Sri Lanka Trip 2013 : Colombo - Anuradhapura








Sri Lanka Trip 2013 : [1] บางกอก - กัวลาลัมเปอร์-โคลอมโบ-อนุราธปุระ & มหินทะเล






Backpack ไปเที่ยวศรีลังกามา 11 วัน สนุกดีครับ เป็นประสบการณ์ชีวิตครั้งใหม่
กลับมาก็ทำงานต่อเลย และไม่ค่อยสบายด้วย จะทยอยลงรูปมาแชร์ในบล็อก
และลงรายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆที่อยากจะเดินทางไปบ้างในอนาคตครับ

การเดินทางครั้งนี้ของผม รวมกับที่ต้องแวะที่มาเลเซีย 2 วัน ก็เฉียดสองอาทิตย์
ไปกันสองคนกับนักโบราณคดี(และช่างภาพด้วย)
ซึ่งทำให้ได้รู้เรื่องราวของโบราณสถาน ทั้งความเป็นมาและสถาปัตยกรรรม
ต่างๆ ที่ไปเยือนโดยไม่ต้องอาศัยมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ต้องขอขอบคุณมากๆ
เพราะเป็นธุระให้ทุกอย่าง ตั้งแต่จองตั๋วเครื่องบินของสายการบินราคาประหยัด Air Asia
ขอวีซ่าออนไลน์ให้ รวมไปถึงการจองโรงแรมคืนแรกด้วย (คืนต่อๆมาไปหาเอากันข้างหน้า)
ขอบคุณจริงๆ ^^
..........................................................................................................................

ค่าตั๋วแอร์เอเชียเท่าไหร่ก็จำไม่ค่อยได้แล้ว รู้สึกว่าจะสองพันเศษๆ เป็นราคาตอนที่เปิดเส้นทางกรุงเทพฯ - โคลอมโบใหม่ๆ
จองกันเกือบปีเหมือนกันนะ แต่พอใกล้วันเดินทางแอร์เอเชียก็แจ้งมาว่าต้องไปขึ้นเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์
ไม่มีไฟลท์ตรงจากกรุงเทพฯแล้ว จะเป็นเพราะเส้นทางบินไม่ได้รับความนิยมหรืออะไรก็ไม่ทราบ
ทางสายการบินยินดีคืนเงินหากไม่ประสงค์เดินทาง แต่พวกเราเตรียมตัวกันนานเกินกว่าจะทำอย่างนั้นได้
ทั้งลางาน ขอวีซ่า จองห้องพัก ที่สุดแล้วหางแดงก็จัดรีรูท จัดไฟลท์ให้เราบินจากกรุงเทพฯ ไปต่อเครื่องที่ KL
โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม มีเพียงแค่ต้องจ่ายค่าห้องพักที่มาเลเซียอีกพันกว่านิดหน่อย หารกันแล้วก็ไม่เท่าไหร่
ต้องขอบคุณแอร์เอเซียด้วย เท่าที่เคยใช้บริการมาไม่เคยมีปัญหากวนใจ บริการดีเกินราคาสายการบิน Budget ครับ





[5 กุมภาพันธ์ 2556] Bangkok > Kuala Lumpur...

ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองตอนสามทุ่มกว่าๆ ครับ สองชั่วโมงก็ถึงกัวลาลัมเปอร์ เวลาท้องถิ่นเกือบเที่ยงคืน
นั่งรถ Sky Bus เข้าไปในเมืองอีกเป็นชั่วโมง เพราะสนามบินใหม่ไกลมาก นึกว่าจะได้ยลโฉมสนามบินที่คนมาเลย์แสนภูมิใจ
ที่ไหนได้ เราไปลงกันที่ LCCT (Low Cost Cargo Terminal) เลยได้เห็นสนามบินซำเหมาแทน เหอๆ ไปแบบจนๆ ก็อย่างนี้แหละ
ตกลงคืนนั้นเลยไม่ได้ไปไหนเลย เพราะร้านรวงปิด ไฟที่ตึกเปโตรนาสก็ปิด เลยเดินหาอะไรกินกันแถวโรงแรม
เงียบอ่ะครับ ทั้งๆที่ตรงนั้นคือ KL Sentral(แขกมาเลย์เขาใช้ตัว S สะกดคำแทน C เวลาเขียนบาฮาซ่า มลายูครับ)
ตกลงก็เลยไม่ได้เที่ยวตามที่ตั้งใจไว้ เพราะวันถัดมาต้องตื่นแต่เช้า นั่งรถไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องต่อไปศรีลังกาเลย
เท่าที่มองๆ ดู ผมว่ามาเลเซียก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากจากที่เคยไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนนะครับ

