอยู่ใกล้ศราวุธก็ต้องนั่งฟังเขาคุยแต่เรื่องกีฬา จนบางครั้งผมเองก็งงว่าผมหลงชอบเขาไปได้อย่างไร

วันที่ 3 ที่ปทุมคงคา ผมมีความรู้สึกทั้งอยากไปเจอสิงหลและไม่อยากไป
ความรู้สึกคล้ายๆคนที่กินขนมเค้กไปแล้วครึ่งปอนด์ และมันเหลืออีกครึ่งปอนด์
ความรู้สึกมันมีอยู่สองอย่างอ่ะครับ คืออยากกินเพราะมันอร่อย รสชาติยังติดใจอยู่เลย
แต่ใจนึงก็ไม่อยากให้มันหมด อยากให้มันเหลืออยู่ครึ่งปอนด์แบบนี้
แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงก็ตาม วันนี้ผมก็ต้องไปปฏิบัติหน้าที่อีกเหมือนเดิม

ภารกิจช่วยเช้าดูไม่แตกต่าง แต่พอถึง 11 โมงผมก็เริ่มไปชวนสิงหล
"นายว่ามะ เรายังไม่ได้ไปเที่ยวชมเลยว่าเขามีนิทรรศการอะไรบ้าง นายคิดว่าเราควรจะหาเวลาไปชมม่ะ
หรือจะเอาแต่ประจำอยู่ที่ห้องท่าเดียว"

สิงหลคิดไม่นานเขาก้ได้คำตอบ "ควร" หลังจากนั้นพวกเราก็โดดไปเที่ยวชมนิทรรศการในห้องต่างๆ
และกะว่าจะเข้ามาที่ห้องอีกทีก็ประมาณบ่ายสองเลย

เราเดินกันไปทั่ว เข้าห้องนั้นออกห้องนี้ สิงหลมักจะให้ความสนใจกับสิ่งที่เขาไปดูจริงๆ ไม่ใช่ดูแบบผ่านๆ
ตลอดเวลาที่เราเดินชมนิทรรศการกันนั้นสิงหลจะตั้งใจชมนิทรรศการมาก
แต่ผมชมนิทรรศการประมาณ 30% ส่วนอีก 70% ก็มักจะลอบแอบมองสิงหล
ผมชอบเวลาที่เขาสนใจสิ่งที่เขาไปดูจริงๆ ชอบเวลาที่เขาตั้งคำถาม และชอบลอบแอบมองท่าเดินของเขา

ช่วงเวลานั้นนับเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากอีกช่วงหนึ่ง และเป็นช่วงเวลาที่ผมจะไม่มีวันลืมเลย
หลังจากเดินกันอย่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า กว่าเราจะกินข้าวเที่ยงกันก็ปาเข้าไปบ่ายกว่าๆ
พอเรานั่งที่โต๊ะกันเรียบร้อยแล้ว สิงหลก็หยิบแก้วรูปทรงรักบี้ให้ผม

"เอ้านี้ เราซื้อให้" ผมงงมาก

"นายซื้อไอ้นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเราไม่เห็นเลย"

"ก็ตรงร้านเป่าแก้วไง ตอนนั้นเป็นช่วงที่นายไปยืนดูชาร์จวิวัฒนาการอยู่ตั้งนานสองนาน"

"อ้าวเป็นงั้นเหรอ เรานึกว่านายยืนอยู่ข้างหลังซะอีก"

หลังจากเขาเงียบไป ผมจึงเอ่ยขึ้น

"บ่ายนี้เราไปเดินเที่ยวกันอีกมั้ย"

สิงหลยิ้มใส่หน้าผม "ฉันไม่หลงกลนายหรอก พ่อหนุ่มนอกกรอบ และที่สำคัญบ่ายนี้
เราจะต้องไปผ่าตัดหนูโชว์ด้วย"

ผมเริ่มอ้อน "งั้นให้เราไปช่วยนะ"

สิงหลงง "ช่วยทำอะไรอ่ะ"

"ช่วยทำอะไรก็ได้ อืม ... เออ ... ใช่ ช่วยวางยาสลบหนูไง นายทำอยู่คนเดียวไม่ถนัดหรอก"

สิงหลทำหน้างงๆ "แล้วไอ้การเคลื่อนที่แบบ simple harmonic ของนายล่ะ"

"ก็เปิดทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ เดี๋ยวคนเขาก็มาดูกันเอง"

สิงหลยิ้มกับคำตอบของผม "เออ ดีนะ"

และพอตกบ่ายผมก้ได้กลายเป็นลูกมือเขาสมใจ และผมก็เรียนรู้เร็วด้วยนะ จะไม่ให้เร็วได้ยังไงล่ะครับ
ก็ผมแอบมองเขาทำมาตั้งสองวันแล้ว

ชอบครับเวลาที่ได้มาช่วยเขาแบบนี้ เพราะผมได้ใกล้ชิดเขามากขึ้น และได้มีโอกาสมองหน้าเขาทางด้านข้าง
แบบเต็มๆโดยที่ไม่ต้องลอบมองอีก

ช่วงนั้นก็มีคนเข้ามาดูเขาพอควร ขณะที่ผมกำลังช่วยถือบีกเกอร์วางยาสลบหนูอยู่นั้น
ก็ดันมีนักเรียนมาสนใจคลื่นของผม เขามองดูมันแล้วก็หันรีหันขวาง เขาคงสงสัยว่าคนบรรยายหายไปไหน
ผมก้เลยตะโกนถามเขา

"สงสัยอะไรเหรอน้อง" เขาหันมาทำหน้างงๆ เมื่อเห็นผมกำลังวางยาสลบหนูอยู่ แต่ก็ถาม
ผมก็ตะโกนตอบ แล้วเราก็ตะโกนถามตะโกนตอบกันอยู่สักพักนึง เล่นเอาคนแถวนั้นขำกัน
แต่คนที่ขำมากที่สุดเห็นจะเป็นสิงหล

