Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2553
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
7 พฤศจิกายน 2553
 
All Blogs
 

คนข้างใจกับผู้ชายข้างตัว...7

ตอนที่ 7

             ดวงดาวพร่างพราวกะพริบแข่งกันบนท้องฟ้า  แสงจันทร์ในคืนข้างแรมส่องสลัว  ลมฤดูหนาวพัดแผ่ว ๆ ส่งให้เปลวไฟจากกองเล็ก ๆ โชนแสงขึ้นจนมองเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยกันทุกคนที่นั่งล้อมกองไฟได้ชัดเจน   เสียงกีต้าร์เพลงประกายไฟเร่งเร้า ครึกครื้น  เพื่อนร่วมชมรมหลายคนที่ไม่ได้พบเจอกันมานานกำลังคุย  เล่าประสบการณ์ชีวิตสู่กันฟังอย่างสนุกสนาน   จนไม่มีใครสนใจหมอหนุ่มที่เดินเอื่อย ๆ เลี่ยงออกจากกลุ่มเมื่อรู้สึกว่าอาการพะอืดพะอมตีขึ้นมาอีกระลอก  เมื่อห่างกองไฟ...ท่าเดินเอื่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเร่งรีบแล้วลับหายเข้าไปใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างสนาม    ‘พยาบาล’  ที่คุ้นชินกับการดูแลคนป่วย  มือหนึ่งถือแก้วมีหูส่วนมืออีกข้างถือจานกำลังเดินมาทางกลุ่มรอบกองไฟ  เมื่อมองเห็นชายหนุ่มเดินเลี่ยงออกจากกลุ่มเธอจึงรีบเดินตามหลังไป  จนทันได้ยินเสียง  ‘ โอ้กอ้าก’
            “ไม่ดีขึ้นเลยเหรอคะพี่กันย์”  เสียงอ่อนโยนถามขึ้นเมื่อเห็น ‘คนเคยคุ้น’ กำลังนั่งโก่งคออาเจียนก่อนจะรีบเดินไปวางแก้วและจานลงบนม้ายาวข้าง ๆ   แล้วร่างแบบบางเดินกลับมาลูบหลังให้เบา ๆ  พอนึกได้ว่าที่เธอถือมาเป็นแค่น้ำชา  จะล้างปากคนอาเจียนได้อย่างไร  ร่างบางพูดเร็ว “มิวไปเอาน้ำมาให้” พร้อมกับหันกลับรวดเร็วแต่คนตัวสูงก็เร็วไม่แพ้กันเมื่อลุกขึ้นและคว้าข้อมือไว้ทันที
          “ไม่ต้องหรอก...พี่ไม่เป็นอะไรมาก  มันพะอืดพะอมและอ้วกน้ำลายออกมาเท่านั้น  แก้วที่ถือมาล่ะ...อะไร? ” ชายหนุ่มชี้ไปที่แก้วหูบนม้านั่ง
           “น้ำชาค่ะ  จะเอามาให้กินกับขนมปัง  เห็นกินอะไรไม่ได้เลย” หญิงสาวพลิ้วมือออกจากมือใหญ่  ก่อนจะเดินไปที่ม้านั่งหยิบแก้วและจานที่วางอยู่ขึ้นมา  คนตัวสูงดินตามหลังเงียบ ๆ  นั่งลงบนม้ายาว
            “ในค่ายมีชาให้ดื่มด้วยเหรอ” ชายหนุ่มถามเรื่องชา  ขนมปัง...แค่มองก็รู้ว่าเป็นของที่มีอยู่ในค่ายอยู่แล้ว
            “มิวถือติดมือมาด้วยค่ะ”  ความรู้สึกที่คุ้นเคยทำให้หญิงสาวลืมตัวใช้สรรพนาม ‘มิว’ เหมือนอดีต
          หึ  หึ  เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ออกมาจากคอเมื่อจานขนมถูกส่งเข้ามือ  ‘ขนมปังสอดไส้พริก’  ประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่ทำให้น้ำหูน้ำตาไหล  ในปากแสบร้อนราวกับอมไฟ    คนส่งขนมให้มองหน้า  ส่งสายตาไปที่คนที่หัวเราะแทนการถามด้วยปาก
            “ครั้งนี้คงไม่ใช่รสฮอทชิลลี่นะ”  หมอหนุ่มไม่ตอบคำถามแต่ประโยคล้อเลียนนั้นทำให้เสียงหัวเราะสองเสียงประสานกันก้อง  บรรยากาศระหว่างสองคนผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว  ลืมความหมางไปเกือบสิ้น  ประโยคต่อมาจึงสดใสร่าเริงดังที่เคยผ่านมา...นาน
