Group Blog
 
<<
กันยายน 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
6 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
โยโกโซ ตอนที่ 10 ฮาราจูกุ จนถึง ฮาโกเน่ กับเทคนิคการขึ้นรถไฟ

ก่อนอื่นต้องขออภัย คุณน้า คุณอาที่ขอรูปปลากรอบมาแล้วยังไม่ได้จัดให้ เพราะต้องรอกลับไปบ้าน จัดรูปกะเครื่องใหญ่ก่อน คุณแม่ไม่คุ้นกะเครื่องจิ๋วๆ อันนี้ ยิ่งตอนนี้ เจ้าจิ๋วเริ่มงอแง ขึ้นเมสเสทอะไรก็ไม่รู้วุ่นวาย ทำให้เข้าโปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิศม่ายล่ายเลย

แม่ต้องไปแซะนู๋ออกจากที่นอนอยู่นาน กว่าวิญญาณนู๋จะหาร่างเจอ เช้านี้ พวกเราเก็บของเก่าจากเมื่อคืนกิน ยังอาหย่อยอยู่เลย อิอิ
ต้องรีบออกกันแต่เช้า เพื่อให้คุณป้าไปทันโรงเรียนภาษาอิตาเลี่ยน โดยคุณป้า ดร็อปพวกเราไว้ที่ฮาราจูกุ

ออกจากสถานนีฮาราจูกุได้ แม่ก็เดินตามวัยรุ่นที่แต่งตัวเด็ด ๆ ทันที ไปโผล่ถนนทาเคชิตะ ซึ่งเป็นถนนช้อปปิ้งของบรรดาวัยรุ่น และเราจะพบเห็นการแต่งตัวเก๋ๆ แต่เนื่องจากตอนที่เราไปถึงนั้น เช้ามากกก วัยรุ่นยังแต่งตัวไม่เสร็จ เลยไม่ได้เห็นอะไร แม่ก็พานู๋เดินแบบงงงวยว่า เค้าไปดูวัยรุ่นกันที่ไหนฟระ
เดินจนอ่อนใจ เจอตู้น้ำดื่มตู้แรก รีบให้นู๋หยอดดับอารมณ์ทันที ขนาดน้ำเข้าปากแล้วยังหน้าบูดเลย ไม่เชื่อดูรูปหลักฐานได้
ในที่สุด คุณแม่ยอมแพ้ พานู๋ไปจิบช็อกโกแล็ตปั่นเย็นๆ ของโกไดว่าดีก่า ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกะโกไดว่าเมกา เลิกขายเครื่องดื่มเฉยเลย เป็นเครื่องดื่มโปรดของคุณแม่ ที่พยายามดื่มทดแทนสตาร์บัคส์ ติงนิดส์เดียว ราคาต่อแก้วเท่ากับเมกา แต่ขนาดของญี่ปุ่นเล็กกว่ากันครึ่งๆ
โชคดี ขึ้นไปชั้นบนของร้าน เจอวัยรุ่นสองคน กำลังแต่งหน้า แต่งเล็บ แต่งทั้งตัว เพื่อเตรียมออกไปเดินเฉิดฉาย แม่เลยบอกให้นู๋ใจเย็นๆ รอ เด๋วจะได้ขอถ่ายรูปกัน ปรากฏว่า เครื่องดื่มหมดไปนานแล้ว สาวๆ ยังแต่งตัวไม่เสร็จ แต่ลูกแม่ไม่มีวีน ไม่มีเหวี่ยง สามารถเต้นรำ ถ่ายรูป ทำอะไรๆ เพลินๆ ในร้านได้เป็นชั่วโมงๆ จนสองสาวแต่งตัวเสร็จ
อือม์ พอได้รูปมาแล้ว เครื่องชักร้อน แม่เลยชวนนู๋ออกตามล่าสาวๆ กันอีกหน คราวนี้ ลองเดินกลับไปถนนทาเคชิตะอีกหน และก็ไม่ผิดหวัง วัยรุ่นล้านเก้าอัดแน่น เบียดกันเดินเลยแหละ
เดินยังไม่ถึงครึ่งถนนดี นู๋ก็บ่นอีกแระ
แม่ต้องใช้สมองตึ้กๆๆ เอาไงดี เอ้า พาไปหลบร้อนในร้านแก๊ป ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามสถานนีพอดีละกัน แอร์เย็นๆ เสื้อผ้าสวยๆ ทำให้นู๋แฮปปี้มากกกก
แม่ไม่วายถามพนักงานอีกที หลังจากที่ผิดหวังมาจากหลายคนที่ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า วัยรุ่นเค้ารวมตัวกันที่ไหน คาดว่า คงเพราะสื่อกันไม่ได้ละมั้ง เลยไม่เข้าใจ อ่อนใจ อ่อนแรง
ด้วยความฉลาดล้ำ
แม่พานู๋ย่องไปด้านหลังของวินโดว์ดิสเพลย์บนชั้นสาม ของร้าน นั่งแหมะ ดูวัยรุ่นที่เดินออกจากสถานนีรถไฟ และแอบถ่ายรูปเพลินไปเลย.... นี่แหละ วิวดีที่สุดที่จะได้เห็น ฮาราจูกุ

