Valentine's Month


 
Nada_pom
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ก็อยู่ไปวันๆหายใจทิ้ง มันไม่หนุกไง แพ็คกระเป๋าไปเที่ยวกับเราดีก่า จะให้มันก็ต้องไปกับเพื่อน มัวๆกันไปก็สนุกเหมือนกันนะ ได้รสชาติดี

"ชื่นมื่นงานแต่งบิว"เข้ามาดูกันเลยนะจ๊ะ เหมือนงานเลี้ยงรุ่นเลย แฮะ แฮะ


New comming Up

"My Fevorite Guy"เจอะแล้วแฟนเราเองคนนี้ ดูแล้วก็อย่าอิจฉาละกัน





เข้ามาทักตรงนี้หน่อยดิตัวเอง

Group Blog
 
 
ธันวาคม 2550
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
11 ธันวาคม 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Nada_pom's blog to your web]
Links
 

 

Better Together 7th Tripe










อืม.. เมื่อเราไปได้ไกลกว่านั้นก็ได้เวลาที่จะพิสูจน์ตัวเองกันแล้ว
อันที่จริงลาวก็ไม่ได้ไกลสักเท่าไหร่หรอกนะ
หลังจากที่เอาแต่อ่านTripeการเดินทางของคนอื่นอยู่
คุณก็คงไม่มีวันรู้หรอกว่าความสวยงามที่เห็นด้วยตาตัวเองมันเป็นยังไง
สมาชิก Gang On Tour คราวนี้ก็มี เพื่อนวรรณ เพื่อนซัน น้องตาล
และ เพื่อนป้อม ร่วมทัวร์สาวโฉดกันไปอีกครั้ง


ชื่อใหม่ของเธอ "แคธี่" version สวยบนรถไฟ


รถไฟออกตอนสองทุ่ม กรุงเทพฯ -หนองคาย โบกี้ที่สิบ
ทุกคนมาพร้อมกันแล้ว
ป้อมมาช้าสุดเพราะตัดสินใจไปรถแท็กซี่ในตอนแรก
แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจวนกลับไปลงรถไฟใต้ดินที่จตุจักรเพราะรถติดมาก
ถ้าขืนรอบนรถแท็กซี่ต่อคาดว่าอาจจะตกรถได้
เมื่อมาถึงหัวลำโพงเรียบร้อยแนะนำสมาชิกได้รู้จักกัน
เพราะตาลและซันเป็นเพื่อนที่ออฟฟิศเก่าของวรรณ
รถไฟที่เราไปครั้งนี้ก็ได้ตาลที่จองล่วงหน้าไว้สองเดือนแล้วเป็นคนจัดการให้
การเดินทางโดยรถไฟก็ได้บรรยกาศการเดินทางอีกสไตล์หนึ่งเหมือนกัน
ที่มีทั้งข้อดีและเสีย ข้อดีคือ ได้วิว ข้อเสียคือ
ถึงช้าและมักเลท (อันนี้เป็นข้อเสียที่ทุกคนมักยอมรับโดยปริยาย)
ตู้นอนไปหนองคายที่เราโดยสารไปคราวนี้ก้อจะผ่านจังหวัดเท่าที่จำได้นะ
มีอุบล อุดร ข่อนแก่นด้วย ถ้าจำไม่ผิด


ถึงแล้วหนองคาย


แล้วก็มาถึงหนองคายในตอนเช้าของอีกวัน
เวลาประมาณสิบโมง ช้าไปหนึ่งชั่วโมง
ถึงป้ายสถานีหนองคายก็ขอถ่ายรูปกันสักหน่อยตามธรรมเนียม
จากตรงนี้เราต้องรีบไปทำเรื่องที่ด่านให้เร็วที่สุด
เพราะโปรแกรมเรายังไม่แน่ว่าจะไปหลวงพระบางเลย
หรือจะไปวังเวียงขึ้นกับเวลาที่ใช้ที่ด่าน กว่าจะทำเรื่องข้ามมาถึงตอมอลาว
ก้อเสร็จประมาณสิบเอ็ดโมงเศษ มีชาวต่างชาติข้ามไปฝั่งลาวเยอะ
พอสมควร ระหว่างที่ต่อแถวก็พักสายตาด้วยการมองชาวบ้าน
เมาท์ตามประสาสาวโสดไปเลย

