Nada_pom
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ก็อยู่ไปวันๆหายใจทิ้ง มันไม่หนุกไง แพ็คกระเป๋าไปเที่ยวกับเราดีก่า จะให้มันก็ต้องไปกับเพื่อน มัวๆกันไปก็สนุกเหมือนกันนะ ได้รสชาติดี

"ชื่นมื่นงานแต่งบิว"เข้ามาดูกันเลยนะจ๊ะ เหมือนงานเลี้ยงรุ่นเลย แฮะ แฮะ


New comming Up

"My Fevorite Guy"เจอะแล้วแฟนเราเองคนนี้ ดูแล้วก็อย่าอิจฉาละกัน





เข้ามาทักตรงนี้หน่อยดิตัวเอง

Group Blog
 
 
ตุลาคม 2550
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
25 ตุลาคม 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Nada_pom's blog to your web]
Links
 

 

Better Together 6th Tripe









จะว่าไปแล้วการเดินทางก็ทำให้เรามีเพื่อนมากขึ้นเลยนะ เชื่อไหมว่าเพื่อนที่เราได้มาจากการเดินทาง ยังสนิทกว่าเพื่อนบางคนที่เราเจอะกันทุกวันซะอีกแต่คงจะไม่แปลก เพราะการมีประสบการณ์ที่น่าจดจำร่วมกัน ในช่วงเวลาแห่งความสุขอันสั้น มันสร้างมิตรภาพที่ตราตรึงไว้ในใจได้เหมือนกัน

อืม..กว่าจะได้เล่าประสบการณ์ทริป"ล่องแก่งน้ำหว้า"ที่จังหวัดน่าน ก็อารัมภบทไปซะยาว ก็รอรูปอยู่เพิ่งจะได้อาทิตย์นี้ ตัดสินใจชิงเล่าก่อนละกันแบบว่ามันปาก คือว่าช่วงที่ไปเนี้ย ฝนกำลังตกได้ที่เลยละ 12-14 ตุลาฯ แต่รับประกันความมันค่ะท ว่าลีลาล่องน้ำดุเดือด เร้าใจสาวใต้ซะจิงๆ ก็จะไม่ให้เสียวสะท้านได้ยังไงกันละค่ะ ความยากแต่ละแก่งอยู่ในระดับ 3-5 ทั้งนั้น สำหรับคนที่ยังไม่เคยไปล่องที่ไหน ขอบอกว่าไปที่แก่งน้ำหว้าแล้วไม่ต้องไปที่อื่นอีกจ้า....



วันแรกของการเดินทาง เจอะกันที่หมอชิตชานชาลา ที่ 16 รถกรุงเทพฯ-น่าน (อืม..แต่วันจริงดูเหมือนว่ามันจะเลื่อนมา 2ชาน อะนะ) โอว ลืมเล่าว่าเรามาทริปนี้กันได้ยังไง เริ่มจาก กุ๊ก (เด็กญี่ปุ่น) เด็กเที่ยว ที่เคยไป Tripe เนปาล,อินเดีย,ปาย กับพี่ชายผู้แสนดีคนนี้ "พี่กี้"(คนที่จัดทริป) ทำให้กุ๊กได้หนีบเพื่อนสาวเข้ามาร่วมด้วยอีก 2คน เลยเป็นบุญของ วรรณ และ ป้อม


เอาละรถออกตอน 2ทุ่ม สมาชิกมากันครบแล้ว 23คนทั้งหมด ไปโลดเลยเพ อารมณ์มันเนี้ยะเกิดตั้งแต่ขึ้นรถมาแล้ว จะไม่ให้มันได้ไงละ ก็เสียงคนพากย์การแข่งขันเรือเป็นภาษาเหนือนะ ที่ทางรถทัวร์เปิด โคตรมันเลยแต่หารู้ไหมว่ามันทำให้คนนอนไม่หลับ กว่าจะหลับได้ก็ 5ทุ่ม พอหลับน้ำลายจะไหลลงเบาะ รถก็ปลุกให้มากินข้าวต้มกุ๊ย ก๋วยจั๊บหมู ฟรีpackage ก็แค่นี้แหละ