ภาพซ้ายเป็นสนามบินโลว์คอสต์ ภาพขวาโรงแรมที่กัวลาลัมเปอร์ครับ My Hotel @ KL Sentral
ดันลืมถ่ายด้านหน้าโรงแรมกับห้องมีแต่รูปขวดน้ำกับกาแฟ




6 กุมภาพันธ์ 2556

"อายุบวร...ศรีลังกา"


ออกเดินทางจากกัวลาลัมเปอร์ 11 โมงเช้าตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย
ตอนนี้บินย้อนเวลาครับ เพราะศรีลังกาอยู่ซีกตะวันตก เวลาช้ากว่าไทยเกือบสองชั่วโมงครึ่ง
ถึงท่าอากาศยาน Bandaranaike International ตอนเที่ยงกว่าๆ นิดหน่อยตามเวลาที่นั่น



ลงจากเครื่องก็เห็นป้ายรับแขกเป็นสาวศรีลังกาหน้าสวยคมเข้มยกมือไหว้ พร้อมกับคำทักทายภาษาสิงหล
AYUBOWAN อ่านว่า อายุบวร ครับ ฟังดูอบอุ่นดีนะ คำทักทายที่เป็นคำอวยพรไปในตัวแบบนี้
เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิ้มแย้มแจ่มใส สอบถามราวสิบนาที ไม่ใช่ว่าพวกเราดูน่าสงสัยอะไร
แต่สงสัยอยากคุยกับคนไทยมากกว่า เพราะผมกับเพื่อนโดนทักหนีห่าวก่อน คงนึกว่าเป็นคนจีน
เห็นเป็นคนไทยแถมยังมีชื่อเป็นภาษาแขกทั้งคู่ เลยชวนคุยใหญ่เลย



ออกจากนี่จะเดินทางไปเมืองอนุราธปุระ (Anuradhapura) กันเลยครับ
เพราะเพื่อนจองโรงแรมไว้ที่นั่น วางแผนกันจะเดินทางเป็นวงกลมค่อยย้อนกลับมาเที่ยวเมืองหลวงโคลอมโบ
เอาวันสุดท้าย สนามบินสะอาดสะอ้านดีครับ เงียบเกินคาด แลกเงินกันก่อน อัตราอยู่ที่ 100 รูปี (RS) เท่ากับ 25 บาท
ด้านนอกมีโชเฟอร์มาจับลูกค้าจะให้นั่งรถตู้เหมาไปในราคา 5,000 รูปี คิดไปคิดมามันไม่น่าถึง
ก่อนไปหาข้อมูลแล้วว่าขนส่งมวลชนที่นี่ถูกมาก จะให้จ่าย 1,250 บาทไทยเหมาไป มันจะหลุดคอนเส็ปต์แบกเป้มากไปหน่อย
เลยเดินไปถามประชาสัมพันธ์ ได้รับคำแนะนำว่าให้เดินออกประตูสนามบินไป จะมีรถเข้าเมือง
เดินออกไปไม่กี่ก้าวก็เจอครับ เป็นรถตู้ตามสภาพที่เห็น สอบถามคนขับบอกว่าเข้าไปสถานีรถไฟคนละ 150 รูปี
แต่ให้แบ๊งค์ ไป กระเป๋าตัวแสบไม่ทอนให้เฉยเลย



ใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงสถานีรถไฟครับ เพราะสนามบินไกลมาก
ที่นี่คือชุมทางรถไฟที่ใหญ่ที่สุดของกรุงโคลอมโบ Fort Railway Station
รีบไปซื้อตั๋วรถไฟก่อนเลย ผมรับหน้าที่นี้ คนเข้าคิวเยอะมาก ซื้อตั๋วชั้นสอง ราคา 400 รูปี หรือราว 100 บาท
กับระยะทาง ประมาณ 205 กม. นับว่าถูกมาก ดีนะไม่เสียสุนัขให้แขกแท็กซี่ผีสนามบิน

......เสร็จแล้วก็ออกมาเดินเก็บบรรยากาศด้านนอก



โคลอมโบดูวุ่นวายดีครับ ไม่แพ้กรุงเทพฯ เลย รถราวิ่งแน่นเต็มถนนไปหมด





ตุ๊กตุ๊ก หรือ Trishaw คนที่นี่เรียกชื่อเล่นว่า ตุ๊กตุ๊ก เหมือนกับบ้านเราเลย ไม่รู้ใครเลียนแบบใคร
ที่นั่งด้านหลังมีหลังคาแบบเก๋งดูรัดกุมดีไม่เปิดโล่ง และบางคันก็เป็นตุ๊กตุ๊กมิเตอร์ ราคาเปิดที่ 45 รูปี
เห็นแต่ที่โคลอมโบเท่านั้นครับ เมืองอื่นว่าจ้างกันปากเปล่า ต่อรองราคาเอง
คันในรูปขวาสีครีมนี่แนวเชียว บ้านเราฮิตสติกเกอร์ flush style ลายพร้อย
มาแต่งรถ แต่เจ้าของคันนี้คงเก็บเล็บปลอมแฟชั่นที่เมียทิ้งแล้วมาแต่งท้ายรถแทน ฮ่าๆ