พอได้ขึ้นรถตุ๊กๆที่จะเข้าไปเวียงจันท์เพื่อหารถต่อไปวังเวียง
เพราะเราอาจจะสายไปที่จะนั่งรถไปหลวงพระบางให้ทันเย็นได้
ค่ารถที่นั้นแพงเหมือนกันคิดคนละ50บาทแน่ะ โอ๊ยสี่คนก็สองร้อยแล้วอะ
ทำไงได้ บนรถตุ๊กๆก็มีชาวต่างชาติร่วมเดินทางไปด้วย
แล้วก็มีตายายคุ่หนึ่งที่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นลาวหรือไทย
แล้วก็มีผู้สาวกับผู้บ่าวลาวอยู่

ระหว่างที่อยู่บนรถก็ได้พูดคุยกับผู้บ่าวลาวที่หน้าตาเหมือนคนไทยแถมใส่เสื้อเหลืองด้วย
พูดไทยได้ชัดเพราะมีภรรยาเป็นคนไทย ก็ได้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้เราได้บ้าง
หลังจากที่ทยอยลงรถกันไปหมดแล้ว เหลือแต่พวกเราสี่คนกับฝรั่งชายหญิง
ก็ไม่รู้ว่าจะเมาท์ใครดีเลยแอบนินทาชาวบ้านนิดหน่อยตามประสาคนปากดี (ซัน)เห้ย ป้อมแกว่าคู่นี้มาด้วยกันป่าวว่ะ (ป้อม) ไม่น่านะ น่าจะเพิ่งรู้จักกันบนรถ (ซัน) เหรอ เห้ยแล้วแกว่าเขากิ๊กกันป่าววะ (ป้อม) เอ่อ วะน่าจะกิ๊กกันบนรถนี้แหละ

หลังจากที่รถแล่นเข้ามาในตัวเมืองแล้ว (ซัน) เขาผมสวยเนาะ ชอบจัง พอถึงประโยคนี้ฝรั่งผู้หญิงก้อหันมายิ้มให้เรา พร้อมกับทักทายด้วยไมตรีจิ่ต เราถึงได้ขำกัน ตายละซิตูนินทาไปตั้งเยอะ เข้าใจหมดรึป่าวไม่รู้ทำไงดีวะเนี้ย เนียนไปก่อนละกัน เขารีบแนะนำตัวว่าเขาชื่อริว แปลว่าชีวิต เอาแล้วไง ซันรีบร้องเพลง บอดี้แสลมแก้เขิน "ชีวิตแค่โดนทำร้าย" ใส่feelingสุดชีวิต ทำเอาฝรั่งหัวเราะก๊าก เพราะรู้จักเพลงนี้ด้วย


วรรณที่เวียงจันท์



สุดท้ายต่างลากันด้วยรอยยิ้มที่ดี ทำเอาเราไม่กล้านินทาใครแล้วละ
คนขับรถพาเรามาส่งที่ทัวร์ไปวังเวียง ที่จิงมีสถานีขนส่งPublic Bus
แต่เขาไม่ส่งเราที่นั้นกลับพามาส่งที่ทัวร์มินิบัสแทน เอาแบบนี้ก้อได้
แต่พอไปถึงรถรอบเช้าออกไปแล้วเราต้องรอบบ่ายสอง ทำไงได้เหลือเวลาอีกตั้งชั่วโมง ก็เดินเล่นกินข้าวในเวียงนจันท์กันก่อนละกัน

มื้อแรกในลาว อืมเที่ยงแล้วกินอะไรดีละเรา แลกตังค์กีบมาคนละสองพันบาท
ทางทัวร์แนะนำให้เดินตรงเลี้ยวขวาแล้วก็เลี้ยวซ้ายแล้วก็เลี้ยวขวา
มันร้านอะไรว่ะเนี้ย เหลือบไปเห็นร้านเฝอน่าลอง เห็นคนกินกันเยอะดีร้านนี้ละกัน (ป้อม) เห้ยสั่งอย่าเหมือนกันนะจะได้กินหลายๆอย่าง
อาหารที่สั่งมาได้เลยไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่าอะไร
ถ้าจะให้ถูกตามพจนานุกรมลาวเพราะตูก็มั่วสั่งตามเส้น
เอาเส้นข้าวปุ้น กินแล้วเหมือนน้ำเงี๊ยวแต่ไม่ใช่กะทินะ ที่เหลือก็สั่งมาเป็นเฝอหมู รสชาติเหมือนอาหารจีนเลย แต่ขอบอกว่าอร่อย