            “ว๊าว...พี่กันย์รู้เหรอว่ามิวเป็นคนเอาให้พี่กิน  คิดว่าทำเนียนแล้วนะ”
            “ตอนเอาให้กินน่ะเนียน  แต่ตอนแอบดูผลนี่สิ  รู้เลย...”  กันย์หยุดหัวเราะแล้วถอนหายใจน้อย ๆ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงแผ่ว ๆ   
              “รู้ไหม?...พี่มีความสุขมากนะเมื่อคิดถึงมัน  ตอนนั้นไม่ว่ามิวจะแกล้งยังไง  พี่ก็ไม่เคยโกรธ”
            ‘คนโดนแกล้ง’  มองหน้า ‘คนชอบแกล้ง’  ในขณะที่พูดเอื่อย ๆ   มือเย็นยกแก้วชาร้อนขึ้นจิบ  ความร้อนของชาทำให้มืออุ่น  ท้องอุ่น  แต่หัวใจ...อุ่นเพราะคนข้าง ๆ   หมอหนุ่มวางแก้วชา  จานขนมลงไว้ตรงกลางแล้วพูดต่อเรื่อย ๆ เมื่อเห็นพยาบาลสาวตั้งอกตั้งใจฟัง
            “ผู้หญิงคนหนึ่ง  ตัวเล็ก ๆ  เล่าถึงฝันของเธอให้พี่ฟัง  เธอมีความมุ่งมั่นในการมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะให้สิ่งดี ๆ ให้ความสุขกับทุกคน  ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นญาติพี่น้อง  พ่อแม่  หรือจะเป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมโลกคนหนึ่งเท่านั้นเอง  จนพี่เองซึมซับเอาสิ่งนั้นมา” ใบหน้าคมสันหันช้า ๆ จ้องมองใบหน้านวลที่เห็นเพียงลาง ๆ ในคืนเดือนแรม   สายตาคมที่เริ่มคุ้นกับความมืดสบสายตาหวานที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว  อยากรู้ว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร...กับเรื่องเล่า
            “ผู้หญิงคนนั้น...อาจไม่มีตัวตนอยู่แล้วก็ได้ค่ะ”  เสียงแผ่ว ๆ ดังลอดมา  ‘เจ้าของเรื่องเล่า’ ไม่ปรารถนาเปิดเปลือยหัวใจผ่านทางดวงตา  จึงละไปมองความมืดด้านหน้า
            “ทำไมล่ะ?  พี่ว่าไม่จริงหรอก  ผู้หญิงคนนั้นยังนั่งอยู่ข้าง ๆ พี่”  คนเล่าเรื่องยื่นมือใหญ่ออกไปกุมทับมือเล็กที่ค้ำบนขอบม้านั่งก่อนจะดึงมาที่หน้าขาของตัวเอง  แต่คนมือเล็กพลิ้วมือเบา ๆ ออกจากการเกาะกุม
            “แล้ว...ล่ะ  ยังเหมือนเดิมไหม?”  สายตาหวานมองหน้าคู่สนทนานิดหน่อย  เมื่อระลึกถึงอดีตบางตอน  ความคุ้นเคยเริ่มหาย  นามที่เคยเอ่ยถูกกลืนกลับ  คำถามจึงสั้น ห้วน  จนคนฟังสงสัยถึงน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
            “หมายความว่ายังไง?  เหมือนเดิมคืออะไร”
            “ไม่มีความหมายอื่นค่ะ  ตรงไปตรงมา   แค่อยากรู้ว่ายังเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า?” น้ำเสียงเข้มขึ้นพร้อมกับลมหนาวกรรโชกแรง  ทำให้หัวใจที่เริ่มอุ่นคืนกลับมาเย็นเยียบ  มือใหญ่ปล่อยมือเล็กที่กุมไว้แล้วลุกเดินไปยืนอยู่ตรงหน้า...คนที่สาดน้ำแข็งใส่หัวใจ
            เจ้าของเสียงน้ำแข็งพยายามสะกดอารมณ์ตัวเองที่เริ่มพลุ่งพล่านให้เย็นลงเหมือนน้ำเสียง
           “พี่ไม่เข้าใจสิ่งที่มิวถาม  เลยขอไม่ตอบนะครับ  ไม่อยากให้เข้าใจอะไรผิด ๆ อีกแล้ว”  ดวงตาอบอุ่นขัดกับความเย็นเยียบในหัวใจ  น้ำเสียงออดอ้อน  อ่อนโยนเอ่ยให้คน ‘เสียงน้ำแข็ง’  ได้ยิน  หวังอยู่ลึก ๆ ว่า  ‘ความคุ้นเคย’ จะกลับคืนมาอีกครา... 
             มิว...พี่กันย์  หวานหู  หวานใจยิ่ง  เมื่อเธอเอ่ยคำ
 