แต่รถเมล์ที่นี่จะไม่เห็นมีรถปรับอากาศนะ มีแต่รถร้อน ลวดลายและสีรถแต่ละคันไม่เหมือนกันเลย
และมีกระเป๋านอกเครื่องแบบที่วิ่งขึ้นลงสลับประตูหน้าและหลัง ตะโกนเรียกผู้โดยสารรัวๆ แบบเดียวกับรถร่วม ขสมก. ของเมืองบางกอกเลย
แต่กระเป๋าและคนขับจะไม่สวมเครื่องแบบกันนะครับ การเก็บเงินก็ไม่เหมือนกันสักคัน
บางคันกระเป๋าก็ถือสมุดเล่มหนึ่ง พอเราบอกไปลงไหน แกก็จะเขียนปลายทางและราคาลงบนกระดาษแล้วฉีกให้
บางคัันสภาพเก่ามาแต่มีเครื่องออกตั๋วแบบคล้ายๆ เครื่องแสกน กดปุ่มแล้วมีตั๋วพิมพ์ออกมาอ่ะครับ ไฮเทคแบบว่าขัดแย้งกันแปลกๆ
รวมๆแล้วแม้จะแน่นพอๆกับรถเมล์กรุงเทพฯแต่ราคาประหยัดมากครับ เมื่อเทียบกับระยะทาง







คนศรีลังกายิ้มเก่งกันมาก ระหว่างที่นั่งรอเวลาเข้าชานชาลา
จะมีคนยิ้มให้ตลอด และมองดูพวกเราถ่ายรูปกันอย่างสนอกสนใจ
เคยได้ยินมาตามเว็บบอร์ดบ้างแล้ว ว่ามาประเทศนี้ถ่ายรูปสนุก
เพราะคนลังกาชอบกล้อง ซึ่งก็จริง เขาอยากให้เราถ่าย
ยิ่งถ้าถ่ายแล้วเปิดรูปในกล้องให้ดู จะยิ่งชอบใจ หัวเราะฮ่าๆ กันเลย
แต่ผมชอบแอบถ่ายมากกว่าน่ะ มันดูเป็นธรรมชาติดี



ใกล้เวลารถไฟมาก็เดินเข้าชานชาลา
เก็บภาพไปเรื่อยๆ



รถไฟที่นี่มาตรงเวลามากอย่างที่เคยได้ศึกษามา คนชานเมืองที่มาทำงานในโคลอมโบรอรถกลับบ้านกันจนแทบล้นแพล็ทฟอร์ม
การที่ตรงเวลา เร็ว และประหยัดนี่เอง ทำให้เป็นทางเลือกแรกของชาวศรีลังกันที่ต้องเดินทางทุกวันครับ




ด้านหน้าหัวรถจักร บางคันก็มีป้ายบอกจุดหมายเป็นภาษาอังกฤษ บางคันก็ไม่มีครับ ต้องอาศัยถามคนข้างๆ
คนศรีลังกาส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้อยู่แล้วตามแบบฉบับประเทศอดีตอาณานิคม



สี่โมงเย็นครับ รถไฟมาแล้วก็รีบขึ้นไปนั่ง ซื้อตั๋วชั้นสองมานี่นับว่าตัดสินใจถูก
เพราะตั๋วชั้นสามไม่มีการระบุที่นั่ง ถ้าซื้อมาคงต้องยืนไปตลอดทาง (เห็นคนยืนกันเยอะเลย)



ตั๋วโดยสารรถไฟศรีลังกาที่ซื้อครั้งนี้ครับ
เป็นครั้งแรกคและครั้งเดียวที่เป็นกระดาษพริ้นท์ครับ
ครั้งต่อๆ ไปจะเป็นตัวกระดาษแข็งสี่เหลี่ยมเล็กๆ



บรรยากาศบนรถไฟ คึกคักมีคนเดินไปมาตลอด ภาพชัดบ้างไม่ชัดบ้างขออภัยครับ
เพราะผมใช้สลับกันทั้งกล้อง แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือในการถ่ายรูป แล้วแต่ความสะดวก

ใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมงก็มาถึงอนุราธปุระ นั่งรถรับจ้างราคา 100 รูปีไปที่พักที่เพื่อนจองไว้
ชื่อ Nadeeja Family Resort (ผมเรียกว่า นะดีจ๋าาาา) ราคาผ่าน Agoda เกือบพันห้าร้อยบาท
พนักงานและเจ้าของน่ารักดีครับ สุภาพ คุยดี ยิ้มเก่ง เวลาพูดมียักคอยักไหล่สไตล์แขกด้วย
ราคานี้รวมอาหารเช้า สะอาดดีครับ เงียบด้วย
มีแอร์ น้ำร้อน แต่ไม่มีทีวี
และผ้าห่มบางมากเหมือนผ้าปูที่นอน ทุกโรงแรมเป็นแบบนี้ครับ
ไม่เข้าใจว่าคนศรีลังกาเปิดแอร์แล้วห่มผ้าแค่นี้ ไม่หนาวหรืองัย ผมหนาวมว้าก



ด้วยความที่มาถึงค่อนข้างดึก เลยหาไม่ได้ออกไปไกล แค่หาอะไรกิน
ได้ข้าวผัดใส่กล่องมา ราคาแพงอยู่ แต่เมื่อเปิดกล่องมาก็ใหญ่มากขนาดกินได้สองคนครับ
เข้านอนเตรียมตะลุยโบราณสถานกันพรุ่งนี้ ภาพนี้ถ่ายตอนเช้าวันถัดมาครับ



..........................................................................................................................

สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้ (100 รูปี ตีเป็น 25 นะครับ)

รถบัสจาก airport ไป Colombo fort railway station คนละ 150 RS ไม่นับที่กระปี๋มันโกงไป 200 รูปี 24 รูเดือนนะ
รถไฟชั้นสองไป Anuradhapura คนละ 400 RS
มื้อเย็นจากร้าน the Walker หน้าที่พัก (2 คน) 850 RS

..........................................................................................................................




[7 กุมภาพันธ์ 2556] "อนุราธปุระ - AnuradhapurA"

ตื่นมากินข้าวเช้าที่บ้านพักจัดให้ เป็นขนมปัง แยม เนย กาแฟ และผลไม้
แล้วเดินออกมาหาจ้างตุ๊กตุ๊ก
ได้ราคาสองคน 5,000 รูปี สำหรับทั้งวัน ช่วงเช้าเที่ยวโบราณสถานอนุราธปุระ
และช่วงบ่ายจะไปโบราณสถานมหินทะเล ซึ่งเป็นอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไปอีกราว 7 กิโลเมตรครับ



อนุราธปุระเป็นราชธานีแห่งแรกของศรีลังกาครับ ได้รับการจดทะเบียนจาก Unesco ให้เป็นมรดกโลก
สร้างในราวปีพ.ศ.105 และรุ่งเรืองมาจนถึงราว พ.ศ. 1476 จึงได้ถูกตีแตกยับเยินจากกองทัพราชวงศ์ปาณฑยะจากอินเดียตอนใต้
(ทมิฬ) จนชาวศรีลังกา(สิงหล)ต้องหนีไปสร้างเมืองใหม่ที่โปลอนนารุวะ

ที่แรกที่ไปแวะคือ วัดอิสสุรุมุณิยะ (Issurumuniya Temple) เสียค่าเข้าคนละ 200 RS หรือประมาณ 50 บาท



เป็นวัดที่สร้างอิงกับหินผา เป็นวัดในพุทธศาสนา
แต่สถานที่นี้เดิมเคยเป็นเทวาลัยของชาวฮินดูมาก่อนครับ



มนุษย์นาค ผู้ปกปักรักษาทางเข้าวิหารที่ Isurumuniya Vihara
(จริงๆแล้วพบได้ทุกที่เลยครับ)



หินอัฒจันทร์ หรือ Moon Stone นี่ก็พบได้เกือบทุกอาคารเหมือนกัน
แต่อันนี้ยังไม่สวยครับ มีเด็ดกว่านี้



พระในหอบนมีกระจกปิดครับ ถ่ายยังไงก็สะท้อน เลยลงมาข้างล่างดีกว่า มีหอพระนอนอยู่ครับ