ดูเหมือนว่าชามที่เมืองลาวใช่กันเนี้ยใหญ่กว่าที่บ้านเราใช้กันเยอะ สั่งน้ำปั่นมาก็แก้วใหญ่ชะมัด กินกันไม่หมด(นึกแล้วเสียดาย)
ตกลงกินกันคนละสามสิบเก้าบาทเอง ถูกจังเลย เริ่มประทับใจเมืองลาวซะแล้ว เวลาเหลืออีกวรรณเลยไปร้านสระไดร์
ระหว่างนั้นป้อม ตาล ซัน ก็นั่งรอไปในร้าน ค่าสระไดร์ เจ็ดสิบบาทรับจ่ายเป็นเงินไทยด้วย
ที่นี้ไปตรงไหนก็ใช้เงินไทยได้ แต่รับเฉพาะแบงค์นะจ๊ะ เหรียญสิบเหรียญบาท"โน" ได้เวลาขึ้นรถตอนบ่ายสองแล้ว แต่คนยังไม่เต็มรถ
ก็ต้องรอจนกว่าคนจะเต็ม กว่าจะได้ออก

ขับไปอีกตั้งสี่ชั่วโมงกว่าจะถึงวังเวียง กังวลไปเรื่อยว่าจะไม่มีที่พัก
แถมคนที่นี้ขับรถโคดช้าเลยเหยียบแค่หกสิบกิโลเอง
อาจเป็นเพราะต้องระวังเด็กและฝูงวัวที่อยู่บนถนนด้วย
ระหว่างที่แวะปั๊มป้อมก็ลงไปซื้อน้ำ ดูเหมือนว่าราคาจะขึ้นกะทันหันซะงั้น
คนขายที่พูดไทยไม่ชัด อ้างว่าน้ำมันแพง ทำไงได้ก็คงต้องซื้อ
ที่นี้ราคาน้ำมันแพงกว่าบ้านเราจิง
เพราะรัฐบาลไทยยังเข้ามาช่วยในเรื่องนี้อยู่


ร้านอร่อยของเรา

อีกร้านอร่อยที่วังเวียง


เราไปถึงวังเวียงประมาณหกโมงกว่าแล้ว ลงตรงรีสอร์ททวีสุกซึ่งสวยงามเหมือนในรูปที่เคยดูในอินเตอร์เนต แต่เต็มแล้วมีทวีสุกอีกที่หนึงซึ่งมีห้องว่างสองห้อง ค่าเช่าคืนละสองร้อย เราตัดสินใจไปดูกันก่อนเพราะถ้าไม่เอายังไง
ก็จ่ายค่าตุ๊กๆไปซะ แล้วก็หาใหม่

เมื่อไปถึงเรือนไม้สองชั้นภายในห้องพักมี่เครื่องทำน้ำร้อน
เตียงใหญ่หนึ่งเตียงเล็กหนึ่ง น่าจะเหมาะกับเราที่สุด
อันที่จิงห้องหนึ่งอยู่ได้ไม่เกินสาม แต่เราต่อรองเลยได้อยู่สี่
จ่ายสามร้อยบาทต่อคืน จัดการย้ายสัมภาระอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวออกไปดูบรรยกาศใน
วังเวียงยามค่ำคืน
ร้านอาหารที่เปิดอยู่ฝั่งตรงข้าเราเปิดเพลงhiphopเสียงดังมาก
เพื่อเรียกลูกค้าชาวต่างชาติ โชคดีที่เราได้ที่พักอยู่กลางเมือง เลยเดินไปไหนมาไหนสะดวก
เราเดินหาของกิน ซันเห็นโรตีก้อเลยต่อคิวร้านโรตีที่มีให้เลือกหลายคันที่เดียว

คืนนี้เราจะกินอะไรดีหนอ ยืนดูอยูหลายร้านที่เดียว
มีอาหารหลายประเภทให้เลือก อาหารอินเดีย พิซซ่า อาหารไทย
แต่ที่เราประทับใจคงเป็นร้านชนะไชย (Translate จาก version ลาว มาเป็น versionไทย น่าจะเขียนว่าอย่างนี้อะนะ) มีส้มตำไก่ย่าง อาหารไทยรสแซ่บที่ข้อแนะนำต้มยำปลานิล อร่อยที่สูด