ตื่นอีกทีก็ขนส่งน่านตอนประมาณตี ห้ากว่าๆ มีคนจากสบายออนทัวร์(ชื่อทัวร์ที่เราจะไปล่อง)มารับเราอยู่แล้ว ขึ้นรถตู้เข้าไปที่ออฟฟิศเพื่อจัดการสัมภาระ เอาของที่จำเป็นลงถุงกันน้ำ จัดการเปลี่ยนชุดที่จะลงน้ำได้เลย แล้วขึ้นรถตู้ไปกินข้าวเช้าแบบคนน่านกันเด้อ ว่าแล้วก็จัดการสั่งข้าวซอย ขนมจีบ ก๋วยเตี๋ยวหลอด ข้าวผัดแหนม มากินแบบไม่อั้น

กินเสร็จสรรพเราก็นั่งรถขึ้นไปยังดอยภูคา แวะไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นศิริมงคล ยิ่งขึ้นไปสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งหนาวมากขึ้นนะจ๊ะ มีแวะถ่ายรูปตรงลานดูดาว โอ้โห ลมพัดมาตัวหนาวสั่นกันเป็นแถว
แต่ถึงหนาวยังไงใจเราก็สู้ งานนี้ทั้งป้อม วรรณ กุ๊ก ไม่มีใครเอากล้องไป เลยขอแจมกล้องพวกพี่ๆเขา (แบบว่ากลัวกล้องตัวเองตกน้ำ)
ทริปนี้นับๆดูแล้วมีผุ้ชายประมาณ 8 คนที่เหลือเป็นผู้สาวหมดเลยเจ้า Wow แล้วจะพายกันไหวไหมนะ(แต่ขอบอกว่า ผู้หญิงนะตายยาก5555)


กรรมวิธีการทำเกลือ



พอขึ้นรถไปได้สักพักก็แวะตรงอ.บ่อเกลือใต้ มีขนมและผลิตภัณฑ์ของหมู่บ้านจำหน่าย หมู่บ้านนี้ผลิตเกลือจากน้ำที่ได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของหมู่บ้าน ก่อนขึ้นรถเราก็ซื้อมะน้อดแช่อิ่มมาฝากที่คนออฟฟิศ แล้วก็นั่งรถตู้ไปถึงจุดที่เราจะลงน้ำกันแล้ว








เย้....ความมันจะบังเกิดในไม่ช้า แต่ก่อนจะไปเจอะกับความมัน
เอาละเมื่อพร้อมกันแล้วสมาชิกทุกคนก็แบ่งออกเป็นทีม(ตามความแข็งแรงของลูกทีม) ดูเหมือนว่าทีมเราที่มี
วรรณ ป้อม กุ๊ก จะดูเป็นฝีพายบอบบาง เพราะวัดจากกล้ามแขน จึงได้ผู้ชายแข็งแรงมา 2 คน (โอ๊ะกับนพ) กับพี่สาวผู้ใจดี (พี่เกื้อ) มาช่วยเราไว้ พร้อมนายท้าย (ชื่อพี่หนู)และนายหัว(ชื่อลาด)