"ดูสิ เล่นตะโกนตอบแบบนี้ อย่างนี้เขาเรียกว่าละทิ้งหน้าที่นะเนี่ย"

"เขาไม่เรียกอย่างนั้นหรอก ก้แค่อยากหาประสบการณ์กับนาย เอ้ย ไม่ใช่ กับหนูน่ะ
เผื่อเราจะได้เก่งชีวะบ้างไง"

สิงหลพูดกับผมในขณะที่เขายังเย็บแผลให้หนูอยู่ "โอ้ย มองไม่เห็นเลย เหงื่อมันเข้าตา"

ผมเลยถือโอกาสเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อที่ตาและคิ้วให้กับเขา

"ขอบใจมาก" เขาตอบเหมือนกับไม่คิดอะไร แต่ผมกำลังฉวยโอกาสเห็นๆ ผมคิดว่าเขาคงร้อน
เพราะเขาเอาไฟมาส่องตอนที่เขาผ่าตัดหนูด้วย ตอนนั้นถ้าผมเห็นเหงื่อกำลังไหลย้อย
ผมก็เลยถือโอกาสซับเหงื่อให้กับเขาอย่างแผ่วเบา

"รู้หน้าที่ดีนี่" ผมรู้อยู่แก่ใจว่าจริงๆแล้วเขากำลังหมายความว่าอย่างไร
และคืนนั้นเป็นอีกคืนหนึ่งที่ผมฝันดีมาก

และแล้ววันที่ 4 ก็มาถึงจนได้ ผมไม่อยากให้มีวันนี้เลย เพราะผมกำลังเริ่มรู้สึกผูกพันกับสิงหล
ในขณะที่เวลาก็ใกล้จะหมดแล้ว การที่ผมไปเป็นตัวแทนโรงเรียนในครั้งนั้น
คิดๆดูมันคล้ายกับการเดินทางเข้าสู่โลกแห่งความฝันของตนเอง และเมื่อมันเป็นฝันมันก็ต้องตื่นขึ้น
และเริ่มก้าวเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง

หลายคนที่อ่านอาจจะคิดว่าไม่เห็นยากเลยก็ขอเบอร์เขาไว้สิ
แต่ผู้ชายสมัยก่อนที่คบกันแบบนี้มักไม่นิยมขอเบอร์กัน
ขนาดเขียนสมุดเฟรนด์ชิพยังไม่ค่อยมีเลย แล้วเขาติดต่อกันยังไงน่ะเหรอครับ
คือถ้าสนิทกันจริงๆก็จะรู้จักบ้าน น่าจะเคยไปนอนค้างที่บ้านกันมาบ้างแล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าอยากเจอกันก็ไปหากันที่บ้านเลย นอกเหนือจากนั้นก็แค่เพื่อนเฉยๆ
แต่ไม่ถึงกับสนิทมากนัก

วันนั้นช่วงเช้าจิตใจของผมไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย ผมแทบไม่อยากปฏิบัติหน้าที่เหมือนวันก่อนๆ
สิงหลคงสังเกตเห็น เขาเลยเดินเข้ามาทัก

"เป็นไงพ่อหนุ่ม ทำหน้าบอกบุญไม่รับเลย ปวดท้องเหรอเช้านี้"

ผมนึกในใจว่าก็เป็นเพราะนายนี่แหละ เราถึงเป็นแบบนี้ แล้วยังไม่รู้สึกอีก แต่ผมก็พูดออกไปประมาณว่า

"วันนี้มีเรื่องกลุ้มใจนิดหน่อย"

"กลุ้มใจอะไรวะ คิดถึงแฟนเหรอ"

ผิดถนัด แต่ 3 วันนับจากนี้คงจะอดคิดถึงนายไม่ได้
หลังจากนั้นนายก็คงจะเลือนหายไปจากความทรงจำของเรา

"เปล่าหรอก ที่บ้านมีเรื่องนิดหน่อย"

"เออ งั้นไปกินข้าวกันเลยดีไหม เผื่อจะทำให้จิตใจดีขึ้น นี่มันก็ใกล้ 11 โมงแล้ว "

มีหรือที่ผมจะปฏิเสธคำเชิญชวนของเขา ขณะที่เรากำลังกินข้าวกันอยู่ ผมก็คิดแผนการณ์บางอย่างออก

"อืม หลังจากกินข้าวเสร็จ นายไปท้องฟ้าจำลองเป็นเพื่อนเราหน่อยสิ เรายังไม่เคยไปดูเลย"

สิงหลทำหน้าตาไม่สู้ดีนัก "แต่รอบบ่ายมันมีตอนบ่ายสองนี่ เราต้องไปผ่าตัดหนูโชว์นะ"

"พักสักวันไมได้เหรอ วันนี้เรามีแต่เรื่องกลุ่มใจนะ อยากจะไปนอนดูดาว relax จังเลย
แต่ไม่อยากไปคนเดียว นายไปเป็นเพื่อนเราหน่อยนะ"

สิงหลทำสีหน้าเหมือนกำลังตัดสินใจอยู่ แต่เขาก้ไม่ทำให้ผมต้องรอนาน "ก็ได้ ตกลง"

วันนี้ที่ท้องฟ้าจำลอง คนไม่เยอะเหมือนกับวันแรกๆ ผมเลือกที่นั่งใกล้จากผู้คนเล็กน้อยโดยอ้างว่า

"นั่งใกล้คนอื่นเดี๋ยวจะทำให้ฟังคำบรรยายไม่รู้เรื่อง"

แต่จริงๆแล้ว ผมอยากจะนั่งใกล้กับเขาเป็นการส่วนตัว อยากจะใช้เวลาในวันสุดท้าย
ให้โรแมนติกเท่าที่ผมจะทำได้