ถ่ายรูปมุมสูงเสียเยอะ ไม่หนุก แม่ว่า ความสนุกอยู่ตรงที่ เราได้มีโอกาสสัมผัสกะคนท้องถิ่นนะ
ว่าแล้ว แม่ก็ชวนนู๋ไปยืนหาเหยื่อหน้าสถานนีเสียเลย ได้ต้นมะขามต้นนึงที่มีร่มเงาดี เหมาะเป็นที่สิงสถิตย์ของเราแม่ลูกนักแล ให้เผอิญ มีบริษัทโมเดลมาหาเหยื่อยแถวนั้นด้วย มีการถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ ด้วย แปลกใจนิดส์เดียว ไม่รู้ว่าเป็นโมเดลประเภทไหน เพราะเด็กที่เค้าขอถ่ายแต่ละคน หน้าตาโหลยโท่ยจิงๆ การแต่งตัวก็ธรรมด๊า ธรรมดา
แต่นะ อย่าไปสนคนอื่นเลย เราสองคน มีความสุขกะการมองหาคนที่เราถูกใจ พร้อมกะถลาเข้าไป "ซุมิมาเซ็น" ส่วนใหญ่ เค้าจะงงๆ ว่าป้าอ้วนดำพูดอะไร แต่พอแม่ชี้ไปที่กล้อง และดึงนู๋เข้ามา เค้าก็เก็ททันที
นู๋จึงเอ็นจอยฮาราจูกุ ด้วยประการฉะนี้แล
สิ่งหนึ่งที่แม่ค้นพบ คือ ความสวยในสายตาของนู๋กะแม่นั้น เป็นคนละคอนเซ็ปต์ นู๋ชอบการแต่งตัวที่ฉูดฉาด ขณะที่แม่พยายามมองหาสาวหน้าใส แต่งตัวเรียบๆ ทำให้เราต้องถกกันเรื่องการดักหาเหยี่อบ่อยๆ นู๋พยายามดีเบท และนู๋ก็มีสายตาที่ว่องไวกว่าแม่มากนัก ทำให้การดักเหยี่อเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทันควัน จริงๆ นะ ต้องไวมากเลย
มีเด็กแนวเฮฟวี่ก็เยอะ แต่แม่ไม่กล้าเรียกสักคน กลัวโดนชกอ่า นู๋นะ ชอบเด็กแนวนี้มากเลย ตื้อแม่อยู่น่านอ่ะ

พวกเราสนุกจนถึงเวลานัดกะป้าเรโกะไม่รู้ตัว จำใจต้องจากฮาราจูกุ เพื่อมุ่งสู่ฮาโกเน่