สมาชิกในทีม

ลุยกันเลย




แล้วการเดินทางก็เริ่มขึ้น ฝีพายเอาฤกษ์เอาชัย ด้วยการสาดน้ำกันเองก่อน เอา...สาดกันเข้าไป เนื่องจากไม้พายมีจำนวนไม่พอทำให้ต้องมีคนที่มานั่ง
เป็นแม่ย่านางเรือ (ดูเหมือนจะสบายดีนะ) ตรงที่นั่งส่วนหน้ากลางเรือ เป็นจุดที่เสียวที่สุดเลยละ เพราะว่าเจอะก่อนใครเพื่อนเลย (รองมาจากนายเรือ)
วันแรกป้อมก็นั่งเป็นแม่ย่านางก่อน(เพราะชอบเอาเท้าราน้ำ) ระยะทางวันนี้ที่จะล่องก็ 15กิโล ความยากไล่มาตั้งแต่ 1-4 เลย สีของน้ำตอนนี้เป็นสีน้ำตาลแดง
ทำให้นึกถึงชาเย็นเป็นที่สุด อากาศไม่หนาวมากประมาณ 23-25 องศาได้ การพายเรือนั้นเราจะแบ่งเป็น ซ้ายกับขวา(จำให้ได้นะว่านั่งฝั่งไหน) เอาขวา พาย
ซ้ายทวนก่อนนะครับ เสียงนายท้ายสั่งมา
วิวสองข้างฝั่งของเราเป็นป่าทึบ แต่ที่สวยงามเป็นที่สุดคือผาหินที่น้ำไหลเซาะเป็นน้ำตกเล็ก น้ำตกน้อยตามธรรมชาติ
โขดหินสองฝั่งก็เหมือนแกรท์นแคนยอนประมาณนั้น มันยากจะบรรยายถึงความสวยจริงๆ คุณต้องลองไปสัมผัส ยังนั่งนึกในใจเลย ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำยุคไปสักแค่ไหน สุดท้ายมนุษย์ก็กลับมาหาธรรมชาติ อ้าว..ยึดให้มั่นนะครับ เสียงนายท้ายสั่งมาเมื่อถึงแก่งเรากำลังจะผ่าน


ล่องน้ำ

ผาหิน



อ้าว..ขวาพาย ซ้ายพาย อ้าว..ขวาแรงหน่อยครับ ซ้ายเรื่อยๆ เพราะควมแตกต่างของโขดหินที่เรียงราย และระดับน้ำ ทำให้เกิดความมันที่แตกต่างกัน นั่งเป็นแม่ย่านางได้สักพักป้อมก็ขอเปลี่ยนกับกุ๊กมาลองพายดูบาง เพื่อความมันที่แตกต่าง ผ่านแก่งที่มีความยากมาได้หลายแก่งก้อต้อง "ชนพายหน่อย" เราใช้เวลาในการล่องวั้นนี้ราว 3 ชั่วโมงจึงถึงแคมป์ที่เราจะพักคืนนี้


ถ่ายจากบนแคมป์



แคม์ปที่ว่านี้ก็อยู่ระหว่างทางที่เราจะล่องต่อไปพรุ่งนี้นี่เอง ติดกับริมน้ำเลยแต่เป็นเนินสูงเพื่อไม่ให้น้ำท่วมถึง ทางสตาร์ฟจัดการกางเตนท์ให้พวกเรา
เสร็จก็ไปทำกับข้าวต่อทั้งที่ตัวยังเปียกอยู่ บางส่วนก็จัดการเรื่องน้ำใช้ต่อท่อเปิดน้ำให้พวกเราได้อาบกัน แต่ห้องน้ำกลางแจ้งใช้งานไม่ได้ ทุกคนเลยอาบกันที่หน้าก๊อกน้ำ กว่าจะจัดการตัวเองเสร็จกันทั้งหมดก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี

ห้องอาบน้ำชายกลางแจ้ง


ว้าว ทีมงานของสบายทัวร์ทำกับข้าวอร่อยมาก แถมทำอาหารเจให้พวกพี่ที่ทานเจได้ด้วย (มีประมาณ 4คน) ซื่งประยุกต์ออกมาให้ทานได้ทั้งคนที่กินเจและไม่เจว่าแล้วก็กินหัวปลากะพงทอดไป 3 แถมตัวอีก 2 คืนแรกที่เราที่ต้องอยู่รวมกัน ดูจะเขินกันหน่อยเพราะยังไม่คุ้นเคยชินกับพวกพี่ๆ กิจกรรมยามดึกก็เลยเป็นพวกจับเข่าคุยเพื่อทำความคุ้นเคย ท่ามกลางป่าเขาที่ล้อมรอบ เราสามคนนอนฟังเสียงน้ำไหลในความมืด เสียงกุ๊กที่กลับมาจากแปรงฟันบอกว่าดาวสวยมาก แต่ป้อมเอาแต่หลับตาพริ้ม ขี้เกียจออกไปดู กุ๊กกับป้อมนอนเมาท์กันได้สักพัก ต่างคนก็ต่างเงียบไป