เมื่อเราได้ที่นั่งกันแล้ว เราสองคนก็นั่งกึ่งนอน ห้องก็ค่อยๆมืดลงเรื่อยๆ จนถึงช่วงที่มีดาวเต็มท้องฟ้า
สิงหลส่งเสียงให้ผมรู้ว่าเขาก็เพิ่งมาเป็นครั้งแรกเหมือนกัน

ในขณะที่เขานั่งมองดาว ผมก็นั่งมองแต่ดาวในดวงใจของผม ผมชอบเขานะ เขาเป็นผู้ชายที่ดูดีมีเสน่ห์มาก
ชอบทั้งๆที่ผมยังมีศราวุธอยู่ในใจนี่แหละ ผมอยากจะนอนอยู่อย่างนั้นไปตลอดชีวิตเลยนะ
นอนจ้องมองหน้าของเขาอย่างนั้น ผมมองด้วยความอิ่มเอมใจ และมีความสุขเป็นอย่างมาก
ผมพยายามที่จะเก็บภาพประทับนั้นไว้ในความทรงจำ เพราะตระหนักดีว่าในอีกไม่กี่น่าที
ข้างหน้าภาพทั้งหมดนี้มันจะเหลืออยู่เพียงแค่ในความทรงจำเท่านั้น และผมคงจำได้แค่ว่ามันเคยเกิดขึ้น

ขณะที่ผมกำลังเพลิดเพลินและอิ่มเอมอยู่ ไฟในห้องก็สว่างขึ้น สิงหลก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือของเขา

"เรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวเราต้องรีบไปเก็บของอีก อีกชั่วโมงรถของโรงเรียนก็จะมาขนของแล้ว"

อีกแค่ชั่วโมงเดียวเองเหรอ ในวินาทีนั้นผมก็ดันคิดไปว่าผมไม่น่ารับปากว่าจะมาที่นี่เลย
ถ้าผมรู้ว่าต้องมาเจอเขาและเราต้องจากกันไป ผมคงจะไม่มาหรอก เพราะไม่รู้ว่าจะมาทำไม
แค่เรื่องของศราวุธก็ทำให้ผมเจ็บปวดมากพออยู่แล้ว นี่โชคชะตายังหาเรื่องมาให้ผมเจ็บปวดอีกเหรอเนี่ย
มันชักจะไปกันใหญ่แล้วนะ รู้มั้ย

===================================================================

13 ก.พ. 49

เวลาประมาณ 10.00 น.

ผมโทรหาเดชา

"หวัดดีครับพี่" เดชาพูดไป ไอไป

"เออะ เดชายังไม่หายดีเหรอ งั้นพรุ่งนี้ไม่ต้องมาเจอกันก้ได้นะ เรื่องสุขภาพต้องมาก่อน ยิ่งใกล้สอบแล้วด้วย"

เดชา เงียบไปชั่วครู่ ตามปรกติแล้วพอผมพูดจบเขาจะพูดต่อทันที แต่ถ้าเขาเงียบ
แสดงว่าเขากำลังคิดที่จะรักษาความรู้สึกดีๆที่ผมมีให้เขาอย่างไรดี

"พี่ครับ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เราอาจเจอกันนะ"

ผมเข้าใจดี เพราะเดชายังพูดไปไอไป เขาก็คงห่วงตัวเองเหมือนกัน

"จำไว้นะเดชา คือ เราไม่จำเป็นต้องฉลองที่คบกันมา 3 ปีในวันพรุ่งนี้ก็ได้ Brokeback อ่ะ
ดูด้วยกันเมื่อไหร่ก้ได้ หนังมันคงยังไม่ออกไปง่ายๆหรอก
ที่พี่เคยพูดว่าอยากดูหนังเรื่องนี้กับเดชาในวันที่ 14 กุมภาฯ พี่ก้พูดไปอย่างนั้นแหละ
จริงๆแล้วพี่รู้สึกดีกับเดชาทุกวันอยู่แล้ว และเราก็สามารถจะไปดูหนังหรือกินข้าวด้วยกันวันไหนก้ได้
ที่พี่พูดนี่เข้าใจนะ"

"ครับ แต่เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เราอาจจะเจอกันก้แล้วกันนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะโทรมาบอกนะครับ
ว่าผมจะไปไหวไหม"

"เดชาไม่ต้องโทรมาหรอก เดี๋ยวประมาณ 10 โมง วันพรุ่งนี้พี่จะโทรหาเดชาเองนะครับ"

"เอางั้นก้ได้ครับพี่"

"แล้วพรุ่งนี้พี่โทรมานะ"

"ครับพี่ หวัดดีครับ"

"หวัดดีครับเดชา"

พอคุยกันเสร็จ ผมก็คิดว่าดูท่าจะหมดหวังซะแล้ว เพราะเดชายังไออยู่เลย ผมก็เลยเลิกหวัง
แต่ลึกๆแล้วก็ยังมีลุ้นอยู่ และผมก็รู้สึกว่าทำไมกว่าจะถึง 10 โมงเช้าวันพรุ่งนี้มันนานจังเลย ...

====================================================================


14 ก.พ. 49

ผมตื่นเช้ากว่าปกติ แล้วก็รีบไปทำงานแต่เช้า วันนี้ผมต้องไปประชุมข้างนอกโดยนั่งรถตู้
ไปกับผู้ร่วมงานบางท่าน รถตู้จะออกประมาณ 9.30 น. และไปถึงที่ๆเราจะประชุมกันประมาณ 10.30 น.

