Group Blog
 
 
มกราคม 2569
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
31 มกราคม 2569
 
All Blogs
 

ทำไงดี ท้องผูกบ่อย จนเริ่มมีแผลปริขอบทวารแล้ว

ทีแรกกะว่าจะเขียนแบบ ซอฟท์ๆ ศัพท์เบาๆ แต่ มันจะทำให้เข้าใจไม่ตรงกันหรือเปล่านะ เลยเอาเป็นว่า เขียนตรงๆ ไม่เม้มไม่ขมิบเลยละกันนะ

ตอนนี้ เป็นเรื่องของกิจประจำสังขาร ที่บางคนก็รู้สึกยากลำบาก...

สำหรับผมแล้ว ปัญหานี้ มีมาตั้งแต่จำความได้ ตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย อึแข็งโป๊กตลอด มีบางครั้งหรือบางช่วงเท่านั้นที่มันดูจะเป็นปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็กลับมาใหม่ เป็นเหมือนฤดูกาลกระนั้น..  

มันมีชื่อเป็นทางการว่า ท้องผูก 

ตั้งแต่จำความได้ สมัยตัวน้อยๆ นั่งอึบนกระโถนสีฟ้าใบเล็กๆ ที่เสด็จแม่จัดให้ ก็รู้สึกว่า ปวดอึ แต่ทำไมมันออกมายากเย็นจังนะ 

ตอนประถมต้น ที่เข้าส้วมแบบผู้ใหญ่แล้ว ก็ยังคงเป็นอยู่ นั่นคือ แข็งจนขูดขอบทวารเลือดออก อึออกมาเป็นเป็นแถบแดงไปด้านหนึ่ง แสบก้นไปทั้งวัน 

ตอนเด็กๆก็ไม่คิดอะไร ก็อึไปตามปกติ อาการมันก็หายไปเองในวันต่อๆ มา  เป็นปกติบ้าง แข็งเกินเหตุบ้าง เวียนๆ กันไปเป็นช่วง ตามอาหารที่กิน ตามปริมาณน้ำที่ดื่ม 

ส่วนใหญ่จะปกติแหละ แต่ปกติที่ว่าคือ ถ่ายเป็นก้อน แข็ง แต่แค่ไม่ขูดจนเจ็บ ทำให้ต้องออกแรงกันบ้างเป็นประจำ  ซึ่งถ้าว่าไปตามนิยามของการถ่ายอุจจาระที่ดีแล้ว มันยังไม่ใช่ ซึ่งที่ถูกต้องควรถ่ายจบในนาทีแรก และสะดวกราบรื่นไม่ต้องออกแรง ลักษณะเหมือน อุนจิ (うんち 💩) ในการ์ตูน ดร. สลัมพ์กับหนูน้อยอาราเล่ ภาคต้นฉบับยุค 80  

ก็ป็นคนถ่ายยากแบบนี้มานานจนอายุปาเข้าไปครึ่งศตวรรษ มีครั้งนึงสองปีก่อนก็เริ่มถ่ายแล้วเจ็บแปล๊บ เพราะส่วนหัวขี้ก้อนแรก แข็งเป็นขี้แพะ เป็นเม็ดกลมเหมือนมันแข็งจนแตกระแหงแล้วแยกตัวออกจากก้อนใหญ่  เราก็ เอะ เอาไงดีแบบนี้ ตอนถ่ายก็เลยพยายามเลี่ยง โดย ไปขมิบ เม้ม ทำให้มันก้อนเล็กลง หรือออกมาทีละส่วน แทนที่จะมายาวๆ เราก็ไป ขมิบ ตัดมันก่อน ค่อยๆให้มันออกมาทีละส่วนมันก็ช่วยได้ ทำแบบนี้มาเป็นปี ...  

แต่ๆๆ  หารู้ไม่ว่านั่นมันทำให้ต่อมานั้นเกิดความวินาศสันตะโรของปากทวารตามมา...  จนมันคงถึงเวลาที่ปากทวารมันเอาไม่อยู่แล้วกระมัง คราวนี้เลือดออกครับ ไหลนองเลย ตามอึก้อนแรกออกมาเป็นหยดๆ  ซึ่งนี่คืออาการของ "โรคแผลปริขอบทวาร"

แรกๆ ที่เป็นก็พยายามใช้ยาระบาย เช่น มะขามแขก ซึ่งก็ โอเค เอาตัวรอดไปได้เลือดไม่ออก ไม่เจ็บละ สบายตรูด แต่เภสัชเตือน อย่าใช้ต่อเนื่องนะ เดี๋ยวลำไส้จะมีปัญหา  ซึ่งเราก็ลองค้นข้อมูลดู พบว่า เมื่อใช้ไปนานๆ ลำไส้จะเคยชินที่ต้องถูกกระตุ้นด้วยยา มันเลยพยายามต้าน แล้วไม่ยอมบีบตัวตามปกติถ้าไม่มียาเข้ามาให้มัน ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ขึ้นมาละก็แย่แน่ๆ ยาควรใช้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ห้ามมักง่ายกินทุกวันเป็นอันขาด