สำหรับทริปฮาโกเน่นี้ เป็นทริปที่ป้าเรโกะจัดให้ ป้าให้แม่จัดกระเป๋าเล็กสำหรับไปฮาโกเน่ ซึ่งนับเป็นคำแนะนำแสนประเสริฐ เป็นครั้งแรกที่แม่ไม่ต้องแบกลากอะไรหนักๆ และเดินเล่นฮาราจูกุ ได้อย่างสบายอารมณ์
ป้าเรโกะพาขึ้นซับเวย์ เพื่อมุ่งสู่สถานนีชินจูกุ และขึ้นรถไฟสายโรแมนซ์ อดไม่ได้ที่จะโม้เรื่องการขึ้นรถไฟ ถึงแม้ประสพการณ์จะน้อยแต่ไม่เคยหลงเลยนะจ๊ะ
อย่างที่ใครๆ มักแนะนำ คือ ก่อนอื่นต้องรู้จักเส้นทางหลักๆ ก่อนชิมิก่ะ อาทิเช่น ถ้าเป็นรถไฟเจอาร์ เค้าจะมีเส้นหลักๆ วิ่งเป็นวงกลม ชีวิตของเราแม่ลูก เลยอยู่ในลูประหว่าง สถานนี อูเอโน่ะ และสถานนีชินจูกุ (นับมาเลี้ยวก่ะ ห่างกันแปดสถานนี อิอิ) หลังจากหาสถานนีต้นทางและปลายทางเจอแล้ว ก็ไปกดซื้อตั๋ว และขอสารภาพ หุหุ แม่ไม่เคยดูลายแทงสถานนีเป็นเลยสักหน ก็อาศัยจังหวะกดซื้อตั๋วนี่แหละ กดปุ่มสีแดงขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ พอกดไปปุ๊บ ก็จะได้เจ้าหน้าที่ตัวเป็นๆ ออกมาให้ความช่วยเหลือ อาจจะโผล่ออกมาจากห้องด้านหลัง หรือถ้าเครื่องซื้อตั๋วของคุณอยู่ติดกะหน้าต่าง เจ้าหน้าที่เค้าก็จะเปิดหน้าต่างออกมาเจรจากะคุณน้าคุณอานะก่ะ หน้าต่างที่ว่านี้ ดูเผินๆ จะไม่สังเกตเพราะเค้าทำเนียนไปกะกำแพงจ๊ะ
เจ้าหน้าที่นี้ เค้าสารพัดประโยชน์จริงๆ ช่วยได้ทู้กเรื่อง แม้แต่ กรณีที่เรากดซื้อตั๋วผิด เช่น ต้องการตั๋ว 160 เยน 2 ใบ แต่ดันไปกด ตั๋วราคา 320 เยน 1 ใบมาแทน เจ้าหน้าที่เค้าก็จะจัดการรับคืนตั๋วหนึ่งใบของเรา และเอาเงินคืนมาให้เรากดใหม่ ... แล้วอย่าเผลอกดผิดอีกละ
ส่วนการดูว่า รถไฟของเรา ขึ้นที่ ชานชาลาใด ให้สังเกตบอรด์เอา ซึ่งคุณแม่ม่ายเคยดูเลยคะ ใช้ถามเจ้าหน้าที่ซึ่งเฝ้าอยู่ตรงเกตสำหรับหย่อนตั๋วนั่นแหละ แม่นที่สุด ยากจะผิดพลาด
เทคนิคการสอบถามเจ้าหน้าที่นั้น ให้พูดคำว่า "สุมิมาเซ็น" ก่อนเลย ไก่จะได้ไม่ตื่น ถ้าพูด "เอ็กซ์คิวมี" ไป คนญี่ปุ่นเดินหนีทันที คุณแม่พยายามจำคำสำคัญๆ ที่ต้องใช้ในการเดินทาง อย่างเช่น คำว่า ชานชาลา คือ "ออม" ออกเสียงคล้ายๆ คำว่า โฮม
ซับเวย์ก็ขึ้นไม่ยากเลยจริงๆ นะจะบอกให้
คุณแม่ตั้งใจถ่ายรูปจอมอนิเตอร์อันทันสมัยมาให้ดูด้วยละ คือ มอนิเตอร์จะมีทั้งภาคซาวด์แทรก และภาคซับไตเติ้ลปะกิต หลักๆ คือ จะบอกว่า สถานนีหน้า คือ สถานนีอะไร และประตูที่จะเปิด คือ ประตูด้านไหน และที่ชอบม๊ากกกมาก คือ เค้าจะแจ้งว่า โบกี้ที่คุณอยู่ คือ โบกี้เบอร์อะไร พร้อมกะมีแผนที่ตำแหน่งของโบกี้คุณ และโบกี้อื่นๆ เมื่อเทียบชานชาลา เพื่อแสดงให้เห็นว่า อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ชานชาลาอยู่ตรงไหนบ้าง นะ จะไม่ให้แม่ชมว่าประเสริฐก็ไม่ได้แล้วละ เพราะชีวิตแม่ส่วนใหญ่ ลากกระเป๋ายักษ์หนักอึ้ง การจะเดินแต่ละก้าวจึงสำคัญมาก แผนที่นี้ จึงช่วยชีวิตแม่ ไม่ให้ต้องเดินย้อนไปย้อนมามองหาบันไดเลื่อน และลิฟท์
อ้อ คุณแม่มีจุดสังเกตอย่างหนึ่ง (ความลำบากมันสร้างวีรชนเจงๆ ) คือ ถ้าตอนชานชาลาต้นทาง คุณใช้ลิฟท์ และขึ้นรถไฟโบกี้ที่ใกล้ๆ กับลิฟท์ ณ สถานนีปลายทาง เค้าก็จะมีลิฟท์อยู่ในตำแหน่งเดิมแหละ นับเป็นความฉลาดละเอียดลออของคนออกแบบจิงๆ ขอคาราวะ หนึ่งจอก
ดังนั้น ข้อมูลที่เคยหลอกหลอนคุณแม่ก่อนเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นว่า กว่าจะได้ขึ้นลงลิฟท์ที่สถานนี ยังไงๆ ก็ต้องขึ้นลงบันได สี่ห้าขั้น อันนี้ ขอบอกว่า ม่ายจริงเลย เจอที่เดียวที่มีบันไดขาเดิน คือ สถานนีโตเกียว ตรงเซ็นเตอร์ของเค้าหน่ะ ทำยกพื้น (ขึ้นมาทำไมไม่รุ) นิดส์เดียวเท่านั้น ขอแค่ใช้เซ้นส์เล็กน้อย คุณก็จะเจอลิฟท์ ถ้าเอ๋อๆ อย่างแม่ ยังใช้บริการลิฟท์มาได้ตลอดทริป คนอื่นๆ ก็น่าจะทำได้น่า
เวลาออกจากสถานนี หากหย่อนตั๋วลงไป แล้วเครื่องโวยวาย พร้อมกะขึ้นปุ่มสีแดงประจาน ก็ไม่ต้องตกใจ ให้หยิบบัตรกลับขึ้นมาแล้วมองหาตู้ปรับราคาตั๋ว อันนี้ คุณแม่ไม่เคยผิดนะคะ แต่ตั้งใจผิด เพราะอยากรู้ว่าเครื่องมันจะทำยังไงกะคุณแม่ หุหุ รู้แล้วก็สบายใจ

ถึงไหนแล้วละ
อ้อ ป้าเรโกะจองรถไฟสายโรแมนซ์ พร้อมที่นั่งด้านหน้าสุด เพื่อให้เห็นวิวชัดๆ ป้าใจดีมากซื้อตั๋วให้นู๋ด้วย ทั้งๆที่ อายุเท่านู๋นั้น ไม่ต้องจ่ายค่าอะไรทั้งสิ้น ที่ญี่ปุ่นนี้ ถ้าเด็กอายุยังไม่เข้าชั้นประถม ก็ฟรีตลอดนะก่ะ
เราขึ้นรถตอนบ่าย แดดกำลังแรงเชียว นั่งหน้าสุดเลยรับรังสียูวีไปเต็มๆ เพิ่งแอบรู้มาตอนหลังว่า ป้าแกกังวลติดส์ๆ ว่า เรามานั่งหัวรถแล้วคนขับรถอยู่หนาย เอิ้กกก
ทริปนี้ เราโชคไม่ดีเลย นั่งรถไฟกี่เที่ยวๆ ก็ไม่มีบุญได้เห็นภูเขาไฟฟูจี เห็นท่า จะต้องมาซ้ำให้เห็นละมั้ง ลูก