ก่อนหน้านั้นงานผมจะยุ่งมากจนไม่มีเวลาเข้ามาสุขสันต์วันวาเลนไทน์กับผู้คนในบลูสกายเลย
ตอนนั้นผมถอดใจแล้ว คิดว่าเดชาคงยังป่วยอยู่ เย็นนี้เราคงไม่ได้เจอกันแน่ "ไม่เป็นไรนะ นะ นะ"
ผมพูดปลอบใจตัวเอง

ตอนประมาณ 9.30 น. ผมขึ้นนั่งรถตู้ ผมเลือกนั่งหลังสุดและซ้ายสุด พอเวลาประมาณ 10 โมง
ผมก็โทรหาเดชาแบบไม่หวังอะไรมาก

"หวัดดีครับพี่"

"หวัดดีครับ เป็นไงบ้างวันนี้"

เดชาเงียบไปนิดนึง แล้วเขาก็พูดขึ้นมาว่า

"เย็นนี้เจอกันนะครับ"

ผมนึกว่าฝันไป

"ตกลงเย็นนี้มาเจอกันได้เหรอ ดีใจจัง แล้ว ... คือ พี่ไม่มีเวลาจะหาซื้อของขวัญเลย ทำไงดี"

เดชาเงียบไปนิดนึง ก่อนที่จะพูดออกมาว่า

"ของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับผมก็คือพี่ไงครับ"

ผมอึ้งไปนิดนึงก่อนที่จะพูดว่า

"ครับ พี่ก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน"

ในตอนนั้นผมคงพูดมากไปกว่านั้นไม่ได้

"แล้วเราจะดูหนังที่ไหนกันดีล่ะ เซ้นทรัลลาดพร้าวมั้ย"

"ครับพี่ วันนี้เจอกันที่แมคก็แล้วกันนะ จะได้นั่งคุยกันได้นานๆหน่อย
เจอกันประมาณทุ่มนึงก็แล้วกันนะครับ"

"ได้เลยครับ"

"แล้วเจอกันพี่"

"ขอบคุณครับ หวัดดีครับ"

พอคุยกับเดชาเสร็จ ผมก็รู้สึกตื้นตันครับ ประกอบกับมีเพลงๆนึงดังขึ้นมาพอดี
ทำเอาผมน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่ฉันหวัง สิ่งที่ฉันคอย

อาจดูเหมือนเลื่อนลอย เกือบจะฝันไป

มองหาคนๆนึง ที่ไม่รู้เป็นใคร

และไม่รู้เมื่อไหร่ จะพบคนผู้นั้น

ส่วนชีวิตฉัน บอกเลยว่ามี

เจอะคนที่แสนดี อยู่ทุกๆวัน

เพียงแค่ไม่มีใคร ที่จะฝันตรงกัน

แต่ว่าฉันมั่นใจ จะพบในไม่ช้า

* อาจบางที ในเมืองกว้างใหญ่

หมอกและควันช่วยกันพรางตา

มีขอบรั้วและกำแพงสร้างมา

ตึกและฟ้าคอยบังเราอยู่

**แต่เราก้หากันจนเจอ มันนานแค่ไหนที่คอยเธอมา

รู้สึกไหมว่าชีวิตคุ้มค่าเ มื่อมีใครสักคนข้างกาย

เกิดมาเพื่อหาใครคนหนึ่ง เป็นคนที่ฟ้าสร้างมาตรงใจ

เราต่างรู้โลกมันแสนกว้างใหญ่

แต่มันคงไม่ยากเกินไป ที่ฉันจะพบเธอ

อาจมีสักครั้ง ที่เรา2คน

ผ่านทางที่วกวน อยู่ใกล้ๆกัน

ใบไม้เพียงใบหนึ่ง หล่นตอนที่เดินผ่าน

ฉันคงจะมองมัน เมื่อเธอเดินผ่านมา

(ซ้ำ*) (ซ้ำ**)

===========================================================




 

Create Date : 04 มีนาคม 2549
8 comments
Last Update : 4 มีนาคม 2549 13:42:19 น.
Counter : 814 Pageviews.

 

14 ก.พ. 49

ผมไปถึงห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าวประมาณ 6 โมงเย็น ผมไปซื้อตั๋วที่โรงหนังก่อน
ที่ตั๋วเขียนว่า Brokeback โรงที่ 2 เวลา 21.45 ที่นั่งของผมกับเดชาคือ J 11 กับ J 12

เวลาประมาณ 6 โมงครึ่งผมก็ไปถึงร้านแม็คโดนัล โห วันนี้ทางร้านแต่งร้านซะหวานเลย
มีลูกโป่งรูปหัวใจประดับไว้เพียบ

ผมนั่งรอเดชาโดยการอ่านหนังสือฆ่าเวลา แต่สักพักนึง แสงไฟก็หรี่ลง
พนักงานของทางร้านก็เอาเทียนแท่งเล็กๆ ไปวางไว้ทุกโต๊ะ
แล้วก็มีชายหนุ่มสองคนเดินออกมาเล่นไวโอลินเพลงรักหลายๆเพลง

ประมาณทุ่มกว่าๆเดชาก็มา ตอนนั้นบรรยากาศในร้านโรแมนติกมากๆ
พอเดชานั่งลงและคุยกับผมได้สักพัก ชายหนุ่มสีไวโอลินก็เล่นใกล้โต๊ะเรามาเรื่อยๆ
เวลาพวกเขาหยุดตรงจุดไหน พวกเขาก็จะบรรเลงเพลงรัก 1 เพลง
พอเล่นเสร็จแล้วก็จะเปลี่ยนที่เพื่อให้ได้เล่นเพลงไปทั่วร้าน

ผมลองคิดเล่นๆว่าเวลาที่เขามาเล่นใกล้ๆโต๊ะผมกับเดชา เขาจะเล่นเพลงอะไร

พอเขาเข้ามาใกล้โต๊ะผมมากๆ แน่นอนว่าเขาจงใจที่จะเล่นเพลงให้คู่หนุ่มสาวที่นั่งโต๊ะข้างๆผม
แต่มุมที่คนหนึ่งหันมาดันหันมาทางโต๊ะผมเข้าพอดี ผมรอฟังว่าเพลงที่เขากำลังจะบรรเลงต่อไปนี้
คือเพลงอะไร