พระนอนในวิหารที่ด้านในเป็นการเจาะเข้าไปในหินเป็นถ้ำ





ด้านในสุดของผนังเป็นโพรงถ้ำครับ เหนือพระยังมีรังค้างคาวอยู่เลย



ไปกันต่อที่อาคารเล็กๆสุดท้าย เป็นพิพิธภัณฑ์ของวัด
มีโบราณวัตถุที่เก็บไว้หลายชิ้น



ภาพสลักกษัตริย์และราชวงศ์



อัปสรและคนแคระเต้นรำครับ คนแคระนี่ฮิตมากในโบราณสถานของศรีลังกา
มีทุกที่เลยครับ นักโบราณคดีส่วนตัวที่เดินทางไปกับผม ให้ความเห็นว่า
ในสมัยนั้น คนแคระอาจเป็นผู้มีบทบาทในพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อครับ



อันนี้มีชื่อเสียงที่สุดครับ The Lover รูปสลักหินคู่รัก เป็นภาพแกะหินรูปผู้หญิงยกนิ้วชี้ท่าทางเขินอาย
นั่งบนตักผู้ชายที่โอบประคองนางด้วยท่าทีของความเสน่หาอย่างยิ่ง
มีลักษณะการแกะคล้ายกับประติมากรรมในยุคคุปตะของอินเดีย
ว่ากันว่าเป็นรูปของเจ้าชายสาลิยะ พระราชโอรสของพระเจ้าทุฎฐคามณี
ที่ทรงสละราชบังลังก์เพราะความรักที่มีต่อหญิงในวรรณะต่ำ
เป็นรูปที่รัฐบาลศรีลังกาได้นำไปตีพิมพ์ลงบนแสตมป์มาแล้ว



เป็นพันๆ ปีก่อน ถ้าผู้หญิงหน้าตาเหมือนในภาพสลักหินนี้
คงจะสวยมากๆ เลยนะครับ



จากนี้ไปต้องซื้อตั๋วชมอุทยานประวัติศาสตร์แล้วครับ
ราคา 25 US $ แพงมากเลยล่ะ เกือบเจ็ดร้อยห้าสิบบาท
อันนี้เป็นตั๋วสำหรับชมโบราณสถานทั้งกลุ่มเลยนะครับ
ผมว่าแพงเกินไป อยุธยาเสียเป็นรายวัด ยังไม่แพงขนาดนี้
บางวัดอย่างวัดใหญ่ชัยมงคล ค่าเข้าคนต่างชาติ แค่ 20 บาทเอง

แถมตั๋วรวมนี้ยังใช้ได้แค่วันที่ซื้อเท่านั้น ใช้วันอื่นไม่ได้ด้วยครับ
อ้อ..จะเข้าวัดที่ศรีลังกา ต้องถอดรองเท้าครับ
แต่ไม่ต้องถอดถุงเท้าด้วยเหมือนที่พม่าหรอกนะ



Mirisavetiya Dagoba เจดีย์มฤเศวตยะ
คนศรีลังกาไม่เรียกเจดีย์ว่า Pagoda ครับ
แต่ออกแนวสลับกันเป็น Dagoba แทน ฟังดูแนวดี หุหุหุ



Mirisavatiya Dagoba ที่แห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งแรก
ที่สร้างขึ้นโดยกษัตริย์ที่มีพระนามว่า Dutugamunu แห่ง Ruhuna (ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 4)
เรื่องมีอยู่ว่าพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะถวายพระขรรค์ที่บรรจุพระบรสารีริกธาตุเป็นกุศล
เมื่อพระองค์จะลงสรงน้ำที่สระ ก็ได้วางพระขรรค์ไว้ที่ขอบสระ
เมื่อสรงน้ำเสร็จกลับมาจะเอาพระขรรค์ก็ไม่สามารถดึงขึ้นมาได้ ดังนี้จึงเห็นเป็นมงคลที่จะสร้างเจดีย์เอาไว้ที่ตรงนี้



ต่อด้วยเจดีย์รุวันเวลิ(Ruvanvalisaya Dagaba หรืออีกชื่อว่า Maha Thupa)
คนไทยเรียกสุวรรณมาลิกเจดีย์
เพิ่งได้เห็นเจดีย์ทรงลังกาแท้ๆ ใหญ่ดีจัง
เจดีย์ลังกาที่บ้านเราออกแนวสลิมแบบระฆังนะครับ แต่ของเขาเป็นรูปโอคว่ำจะๆ เลย
ผมว่าพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชนี่ น่าจะคล้ายเจดีย์ลังกาออริจินัลที่สุดอ่ะ