ไปถึงสถานีปลายทาง คนรถของโรงแรมมารอรับเราอยู่แล้ว เป็นคนรถที่พูดจ้อจริงๆ คุณปู่แกคงนึกว่า นู๋กะแม่เป็นคนญี่ปุ่นด้วยมั้ง เลยพ่นไฟแลบ ป้าเรโกะแอบกระซิบ ว่า คุณปู่พูดเร็วมากสำหรับคนญี่ปุ่นทั่วไป นอกจากพูดเก่งแล้ว ยังขับเก่งอีกตะหาก ตอนขาไปรับพวกเรา เอารถตู้ไปรับ ขากลับ เป็นรสมินิบัส โหยยย ถนนในฮาโกเน่ คดเคี้ยวเหมือนทางไปแม่ฮ่องสอน ขึ้นลงเขาชันๆ แถมถนนยังแคบ เวลาจะสวนกัน ต้องมีคันนึงยอมเสียสละจอดนิ่งๆ อย่างนี้ละมั้ง คุณปู่แกเลยพยายามชวนคุย ดึงความสนใจเราเอาไว้ เอิ้กก

ไปถึงเช็คอิน ได้เห็นห้องแล้วก็ตะลึงตึงๆ เป็นห้องสไตล์ญี่ปุ่น เปิดประตูเข้าไปจะเจอโถงกลาง สุดโถงมีตู้เสื้อผ้า ซึ่งมีชุดยูกาตะของพวกเราพร้อมรอท่าอยู่ ส่วนของนู๋นั้น พนักงานเค้าต้องแอบมาดูตัวจริงของนู๋ก่อนๆ จะไปหยิบไซส์ของนู๋มาให้ เค้าช่างรอบคอบจริงหนอ ยูกาตะพอดีตัว มีโอบิสีสวยล่อใจ แถมรองเท้าแตะที่ไว้ใส่เดินในห้องยังพอดีเท้านู๋เป๊ะๆ
เข้าไปถึง ก็จัดแจงถอดรองเท้าและเปลี่ยนเป็นรองเท้าเบาหวิวที่เค้าเตรียมไว้ให้ เค้าให้ความสำคัญกะบริเวณนี้มากนะ เพราะมีตู้รองเท้า เก้าอี้ให้นั่งใส่รองเท้า พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ที่ชอบมาก คือ มีลูกกลมๆ ไว้สำหรับบริหารเท้าด้วยละ
จากห้องโถง เดินเข้าไปสู่ห้องชั้นกลาง จะมีโต๊ะญี่ปุ่น พร้อมอุปกรณ์ชงชา สแน็ค ผ้าเย็น เรียกว่า ครบครันรู้ใจ นู๋หน่ะ กดรีโมททีวีก่อนเป็นอันดับแรก
ส่วนแม่ พยายามสำรวจห้อง เอ้าเปิดบานเลื่อนอันแรก อุ้ย เจอตู้เก็บฟูกที่นอน เอ้า เปิดบานเลื่อนอันถัดไป เย้ เจอห้องสำคัญ คือ ห้องส้วม และห้องน้ำแยกส่วนกัน กว้างขวางใหญ่โต อย่างชนิดไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อน ตอนแรกเปิดห้องน้ำเห็นส่วนอ่างล้างหน้า และชุดสปาที่เค้าเตรียมให้ก็ปลื้มแล้ว พอเปิดไปดูตัวอ่าง กรี๊ดดดดด มีอ่างอาบน้ำที่เห็นวิวน้ำตกสามชั้นข้างนอกได้ขณะที่กำลังแช่ตัวด้วยน๊า แชมพู ครีมทุกอย่างเป็นยี่ห้อ ชิเซโด้ และไม่ใช่กระปุกจิ๋วๆ แต่เค้าวางไซส์ครอบครัวให้ใช้เลย สะใจ!!!
ปลื้มห้องน้ำแล้ว ก็ออกมารวมตัวกะทุกคนที่ห้องกลาง อ้าว ป้าเรโกะเปิดบานเลื่อนสุดท้าย กลายเป็นห้องนั่งเล่นอีกห้องหนึ่ง มีตู้เย็น ที่ตากผ้า และโต๊ะเครื่องแป้ง เด็ดสุด คือ เป็นห้องนั่งเล่นที่มีวิวน้ำตกสามชั้นเต็มๆ ตา
โอ๊ย แบบนี้ ไม่ต้องไปเที่ยวที่อื่นแล้ว สิงมันอยู่ในห้องนี่แหละ
พวกเราเช็คอินค่อนข้างเลท ทางโรงแรมโทรมาตามให้ ช่วยหิวๆ หน่อย เพราะได้เวลาดินเนอร์แล้ว ก็เลยไม่มีใครได้อาบน้ำแต่งตัว ลงไปทั้งเหม็นๆ แหละ
ดินเนอร์ที่นี่ เป็นอาหารชุดญี่ปุ่น เรียกว่า "เคเซกิ" (คิดว่าใช่นะ แหะ แหะ พยายามนึก แบบชุดนึงจะมีอาหารร่วมสิบชนิดอะคะ) แต่ละโรงแรมที่มีออนเซ็น จะแข่งกันที่อาหารชุดมาก
