Sri Lanka Trip 2013 : Polonnaruwa











วันที่ 10 กพ. 56
นั่งรถโดยสารจากดัมบูลล่าไปเมืองโปโลนนารุวะตอนบ่ายแก่ๆ ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ไปถึงก็เย็นแล้ว
ที่ป้ายรถโดยสาร มีเจ้าของเกสต์เฮ้าส์มาคอยจับลูกค้า
เห็นราคาและออพชั่นแล้วตกลงไปพักที่ Samagi Safari Resort (เราเรียกมันว่า บ้านสามัคคี)
คืนละ 4000 รูปี สภาพดี เพิ่งสร้างใหม่แต่เป็นวิลล่าที่มีสองห้องในหนึ่งหลัง
เลยต้องใช้ห้องน้ำร่วมกับฝรั่งโปแลนด์กลุ่มหนึ่งที่ดูวุ่นวายล้งเล้งๆ ไม่ทิ้งลายจาวยุโรปตะวันออกเบย





อาบน้ำเสร็จออกไปเดินดูแถวถนนใหญ่ ไม่มีอะไรครับ
ตลาดก็เงียบๆ เป็นตลาดต่างจังหวัดธรรมดาๆ









วันที่ 11 กพ. 56
เหมาตุ๊กตุ๊กไปเมืองเก่า ฝนตกหนักตั้งแต่เช้ามืดและตลอดทั้งวัน
ต้องถ่ายรูปกันอย่างทุลักทุเล ลุยโบราณสถานกันด้วยเท้าเปล่า
แต่เมืองเก่าเมืองนี้สวยมาก เป็นบุญตาที่ได้ไปเห็นอ่ะนะ

โปโลนนารุวะ(Polonnaruwa) ราชธานีแห่งที่สองของศรีลังกา พ.ศ. 1598-1779
เกิดก่อนสุโขทัย แต่ล่มสลายในเวลาใกล้ๆกัน
(สุโขทัยสถาปนาอาณาจักรเมื่อ พศ.1792 ถูกผนวกเข้ากับกรุงศรีอยุธยาแล้วสิ้นสุดลงในปี 1981)

ตุ๊กตุ๊กที่เราเหมา สามารถเข้าไปในอุทยานประวัติศาสตร์ได้ด้วย
จุดแรกที่บังจอดให้เราลงคือ ศิวะเทวาลัย ศาสนสถานฮินดูหลังย่อมๆ
มีอายุราว 800 ปีเศษ เป็นช่วงที่ราชวงศ์ปาณฑยะกำลังรุ่งเรืองในดินแดนภาคใต้
ฝีมือในการแกะสลักหินที่นี่มีความสวยงามและมีความสมบูรณ์แบบไปซะทุกส่วน
ประตูทางด้านหน้า 2 ข้างจะมีทวารบาลยกขาขึ้นข้างหนึ่งแสดงว่าเป็นศิลปะอินเดียใต้อย่างแท้จริง







วิหารถูปาราม
ศาสนสถานในศาสนาพุทธ ไม่ทราบว่าผู้ใดสร้าง
ได้รับการอนุรักษ์ได้ดีที่สุดในโปโลนนารุวะมีความแข็งแรงและสวยงาม
หลังคาเป็นรูปโค้งแบบกระทะคว่ำที่เรียกว่า เคทิเค




วิหารวฏะทาเค : เป็นรูปทรงแบบลอมฟางมีเสาหินเรียงรายอยู่ 3 แถวโดยรอบแต่เดิมมีหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องครอบอยู่
ตรงกลางเป็นเจดีย์ทรงกลม มีพระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานอยู่หน้าเจดีย์ทั้ง 4 ด้านพระพุทธรูปครองจีวรเรียบไม่มีริ้ว
บนพระเศียรไม่มีขมวดพระเกศาองค์เจดีย์ทำด้วยอิฐ และหินมีการสลักลวดลายอย่างสวยงามประกอบอยู่บริเวณฐานและผนังเป็นลายสิงโต
คนแคระ ดอกไม้ และพันธ์พฤกษาต่างๆทางด้านเหนือมีมุขขนาดเล็กสร้างปรากฎอยู่ สันนิษฐานว่าสร้างโดยพระเจ้านิสสังกมัลละเมเติมขึ้นภายหลัง
ส่วนทวารบาลสลักหินที่อยู่ด้านทิศตะวันออกของเจดีย์แห่งนี้เป็นทวารบาลที่สลักได้งดงามที่สุดในศิลปะแบบโปโลนนารุวะ
เป็นรูปมนุษย์นาค(ผู้ชายมีนาคแผ่พังพานอยู่ด้านหลัง) มือซ้ายถือดอกบัวมือ ขวาถือหม้อน้ำแห่งความอุดมสมบูรณ์(ปูรณฆฏะ)
และมีคนแคระ 2 คนยืนอยู่สองข้างยกแขนขึ้นทั้งสองแขนอยู่ในแผ่นสลักหินชิ้นเดียวกัน