เจดีย์รุวันเวลินี้ มีขนาดกว้าง 100 เมตร สูง 100 เมตร
เป็นเจดีย์ทรงกลมฟองน้ำ มีกำแพงประดับด้วยช้างหินล้อมรอบรวม 362 เชืือก
มีเนื้อที่ 12.5 ไร่ ตามตำนานกล่าวว่า ในสมัยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะมีพระประสงค์จะสร้างพุทธสถานอีกแห่งหนึ่ง
ตรงบริเวณที่เป็นเจดีย์รุวันเวลิในเวลาต่อมา และพระมหินทเถระได้พยากรณ์การก่อสร้างไว้ให้
แต่ยังมิทันได้สร้าง พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน
เจดีย์รุวันเวลิสร้างสำเร็จโดยพระเจ้าทุฎฐาคามีนีอภัย โดยพระเจดีย์รุวันเวลิสร้างเสร็จในวันที่พระองค์เสด็จสวรรคต

(อันนี้ขอบคุณข้อมูลจาก //www.oceansmile.com ครัับ)





ตลอดเวลาที่ตระเวนเที่ยว เห็นว่าที่หน้าวัดทุกวัด
จะมีคนขายดอกไม้บูชาพระครับ ส่วนใหญ่เป็นดอกบัว
มีดอกพุด และดอกไม้อื่นๆ บ้างประปรายครับ



คนลังกาจะนิยมถวายดอกไม้มากกว่าการจุดธูปเทียนถวายพระ



แต่ก็เห็นมีจุดบ้างเป็นบางครั้งเหมือนกันนะ



นอกจากนี้แล้วประเทศนี้ยังมีลิง มีชะนีเยอะมาก ไปที่ไหนก็เจอครับ
สงสัยเป็นทายาทหลายรุ่นของหนุมาน สมัยตามพระรามยกทัพมาตีกรุงลงกา



นอกเหนือจากลิงแล้ว เกือบทุกๆ โบราณสถานเราก็จะเห็นวัว และนกกระยางจ้า



เดินเข้าไปด้านใน ที่เห็นในภาพนี้คือซากโลหะปราสาทครับ
ที่ตำนานว่าไว้มีเพียงสามแห่งในโลก คืออินเดีย ลังกา และของไทยที่วัดราชนัดดารามฯ ซึ่งเป็นแห่งที่สร้างใหม่ที่สุดคือในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
และเป็นแห่งเดียวที่เหลืออยู่

สองแห่งแรกที่อินเดียและศรีลังกา เหลือแต่ซากเยี่ยงนี้แหละครับ
ปัจจุบันเห็นมีอาคารสร้างไว้ ไม่รู้เหมือนกันว่าใช้ทำอะไร



ต้นศรีมหาโพธิ์ (Jaya Sri Maha Bodhiya - ชัยศรีมหาโพธิยา)
ต้นจริงเก่าแก่โบราณอยู่ด้านบนครับ
ต้นที่ถ่ายมาคือต้นที่แตกจากหน่อ อยู่ด้านล่างตรงลานวัด



ถือว่าเป็นต้นโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
เพราะเชื่อกันว่าพระนางเถรีสังฆมิตตา พระราชธิกาของพระเจ้าอโศกมหาราชทรงผนวชเป็นภิกษุณี
เป็นผู้นำหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้มาจากพุทธคยา อินเดีย
มาปลูกไว้ที่เมืองอนุราธปุระ เมื่อพ.ศ.235 มีอายุกว่า 2500 ปีแล้ว จึงมีขนาดแคระแกรน
ทางเมืองอนุราธปุระจึงพยายามรักษาด้วยการทำไม้ค้ำยันกิ่งก้านสาขาของต้นศรีมหาโพธิ์ไว้เป็นจำนวนมาก
ในบริเวณเดียวกันมีต้นศรีมหาโพธิ์ที่แตกหน่อขายจากต้นเดียวกันดั้งเดิมอีกหลายต้น ต้นที่แตกใหม่จะมีขนาดใหญ่กว่าต้นเดิมมาก
พุทธศาสนิกชนที่มีความเลื่อมใสจะเก็บใบของพระศรีมหาโพธิ์ซึ่งหาได้ยากมาก เพือนำมาบูชาเป็นสิริมงคลแกตนเอง
(อันนี้ขอบคุณข้อมูลจาก //www.oceansmile.com ครัับ)

เดินทางต่อด้วยตุ๊กตุ๊กไปยังเจดีย์อภัยคีรี (Abhaiyagiri Dagoba)





กำลังซ่อมแซมครับ ใหญ่มาก
เป็นเจดีย์ยืนขนาดใหญ่และมีความสำคัญมาก ตั้งอยู่ในวัดอภัยคีรีวิหาร
Abhaiyagiri Dagoba หรือพระมหาเจดีย์อภัยคีรี สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.454 โดยพระเจ้าคชพาหุ
เคยมีพระสงฆ์จำพรรษาถึง 5,000 รูป องค์เจดีย์มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 110 เมตร สูง 113 เมตร
เป็นเจดีย์ใหญ่อันดับสองรองจากเจดีย์เชตวัน