            “พี่กันย์คร๊าบ  พี่มิวครับ  แหม...มาแอบหวานอยู่ตรงนี้เอง  เขาจะประชุมกันแล้ว  พี่นัทธ์ให้มาตาม”  เสียงจากเสกสิทธิ์คนเก่าดึงให้หนึ่งหนุ่มกับหนึ่งสาวหันไปทิศเดียวกัน
          “ประเดี๋ยวพี่ตามไปนะเสก”  คนเสียงเย็นตะโกนบอกหนุ่มรุ่นน้องด้วยเสียงเกือบปกติ  ก่อนลุกขึ้นยืนตัวตรง  เงยหน้าเล็กน้อยก็มองเห็นดวงตาคมไหววูบ   
            “เอาน้ำชากับขนมอีกไหมคะ?  ถ้าพอแล้วจะได้เอาไปเก็บ”  น้ำเสียงที่ถามเกือบปกติ   แต่คนตัวสูงคิด...เสียงเหมือนชาเย็น...หวานแต่เย็น
            “พอแล้วครับ  พี่ดีขึ้นแล้ว”  หมอหนุ่มสนใจแต่เสียงหวานส่วนเย็นทิ้งไป...เดินหน้าต่อ...เพราะรู้แล้วว่า  ภายใต้ความเย็นชานั้นซ่อนรอยอาลัยไว้ลึก ๆ 
            “ไปประชุมกันเถอะ อ้อ...พรุ่งนี้ไปตรวจร่างกายชาวบ้านกับโครงงานอนามัยด้วยกันนะ ”  ชวนเสร็จช่วยเก็บจานส่งเข้ามือคนตัวเล็ก  ส่วนแก้วชามือใหญ่ถือไว้เอง  มือข้างที่เหลือใยปล่อยให้เปล่าประโยชน์...จับข้อมือคนตัวเล็กแน่น  กึ่งจูงกึ่งลากให้เดินลิ่วไปร่วมประชุมรอบกองไฟ  ไม่สนใจอาการฮึดฮัดของคนที่โดนลาก
            ‘คนโดนลาก’ เมื่อคนลากไม่สนใจ อาการฮึดฮัดจึงหายไปยอมเดินตามแต่โดยดี   เพราะความห่วงใยที่ไม่เคยหายไปจึงตัดสินใจถามคนที่อาจจะติดเชื้อเอชไอวี
            “นัดตรวจเลือดอีกทีวันไหน?” เสียงถามแผ่ว ๆ ดังออกมาคลับคล้ายคลับคลาดังมาจากที่ไกลทั้ง ๆ ที่เจ้าของเสียงเดินอยู่ใกล้ ๆ รู้ได้ว่าคนถามยังไม่ค่อยกล้าถามเรื่องที่...น่าจะ...สะเทือนใจ
            “คำว่า ‘น่าจะ’ คงเป็นจริง  เพราะดวงตาคมวูบลงทันที  ฉายแวววิตกกังวลออกมาชัดก่อนจะตอกย้ำความกังวลนั้นด้วยน้ำเสียงพร่า
            “อีกสามเดือน...ไม่อยากตรวจเลย...ตอนนี้กำลังมีความสุข  ถ้าติดจริงกลัวรับไม่ได้”
            “อย่ากลัวเลย  เรารู้เท่า ๆ กันว่าเปอร์เซ็นต์ต่ำมาก  ยาก็กินแล้ว  ไม่น่าโชคร้ายขนาดนั้น”  มือเล็กบิดมากำมือใหญ่ เสียงอ่อนโยนที่ปลอบ  มิได้ปลอบเฉพาะคนตัวโต  แต่ปลอบตัวเองด้วยต่างหาก
                    น้ำเสียงปลอบโยนรินรดใจคนกลัวเอดส์  สลัดความกลัว...กังวลทิ้งไป กำลังใจกลับคืน  หมายมาดเอาไว้...สามเดือนข้างหน้า...น่าจะ...มีคนคอยปลอบอยู่ข้าง ๆ  ความสุขทางใจที่ห่างหายไปนานไหลย้อนกลับคืน...ต้องรีบไขว่คว้า
            “ช่วงสามเดือนที่รอตรวจเลือดซ้ำ  พี่จะไม่ได้ขึ้นห้องผ่าตัด  แต่ยังคงออกตรวจทั้งที่โอพีดีและอีอาร์  มิวอย่าลืมเซ็ทเวรที่อีอาร์ตามเดิมนะ...จะคอย”  คนขายาวหยุดเดิน  ดึงคนขาสั้นกว่าให้หยุดตาม  สองสายตาประสานกัน...ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจไม่ว่าในความมืดหรือสว่าง...ดวงตาของมิวและกันย์ก็เป็นเช่นนั้นแล