พระราชวังที่ประทับของกษัตริย์ลังกาโบราณแห่งอาณาจักรโปโลนนารุวะ
มีการบันทึกว่า แรกสร้างเสร็จสมบูรณ์ พื้นอาคารนั้นปูด้วยแผ่นทองคำแท้ ...ว้าววว













เจดีย์รังคตวิหาร หรือเจดีย์รังโกตเวเหระ สร้างโดย พระเจ้านิสสังกมัลละ (พ.ศ. 1730 1739) เป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโปโลนนารุวะ สูงกว่า 55 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 54 เมตร คำว่า รังโกตเวเหระ แปลว่า เจดีย์ที่มียอดเป็นทอง เจดีย์มีรูปทรงเป็นบาตรคว่ำหรือทรงฟองน้ำ แบบเดียวกับเจดีย์รุวันเวลิที่เมืองอนุราชปุระ







กัลวิหาร : แปลว่า วิหารหิน หรือ อารามหิน เดิมชื่อ อุตตราราม สร้างโดยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช ใน พ.ศ. 1696 1729 เป็นวิหารที่สลักบนวิหารหินแกรนิต โดยสลักเป็นพระพุทธรูป 4 องค์เรียงอยู่ในแนวเดียวกัน
องค์แรก เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งสมาธิ มีขนาดใหญ่ ขัดสมาธิราบ ครองจีวรริ้ว เป็นริ้วคู่ขนานกันเป็นคู่ๆ ที่ฐานของพระพุทธรูปสลักเป็นรูปสิงห์นั่งสลับกับวัชระหรือสายฟ้า ด้านหลังของพระพุทธรูปสลักเป้นภาพอาคารเลียนแบบเครื่องไม้ มีตัวมกรและอาคารย่อส่วนขนาดเล็กวางซ้อนกันขึ้นไป
องค์ที่สอง เป็นพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ มีขนาดเล็กกว่าองค์แรกสลักไว้ในถ้ำที่ขุดเจาะเข้าไปในภูเขา ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ มีเทวดาอยู่ทั้งสองข้าง พระพุทธรูปองค์นี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะปาละ พระพุทธรูปประทับนั่งบนฐานบัวคว่ำบัวหงายแบบปาละ
องค์ที่สาม พระพุทธรูปประทับยืนในท่าที่ใช้พระหัตถ์ทั้งสองขึ้นไขว้กันในระดับพระอุระ(หน้าอก) ที่เรียกว่า พระพุทธรูปปางรำพึง มีความสูงถึง 7 เมตร
องค์ที่สี่ สลักเป้นพระพุทธรูปนอน ปางเสด็จดับขันธปรินิพพาน สลักจากภูเขา มีขนาดใหญ่กว่าองค์อื่น มความยาวถึง 14 เมตร ทรงประทับนอนตะแคงขวา วางพระกรราบ พระเศียรหนุนอยู่บนพระเขนย(หมอน) รูปทรงกระบอกยาว พระกรงอเข้าหาลำตัว พระหัตถ์ขวาวางราบบนพื้น พระหัตถ์ซ้ายวางราบไปกับลำตัว ปลายพระบาททั้งสองข้างสนิทกันซ้อนพอดี
เดิมมีวิหารก่ออิฐปกคลุ่มอยู่โดยรอบพระพุทธรูปทั้ง 4 องค์ มีร่องรอยของอาคารปรากฏอยู่ เป็นแนวฐานก่อด้วยอิฐ













Kiri Vehara : เจดีย์กิริเวเหระ เชื่อกันว่าสร้างโดยพระมเหสีของพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช มีพระนามว่า สุภัทธา
เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ มีขนาดสูงใหญ่ที่ฐานมีลวดลายประดับเป็นลาบลวดบัว 3 ชั้น
ส่วนบัลลลังก์ที่อยู่เหนือองค์ระฆังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีลวดลายขัดแตะ และลายธรรมจักรประกอบ
เหนือบัลลังก์มีก้านฉัตรรองรับปล้องไฉนเป็นชั้นๆลดหลั่นกันขึ้นไปจนถึงปลียอด
ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงมีพระดำริเอาไว้ว่า
เจดีย์แห่งนี้มีรูปแบบลักษณะคล้ายคลึงกันมากกับพระบรมธาต์เจดีย์ที่วัดพระมหาธาต์วรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
นักโบราญคดี ได้ขุดค้นพบสุสานฝังศพ ส้วม ลานอาบน้ำ และโรงพยาบาลในบริเวณวัดแห่งนี้ในปี พ.ศ.2526