รอไม่นาน ชายหนุ่มสีไวโอลินทั้งสองคนก็เล่นเพลงที่ผมคุ้นหู เนื้อเพลงของเพลงนี้มันประมาณว่า

ก่อน ท้องฟ้า จะสดใส
ก่อน ความอบอุ่น ของไอแดด
ก่อนดอกไม้ จะผลิบาน
ก่อนความฝัน อัน แสนหวาน

ในใจ ไม่เคย มีผู้ใด
จนความรักเธอ เข้า มา
ทำให้ ดวงตา ฉันเห็น ความสดใส
ข้างกาย ไม่เคย มีผู้ใด
จนความ รักเธอ เมตตา
เป็น พลัง ให้ฉัน สู้ ต่อไป..

ก่อน ดวงดาว จะเต็ม ฟ้า
ก่อน ชีวิต จะรู้ คุณค่า
ก่อนสิ้น ศรัทธา จาก หัวใจ
ก่อนที่คน อย่างฉัน จะหมดไฟ

ในใจ ไม่เคย มีผู้ใด
จนความรักเธอ เข้า มา
ทำให้ ดวงตา ฉันเห็น ความสดใส
ข้างกาย ไม่เคย มีผู้ใด
จนความ รักเธอ เมตตา
เป็น พลัง ให้ฉัน สู้ ต่อไป
บนโลก ที่โหดร้าย.. เหลือเกิน

ทั้ง วิญญาน แหละ หัวใจ
ให้เธอ ครอบ ครอง
ทั้ง ชีวิต ให้สัญญา
จะอยู่ จะสู้ เพื่อเธอ

ในใจ ไม่เคย มีผู้ใด
จนความรักเธอ เข้า มา
ทำให้ ดวงตา ฉันเห็น ความสดใส
ข้างกาย ไม่เคย มีผู้ใด
จนความ รักเธอ เมตตา
เป็น พลัง ให้ฉัน สู้ ต่อไป

ในใจ ไม่เคย มีผู้ใด
จนความรักเธอ เข้า มา
ทำให้ ดวงตา ฉันเห็น ความสดใส
ข้างกาย ไม่เคย มีผู้ใด
จนความ รักเธอ เมตตา
เป็น พ-ลัง ให้ฉัน สู้ ต่อไป

ในใจ ไม่เคย มีผู้ใด
จนความรักเธอ เข้า มา
ทำให้ ดวงตา ฉันเห็น ความสดใส
ข้างกาย ไม่เคย มีผู้ใด
จนความ รักเธอ เมตตา
เป็น พลัง ให้ฉัน สู้ ต่อไป

จริงๆแล้วเพลงนี้ผมเพิ่งโพสไปในตอนที่ 17 และตอนที่ 20 นี้เอง ขอบคุณคนบนฟ้ามากครับ
ที่บันดาลความบังเอิญได้ถึงเพียงนี้ เพลงนี้ถือเป็นเพลงประจำของผมกับเดชาเลยก็ว่าได้
ผมก้เลยถือเอาการบรรเลงไวโอลินเพลง "ก่อน" เป็นอีกหนึ่งการฉลองการคบกันมา 3 ปี
และฉลองวาเลนไทน์ในปีนี้

ตอนที่ชายหนุ่มสีไวโอลินเพลง "ก่อน" ผมก้มมองดูนาฬิกา ขณะนั้นเวลาประมาณ 20.32 น.

เวลาประมาณ 21.45 น. ผมกับเดชาก็เข้าไปในโรงหนังโรงที่ 2 ของ SFX Cinema
คนที่นั่งข้างๆเดชาเป็นชายหนุ่มที่มากันสองคน ส่วนคนที่นั่งข้างผมเป็นชายหนุ่มที่มากัน 3 คน
ชัดเจนมากว่าพวกเขาทั้งหมดที่นั่งข้างผมเป็นเกย์สีเหลือง

ผมไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่คิดว่าแถวที่ผมนั่งเป็นผู้ชายหมดทุกคน ทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ
ตอนที่ไปดู The Wedding Banquet ที่โรงหนังฮอลลีวู๊ด Happy together ที่เมเจอร์ปิ่นเกล้า
Bugis Street ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแสงอรุณ Bishonen ที่เอ็มโพเรียมและเซ็นทรัลพระรามสาม
และ East Palace West Palace ที่โรงหนังลิโด

ผมตื่นเต้นมากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้กับเดชาในวันนี้ เพราะมันคล้ายกับสิ่งที่ผมเคยฝันไว้เมื่อ 10 ปีก่อน
เพราะผมเองเป็นคนที่ชอบดูหนังอยู่แล้ว การฉลองเวลาเลนไทน์และการคบกันมา 3 ปี
ไม่มีอะไรดีไปกว่าการนั่งฟังการสีไวโอลินเพลงประจำตัวของเราทั้งสองคน
กับการนั่งดูหนังที่เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณของเรา

หนังเรื่อง Brokeback Mountain กินใจผมมาก ดนตรีประกอบกับงานกำกับภาพถือได้ว่างดงามยิ่งนัก
โดยเฉพาะการจงใจที่จะทำให้ขณะที่แจ็คกับเอนนิสปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันในหนัง
ภาพของธรรมชาติแวดล้อมจะดูงดงามเป็นพิเศษ

สำหรับนักแสดงแล้วไม่ต้องพูดถึงครับ ทุกคนเล่นได้ดีมากและตั้งใจแสดงแบบพอดี
จนทำให้เราสามารถซึมซับกับความรู้สึกของพวกเขาได้