            นายแพทย์กันย์   นายแพทย์ธีระสิทธิ์  ยืนบิดตัวไล่ความเมื่อยขบหลังจากตรวจผู้ป่วยคนสุดท้าย  ที่โต๊ะด้านขวามือพยาบาลสาวที่ไม่ได้อยู่ในยูนิฟอร์มกำลังให้คำแนะนำผู้ป่วยเรื่องการกินยา  การดูแลตัวเองพร้อมทั้งกำชับให้ไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลอีกครั้ง  กำหนดการตรวจรักษาผู้ป่วยของโครงงานอนามัยสิ้นสุดตอนเที่ยง  หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงแล้วจะเป็นเวลาว่าง  สองหมอและหนึ่งพยาบาลจึงตกลงกันว่าจะไปช่วยโครงงานก่อสร้างที่กำลังสร้างห้องสมุดขนาดเล็ก ๆ   ซึ่งนัทธ์กำลังช่วยน้อง ๆ  อยู่ในโรงเรียนซึ่งเป็นที่พักในการออกค่ายครั้งนี้
           ใบหน้าซูบเซียว  อ่อนเพลียของหมอกันย์ยังคงปรากฏต่อสายตาของคนที่สังเกตใกล้ชิด  ด้วยวิญญาณของพยาบาล  ณัฐรดาไม่ปล่อยให้  ‘คนไข้’  ในสายตาของเธอขาดการดูแล  ข้าวปลา  อาหารที่ให้พลังงานจึงถูกเตรียมสำหรับคนอ่อนเพลีย  ไม่ใช่แค่จัดหาให้  ยังทำหน้าที่มากกว่าคือการดูแลให้กินอย่างใกล้ชิด
           “น้ำหวานค่ะ  กินอาหารได้น้อย  ได้น้ำตาลสักหน่อยจะได้ไม่เพลียมาก”
            “พี่ไหวน่า  ไม่อ่อนแอขนาดนั้น”  คนพูดบอกไหวแต่มือใหญ่ยื่นรับกระบอกน้ำหวาน
            “รู้ค่ะว่าไหว  แต่ไม่อยากให้เหนื่อยมาก”  ณัฐรดามองใบหน้าซูบเซียวเหมือนคนเรื้อไข้  ไม่แตกต่างจากที่เธอเคยเป็นและเขา...เป็นคนดูแล...นั่นคือจุดเริ่มต้นของความผูกพัน...สำหรับเธอ  ประโยคที่เจ็บปวด  กลับมาเตือนความจำ

            '...เราแค่สนิทกันมากเกินไป  พี่ไม่คิดว่ามันคือความรัก...อยากให้มิวลืมมันซะ'

            ดวงตาหวานสลดวูบ  สายลมร้อนช่วงเที่ยงวันพัดผ่านกาย  พัดเอาประตูใจที่กำลังเปิดรับไออุ่นให้ปิดลงอีกครั้ง  ความร้อนไม่อาจแทรกซึมผ่านเข้าสู่หัวใจที่เริ่มปิดกั้นตัวเอง...เหตุผลง่าย ๆ  ไม่อยากเจ็บปวดมากกว่าที่เคยเป็น  คนร่างบางหันหลังกลับเดินจากไปเงียบ ๆ  ทิ้งความสงสัยในปฏิกิริยานั้นให้กับคนเบื้องหลัง