แวะเจดีย์ลังการาม (Lankarama Dagoba)



กุฏฏัมและโปกุณะ เป็นสระสรงน้ำของราชสำนักครับ ภาพด้านล่าง





พระพุทธรูปปางสมาธิ ที่ชาวศรีลังกาบอกว่าเป็นสุดยอด
ที่ศรีลังกา จะถ่ายรูปคู่กับพระพุทธรูป มีกฏห้ามหันหลังให้องค์พระนะครับ
ถ้าจะถ่าย ต้องยืนเอียงข้าง หันหน้าเข้าหากล้องครับ



ลืมเอาตั๋วให้ดูครับ 25 เหรียญแน่ะ ตอนนี้มาถึงแล้ว Moon Stone ที่งามที่สุด



เพราะเป็นชิ้นที่ใหญ่ ภาพสลักงามและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เหลือครับ
เลยกลายเป็นชิ้นสำคัญที่ต้องถูกล้อมรั้วไว้อย่างนี้



ไม่เฉพาะหินอัฒจันทร์ คนแคระที่บันไดที่นี่ก็งามกว่าที่อื่นด้วย



Moonstone แปลว่าหินที่ทำเป็นรูปครึ่งวงกลม จะวางเอาไว้อยู่ที่ด้านหน้าติดกับบันไดทางขึ้นวิหาร
นักวิชาการตีความกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของขอบเขตที่ขั้นระหว่างการเวียนว่ายตายเกิดกับการนิพพาน
การที่คนเราจะก้าวข้ามไปยังนิพพาน (ลายดอกบัวชั้นในสุด ก่อนขึ้นวิหาร)
ก็จะต้องผ่านวัฏสังสารทั้งหลายซะก่อน


แล้วก็ถึงที่นี่ มหาเจดีย์เชตวัน (Jetavanarama Dagoba)



ตอนเด็กๆผมเคยเห็นภาพเจดีย์นี้แขวนอยู่ในกุฏิหลวงพ่อที่วัดบ้านเกิด
ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้มาเห็นด้วยตา ใหญ่มหึมาน่าอัศจรรย์จริงๆ ครับ ใหญ่สุดๆๆ
เห็นแล้วหัวใจพองโตตามไปเลย ปลื้มอ่ะ



ผมนึกขึ้นมาเดี๋ยวนั้นว่าต่อให้มหาเจดีย์มิงกุนที่พม่าสร้างสำเร็จ ก็คงใหญ่ได้ไม่เท่าเชตวันนี้แน่ๆ



วันที่ไปมีเด็กๆ รุ่นหลานมาทัศนศึกษากับคุณครูหลายคันรถบัส ยิ้มสู้กล้องกันใหญ่ น่ารักดีครับ

บ่ายโมงกว่าแล้ว หิวมาก แวะไปที่สุดท้าย เจดีย์องค์แรกของศรีลังกา
Thuparamaya หรือเจดีย์ถูปาราม สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าเทวนัมปิยติสสะ
เพื่อบรรจุพระบรมธาตุรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า



องค์เล็กกว่าใครเพราะสร้างมาก่อนเพื่อน
ทุกเจดีย์ที่ไปจะเห็นเสาหินรายล้อมอยู่เสมอ
เสาที่เห็นคือเสาที่เคยมีหลังคาเครื่องไม้สร้างครอบฐานประทักษิณครับ
ไม้ผุพังย่อยสลายไป แต่เสายังอยู่ สุดยอดๆ



หิวจนทนไม่ไหว ต้องขอให้ลุงตุ๊กตุ๊กพาไปหาข้าวกิน ได้ร้านบ้านๆ นอกเขตโบราณสถาน



เป็นอาหารมื้อที่ไม่อร่อยที่สุดในกรุงลงกาของผมเลยครับ อธิบายไม่ถูก หิวแต่กินได้ไม่กี่คำก็ต้องหยุดกิน
ปกติผมไม่เลือกกินหรือเรื่องมากนะ แต่มื้อนี้ไม่ไหวจริงๆ

ภาพล่างนี่คือของกินที่อยู่ในตู้หน้าร้าน เห็นแล้วคงเข้าใจความรู้สึกผมนะครับ เหอๆ




ช่วงบ่ายจะไปต่อกันที่โบราณสถานมหินทะเลครับ อยู่ห่างจากอนุราธปุระไปทางเหนืออีกราว 7 กม.