ผมนึกไม่ถึงเลยว่าในชีวิตนี้ผมจะได้ดูหนังแบบนี้กับคนที่ผมรู้สึกดีด้วยในโรงหนังเมืองไทย
โรงที่ผมดุไม่น่าจะมีการตัดภาพๆใดออกไปเลย

การดูหนังเรื่องนี้ทำให้สัมผัสได้ว่า ผู้กำกับใส่ใจทุกรายละเอียดและมีความตั้งใจมากในการทำงานชิ้นนี้
เรื่องบทไม่ต้องพูดถึงครับ มันเป็นอะไรที่สามารถสัมผัสถึงทุกความรู้สึกได้

จากการดูหนังสามารถสรุปได้ว่าทั้งคู่เป็นเกย์เทาดำครับ และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมมีความสุขมากเลยครับ

พอดูหนังจบแล้ว ผมก็คุยกับเดชาเรื่องที่ผมเข้ามาเขียนเรื่องนี้ในพันทิป และเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น

จากนั้นเราสองคนก็เห็นพ้องต้องกันว่า เราจะเลิกรณรงค์ให้สังคมเข้าใจเกย์มากขึ้น
เราอยากให้ใครจะเชื่ออย่างไรก็แล้วแต่เขาผู้นั้น ถ้าเขาจะเชื่ออย่างนั้นและมีความสุขก็จงเชื่อต่อไป

ผมกับเดชาคงจะทำงานและดำรงชีวิตให้ดีที่สุด และจะไม่เปิดเผยตัวเอง เพราะเราคิดว่า
"ความจริงหาได้เฉพาะในห้องนิยาย" ส่วน "ในสังคมจริงๆก็เป็นเพียงนิยายเรื่องหนึ่ง"

นอกจากผมกับเดชาจะตั้งใจทำงานและดูแลซึ่งกันและกัน เราก็จะช่วยกันดูแลพ่อแม่ของเราอย่างดี
และก็จะช่วยเหลือสังคมทุกอย่างเท่าที่เราจะทำได้ และการที่เราจะทำอย่างนั้นมันจะไม่ใช่เป็นเพราะว่า
เราจะรณรงค์ให้คนเข้าใจเกย์มากขึ้น แต่เราจะทำเพราะเราตั้งใจทำมาจากหัวใจของเรา
โดยที่เราไม่หวังผลอย่างอื่น

ใครจะคิดกับเกย์อย่างไรก็ปล่อยให้เป็นเรื่องส่วนตัวของคนๆนั้น ซึ่งผมกับเดชาจะไม่ขอไปก้าวก่ายอีก
ผมคิดว่าเราสองคนพบทางเดินที่เหมาะสำหรับชีวิตของเราแล้ว

พอดูแลครอบครัวแล้ว เราก็จะช่วยกันดูแลสังคมและประเทศชาติคนละไม้คนละมือ
ผมเองก็จะตั้งใจทำงานและทำธุรกิจของตัวเองอย่างดี และตั้งใจไว้ว่า 14 ก.พ. 55 ถ้าเรายังคบกันอยู่
ผมจะมอบของขวัญชิ้นพิเศษให้กับเดชาบนยอดหอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 14 ก.พ. 55
เนื่องในโอกาสคบกันครบ 9 ปี

ผมจะทำได้หรือไม่ก็โปรดติดตามกันต่อไปครับ

==========================================================

" Brokeback Mountain เป็นสถานที่ซึ่งแจ็คกับเอนนิสเดินทางไปเยือน
และใช้ชีวิตร่วมกันบนนั้นชั่วระยะหนึ่ง เป็นที่ซึ่งไม่มีใครมาพิพากษาตัดสิน
ว่าสิ่งที่ทั้งคู่ทำนั้นผิดหรือถูก และเป็นที่ซึ่งทั้งคู่สามารถเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาได้
ไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำอะไรที่ขัดต่อหัวใจตัวเอง ...

เราทุกคนล้วนแล้วแต่มี Brokeback Mountain ในชีวิตด้วยกันทั้งนั้น
ถ้าคุณกำลังรักใครสักคน หรือกำลังใช้ชีวิตร่วมกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบไหน ...
หากคุณพาใครคนนั้นไปยัง Brokeback Mountain และพบว่าความรักของคุณที่มีต่อเขายังคงเหมือนเดิม
ไม่แปรเปลี่ยน...

นั่นหมายความว่าคุณพบรักแท้เข้าให้แล้ว"

อัง ลี

==========================================================

15 ก.พ. 49

สวัสดีครับ

ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกราครับ

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ผมกับเดชานั่งอยู้ด้วยกันตรงหน้าจอคอมฯ และก็คงเป็นครั้งสุดท้ายด้วย

ความรู้สึกของผมน่ะเหรอครับ ยากจะบรรยายครับ

ไม่น่าเชื่อเลยว่าผมจะยอมเชื่อสิงหลหลังจาก 20 ปีผ่านไป

และในวันนี้ก็ไม่มีอะไรจะพูดมากหรอกครับ เพียงแค่อยากให้ทุกท่านที่เคยโพสและเคยอ่านกระทู้นี้
ก็เก็บความรู้สึกดีๆเอาไว้ในความทรงจำนะครับ

ส่วนข้อเขียนของผม ใครจะนำไปใช้เพื่อการใดก็เชิญตามสะดวกครับ

สุดท้ายนี้อยากจะบอกว่าผมรักทุกคนมากเลยครับ เดชาเองก็รักทุกคนมากเหมือนกัน

ผมอยากจะฝากเพลงสุดท้ายไว้ให้ครับ

ส่วนผมนั้นจะพาเดชาไปที่ Brokeback Mountain และก็คงจะไม่ลงจากเขาลูกนี้ไปจนตลอดชีวิต