มือนี้กินไปหกร้อยกว่า แบบว่ากินหรูมื้อแรกคงไม่ใช่ปัญหา
เพราะในกะเป๋ามีหลายแสน(กีบ) กับข้าวหกอย่างเห็นจะได้
อิ่มท้องแล้วมีความสุข ดูผู้คนส่วนใหญ่ที่มาก็มีคนไทยกับฝรั่งนี้แหละเยอะสุด
กินไปดูหนังเรื่องfriendที่ทางร้านเปิดเอาใจแขกฝรั้ง
ก็เห็นว่ามีเจ้าตาลนั่งหัวเราะอยู่คนเดียว
อืม..sheอินเตอร์มากเพราะกว่าฉันจะขำก็ใช่เวลาอ่านซับ
ที่เป็นภาษาอังกฤษแล้วกว่าจะตีกลับมาเป็นภาษาไทยแล้วขำได้เนี้ย
ชาวบ้านเขาก็คงขำเสร็จกันไปแล้ว

วรรณได้ทีกินเบยลาวเข้าไปก้อออกปากชมแต่เบียร์ลาวตลอด
ตั้งปณิธานว่าฉันจะต้องเอาเบียร์ลาวกลับไปฝากพี่น้องที่อยู่ฝั่งไทยให้จงได้
จ่ายตังค์กีบเรียบร้อยเราก็เดินเที่ยวอีกสักพัก
อากาศเริ่มหนาวกอดใครไม่ได้ก้อต้องกอดกันเองไปก่อน
พรุ่งนี้ยังต้องลุยกันต่อสู้ต่อไปนะ Gang On Tour


เช้านี้ป้อมกับซันไม่ได้อาบน้ำ ก็น้ำร้อนมันไม่ไหลอะไม่รู้ว่าเขาแกล้งเราหรือว่ายังไงกันนะ
ยังไงก็แล้วแต่ฉันต้องสระผมให้ได้ ป้อมกับซัน
เลยออกปฏิบัติการตามหารร้านซาลอนตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า
กว่าจะหาเจอะต้องไปหาตั้ง สี่ห้าที่ ไม่มีที่ไหนเปิดเลย
จนมาเจอะร้านเช่าจักรยานที่มองยังไงก็ไม่ใช่ร้านซาลอน
แถมยังเห็นเตียงสระกลายเป็นอ่างล้างหน้าเพราะไอ้ลูกเจ้าของร้าน
ยืนแปรงฟันอยู่ตรงนั้น

ทำไงดีละตูไม่มีทางเลือกผมเมือกซะอย่างนี้ No Choice
เอาก็เอาวะ สภาพเตียงที่เหมือนไม่มีใครนอนสระมาเป็นเวลานาน
แถมยาสระผมก็เป็นแบบซอง น้องจะสระยี่ห้ออะไรดี มีซัลซิลกับแพนทีน
โอ้วมีchoiceให้เลือกด้วย ถ้าเป็นที่บ้านเราคงไม่ถามแน่
แต่เจ้าของร้านก็บริการดีเป็นกันเอง ถามว่าเรามาจากไหนก็บอกว่ามาจากกรุงเทพฯ มีบริการนวดหลังจากสระแถมเป็นอภินันทนาการให้ด้วย

กว่าจะสระไดร์เสร็จก้อปาไปคนละชั่วโมง
วรรณกับตาลคงสงสัยว่าไอ้สองคนนี้มันไปสระผมที่ไหน
หลังจากจัดการตัวเองเสร็จเราก็เช่ารถมอร์เตอร์ไซด์ตกวันละร้อยไปเที่ยวถ้ำจัง
ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากรีสอร์ทที่เรามาลงในคืนแรก
หลังจากจ่ายค่าผ่านทางเรียบร้อยเราก็มาถึงสะพานข้าแม่น้ำส้องไปยังฝั่งถ้ำจัง
วิวทิวเขาตรงนี้สวยงามที่เดียว

เราเสียเวลาถ่ายรูปตรงนี้ไปหลายแชะเลยที่เดียว
หลังจากนั้นก็ขึ้นไปถ้ำจังแต่ต้องเสียค่าเข้าชมอีกรอบ
ดูเหมือนจะเสียซ้ำเสียซ้อนซะจิงๆ
เข้าไปข้างในก็นึกในใจว่าที่บ้านเรานะสวยกว่าตั้งเยอะแต่นึกชื่อไม่ออกว่า
ถ้ำอะไร ข้างในก็เป็นพวกหินงอกหินย้อยตามธรรมชาตินี้เอง