ที่โรงแรมของเรา เค้ายกชุดใหญ่ยักษ์มาจริงๆ มีออเดิฟ อะไรไม่รุ รู้แต่ว่า ประดิษฐ์ประดอยเสียน่ารัก อาหารที่ตั้งไว้รอท่าต่อคน มีมากมายหลายจานเหลือเกิน จานใหญ่สุดคือ นาเบะ หรือสุกี้หม้อไฟของคนไทย แค่บนโต๊ะก็มากมายกินไม่หมด เค้ายังมีอาหารบุฟเฟต์ตรงกลางให้เลือกตักตามใจชอบอีก ถ้ากินหมดทุกอย่างที่เค้าเตรียมไว้ให้ ก็คงต้องกลิ้งกลับห้องแน่ๆ
แม่เสียดายมากที่ทานมังสวิรัติ เพราะนู๋ไม่สามารถจัดการอาหารตัวเองได้หมด ซาชิมิงี้ สเต๊กงี้ แม่แทบจะแหกเจเลยลูกเอ๋ย
พอแม่ลงมือหม่ำ นู๋เตือนสติแม่ "แม่ ถ่ายรูปๆๆ" ดีมาก ลูกรัก มื้อที่ผ่านๆ มา มักเป็นรูปที่ถ่ายจากจานครึ่งๆ กลาง อัปลักษณ์สุด
กลับขึ้นห้องไป ก็พบว่า พนักงานเค้ามาปูที่นอนให้เราเรียบร้อยแล้ว ป้าเรโกะจะไปแช่ออนเซ็นชั้นล่าง เลยชวนพวกเราไปยลโฉมกันหน่อย ว้าว เห็นแล้วก็กรี๊ดดด อยากแช่ม่างจังเลย ถ้าไม่ติดว่า อาจทำให้แขกอื่นๆ ตกใจ แม่คงต้องลอง นี่ทำได้แค่เพียง เอามือไปแกว่งๆ แตะๆ พอให้ได้รู้จักสัมผัสของน้ำแร่ร้อนๆ
บ่อแช่ของโรงแรมก็มีเยอะมาก ทั้งบ่ออินดอร์ และเอ้าทดอร์ซึ่งมีสี่ห้าบ่อ ตั้งในวิวสวน ซึ่งคาดว่าจะสวย เนื่องจากตอนที่ไปมันมืดแล้ว เลยไม่เห็นอะไร
อวยพรให้ป้าแช่แฮปปี้แล้ว เราก็เดินออกมา นั่นแน่ เค้ามีเครื่องกดจุดเท้า และเครื่องนวดเท้าให้เล่นด้วย แม่กะนู๋เลยเล่นกันใหญ่ อิอิ
ปะ เราไปแช่น้ำในห้องของเราดีก่านะ
นู๋เอ็นจอยกะการอาบน้ำที่สุดในชีวิตของนู๋เลยมั้ง น้ำอุ่นที่ไหลแรงงงงง สดชื่น สะใจ คาดว่า คงเป็นน้ำแร่ด้วยแหละ แถมแชมพูก็หอมกรุ่น อาบเสร็จนู๋ร้องเพลงแช่ตัวในอ่างอีกนานนนน แม่เองก็มีความสุขมาก ทำให้นึกถึงบุญที่แม่ทำทานสร้างห้องน้ำเอาไว้ คงส่งอานิสงฆ์ตอนนี้ละมั้ง พวกเราคงอยู่ห้องน้ำนานมากจริงๆ เพราะป้าเรโกะกลับขึ้นมานานแล้ว เปิดทีวีรอพวกเราออกไปสมทบ
แม่เลือกนอนตรงกลาง เพราะไม่ไว้ใจนู๋ กัวนู๋นอนถีบคุณป้า เอาร่างอ้วนๆ ของแม่กันป้าไว้ดีกั่ว
นู๋ตื่นเต้นมาก ไม่หลับง่ายๆ แถมยังมาแย่งรีโมททีวี ไปเลือกดูทีวีของตัวเองอีก
ผลของการนอนดึก ทำให้ทุกคนไม่สามารถตื่นได้เลย มาตื่นกันตอนได้ยินเสียงโทรศัพท์ตอนเก้าโมงเช้า เจ้าหน้าที่เค้ามาตามให้เรา "ช่วยๆ หิว" ด้วย เนื่องจากรอบอาหารเช้าปิดตอนสิบโมง
ป้าเรโกะกะแม่มองหน้ากัน เหอ เหอ โรงแรมนี้ ช่างรอบรู้เสียจริง
อาหารเช้าไม่อลังการเหมือนมื้อเย็น เป็นอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นสไตล์เดียวกะที่น้านุ้ยทำให้หม่ำตอนอยู่เกียวโต มีแถมอาหารฝรั่งเข้ามานิดๆ พอให้แขกเด็กเล็ก สามารถสอยไส้กรอก แฮม เบค่อน รอดชีวิตไปได้ ตัวแม่นั้น ประทับใจไข่ที่ต้มจากน้ำแร่มากกก นี่ถ้าไม่เกรงใจคลอเรสตอรอล จะฟาดสักห้าฟอง อิอิ