ลังกาดิลก (Lankatilaka Image House)
ผมชอบหอพระแห่งนี้ที่สุด เพราะมองแล้วทำให้นึกถึงสุโขทัยเอามากๆ
สร้างด้วยอิฐถือปูน มีความยาว 52 เมตร กว้าง 18 เมตร สูง 17.50 เมตร
ภายในห้องขนาดใหญ่ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ท้ายสุดของห้องด้านใน
มีร่องรอยของจิตกรรมฝาผนังที่งดงาม อยู่ทั้งสามด้านของห้อง
มีพระพุทธรูปปางประทับยืนขนาดใหญ่เป็นพระประธานในวิหารแต่เศียรของพระได้สูญหายไปแล้ว
ผนังด้านนอกของวิหารจะพบอัฒจันทร์และทวารบาล และสลักจากหินเป็นลวดลายคล้ายกับที่เมืองอนุราธปุระ
พระเจ้าปรากรมพาหุมหาราชทรงสร้างวิหารแห่งนี้ และพระเจ้าวิชัยพาหุที่ 4 ทรงบูรณะ (พ.ศ. 1813 1815)
ภายในห้องที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืน มีการก่อผนังเป็น 2 ชั้น มีทางเดินโดยรอบสำหรับเดินประทักษิณได้
ด้านหน้าของวิหารลังกาดิลก มีมณฑป ที่เอาไว้เป็นศาลาสำหรับเล่นดนตรีประกอบพิธีกรรมต่างๆ



















สระบัว (The Lotus Pond)
เป็นสระน้ำสร้างด้วยหินแกรนิตสกัด ทำเป็นรูปดอกบัวบาน





Tivanka : วิหารติวังกะ

เป็นโบราณสถานที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดในบริเวณวัดเชตวัน
วิหารติวังกะ หรือวิหารเหนือสร้างโดยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช
ปัจจุบันคงเหลือแต่วิหารที่สร้างด้วยอิฐ หลังคาได้พังไปหมดแล้ว
วิหารติวังกะนี้ น่าสนใจและน่าศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ต่อเนื่องระหว่างศิลปะลังกา กับศิลปะไทยสมัยสุโขทัยได้เป็นอย่างดี





มีภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในด้านขวามือใกล้กับพระประธาน เป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึง
ประทับบนบันไดด้วยอาการตริภังค์ มีกรดกั้น คล้ายคลึงกับภาพปูนปั้นบนฝาผนังมณฑปวัดตระพังทองหลาง จ.สุโขทัย
รวมถึงภาพเทพชุมนุม ซึ่งทรงเครื่องประดับตกแต่งทั้งศิราภรณ์กรองศอ พาหุรัด และทองกร
คล้ายคลึงกับภาพสลักบนแผ่นหินที่พบบริเวณเพดานของอุโมงค์วัดศรีชุม
ภายนอกของวิหารประดับด้วยภาพปุนปั้น เป็นรูปคนแคระกับสิงโตจำนวนมาก ส่วนใหญ่แสดงท่าทางที่เป็นธรรมชาติ
ทางด้านทิศเหนือจะมีภาพเทวดา แสดงอาการอมยิ้มอย่างมีเมตตา แบบเดียวกับศิลปะสุโขทัย













โปตคุลวิหาร
หรืออนุสาวรีย์นักปราชญ์ เป็นรูปประติมากรรมขนาดใหญ่ สูงประมาณ 3.3 เมตร
สลักอยู่บนหน้าผาหินขนาดย่อม อยู่ทางตอนใต้ของปรากรมสมุทธ
(อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของพระเจ้าปรากรมพาหุ)





(ขอบคุณข้อมูลและรายละเอียดของโบราณสถาน จาก//www.oceansmile.com ครับ)

จบการชมโบราณสถาน
ตุ๊กตุ๊กพาเราออกไปนอกเมือง สถานีขนส่งที่มีรถโดยสารไปแคนดี้อยู่คนละที่กับที่ๆ เรามาถึง
โชคดีมากที่ทันรถคันสุดท้าย กระเป๋ารถเป็นมิตรและดูมีน้ำใจ คอยบอกเราเป็นระยะๆ ว่าเดี๋ยวถึงแคนดี้แล้วจะบอก












บล็อกหน้าเจอกันที่แคนดี้ครัฟ






Create Date : 08 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2556 15:44:42 น. 0 comments
Counter : 2505 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Nagano
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
8 พฤศจิกายน 2556
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Nagano's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.