เราก็ทำตามนั้นคือ หยุดยา ปรับอาหาร ทานผักมากขึ้น แต่ แม้จะกินแต่ผัก แทบไม่แตะอาหารอื่นที่ ไม่มีเส้นไยเลย ผอมจนเพื่อนทักว่าผอมเกินไปแล้วววว  มันก็ยังวนกลับมาท้องผูกอยู่ดี แข็ง ถ่ายยาก เป็นวัฎจักรเลย พอแผลเริ่มหาย ไม่เจ็บ ท้องก็ผูกอีก วนไป จนเราสังเกตตว่า ระบบร่างกายมันเหมือนจะรู้ ว่า ทวารเป็นแผลแล้ว ก็เลยมีน้ำในลำไส้มากขึ้น กระนั้น อันนี้เป็นข้อสังเกตเฉยๆ นะ เพราะกว่าแผลจะหายโดยทั่วไปคือสองสัปดาห์ วัฎจักรมันก็ประมาณนั้นพอดี

เราก็เริ่มคิดแล้วว่า ทำไงล่ะ ทีนี้ หรือว่าเรากินแต่ผักมันก็ไม่ถูกนะ ?

... ร่วมกับการสังเกตพบว่า ถ้าเรากินวิตะมินรวมอยู่ในช่วงนั้น ซึ่งปกติก็ซื้อวิตะมินมากินบ้าง เว้นบ้าง เช่น เดือนนี้กิน เดือนหน้าหยุดเพื่อไม่ให้มันสะสมและพักตับบ้าง ช่วงที่กินวิตะมินนั้นจะถ่ายง่ายขึ้นมาบ้าง คือเป็นก้อน แต่ไม่แข็งโป๊ก ก้อนออกมาไม่แตกระแหง จึงเป็นสมุติฐานว่า เอ๊ะ หรือว่าร่างกายขาดสารอาหารบางตัวที่มันต้องการ จึงพยายามดูดทุกอย่างออกมาจากอาหารให้หมดทุกโมเลกุล มันเลยแห้ง แข็งจนเกินไป ?  

หลังจากนั้นก็เลย เอาละ งั้นเรากลับมากินอาหารหลากหลายให้มาก ซึ่งได้ผลดีอยู่ ถ้าปากทวารเรายังปกติอะนะ แม้เราจะถ่ายไม่แข็งจนเกินไปแล้ว จากการพยายามกินอาหารหลากหลาย กินผัก กินคาร์โบ กินไขมัน กินโปรตีน กินผลไม้ ครบทุกหมู่  ดื่มน้ำมากๆ ก็ตาม แต่แผลมันยังไม่หายสนิท ไปกระเทือนมันอยู่เรื่อยๆ ทำให้แม้อึไม่แข็ง แต่มันก็ทำให้แผลนั้นไม่หายสักที เลือดไม่หยด แต่ ติดสีแดงๆ มาเรื่อยๆ

เป็นแบบนี้อยู่ต่อเนื่อง เดี๋ยวมันจะพัฒนาเป็น "ฝีคัณฑสูตร" ไหม  ??   ซึ่ง โรคนี้น่ากลัวกว่าริดสีดวงทวาร ซะอีก  

โรค ฝีคัณฑสูตร คือ อาการของแผลเรื้อรังที่ปากทวารด้านในจนเป็นฝี แล้วฝีนี้กินลึกลงไปเรื่อยๆ จากการถ่ายแต่ละครั้งมันมีแรงดัน มันก็ดันเศษกากอาหารเข้าไปติดแผล แล้วแผลกินลึกลงๆ เหมือน ฟันผุ ที่กินเนื้อฟันลงไปจนถึงรากฟันในขากรรไกรนั่นแหละ

วิธีรักษาเหรอ ต้องทำ MRI เพื่อสามารถดูความแตกต่างของเนื้อเยื่อ ซึ่งการใช้วิธีการอื่นนั้นมองไม่เห็น คนไข้ที่มาหาหมอด้วยอาการฝีชนิดนี้ บางคนมีรูของแผลลึกลงไปภายในหลายนิ้ว บางคนทะลุออกมาตรงข้างรูทวารก็มี หรือออกมาไกลถึงตรงแก้มก้นก็มี เมื่อเห็นเส้นทางของแผลแล้ว หมอจะคว้านรูทำความสะอาดแล้วเย็บปิด ประมาณนี้คร่าวๆ 