คุณป้าถามด้วยความเป็นห่วงว่า พวกเราเหนื่อยกันหรือเปล่า จะออกไปเที่ยวไหวไหม ป้าจะพาไปดูภูเขาฟูจี พูดพร้อมกะไปชะแง้ที่หน้าต่างเพื่อดูสภาพอากาศ ฟ้าโปร่งพอควร มีเมฆนิดหน่อย
แม่ได้ยิน "ฟูจี" ก็หูผึ่ง
"ไหวคะ" ไม่ลังเล พร้อมที่จะลากลูกรักไปกะแม่ทันที

คุณป้าพาไปขึ้นรถเมล์หน้าโรงแรม สายตาเหลือบไปเห็นร้านขายงานไม้ฮาโกเน่ เป็นงานไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้จริงๆ ที่บ้านเรา คุณพ่อก็มีซื้อกล่องพัสเซิลของที่นี่ไปเก็บไว้ด้วย คุณลุงเจ้าของร้านอัธยศัยน่ารักสุดๆ ชี้ชวนดูสินค้าในร้าน โดยเฉพาะกล่องพัสเซิล คุณลุงคงเอ็นดูนู๋ จึงได้แนะนำให้แม่ซื้อให้นู๋หน่ะ คุณลุงสาธิตวิธีเปิดให้ดูด้วย กล่องของคุณลุงเป็นงานเนี้ยบมาก มีลิ้นชักเล็กๆ ซ่อนข้างในด้วย แปลกกว่าที่เคยเห็นมา
งานอีกชิ้นที่ประทับใจ คือ ตู็เล็กๆ สำหรับเก็บของ คุณลุงบอกว่า เป็นเหมือนตู้เซฟสำหรับคนสมัยโบราณ เพราะคุณต้องรู้วิธีดึง วิธีเปิดถึงจะหยิบของข้างในออกมาได้ คุณลุงสาธิตให้ขมอย่างไม่หวง พวกเราได้แต่ร้อง อู้ อ้า ๆ
เนื่องจากเรากลัวตกรถ จึงได้แต่บอกคุณลุงไปว่า ไว้จะมาใหม่ อาจเป็นเย็นนี้ หรือพรุ่งนี้นะลุงนะ

ค่ารถเมล์ที่ต้องขึ้นเพื่อไปมิวเซี่ยมแพงเอาการ สมกะระยะทาง ที่แม่เริ่มเป็นห่วงคือ คนแน่นรถเลย คงมีสายเดียวทั้งเมืองมั้ง
จุดหมายปลายทางของเรา คือ นารุกาว่า มิวเซี่ยม
ป้าเรโกะนั้น ชำนาญทาง เพราะเคยมาบ่อยๆ จากพื้นที่โล่งๆ เหมือนทางขึ้นเขาธรรมดา ป้าพาเดินไปขึ้นบันไดเลื่อน กร๊ากกก ถูกใจแม่และนู๋มากเลยก่ะ สะดวกสบายยยย บันไดเลื่อนนี้ ทำให้แม่นึกถึงบันไดเลื่อนที่ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ในแอลเอ เลยอดไม่ได้ที่ต้องคุยระลึกอดีตที่มีร่วมกันกะป้าเรโกะ
สิ่งแรกที่ประทับใจในมิวเซี่ยมนี้คือ มีห้องกระจกสำหรับนั่งชมวิว ทะเลสาปอาชิ และมีโทริสีแดงกลางน้ำ เป็นวิวที่ขึ้นอยู่ในไกด์บุ๊คทุกเล่ม
ที่นี่แหละ ที่พวกเรานั่งจ่อมกันทั้งวัน สลับกับการเดินชมภาพวาดภายในมิวเซี่ยม ที่บอกว่า นั่งจ่อม เพราะอยากรอให้ฟ้าโปร่ง จะได้เห็นภูเขาไฟฟูจี
แต่
พวกเราไม่มีบุญหน่ะ เลยไม่ได้เห็น ในที่สุดก็ต้องยอมแพ้ กลับแต่โดยดี
ป้าเรโกะชวนพวกเราเดินเล่น ดูร้านรวง ซึ่งส่วนใหญ่จะขายงานไม้ฮาโกเน่เหมือนๆ กัน แอบดูชิ้นงานและราคา เที่ยบกับร้านของคุณลุง ก็พบว่า ร้านคุณลุงมีงานที่เนี้ยบและราคาดีกว่า เลยเอามือกุมกระเป๋าไว้แน่น
เดินได้ไม่นาน ป้าเห็นโปสเตอร์ กุ้งซากุระ (ซึ่งก็คือ กุ้งฝอยแบบไทยๆ นะ แม่ว่า ) คุณป้าอยากกินมากเลยชวนหม่ำดินเนอร์แต่หัววัน ซึ่งไม่มีปัญหาสำหรับกระเพาะอัตโนมัติของเราสองคน อิอิ
คุณป้าสั่งโซบะเย็นกะกุ้งซากุระ ขอบอกว่า หน้าตาน่าหม่ำมาก เจเกือบแตก ส่วนของนู๋เป็นเมนูสุดฮิต เมนูเดิม คือ อุด้งกุ้งเทมปุระ แม่สังเกตุว่า กุ้งเทมปุระที่นี่ ตัวใหญ่เบิ้มกว่าที่เราเคยกินมาเลยน๊า สำหรับเมนูของแม่ เป็นอุด้งผักหน้าร้อน หน้าตาเหี่ยวเฉา เหมือนคุณยายอายุร้อยปี แต่รสชาติไม่เหี่ยวเฉาคะ อร่อยสำหรับคนทานเจแหละ