คืนนี้นอนหลับฝันดีทุกคนนะครับ

ลาก่อนครับ

//karaoke.sansuk.com/view.asp?id=3042

อาจจะดูใจ ร้าย อาจจะเหมือนไม่ แคร์
แต่ก็คง ต้องบอก ให้เธอไป
อยากจะมีเหตุผล บอกเธอให้เข้า ใจ
แต่เธอก็คง ไม่อยาก จะรับฟัง
ความ เป็นจริงที่ปวดร้าว

อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ
ว่าอะไร สำคัญ ไปกว่า แค่รักกัน
อีกหน่อยซึ่งคงไม่นาน
ถึงวันนั้นแล้วเธอ จะเข้าใจ
ที่ฉันต้องบอกเธอ ให้จากกันไป

เจ็บที่ใจเธอ นั้น เมื่อเราต้องแยกทาง
มันก็คง ไม่ต่าง จากใจฉัน
แต่ว่าความปวดร้าว อาจจะไม่เท่ากัน
เมื่อตัวของฉัน ต้องเอ่ย ขึ้นมาก่อน
ยอม เป็นคนที่ใจร้าย

อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ
ว่าอะไร สำคัญ ไปกว่า แค่รักกัน
อีกหน่อยซึ่งคงไม่นาน
ถึงวันนั้นแล้วเธอ จะเข้าใจ
ที่ฉันต้องบอกเธอ ให้จากกันไป

มีเพียงคำว่ารัก คำหนึ่ง
เราคงไปไม่ถึง ดวงดาว ได้
ความเป็นจริง ความฝัน เราห่าง
ไม่เคยจะมีตรงกลาง
ไม่เคยได้เข้าใจ อยู่กันไป ก็เท่านั้น

ความ เป็นจริงที่ปวดร้าว
อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ
ว่าอะไร สำคัญ ไปกว่า แค่รักกัน

อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ
ว่าอะไร สำคัญ ไปกว่า แค่รักกัน

อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ
ว่าอะไร สำคัญ ไปกว่า แค่รักกัน

อีกหน่อยซึ่งคงไม่นาน
ถึงวันนั้นแล้วเธอ จะเข้าใจ
จะรู้และเข้าใจ

 

โดย: นาย Q 4 มีนาคม 2549 13:40:44 น.  

 

แวะเข้ามาอ่านค่ะ
เขียนน่าอ่านดีจัง

อ่านแล้วรู้สึกดีกับ brokeback mt.ขึ้นเยอะเลยค่า

 

โดย: quin toki 10 เมษายน 2549 22:10:30 น.  

 

ดีครับ ขอให้กำลังใจครับ

 

โดย: คนเก็บกด IP: 203.170.228.172 8 กรกฎาคม 2549 22:01:56 น.  

 

แวะมาอ่านเรื่องราว "ที่ครั้งหนึ่ง ผมรู้สึกคุ้นเคย" เอามาก ๆ . . .

เป็นกำลังใจให้กับคนเขียน คนโพส ด้วยคนคับ

 

โดย: WaN-r-Tit (WaN-r-Tit ) 21 กรกฎาคม 2549 23:01:29 น.  

 

เขียนได้ดีจริงจริง

 

โดย: Tukky IP: 210.213.7.11 10 สิงหาคม 2549 14:53:04 น.  

 

การมีความรู้สึก ชอบเพศเดียวกัน หรือ เกย์ มีสาเหตุจากหลายประการ แต่ที่พบมากที่สุด มีสาเหตุมาจาก
1. การถูกทำร้ายทางเพศ อาจจะเป็นทางร่างกาย หรือ จิตใจ จากเพศเดี่ยวกัน ในสมัยเด็กๆ
2. การขาดความรัก, ไม่ถูกเอาใจใส่ หรือ ถูกทอดทิ้งจากบิดา
และสาเหตุอื่นๆ เช่น การถูกทำร้ายด้านจิตใจสมัยเด็กๆ เป็นต้น
และเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวของเด็ก ตัวของเขาก็จะตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขื้น การตอบสนองก็จะออกมาในรูปแบบหลายๆแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็แต่งต่างกันแล้วแต่บุคคล จนในที่สุดกลายมาเป็นการตอบสนองแบบ ชอบเพศเดียวกัน
เด็กชาย ที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ต้องได้รับรูปแบบของการเป็นชายจากบิดา เด็กจะเรียนความเป็นชาย จากบิดา แต่เมื่อใดก็ตามที่เด็กไม่สามารถเรียนรู้ และขาด รูปแบบของความเป็นชายในสมัยเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการถูกบิดาทอดทิ้ง หรือ ไม่มีความสัมพันธ์กับบิดา เด็กคนนั้น ซึ่งเมือเติบใหญ่ขึ้น การตอบสนองก็จะแปลงเปลี่ยนไป โดยไม่รู้ตัว ความต้องการทีจะได้ซึ่งความเป็นผู้ชาย กลายมาเป็นความต้องการสัมผัส เพศเดี่ยวกัน เพราะคิดว่าตัวเองจะได้ความเป็นชายจากการสัมผัส การต้องการยอมรับของเพศเดี่ยวกัน การทำตัวเองให้แข็งแกร่งสมชาย โดยการเพาะกาย เป็นต้น ซึ่งเกย์ส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถรู้ตัวได้ว่าทำไมจึงต้องมีพฤติกรรมเช่นนั้น พฤติกรรมเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ เพื่อต้องการให้ได้รับความเป็นชายซึ่งขาดไปในตอนยังเด็ก
ผู้สนใจกระบวนการรักษา ท่านสามารถเข้าชมเวปไซด์
//www.exodusglobalalliance.org/index.php

 

โดย: กำลังรักษาอยู่ IP: 85.180.60.40 13 กันยายน 2549 4:58:43 น.  