สักประมาณตี 3 เสียงฝนตกดังขึ้นเรื่อย เรายังคงนอนต่อไปเรื่อยๆ ไม่สนว่ามันเกิดอะไรขึ้น เสียงฝนเบาลงแล้ว วรรณขยับตัวเพราะน้ำซึมเข้ามาในถุงนอนเปียกไปถึงตัวแล้ว แต่ป้อมก็ยังนอนต่อ ตื่นมาอีกทีก็หกโมงได้ มองไปยังโต๊ะกินข้าวเห็นคนนั่งกันเต็มไปหมด ถึงได้รู้ว่าเตนท์ชาวบ้านเขาเปียกจนนอนไม่ได้ลุกหนีน้ำกันตั้งแต่ตี 3 โชคดีเตนท์เราไม่โดนมากเท่าไหร่ (อันนี้คงเป็นเพราะวรรณนอนดักทางน้ำไว้)






ทางทีมสบาบทัวร์ก็ได้แจ้งให้เราทราบว่าน้ำขึ้นมาเมตรหนึ่ง เราอาจจะต้องออกช้าหน่อยวันนี้ ความแรงของน้ำนั้นมากพอสมควร คืออาจไปตามน้ำโดยไม่ต้องพายให้เหนื่อย พอทานข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อย สักประมาณสิบโมงกว่าๆก็เก็บสัมภาระลงเรือ เพื่อที่จะล่องต่อไปหาความมันที่รอเราอยู่ข้างหน้า วันนี้ก็จะล่องทั้งหมด 50 กิโล ระยะของแก่งจะติดกันมากขึ้น และวันนี้จะมีทีมใหม่อีก 2ลำ ที่ล่องมาจากช่วงตอนบนของแก่ง ซึ่งเขาว่ายากมากๆ เป็นระดับ 5ซะส่วนใหญ่ ว่าแล้วกลัวจะงงเรื่องระดับความยากมันวัดกันยังไง เลยไปหาขอมูลจากเวปมา


การจัดระดับความยากของแก่งสามารถแบ่งได้เป็น 6 ระดับ เริ่มจากระดับง่ายๆ คือ 1 จนถึงระดับ 6 ดังนี้

ระดับ 1
ง่ายมาก มีแก่งเล็กน้อยที่ง่ายมากคนทั่วไปสามารถพายได้บนสายน้ำไหลเอื่อย เรียกว่าเหมาะสมสำหรับผู้ที่เริ่ม ล่องแก่งเป็นครั้งแรก
ระดับ 2
ธรรมดา น้ำไหลแรงขึ้น มีแก่งที่ต้องใช้เทคนิค ในระดับนี้ผู้พายจะต้องมีทักษะในการพายอยู่พอสมควร
ระดับ 3
ปานกลาง เริ่มมีแก่งน่าตื่นเต้น เทคนิคการพายสูงขึ้น มีแก่งให้ผู้พายได้ตื่นเต้นเป็นระยะๆ ในการพายจะต้องฝึกฝนเทคนิค การพายและการเรียนรู้ถึงลักษณะของสายน้ำ
ระดับ4
ยาก มีแก่งที่ต้องใช้ทั้งเทคนิคและทักษะในการพาย และต้องใช้ความระมัดระวังในการล่องแก่ง
ระดับ 5
ยากมาก น้ำไหลเชี่ยว ต้องใช้เทคนิคและประสบการณ์การพายสูง และต้องมีความระมัดระวัง ในการล่องแก่งเป็นพิเศษ
ระดับ 6
จัดอยู่ในระดับที่อันตราย ไม่เหมาะสมการล่องแก่งเพราะแก่งมีลักษณะเป็นน้ำตก