          “ว่างงานแล้วเหรอ?”  นัทธ์หย่อนตัวนั่งข้างหญิงสาวบนม้านั่งที่ทำจากท่อนซุงใหญ่  มือกร้านแดดยื่นแก้วน้าให้คนนั่งอยู่ก่อน
            “ค่ะ...ตอนบ่ายโครงงานอนามัยออกเยี่ยมบ้าน  ไม่มีตรวจร่างกายแล้ว”  ไม่มีคำกล่าวขอบคุณแต่สายตาส่งกระแสที่ลึกซึ้งไปแทนเมื่อรับแก้วน้ำมา
           “สนุกไหมครับ?”
           “ค่ะ...แต่นึกถึงเมื่อก่อนมากกว่า  บรรยากาศ  ความรู้สึกที่ได้รับคนละแบบกันนะ”
            “ยังไง?  เล่าให้พี่ฟังได้ไหม?”
             “ไม่รู้สิ  แต่ก่อนเป็นนักศึกษา  เวลาทำอะไรดูเหมือนเราต้องทุ่มเทเต็มที่  ความรู้สึกที่ได้รับมันเต็มตื้นไปทุกอย่าง  แต่ตอนนี้มันพร่อง ๆ ยังไงไม่รู้  ไม่อิ่มอกอิ่มใจมากเท่าที่เคย”  เสียงตอบแผ่วลงเรื่อย ๆ  คนตอบไม่คิดแค่เรื่องงาน  คนนั่งข้าง ๆ นึกรู้...คงไม่ใช่แค่เรื่องออกค่ายแล้วล่ะมัง
            “ตอนเย็นเข้าหมู่บ้านไหม  ไปบ้านพ่อทองก้อนกัน”  คนข้างกายพยายามเบี่ยงเบนหญิงอันเป็นที่รักออกจากความเจ็บปวด เขาคงลืมไปว่า  ในหมู่บ้านแห่งนี้เป็นความทรงจำร่วม...มากมายของเธอ  แม้แต่บ้านพ่อทองก้อน...เมื่อเธอระลึกเหตุการณ์บางตอน
           “พี่ยอมไม่ได้  ทำเฉยก็ไม่ได้  อันตรายมากเลยนะที่เป็นแบบนี้  เราไม่รู้ว่าเป็นคนในหมู่บ้านหรือเปล่าที่แอบมาทำ  แต่ถึงอย่างไรก็ต้องบอกผู้ใหญ่บ้าน  แจ้งผู้ใหญ่ในหมู่บ้านทั้งหมดให้รับรู้ไว้  จะได้ช่วยกันป้องกัน” 
             ความโมโหและการระวังอันตรายให้เธอของนักศึกษาแพทย์ในตอนนั้นทำให้คนทั้งค่าย ที่ ‘บ้านพ่อทองก้อน’ คนทั้งหมู่บ้านได้เข้าใจว่า...เธอเป็นคนพิเศษสำหรับเขา...ไม่เว้นแม้ตัวเธอเอง  ก็ยังคิดเช่นนั้น
 
            “ได้สิคะ...วันพรุ่งนี้ก็กลับแล้ว  เข้าไปกินข้าวในหมู่บ้านก็ได้  รำลึกอดีตไง”
            “ลองดูนะ...อาหารที่เคยกินได้เอร็ดอร่อย  ตอนนี้จะกินได้ไหม”  คนทั้งคู่นึกถึงเมนูเปิบพิสดารบ้านผู้ใหญ่ทองก้อนก่อนจะหัวเราะประสานกันก้อง   
            เสียงหัวเราะสองเสียงทำให้หนึ่งหนุ่มที่กำลังก้าวเดินสะดุดทันที  เสียงที่สดใสช่างบอกอารมณ์เจ้าของได้อย่างดี  รอยยิ้มนั่นอีก...อบอุ่น  อ่อนหวานเหลือเกิน  ความรู้สึกของคนได้ยิน  ได้เห็น...หม่นเศร้า  ร้าวลึก...ต่างกัน  ฤๅ  สิ่งที่สัมผัสได้ก่อนหน้านั้นไม่นาน  หาได้เป็นความจริงไม่   ร่างสูงใหญ่หันหลังเดินจาก  แต่ก่อนไป ยืดตัวเต็มที่  แหงนหน้ามองฟ้าสว่าง...ตั้งสติ  หมายมั่น...บอกใจตัวเอง   ‘ มันต้องไม่ใช่อย่างที่เห็น’   คืนนี้...แน่นอน...บอกความจริง...หมอหนุ่มสูดลมหายใจเอาละไอร้อนเข้าลึกสุดใจ  หัวใจอุ่น...