เสร็จสรรพเราก็เดินไปที่ท่ารถ แม่อดรู้สึกสยองไม่ได้เมื่อเห็นคิวคนที่รอรถ เพราะถ้าให้ยืนตลอดทางถึงโรงแรม คงเดี้ยง แต่ป้าเรโกะทำอีท่าไหนไม่รู้ เดินไปซื้อตั๋วในสถานนี พร้อมกะน้ำเราไปขึ้นรถเมล์ที่กำลังทำท่าจะออก เอ๋ ทำไมไม่ต้องรอคิวหว่า
ทริปนี้ มีบุญแคล้วคลาดหลายหนเลยเน๊อะ ลูกเน๊อะ
คนแน่นพอควร พวกเราต้องนั่งแยกกัน นู๋หน่ะครึกครื้นมาก เพราะรถเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา นู๋เลยคิดเกม ยิงรถคนอื่น มียิงๆ หลบๆ ตามประสา จังหวะหนึ่ง พลาดท่า มือไปยิงถูกปุ่มเรียกจอดป้าย คนรถก็จอดพร้อมกะขานชื่อป้าย เป็นการเตือนให้คนที่กดรู้ตัว แม่กะนู๋นั่งเงียบมองหน้ากัน คนขับก็ไม่ยอมออกรถง่ายๆ เรียกอยู่น่านแหละ เฮ้อ อย่าหวังว่า เราแม่ลูกจะสารภาพเลย แม่เสียอีก ยังทำเนียน หันไปดูผู้โดยสารคนอื่น
คืนนั้น ถึงได้สารภาพกะป้าเรโกะว่า เป็นลูกสาวดิฉันเองก่ะ
จากแต่แรก ป้าบ่นว่า ใครไม่รู้กดปุ่ม คนขับก็ถามหาคนกดแล้ว ตามมารยาท ควรจะออกตัวมาขอโทษเพื่อคนขับจะได้ขับต่อ ครั้นพอป้ารู้ว่า เป็นเราแม่ลูก ป้าก็เสหัวเราะ บอก "ไม่เป็นไรๆๆ"
งามหน้าจริงๆ
ถึงโรงแรม ห้าโมงพอดีเป๊ะ แม่ชวนคุณป้า ไปแวะร้านลุงดูก่อน พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้า เผื่อคุณลุงยังไม่ปิดร้าน เราจะได้เลือกซื้อของ และแพคลงกระเป๋า
ร้านคุณลุงยังไม่ปิดจริงๆ ด้วย ป้าดีใจใหญ่เลย หันมาขอบคุณแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่ชวนมาแวะดู... อิอิ ... ม่ายเป็นไรก่ะ ดิฉันจะได้ได้ของด้วยไงก่ะ
คืนนี้ แม่ลูกใช้ชีวิตในห้องน้ำนานๆ เหมือนเคย พรุ่งนี้คงไม่ตื่นสาย เพราะโรงแรมเค้าคงโทรมาเตือนเหมือนเคย (ไม่อายเลย ขอบอก)
นู๋ไม่ยอมใส่ชุดยูกาตะนอน เพราะค้นพบว่า ยูกาตะหลุดออกจากร่าง ถ้าอยู่กันแค่แม่ๆ ลูกๆ นู๋คงไม่สะทกสะท้าน แต่นี่มีป้าอยู่ด้วย ม่ายอาวๆๆ

ตอนเช้า พวกเราไม่ได้พิรี้พิไรตามคาด หม่ำเสร็จก็แพคกระเป๋าพร้อมออกทันที เราไปถึงสถานีรถไฟก่อนเวลาอยู่มาก คุณป้าเลยชวนเดินเล่นชมร้านรวง พร้อมกะขึ้นไปจิบน้ำชา (ของคุณป้า) น้ำแข็งใส (ของคู่แม่ลูก) พร้อมชมวิวสถานนีรถไฟฮาโกเน่ ขอบอกว่าน่ารักดี เห็นรถไฟวิ่งไต่ลงเขา มาเทียบชานชาลา
คุณป้าซื้อของเยอะเหมือนกัน แม่เลยสงสาร ช่วยหิ้วให้ คุณป้าก็เกรงใจ ไม่ยอมง่ายๆ แม่เลยบอกให้ช่วยแม่จูงมือนู๋ไว้ตลอดเวลาละกัน ฟังดูเป็นดีลที่ไม่สมน้ำสมเนื้อชิมิก่ะ จริงๆ แล้ว แม่หน่ะ ได้เปรียบมากเลยนะ ใครที่จูงนู๋ก็ต้องทนฟังนู๋พร่ำเพ้อเจ้อนะเซ่ ฮ่าๆๆ ป้าเรโกะรับไปเต็มๆ
ขากลับ คุณป้าออกตัวขอโทษใหญ่ว่า ไม่ได้ที่นั่งด้านหน้าสุด เพราะจองไม่ได้ อิอิ ดีแล้วคะ เพราะดิฉันเบื่อรังสียูวีเต็มทน เรานั่งถัดมาแถวสอง ก็สบายจะตาย รถขากลับดูใหม่กว่าขาไป ที่นั่งก็กว้างกว่ามากเลย นู๋เลยได้หลับบนรภเต็มอิ่ม พร้อมกับการลุยเดินเข้าบ้านคุณป้า ด้วยระยะทางครึ่งกิโล