พอ 11 โมงครึ่งเราก็ออกจากแคมป์ ดูเหมือนว่าควันหลงของสงกรานต์ยังไม่หมดสักที ใช้พายตักน้ำเพื่อสาดเรือลำอื่นจะเป็นกิจกรรมยามว่างซะจิงๆ ความมันระทึกของแต่ละแก่งที่จะเจอะวันนี้จะติดติดกันเลยๆ แล้วก็ยากขึ้นด้วย ผ่านไปได้แต่ละแก่งป้อมก็จะเช็คตลอดกับท้ายเรือว่าเราผ่านระดับไหนมา เก็บไว้เป็นสถิติ
นอกจากฝีพายช้าย ขวา ขัดท้าย หัวเรือ ที่ทำหน้าที่นำเรือรอดมาได้แล้ว หน่วยเสียงของเรือก็สำคัญอีกตำแหน่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นแม่ย่านางเรือจะต้องรับงานนี้ไปทำโดยอัตโนมัติ คอยส่งเสียงกรี๋ดให้ฝีพายทุกคนเพื่อเพิ่มดีกรีความมันไปในตัวด้วย แต่ไม่ทันจะได้กรี๊ดแม่ย่านางเราก็สำลักน้ำไปก่อนใครเพื่อน เพราะเวลาล่องไปน้ำจะกระแทกขึ้นมาเกือบเมตรได้ คนที่โดนก่อนเห็นจะเป็นแม่ย่านาง
มีหลายแก่งที่ระดับความยากอยู่ในระดับ 3-4 เชื่อไหมว่าเอาพายจวงลงไปแถบจะไม่โดนน้ำเลย เพราะความแรงของน้ำที่ปะทะกับเรือ ทำให้เรือลอยตัวสูงขึ้น ก่อนจะดิ่งลงมาอีกรอบแล้วท้ายเรือก็ขวิดขึ้น ต่อให้เซียนมากขนาดไหน คนที่ขัดท้ายเรือก็อาจทำให้เรือแตกได้หากไม่ประมาณความแรงของสายน้ำ เพราะฉะนั้นทางทีมทัวร์จะดูline น้ำตลอดแล้วก็มาแพลนว่าจะออกซ้ายออกขวายังไง ใครจะต้องพายแรงพายเบา แต่เมื่อไปถึงแก่งความยากระดับหกที่น้ำแรงมากจิงๆ พวกเราทั้งหมดต้องลงเดิน เพราะแก่งมีลักษณะเป็นน้ำตก ต้องปล่อยให้พวกสตาร์ฟที่ชำนาญจิงๆ เป็นคนพาเรือล่องไป ได้โอกาสก็ถ่ายรูปกันไปตลอดทาง


ลุยกันต่อ

แก่งนี้โหดไปหน่อย

สู้เขานะทีมงานสบายทัวร์








เมื่อทีมทัวร์ลำเลียงเรือมาจนหมดเราก็ล่องไปต่อ ทัศนีย์ภาพสวยมากเป็นภูเขาเขียวขจี ป่าทั้งหมดที่เราล่องมาจะอยู่ในเขตป่าสงวน เพราะฉะนั้นความสมบูรณ์ของป่าก็ยังคงอยู่ สักประมาณบ่ายสองได้เราก็หยุดพักทานอาหารเที่ยงบริเวณลานทรายกว้าง อาหารที่ทางทัวร์จัดมาให้วันนี้ ขอบอกว่าแซบหลายได้ใจมาก น้ำพริกหนุ่มกินกับแคปหมู แล้วก็ข้าวเหนียวปีกไก่ทอด มีลาบปลาซาดีนซับตราปลายิ้ม เอ๊ะไม่เคยเห็นเลยงะ อร่อยเหาะจิงๆ อืม เปิบข้าวหนียวทามกลางหุบเขา เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมนะเนี๊ยะ"หร่อยจังหู" เสร็จสรรพก้อปวดฉี่นะ จะทำไง พี่กานดา หนึ่งในผู้ร่วมทัวร์ก็แนะนำ ไปๆเดี๋ยวพี่พาไปโน้นเลยในน้ำ "ไปทำน้ำอุ่นกัน" ทำว่าไปนั่งเล่นน้ำแล้วปล่อยไปตามธรรมชาตินะน้องนะ พี่หลีก็ร่วมด้วย