สะพานสวยที่ถ้ำจัง

เย้ กระโดดกันหน่อย

Paris(ชื่อใหม่ตอนอยู่ลาว) สวยที่กระท่อม

วิวแม่น้ำส้องมองลงมาจากปากถ้ำ


เสร็จจากถ้ำจังเราตัดสินใจไปล่องห่วงยางแม่น้ำส้อง
นึกถึงห่วงยางใหญ่ๆแล้วก้อนั่งบนนั้นนะไปตามแม่น้ำชมธรรมชาติ
ได้รสชาติไปอีกแบบเพราะยังไม่เคยลองที่ไหนเลย
มีเรือคายักให้เลือกแต่ไม่เอาดีก๋ากลัวเรือคว่ำเลือกแบบช้าแต่ปลอดภัยละกัน
หลังจากจ่ายค่าtripeไป 50,000kip ทำไมแพงอย่างนี้ ตั้งร้อยแปดสิบแน่ะ

ก้อคงทำได้แค่บ่น หลังจากรถตุ๊กๆพาเราไปส่งที่แม่น้ำส้องแล้ว
เราก็ต้องพาตัวเองลงน้ำที่ดูแล้วไม่ลึกมากนัก
แต่กระแสน้ำไหลเอื่อยไปเรื่อยทำให้เราต้องคอยควบคุมห่วงยางให้ดี
บรรยกาศอย่างนี้ต้องได้เบียร์ลาวสักหน่อยแล้ว
แวะซื้อตรงจุดพักที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกระโดดเล่นน้ำจากที่สูง
แบบทาซานโหนป่า น่าหวาดเสียวจิงๆพ่อคูณแม่คูณ
จะไม่ให้หนุ่มลาวเสียวได้ไง ก็เล่นแพลมๆสดจากเต้าซะขนาดนั้น
ต้องระวังนะจ๊ะสาวๆที่ใส่ทูพีท โดยส่วนตัวไม่ต้องกลัวเพราะหน้าหลังเหมือนกันอยู่แล้ว
(เล่นมุขกัดตัวเองไว้ก่อน)

ขอบอกว่าธรรมชาติที่นี้สวยงามจิงๆ ไม่เสียทีที่อยู่วังเวียงต่อวันนี้ แต่งานนี้ไม่มีใครเอากล้องไปแม้ว่าจะมีถุงกันน้ำให้ก็ตาม
เลยบ่มีภาพมาฝากนะจ๊ะ กว่าเราจะขึ้นจากแม่น้ำส้องกันได้
ก็ใช้เวลาล่องกันนานพอสมควร
ตกเย็นก็กลับที่พักอาบน้ำเรียบร้อยก็ได้เวลามื้อเย็นขาประจำร้านเดิม
พร้อมซดเบยลาวชิวชิวอย่างมีความสุข


สบายดีวังเวียง



เช้าวันที่แปดธันวาเราต้องออกเดินทางไปหลวงพระบางกันแล้ว
ค่ารถตู้โดยสารคราวนี้ประมาณ 105,000Kip
เดินทางทีเป็นแสนเลยเรา เหมือนเดิมตามสไตล์คนขับรถที่นี้อีกแล้วกว่าเราจะไป
ถึงหลวงพระบางก็บ่ายสามโมง ขอบอกว่าถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากนั่งรถ
ไปหลวงพระบางเหมือนกันค่ะคุณ มันเป็นอะไรที่พูดยาก
เพราะอ้าปากทีดิฉันก็อ๊วกอย่างเดียวเลยค่ะ
ทำไมวรรณ ตาล ซัน ถึงได้นั่งกันแบบชิวชิวอย่างนี้
เสียดาย Breakfast เมื่อเช้าจังเลย ฮือ ฮือ ไม่ไหวแล้วฟาดยาแก้เมาดีก๋า
เมื่อเราไปถึงหลวงพระบางแล้วก็ต้องนั่งรถตุ๊กๆต่อเข้ามาแถว
เฮือนไปสะลี เขียนถูกป่าวเนี้ย เพื่อหาที่พักเจอะแล้วเรือนพักพาโชค
พักที่นี้เลยละกัน คืนละสี่ร้อยห้องใหม่เอี่ยมเลย
เพิ่งเปิดกิจการได้สองเดือนเองละ เย้ ได้นอนสบายสักที
ว่าแล้วกลัวจะมีเวลาเที่ยวน้อยรีบออกมาเที่ยวเลยเย็นนี้
ไปไหนก่อนดีละแถวนี้มีวัดเยอะดีใกล้กันหมดเลย