                         
            กัณทิชาทั้งขลุกและคลุกอยู่กับกองเอกสาร   การขยายขอบเขตการให้บริการ   แผนการโฆษณาและประชาสัมพันธ์  ตั้งแต่เช้ายันดึกมาเกือบสองสัปดาห์  เกือบทุกอย่างลงตัว...ขาดสิ่งสำคัญ...หมอ...คนรองรับแผนงานทั้งหมด
            เวลาสามเดือนที่ได้รับ  หายไปแล้วสองสัปดาห์  ปัญหาที่ไม่เคยแก้ได้  ยังถูกดองไว้ที่เดิม  แผน...จะเขียนให้ดีอย่างไรก็ได้  หากไม่นำไปใช้  ไม่เกิดประโยชน์  หากนำไปใช้...คนทำงานไม่พร้อม  เป็นโทษมากกว่าคุณ...
         คนสวย  สง่า  ภูมฐาน สมมาดผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์   ใบหน้าเก๋ถึงจะตกแต่งไว้งดงามหากมีร่องรอยจากตรากตรำ  กรำงาน  บัดนี้คิ้วขมวดมุ่นเพราะคิดไม่ตก...จะแก้ไขอย่างไรก่อน  คำร้องขอของเขา  รู้เท่า ๆ กัน  คงไม่ยอมกลับมาช่วยเหลือ  แต่หากปล่อยไว้แบบนี้เป็นภัยกับโรงพยาบาลแน่นอน...ใครช่วยได้  โดยพลัน...หญิงร่างท้วม  แต่งกายเหมาะกับวัย  ใบหน้าหวานปนเศร้า  ผู้ต้องครองตนเพื่อเป็นหลักของบุตรชาย  ไม่เว้นแม้แต่เพื่อความสุขของคนที่เป็นสามี  ผ่านเข้ามาในความคิด  สมองทำงาน  ปล่อยเวลาไปไม่ได้  ร่างบางยันตัวเองลุกจากเก้าอี้ตัวนุ่ม  คว้ากระเป๋าถือติดมือ  มือเรียวค้นหากุญแจรถ  ขายาว ก้าวฉับ ๆ ขัดกับใบหน้าที่ดูเหมือนอ่อนเพลีย  จะไปแห่งหนใดบอกให้ลูกน้องรู้แค่...”ไปข้างนอกนะ  ถ้ามีใครมาขอพบบอกว่าให้มาพรุ่งนี้”
            รถยนต์คันเล็กแต่แรงม้าสูง  ปราดเปรียวเหมือนเจ้าของ  วิ่งช้าลงเป็นคลานก่อนจะจอดสนิทที่ข้างรั้วสูงแต่โปร่งโล่งจนสามารถมองเห็นภายในบ้านได้ชัดเจน  หญิงสาวร่างสูงโปร่ง  กระโปรงสีเข้มยาวเหนือเข่า  เสื้อสูทผ้าเนื้อหนาพอดีตัวไม่เหมาะกับอุณหภูมิเวลานี้  แต่เธอจำเป็นต้องมายืนกดกริ่งเรียกคนที่นี่ตอนนี้   ไม่นาน...ผู้หญิงที่เพิ่งผ่านเข้ามาในความคิดเดินออกมาเปิดประตูรับ
            “สวัสดีค่ะคุณป้า  สบายดีหรือเปล่าคะ?”  มือเรียวไหว้สวยงาม  พร้อมยิ้มแย้มทักทายถามสารทุกข์สุกดิบ
           “เรื่อย ๆ ตามประสาคนแก่แหละ  แล้วหนูล่ะ  ดูซูบ ๆ ไปนะ  ทำงานหนักเกินไปหรือเปล่า?”
           “นิดหน่อยค่ะคุณป้า  ช่วงนี้ยุ่ง ๆ หนูไม่ได้มาที่นี่ซะนานเลย  พี่กันย์กลับมาบ่อยไหมคะ”  คำถามที่ถามถึงบุตรชายอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้สูงวัยไม่ทันตั้งตัว คำตอบจึงอึกอัก
            “ก็...ก็...นาน ๆ ทีน่ะหนู  หนูจะเข้าไปนั่งในบ้านหรือที่ซุ้มด้านนอกโน้นจ๊ะ” ผู้สูงวัยชี้นิ้วไปทางซุ้มไม้สักหลังงามที่อยู่ชิดรั้วบ้านอีกด้าน  ซึ่งสามีของเธอภูมิใจนักหนาที่มีมันมาประดับบ้าน...ซึ่งทั้งบ้านและชื่อเสียงของนายการุณมีความสุขของบุตรชายเป็นตัวประกัน
            “ป้าเข้าไปเอาน้ำดื่มมาให้  หนูไปรอที่ซุ้มเลยนะคะ” นางสุมณฑ์เดินลิ่วเข้าบ้าน...หลังที่เพิ่งงาม
            ช่วงเวลาที่นางสุมณฑ์ปล่อยให้อยู่คนเดียวมีมากพอให้หญิงสาวมีโอกาสสำรวจรอบบ้าน ‘หลังเพิ่งงาม’  ทางเดินจากหน้าบ้านไปซุ้มปูด้วยแผ่นหินศิลาแลงเป็นช่วง ๆ พอเหมาะกับช่วงก้าวขาเดิน  ข้างซ้าย – ขวาของทางเดินพรมด้วยพื้นหญ้าเขียวขจี   ต้นหมาก    ต้นปง   ต้นศรนารายณ์  อยู่เป็นหย่อม ๆ อย่างลงตัว  ต้นโมกข์ออกดอกขาวพราวเรียงรายอยู่ชิดริมรั้วรอบบ้าน   สวนรอบบ้านคงถูกจัดและตกแต่งจากช่างมืออาชีพ   
            คนมาเยือนนั่งแปะลงเหมือนคนหมดแรงที่ชุดเก้าอี้ตัวสวยกลางซุ้มเมื่อเดินมาถึง   เสียงน้ำไหลจากน้ำตกจำลองใกล้ ๆ  ซุ้มไม้สัก...น่าจะ...ทำให้หญิงสาวอารมณ์รื่นรมย์ขึ้น  ถ้าเธอจะไม่คิดว่า...สรรพสิ่งทั้งหมดนี้ได้มาอย่างไร?  ใคร...ต้องสูญเสียความสุขไปกับสิ่งสวยงามนี้...ถ้าไม่ใช่เขา   ผู้ชายที่น่ารัก  สดใส  กลายเป็นคนเงียบขรึม  แววตาฉายแววโศกเศร้าอยู่เนืองนิจ   หญิงสาวเอนตัวพิงพนักเก้าอี้  หลับตาลง...เพราะความสุขของผู้บังเกิดเกล้าหรอกหรือ  ที่ทำให้เขาต้องยอมเจ็บปวด...เธอเอง...ก็คือลูก  ระหว่างความเจ็บปวดของพ่อกับของ ‘คนอื่น’ เธอจะเลือกอะไร  คำขอร้องรบกวนจิตใจไม่คลาย