สู้ไม่ได้เดินกันเถอะเรา



เสร็จมื้อเที่ยงก็ขึ้นเรือเพื่อไปเจอะกับแก่งเล็กแก่งน้อยกันต่อ แต่หลังจากที่สตาฟดูlineเสร็จก็ เราก็ปล่อยให้ลำอื่นไปกันก่อนเลย ดูว่าไปlineไหนแล้วชัวร์สุด วันนี้เราใช้เวลาในการล่องประมาณ 4ชั่วโมงได้ ความแรงของน้ำทำให้เราไม่ต้องออกแรงมากนัก แคมป์ที่เราพักวันที่สองนี้เหมือนอยู่ในสายหมอกเลย สวยเหมือนเคย ห้องอาบน้ำที่กั้นจากไม้ไผ่ก้อธรรมชาติได้ใจจิงๆ เช่นเคยทางสตาฟจัดการกางเตนท์แล้วก็ทำกับข้าวให้เราได้กินกันอย่างเอร็ดอร่อย แถมมีของหวานเป็นถั่วเขียวต้มไมโลตบท้าย ยิ่งดึกยุงก็ยิ่งชุม พี่ขิง พี่กานดา ก็ควักยากันยุงมาแบ่งปันน้องๆผู้ไม่เตรียมอะไรมาเลย จับเขาคุยกันก็ได้รู้จักคนนั้นคนนี้มากขึ้น พี่ติ๋ว พี่หน่อง ที่เป็นพยาบาลแต่ก็ชอบเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ พี่หลั๊ง พี่เจง ที่มารอบที่ 3 แล้วมั้งคราวนี้แต่ก็ยังประทับใจอยู่ พี่กี้ โอ๊ะ นพ นี้ก็ขาเทียวประจำบริษัทอยู่แล้ว และอีกหลายคนซื่งไม่ได้กล่าวแต่เราก็มีใจตรงกันคืออยากเที่ยว ว่าแล้วก็แยกย้ายกันไปนอนเพื่อเก็บแรงไว้ล่องแก่งวันสุดท้ายของเรา


แคมป์คืนที่ 2

กระโจมนั้นนะห้องน้ำละ

บรรยกาศตอนเช้า

ภาพเล็กไปหน่อยตามแต่พอเห็นความสวยไหม

กลุ่มนี้ไม่ใช่ม๊งที่ไหนเป็นพวกพี่ๆกำลังปิ้งขนมปัง

เตรียมตัวรอกินข้าว

บุฟเฟต์หรูกลางป่า


เช้าวันนี้เราออกจากแคมป์ประมาณ 10โมงได้ อีก 15 กิโลก็จะจบการล่องแก่งลงแล้ว วันนี้แก่งเด็ดๆที่จำได้คือ "แก่งรถเมล์" ลำเราออกเป็นลำแรกเลย โอ๊ยมันโคตรโคตร ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะรอดมานั่งเคาะแป้นอยู่ตอนนี้เลย ความแรงของน้ำนี้สุดยอด ทุกคนทำงานหนักหมดเพราะต้องใช้พายส่งเรีอไปในทิศทางที่ต้องกัน แรงไม่แรงไม่รู้ ป้อม กุ๊ก งี้กระเด็นจากกาบเรือมานั่งอยู่ในเรือเ แถมพี่หนู(ข้ดท้ายเรา) กระเด็นมาตกกองอยู่ที่สัมภาระกลางเรือเลย ผ่านมาได้ก็ชนพายกันหน่อย เย้.....