ตาลบอกว่าบรรยกาศยามเย็นทีนี้เหมือนปาย ข้าเจ้าก็คงอธิบายบ่ได้เพราะยังไม่เคยไป เราขึ้นไปไหว้พระธาตุพูสีกันก่อน เพื่อรอชมพระอาทิตย์ตกที่นั้น เก็บค่าเข้าชมเราตั้งแปดสิบบาท ให้ตายซิได้แต่บ่นอีกแล้วกรู แพงจังเย้ย โอ้วมายก้อดคนเยอะเป็นบ้าเลย วิวสวยถูกจับจองกันหมดแล้ว กล้องที่เอาไปก็ใช้ยากเป็นบ้า (ยังมีหน้าโทษกล้องอีกที่จิงหยิบเลนส์ผิดไป เอาเลนส์ซูมไปทำอะไรเนี้ย) โอ้วแม่เจ้า วิวสวยจังเลยแหะ


ซอยที่เราพักอยู่

ข้าวจี่แบบขนมปังฝรั่งเศส

วัดใหม่

หลวงพระบาง

ตลาดมืดตอนที่ยังไม่มืด


หลังจากชมวิวตอนเย็นเสร็จ เราก็รีบลงมาหาของกินกันตาย
มื้อนี้เป็นมื้อที่ถูกมาก 5,000กีบเอง ยี่สิบบาทได้อิอิ เป็นเหมือนบุฟเฟ่ต์
ในร้านสเต็กบ้านเราเลย ตักตามสบายเลยถูกใจพวกฝรั่งน่าดู
เสร็จจากกิน ตาลดูเหมือนsheจะอิ่มไวเพราะรองท้องด้วยข้าวจี่ขนมปังฝรั่งเศส
ไปชิ้นใหญ่ ส่วนซันยังหิวอยู่ก็เลยเดินไปหาขนมหวานกินกัน
น้ำหวานหรือขนมหวานตามภาษาบ้านเราหน้าตาก็ยังคล้ายกับบ้านเราด้วย
อร่อยดีมีทั้งลูกเดือย ถั่วแดง สาคู โอ้ยเยอะ
เหลือบไปเห็นไก่ย่างที่นี้ขอบอกว่ารสเด็ดแซ่บกว่าบ้านเราอีก
ถึงเครื่องจิง ต้องขอยอมรับอย่างหนึ่งนะว่าอาหารอร่อย
แม้แต่ข้าวไข่เจียวที่เรากินกัน ไข่เจียวของเขาไม่มันเป็นย้องเลย
ข้าวที่ใช้ก็เม็ดสั้นนิ่มเหนียวอร่อยไปอีกแบบ


ทางขึ้นไปพระธาตุพูสี

วิวสะพานที่มองลงมาจากพู

ฝูงชนที่รอชมพระอาทิตย์ตก


เสร็จจากกินก็ได้เวลาที่สาวๆชอบ ตลาดมืดเรามาแล้ว
ซื้อของฝากเพื่อนๆ (นึกในใจตูออกจากงานแล้วต้องซื้อของฝากใครอีกเหรอ)
แต่ก็ช๊อปกระจายลืมเหนื่อยลืมอ๊วกไปเลย
ต่อราคากันไปด้วยสำเนียงตอแหลแบบเหนือปนอีสานปนลาว
พยายามเต็มที่ (แม้ว่าหน้าตาจะออกแนว K pop อิอิ)
เสร็จสรรพตังค์ไม่เหลือแถมไม่ได้ซื้อของให้ตัวเองอีกต่างหาก
เพราะตังค์ไม่พอ ฮือ ฮือ เศร้าจัง ต่อชีวิตไปวันๆด้วยกันไถเพื่อนร่วมแก๊ง
แก พรุ่งนี้เลี้ยงฉันด้วยนะ โจมา(ร้านกาแฟมุมสวยปากซอยบ้าน)
ค่าเช่าเรือนพัก ค่าอาหารเช้า
อาหารกลางวัน ค่าที่จะไปเที่ยวพรุ่งนี้อีก ยกเว้นค่ารถกลับบ้าน