 

มีคนถามผมว่า

คุณคนตั้งกระทู้ ที่บอกว่ากำลังรักษาอยู่

1.รักษาแล้วเป็นไงบ้างคะ
2.แล้วทำไมถึงคิดไปรักษาคะ รู้สึกว่าป่วยหรือคะ
3.ถ้ารู้สึกสบายดีกับการมีคนรักเพศเดียวกัน ทางผู้รักษาเขาว่ายังไงคะ ต้องรักษาไหมคะ

อยากทราบจริงๆ ค่ะ
ขอบคุณค่ะ


ก่อนที่ผมจะเข้ารับการรักษา ผมก็เป็นเกย์ที่เก็บกด และ มีความหวังที่ว่าอาการนี้จะหายได้ ในชีวิตนี้คิดว่าจะไม่มีโอกาสหายได้ เพราะทุกคนว่ามันเป็นมาแต่เกิด ผมหวังในใจตลอดว่า ผมจะหาย และ มีชีวิตเหมือนผู้ชาย และ ผู้หญิง ธรรมดา มีครอบครัว จนในที่สุดผมพบกับองค์กรExodus Global Alliance ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก ที่ความฝัน ของผมจะมีโอกาสเป็นจริง จากความพยายามของผมในการติดต่อองค์การนี้ ในที่สุดผมก็ได้รับการติดต่อ และ ให้เข้าการบำบัด
ขอออกตัวก่อนนะครับว่า ตอนนี้ผมยังไม่หาย แต่กำลังก้าวหน้าดีขึ้นเรื่อยๆ
ผมตั้งกระทู้นี้ขึ้น ก็เพื่อต้องการให้เพื่อนๆที่ไม่สบายใจ และ ต้องการเปลี่ยนแปลง จริงๆ มีความหวัง และ รับรู้ว่า มันเป็นไปได้จริงๆ ถึงแม่ว่า ไม่ทุกคนที่จะ หายอย่างสนิท แต่ก็ สามารถมีชีวิต และ มีครอบครัว เหมือนกับผู้ชาย หรือ หญิงธรรมดาได้ การบำบัดบัดนี้สำหรับผู้ที่มีทุกข์ และจะต้องการรักษาจริงๆ แต่สำหรับผู้ที่คิดว่ามีความสุขกับมัน และ พอใจกับการเป็นรักร่วมเพศของท่าน การรักษานี้ได้ไม่เหมาะสมกับท่าน เพราะมันไม่ง่าย
ผมตอบคำถามจากที่ คุณ มน.(admin) ถามมาเป็นข้อๆ ดังนี้

1.รักษาแล้วเป็นไงบ้างคะ

ผมอยู่ในขั้นตอนที่กำลังบำบัดอยู่ครับ การบำบัดมีหลายขั้นตอนและ ขณะนี้ผมอยู่ในขั้นตอนที่ หาสาเหตุของการเป็นคนรักร่วมเพศอยู่ครับ

2.แล้วทำไมถึงคิดไปรักษาคะ รู้สึกว่าป่วยหรือคะ
ผมไม่ได้รู้สึกป่วย แต่รู้สึก ไม่สบายใจ และ ไม่มีความสุขครับ

3.ถ้ารู้สึกสบายดีกับการมีคนรักเพศเดียวกัน ทางผู้รักษาเขาว่ายังไงคะ ต้องรักษาไหมคะ
คนที่เป็นรักร่วมเพศ จะมีอยู่สองประเภทคือ เต็มใจเป็น และมีความสุขกับมัน และ อีกประเภทคือ ในใจลึกๆ รู้สึกไม่มีความสุข และไม่พอใจในสภาพของตัวเอง ต่อสู้กับสภาพของตัวเองอยู่ และ พร้อมที่จะทำทุกอย่าง ถ้ามีโอกาส ที่จะหาย ที่จะกลับมาเป็นคนธรรมดา เป็นชาย และ หญิง
ถ้าคุณเป็นคนกล่มแรก คุณรู้สึกสบายดี คุณก็อยู่ของคุณแบบนี้ต่อไป เพราะใจคุณไม่ต้องการจะหาย ก็ไม่มีวันหาย แต่การบำบัดนี้สำหรับผู้ที่ มีความทุกข์ และ ต้องการหายจากอาการรักร่วมเพศ เท่านั้นครับ

เนื้อหารายละเอียด และ เรื่องราวของผู้ที่ผ่านการบำบัด และ สามารถ มีชีวิตอยู่อย่างปกติ มีครอบครัว มีลูก ท่านสามารถดูลายละเอียดได้ที่เว็ปไซด์ //www.exodusglobalalliance.org/index.php
แต่เป็นภาษาอังกฤษ

 

โดย: กำลังรักษาอยู่ IP: 85.180.18.188 15 กันยายน 2549 19:10:49 น.  

 

อ่านแล้วรู้สึกดีจังคับ

^_^

ตอนนี้เตริ๊กกำลังเข้าวงการ

ส่วนมากจะรับงานเดินแบบ

แต่ที่สำคัญนั้นคือเตริ๊กเป็นเกย์

แล้วก็ไม่รุว่าวันไหนจะมีคนมารู้เรื่องนี้

ท่าพี่2คนจะทำให้สังคมเข้าใจความรูสึกของเกย์

และยอมรับเกย์เหมือนอย่างที่เค้ายอมรับดี้กะทอมได้

ผมก็คงดีใจมากๆ

สุดท้ายนี้ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่2คนนะคับ

สู้ๆนะคับแล้วผมจะแวะมาอ่านบ่อยๆนะคับ

 

โดย: เตริ๊ก IP: 119.31.10.47 14 ธันวาคม 2551 17:03:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


นาย Q
Location :
Over the rainbow United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





BlogStat:
Friends' blogs
[Add นาย Q's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.