เข้าบ้านแล้ว คุณป้าให้แม่จัดกระเป็ายักษ์สบายๆ ก่อนจะพาเดินนำไปส่งถึงสถานนีรถไฟ คงเพราะสังเกตเห็นความกังวลของคนเป็นแม่ละมั้ง ป้าเลยแกล้งบอกว่า จะไปโกรเซรี่แถวๆ สถานนีด้วย ไปถึงแล้ว คุณป้ายังย้ำแล้วย้ำอีกว่าจะเดินทางเข้าโรงแรมที่พักแห่งใหม่อย่างไร
ซึ่งปรากฏว่า ทุกอย่างเป็นไปตามที่คุณป้าติวไว้เด๊ะ
ตอนเดินไปโรงแรม แม่พยายามช่วยให้นู๋หายกังวล โดยมอบหน้าที่ ถือแผนที่ให้นู๋ เราเล่นเกมกันว่า ใครจะหาป้ายโรงแรมเจอก่อนกัน นู๋เลยสนุกกะการพยายามแข่งให้ชนะแม่
เช็คอินเข้าโรงแรม ก็แอบผิดหวังไม่ได้ ราคาโรงแรมนี้ แพงกว่าโตโยโก อินน์ แต่เตียงที่ได้เล็กกว่า เป็นเตียงซิงเกิ้ล แถมไม่มีอาหารเช้า ห้องก็เล็กๆ อับๆ เป็นห้องที่ติดกะพื้นที่ส่วนกลางของโรงแรม กลางคืนจะได้ยินเสียงสมาชิกนั่งคุยกัน ยังดีที่แขกแต่ละคนมีมารยาท พอสักห้าทุ่ม ทุกคนก็พร้อมใจกันหรี่เสียง ห้องเรานั้น แอร์เสียด้วยละ แม่ต้องเรียกให้เค้ามาปรับให้ ซึ่งทำได้แค่ เปิดพัดลมเย็น ที่จะคอยชัตดาวน์อัตโนมัติทุกๆ ครึ่งชั่วโมง
นู๋คงไม่รู้สึกอะไร เพราะหลับสนิท แต่แม่สิ พลิกป่ายหลายตลบ
แย่จัง ต้องอยู่ที่นี่ สองคืนอ่ะ


Create Date : 06 กันยายน 2553
Last Update : 6 กันยายน 2553 22:43:19 น. 1 comments
Counter : 484 Pageviews.

 
นี่เป็นไดที่ยาวที่สุดที่แม่นู๋มรรคเคยเขียนมา!!! สาธุ อยากได้อย่างนี้อีกเยอะๆ


โดย: มารน้อยไร้สังกัด IP: 87.114.221.169 วันที่: 5 มกราคม 2554 เวลา:2:39:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

มรรคณิชา
Location :
Sleepless in Seattle United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




สวัสดีคะ
นู๋ชื่อ มรรคณิชา.... เรียกนู๋เต็ม ๆ นะคะ เพราะนู๋ไม่มีชื่อเล่นคะ ... อยากรู้จักนู๋ ก็ต้องตามไปช่วยอ่าน ช่วยคอมเม้นต์นะคะ แม่นู๋จะได้มีกำลังใจ
แก้ไขเพิ่มเติมคะ....
มีคุณน้า คุณพี่ หลายคนมักถามคุณแม่เสมอๆ ว่า "ชื่อของนู๋ แปลว่าอะไร"
บอกเลย ไม่เล่นตัว...อิอิ
มรรค มาจากคำว่า "มรรค 8" ในศาสนาพุทธไงคะ...คุณแม่คงอยากเห็นนู๋เป็นเด็กดี...แถมเวลาสะกดเป็นภาษาปะกิต คุณแม่ใช้ชื่อคุณพ่อสะกดซะเลย...งานนี้ คุณพ่อหน้าบานคะ
ส่วน ณิชา แปลว่า บริสุทธ์
พอมารวมกะ "มรรค" ชื่อนู๋เลยเก๋กู๊ดซ้า

แก้ไขเพิ่มเติม (อีก 5/29/2011)
แขกเค้ามีดาราหญิงชื่อ มานิชา คล้ายชื่อนู๋มากเลย แรกๆ แม่ก็ปลื้มหรอกนะ แต่หลังๆ ชักหวั่นไหว เพราะเพื่อนร่วมงานของพ่อชื่อนี้เปี๊ยบ เป็นตัวป่วนที่ทำคุณพ่อปรี๊ดส์บ่อยๆ

แม่พบว่า เด๋วนี้ เวลาเรียกมรรคณิชาเต็มๆ คือการทำเสียงเข้ม ในเหตุการณ์ปกติ แม่เรียกนู๋ ว่า "ลูก" "นู๋" หรือ ไม่ก็ "ชิชา" "ชา"
Friends' blogs
[Add มรรคณิชา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.