มื้อเย็นห้าพันกีบ

ตักบาตรข้าวเหนียวตอนเช้า

ถ้ำติงอีกจุด

งูดองเหล้าที่ซางไห่

น้ำตกตาดกวางสี

ปารีสที่หลวงพระบาง


โชคดีที่เราได้พี่ๆที่น่ารักให้เราได้ร่วมทริปไปเที่ยวน้ำตก
กับถ้ำติง ในราคารวมกับรถกลับจากหลวงพระบางไปถึงด่านลาวประมาณ
พันเจ็ดสิบห้าบาท เช้าวันรุ่งเราก็เลยได้ไปตักบาทข้าวเหนียวแบบสบายใจ
จะว่าไปก็แปลกใจว่านอกจากข้าวเหนียวแล้วทำไมไม่เป็นกับข้าวอย่างอื่นบ้างนะ
ที่เห็นตักๆกันก็ม่ายช่ายคนลาวแล้ว เป็นพี่ไทยของเราทั้งนั้นแหละเรียงกันเป็น
แถวเต็มเสื่อกันไปหมด ส่วนคนลาวก็มาหุงข้าวเหนียวให้พี่ไทยไง
อิอิ ใครฉลาดกว่ากันหนอ หลังจากตักบาตรเสร็จเราเดินตาม
หาร้านประชานิยม ร้านกาแฟที่ใครๆก็บอกในเวป
ว่ามาลาวแล้วต้องมากินให้ได้นะ พอได้กินปาท่องโก๋ตัว่ใหญ่ อืมก็ดีอร่อยดี
ส่วนกาแฟไม่ได้กิน กินแต่โอวัลติล แต่เราว่ารสชาติมันแปลกนะ

เสร็จจากกินตรงนี้ก็รีบไปอาบน้ำเพราะมีนัดกับพี่เขาตอนแปดโมง
รถตู้ที่คนขับเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ ท่าทางแกใจดีแต่พูดน้อยจังเลย
ที่แรกที่เราไปคือถ้ำติง หลังจากนั่งเรือข้ามฝั่งแม่น้ำโขงไปแล้ว
ก็ต้องแปลกใจนิดๆว่ามีอะไรเป็นไฮไลท์ของที่นี้หรือ อืม จิงก็เฉยๆนะ
มีพวกพระพุทธรูปที่แกะสลักด้วยไม้ทั้งองค์เล็กใหญ่ที่ชาวบ้านศรัทธา
เอามาถวายเพื่อแก้บน แต่ที่เหมือนบ้านเราคือพระโดน
ตัดเศียรไม่ว่าจะเล็กใหญ่ เห็นแล้วเศร้าใจ
เสร็จจากถ้ำติงเราก็ไปหมู่บ้านซางไห่ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ
ที่มีการทอผ้าแล้วก็ดองเหล้าขาย อืม ไม่ว่าจะเป็นงูเขียว
งูเห่า งูจงอาง โดนเก็บเรียบ คิดว่าดืมแล้วคงจะชูกำลังน่าดูเลย


สวยคนละมุมที่ถ้ำจัง



เสร็จจากตรงนี้เราก็ไป
น้ำตกตาดกวางสี ดูเหมือนว่ามีปัญหาตอนที่เราต้องข้ามเขต
ระหว่างไปน้ำตกตาดกวางสี เนื่องจากไม่อนุญาตให้รถตู้หนึ่งคัน
บรรทุกนักท่องเที่ยวเกินห้าคน อันนี้ก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันอะนะ
คงเป็นปัญหาการเมืองท้องถิ่น แต่อาจารย์ทำให้เราเข้าไปเที่ยวน้ำตกได้
นับว่าโชคดี เมื่อไปถึงน้ำตกก็ต้องเสียค่าเข้าชม สองหมื่นกีบ
น้ำตกช่วงแรกเหมือนน้ำตกเอราวัณที่กาญจนบุรีเลย เขียวสวยมาก
แต่ที่เป็นไฮไลท์คงเป็นน้ำตกใหญ่นี้สวยงามทีสูด

เสร็จจากน้ำตกเราต้องรีบกลับเข้าไปในตัวเมือง
เพื่อเข้าชมพิพิทภัณฑ์ลาวให้ได้
วรรณขอปลีกตัวเพราะว่าไม่ไหวท่าทางจะไม่สบาย
เลยปล่อยให้สามสาวไปเที่ยวกันเอง ค่าเช้าชมพิพิธภัณฑ์ตกคนละ
สามหมื่นกีบ เลิกบ่นแล้วละ แล้วยังห้ามเอากระเป๋า ห้ามเอากล้องเข้าไป
ดูเหมือนว่าเป็นที่ที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ของกษัตริย์ลาว เจ้าชีวิตศรีสว่าง
และอีกหลายคนจำชื่อบ่ได้ จ่ายตังค์หลายบาทบ่มีไกด์ให้สักคน
เลยต้องดุ่มตามทริปของฝรั่ง แอบฟังเขาบรรยาย
จนเขาทักว่าฟังได้แต่ต้องให้ทิป เอ๊ะคำนี้แปลไม่ออกแบบว่าทำเนียน
เสร็จจากพิพิทภัณฑ์ลาว เราก้อเดินหาวัดเชียงทองที่
พวกพี่ๆบอกว่าพวกเธอต้องไปให้ได้นะหยะ Hight Light นะจ๊ะ