ระหว่างทางครับ ที่ศรีลังกาพบเห็นทหารได้บ่อยมาก แต่ไม่มีอะไรน่ากลัวนะครับ ที่ประเทศนี้ แม้แต่เหล่าทหารหาญก็ยังยิ้มเก่ง มีความเป็นมิตรไม่แพ้ชาวบ้านทั่วไปครับ



มหินทะเลตั้งอยู่บนเขาครับ บันไดเป็นหินสกัด ผมไม่ได้นับหรอกว่ากี่ขั้น แต่ได้ยินว่าเกินสองพันนะ หอบเบย
ขึ้นไปข้างบนเสียค่าดู 500 รูปีครับแล้วก็เจอสิ่งที่นักโบราณคดีเรียกว่า "รางข้าวพระ" ทำจากหิน



แผ่นหินจารึกประวัติการสร้าง น่าทึ่งมาก ใหญ่บึ้มเลย



ร่องรอยการเจาะหินเพื่อเข้าลิ่มเสาครับ เขาเน้นหินกันจริงจัง แหงนมองข้างบนก็อีกนิดเดียวถึงแล้ว



ถึงแล้วฮ้าฟ เจดีย์ขาวที่เห็นเมื่อกี้ คือ Mahaseya Dagoba หรือ มหาเสยเจดีย์



ข้างบนลมแรงมาก ดูลมที่ตีหลังกับท้ายทอยผมสิ



มองไปทางตะวันออก ด้านซ้ายเห็นพระองค์ใหญ่สร้างใหม่ ด้านขวาคือหินอาราธนากาล Aradhana Gala
เป็นที่ที่สามเณรนามว่าสุมณ ผู้ติดตามพระมหินทเถระมาลังกา ใช้สำหรับเชื้อเชิญชุมนุมเทวดาให้มาฟังธรรมของพระมหินทเถระด้วยบทสัคเคฯ
จึงเป็นต้นกำเนิดบทชุมนุมเทวดา ที่สงฆ์และชาวพุทธฝ่ายเถรวาทนิยมใช้กันจนถึงปัจจุบัน
เดี๋ยวเราจะข้ามไปยังเขาหินนั้นเพื่อถ่ายภาพ Sunset กันครับ





ปีนยากเอาการเลย เริ่มสลัวแล้ว
นี่เป็นภาพตะวันตกดินเซ็ตเดียวที่ได้จากทริปนี้ครับ







ลงมาตอนมืดค่ำ ให้ลุงโชเฟอร์พาไปส่งที่ตลาดครับ ดูมืดๆ ไม่ค่อยสว่าง





แวะซื้อกล้วยประทังหิวแล้วเดินดูตลาดอีกหน่อย เขาจัดของขายเป็นระเบียบสวยงามดีครับ
สะอาดด้วยๆ เดินๆดูนี่ ไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์มารบกวนแม้แต่น้อย
แล้วก็กลับไปกินข้าวร้านเดิมที่หน้าที่พักครับ เหนื่อยสุดๆ แล้วเจอกันบล็อกหน้าครับ



..........................................................................................................................
สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้

ค่าตุ๊กตุ๊กตลอดวัน 5,000 RS
ค่าเข้าวัดอิสสุรุมุณิยะ (Issurumuniya Temple) คนละ 200 RS
ค่าตั๋วชมเมือง Anuradhapura คนละ 25 USD
ค่าตั๋วชมโบราณสถานที่ Mihinthale คนละ 500 RS
ซื้อดอกไม้ถวายพระ 200 RS
บริจาคเงินที่ซุ้มฝากรองเท้าหน้ารุวันเวลิ 200 RS
กล้วยไข่ที่ตลาด 180 RS
ค่ารถตุ๊กตุ๊กจากตลาดกลับที่พัก 100 RS
ค่าอาหารกลางวัน 435 RS
น้ำเปล่าขวดใหญ่ 3 ขวด หน้าทางเข้า Sri Maha Bodhi 300 RS (แพงกว่าที่อื่นเลย ปกติขวดละ 60-70 RS)

..........................................................................................................................










Create Date : 01 มีนาคม 2556
Last Update : 1 มีนาคม 2556 18:24:59 น. 2 comments
Counter : 5766 Pageviews.

 

มากด Like ให้เป็นคนที่ 1
ดูภาพแล้วอ่านตามเพลินเลยค่ะ
ชอบๆๆๆๆๆๆ ขอแอคลงเฟรนลิงค์นะคะ
แหล่มค่ะแหล่ม


โดย: อุ้มสี วันที่: 1 มีนาคม 2556 เวลา:10:49:40 น.  

 
ม่วนขนาดเจ้า ตื่นต๋าตื่นใจ๋ขนาด


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 7 มีนาคม 2556 เวลา:14:31:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
Nagano
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
1 มีนาคม 2556
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Nagano's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.