อ้าว เตรียมร่างกายให้พร้อมกันก่อน

ถ่ายรูปหมูกันหน่อย

สู้ตายกันทุกคน

วันสุดท้ายแล้ว หมู่กันอีกรูป





พอใกล้ถึงจุดสิ้นสุดที่เราจะหยุดแล้ว ต่างก็ลงน้ำกันเพื่อให้น้ำพาเราไปเรื่อยๆ ก็แม้ตั้งแต่มา 3 วันยังไม่ได้เล่นน้ำเลย เพราะน้ำแรงมากขอบอก แต่ว่าที่จะลงเล่นตรงนี้ก็อันตรายเหมือนกันเพราะมันเป็นน้ำวน ป้อม วรรณ งี้ จมหาบลงไปในน้ำ เพราะน้ำมันหมุนนักว่าจะไม่ลอยขึ้นมาหายใจซะแล้ว กินน้ำไปตั้งหลายอึก ป้อมนี้ร้องไม่เอาแล้วไม่เอาแล้ว กลัวจิงๆ แต่ในที่สุดเลยก็มาถึงปลายทางได้อย่างปลอดภัยกันทุกคนเลย
หลังจากที่เป็นคนครึ่งบกครึ่งน้ำอยู่ 3วัน ก็ได้เวลาขึ้นบกสักที ครึ่งบ่ายนี้เราจะไปเที่ยวในตัวเมืองน่านกัน คำขวัญของจังหวัดน่าน "แข่งเรือลือเลื่อง เมืองงาช้างดำ จิตรกรรมวัดภูมินทร์ แผ่นดินส้มสีทอง เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง" คุ้นๆไหม "พระธาตุแช่แห้ง" จำได้ว่าสมัยเรียนสังคมกับครูสุวรรณามีวัดนี้ด้วย จึงได้ไปคัดลอกประวัติมาจากเวปไซด์อื่นอีกที
เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๖ พญาการเมืองเจ้าผู้ครองนครน่าน (วรนคร) ได้รับเชิญจากพระยาโสปัตตกันทิ (พระเจ้าไสลือไท) กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ให้ไปร่วมพระราชกุศลสร้างพระอารามหลวงในกรุงสุโขทัย เมื่อทรงสร้างพระอารามหลวงเสร็จแล้ว พระเจ้ากรุงสุโขทัยทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอันมากในการที่มาร่วมงานของเจ้าผู้ครองนครน่าน จึงโปรดพระราชทาน พระบรมสารีริกธาตุให้ ๗ องค์ รูปพรรณสัณฐานเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด มีวรรณะต่างกัน พระพิมพ์ทองคำ ๒๐ องค์ พระพิมพ์เงินอีก ๒๐ องค์ ให้แก่พญาการเมือง พญาการเมืองจึงได้อาราธนาพระบรมสารีริกธาตุกลับมายังเมืองน่าน (วรนคร) แล้วได้ปรึกษากับพระมหาเถรธรรมบาล พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ว่าสมควรจะอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุนี้ไปบรรจุไว้ ณ ที่ใดจึงจะสมควร
พระมหาเถระธรรมบาล ได้พิจารณาแล้วจึงให้คำแนะนำว่า ที่ดอยภูเพียงแช่แห้งเป็นที่ชัยภูมิดี สมควรอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุ ไปบรรจุไว้ ณ ที่นั้น พญาการเมืองเห็นชอบด้วย จึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมด้วยพระพิมพ์ทองคำ และพระพิมพ์เงิน ไปยังดอยภูเพียงแช่แห้ง บรรจุลงในเต้าปูนทองสำริด แล้วพอกด้วยสะตาย (ปูนขาวผสมยางไม้) กลมเหมือนก้อนศิลา แล้วขุดหลุมลึก ๑ วา อาราธนาพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ในหลุมนั้น ก่อเจดีย์สูง ๑ วา ทับไว้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งต่อมาพญาการเมืองย้ายเมืองมาสร้างเมืองใหม่ที่เชิงดอยแห่งนี้
ว่ากันพอหอมปากหอมคอ หลังจากนั้นก็เยี่ยมชมวัดภูมรินทร์ ที่เป็นทั้งโบสถ์และวิหารในหลังเดียวกัน ประตูทั้งสี่ด้านแกะสลักด้วยผีมือช่างล้านนา จิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ และวัฒนธรรมของชาวล้านนา ขอบอกว่าเก่าแก่มากที่นี้ เมื่อเยี่ยมชมที่นี้เสร็จก็ได้เวลาต้องจากลาเมืองล้านนาแห่งนี้ ถือว่าเป็นทริปที่ประทับใจอีกทริปหนึ่งเลย ไม่อยากให้อ่านแล้วก็เชื่อว่ามันสนุก แต่อยากให้ไปเห็นด้วยตากันนะจ๊ะ เพื่อน gang on tour เอาไว้เจอะกันทริปหน้าอีก ขอบอกว่ามันแน่












 

Create Date : 25 ตุลาคม 2550
0 comments
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2550 15:33:38 น.
Counter : 301 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.