หากันเกือบตายสุดถนนแม่น้ำโขง ไปถึงก้อต้องเสียอีก
สามหมื่นกีบ ความสวยงามของวัดที่นี้ก็ไม่อาจบอกได้ว่าจะเข้าสมัยใด
บ่มีไกด์ก็อย่างนี้แหละ โอ๊ย เสร็จจากวัดนี้เราเลยไปนั่งดื่มหาอะไรเย็นๆกินกัน


ที่วัดเชียงทอง

พิพิธภัณฑ์ลาว


เย็นแล้วเศร้าใจไม่มีตังค์กินข้าวแล้ว
อยู่เมืองลาวทำไมจนอย่างนี้ไหนใครบอกว่าถูก
เลย์ถุงละสี่สิบบาท แป๊ปซี่กระป๋องละยี่สิบ
แล้วจะอยู่รอดได้กลับไปบ้านเราไหมหนอ สู้ๆกู้เพื่อนไปก่อน
เย็นนั้นเราก็ยังไปส่งท้ายมื้อเย็นแสนหรูที่
ร้านอาหารเลอปาปิยอง (เป็นภาษาฝรั่งเศสนะหยะ)
แปลไม่ออกหรอกตาลมันบอกว่าผีเสื้อ แอบแห๊บเบียร์ดำลาวของพี่ๆ
ที่ใจดีชวนเราดื่ม วรรณเลยได้ค้นพบว่าแท้จริง
เบียร์ดำอร่อยกว่าแบบไลท์ตั้งเยอะ
เสร็จจากมื้อเย็นวรรณกับซันแวะซื้อเบียร์ลาวขนกลับบ้านดีก๋า
พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางกลับกันแล้ว ดีใจจังเลย
แต่ก็นึกเสียใจที่เรายังไม่ได้ไปในบ้างจุดอีก
เอาไว้รอบหน้าจะขอมาแก้ตัวนะ







 

Create Date : 11 ธันวาคม 2550
6 comments
Last Update : 16 ธันวาคม 2550 14:07:47 น.
Counter : 1506 Pageviews.

 

คิดถึง trip ที่ลาว มาก ๆ ถ้ายังไงเราคงได้ไปออกทริปกันอีกนะจ๊ะเพื่อนสาว
ดีใจมากที่ได้ร้จักเพื่อนป้อม

 

โดย: sun IP: 203.155.231.37 13 ธันวาคม 2550 20:03:17 น.  

 

ร้านวันสุดท้ายชื่อ เลอปาปิยอง จ๊ะ

ทริปเราสนุกมากๆๆๆ เลยเนอะ..ฮ่า ฮ่า ชอบชอบ

 

โดย: wan IP: 202.57.166.195 14 ธันวาคม 2550 7:47:09 น.  

 

ว้ายๆๆ!!! อิจฉาง่ะ อยากไปบ้าง
ทริปนี้แกไปกับวรรณหรอกหรือ เราก็นึกว่าไปกับพี่ที่ทำงานซะอีก
จาเก็บตังค์ไปบ้าง ฮึ!!! ^_^

 

โดย: หลิง IP: 124.120.178.89 17 ธันวาคม 2550 13:46:14 น.  

 

สนุกมากเลยทริปนี้ ทีแรกไม่คิดว่าจะสนุกอย่างนี้นะเนี่ย ประทับใจทั้งเพื่อนร่วมทางและสถานที่เลยค่ะ ไว้มีโอกาสแล้วไปด้วยกันอีกนะคะ

 

โดย: ตาล IP: 61.91.240.62 17 ธันวาคม 2550 18:46:48 น.  

 

ลาว ก็สวยเหมือนกันนะเนี่ย มีทริปหน้าป่าวอยากไปด้วยจัง
ว่าแต่ป้อม แกแอบซื้องูดองเหล้ามากินที่ห้องป่าวอะ (ล้อเล่น)

 

โดย: น้ำตาล IP: 210.245.104.99 18 ธันวาคม 2550 16:53:23 น.  

 

ป้อมถ่ายภาพสวยอะ ชอบภาพที่กระโดด ถ่ายแล้วไม่เบลอใช้เทคนิคอะไรอะ

 

โดย: nunnapat IP: 222.123.140.23 5 กรกฎาคม 2551 10:57:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.