 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2553
1 comments
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2553 16:28:16 น.
Counter : 521 Pageviews.

 

มาต่อนะครับ

 

โดย: กอล์ฟ IP: 202.28.27.6 13 กุมภาพันธ์ 2554 19:57:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


พรรณวรดา
Location :
อุดรธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




หนังสือ...เป็นเส้นทางในการนำผู้คนสู่ความสำเร็จ การอ่านหนังสือเป็นวิธีการที่ต้องเดินไปบนเส้นทางนั้น หนังสือทุกเล่ม ไม่ว่าจะมีราคาแพง ราคาถูก เล่มที่เก่าเก็บมานานหรือเล่มที่เพิ่งพิมพ์ออกมาจากโรงพิมพ์สด ๆ ร้อน ๆ หนังสือวิชาการหรือหนังสืออ่านเล่น ทุกเล่มล้วนบ่งบอกตัวตนของตนเองและมีคุณค่าในตัวเองทุกเล่มเช่นเดียวกัน...มาเถอะมาอ่านหนังสือกัน เพื่อเพิ่มคุณค่าของตนเองและคุณค่าของหนังสือ

ลายปากกา
Cursor by nuthinbutnet.net
ShoutMix chat widget

MusicPlaylist
MusicPlaylist at MixPod.com
เวลาแห่งความสุขของคนรักนิยาย by นาด้า
Friends' blogs
[Add พรรณวรดา's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.