เมื่อเห็นดังนี้แล้ว เอาละ ไม่ได้การ จะกินยาต่อไปก็เกรงว่ามันเป็นแค่การยื้อโรค เราควรแก้ไขให้ถูกต้อง  จนวันนึงไปอ่านพบบทความเกี่ยวกับการ์ตูน ดร.สลัมพ์ กับหนูน้อยอาราเล่ ที่กล่าวถึงมุกตลกเฉพาะตัวของเรื่องนี้ นั่นคือ อาราเล่เล่นกับอุนจิ ซึ่งขดเป็นวงกลมหน้าตาคล้ายซอฟท์ครีม

ซึ่งการวิเคราะห์นั้นได้ไล่ยาวไปถึงการกินอาหารของคนในอดีต ยุคที่ยังเป็นสังคมเกษตรกันอยู่ ที่ประชาชนกินอาหารครบ และกากไยอาหารจากพืชผักต่างๆ ครบถ้วน ทำให้อุจจาระนั้นไม่ได้เป็นแท่งๆ เหมือนอุจจาระจากคนในยุคอุตสาหกรรมวันนี้  แต่กลับเป็นลักษณะคล้ายยาสีฟันที่ถูกบีบจากหลอดมากกว่า และสามารถฟอร์มตัวเป็นขดในโถอย่างสวยงามเมื่ออุจจาระนั้นถูกขับออกมาต่อเนื่องโดยไม่ขาดตอน

ผมจึงไปค้นคว้าต่อว่า ผัก และเส้นไยอาหารนั้น มันมีรายละเอียดอย่างไร เราก็ได้ทดลองกินแต่ผักมากมายแล้ว ไม่เห็นได้แบบนี้เลย 

ก็พบว่า กินผิด สุดโต่ง กินแต่ผักที่มีแต่เส้นไย มันก็กลายเป็นก้อนแข็งเกาะรวมกันน่ะสิ แถมผักที่กินนั้น ก็ดันไม่ได้เลือก หยิบที่หน้าตาคุ้นๆ มา ซึ่ง มีแต่ผักชนิดที่เส้นไยไม่ละลายน้ำทั้งสิ้น !!!
แนะนำท่านผู้อ่านว่า ให้ไปค้นคว้าต่อเองนะครับว่า ผักชนิดไหน เส้นไยละลายน้ำ ชนิดไหนไม่ละลายน้ำ 

จริงๆ แล้ว มนุษย์ต้องกินอาหารหลากหลาย ต้องมีเส้นไยละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำ รวมถึง โปรตีน คาร์โบไฮเดรทให้ครบ รวมผลไม้ด้วย โดยผักต้องค่อนข้างเยอะ ไม่ใช่แค่มื้อนึงกินสองใบที่ประดับมาข้างๆ จานตอนไปกินตามร้าน 

เอาละ ได้ข้อมูลยืนยันแล้วหนึ่ง สมองเริ่มประมวลผล แล้วนึกขึ้นได้ว่า ตอนที่เราไปเยี่ยมญาติที่ภาคใต้ จังหวัดระนอง สมัยปิดเทอมตอนเด็ก และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ที่ไปล่าสุดนั้น ทุกครั้งที่ไปปรากฎว่า ถ่ายง่ายตลอดไม่เคยมีปัญหา ทุกครั้งจะจบในหนึ่งนาทีแรก ไม่ต้องออกแรง เป็นปกติตามที่ควรจะเป็นเสมอ อาหารอะไรทำให้ร่างกายกลับมาปกติ ?

นึกย้อนไป เมนูอาหารส่วนใหญ่ประกอบด้วยผัก แต่ก็มีข้าว ผลไม้ โปรตีนจากเนื้อสัตว์โดยเฉพาะปลา และที่ไม่ขาดแทบทุกมื้อคือ น้ำพริก สะตอ ใบเหลียง

อ่าห์ นั่นสินะ ปฏิบัติการ อาหารภาคใต้ เริ่ม...!

หลังจากนั้น ผลประกอบการคือ อุจจาระออกมาเหมือนในการ์ตูนเด๊ะ คุณผู้อ่านคิดว่าคงจบอย่างแฮปปี้แล้วสินะ  แต่ ยังครับ ยังไม่จบ

แต่ ทำไมเจ็บ ทำไมมีเลือดติดตลอดเลย ฉีดน้ำล้างก็แสบปากทวาร

นั่นคือแผลที่ถูกกระทบอยู่เรื่อย ไม่ยอมหาย

ข้อมูลการแพทย์บอกว่า เมื่อทวารมีแผล ร่างกายมันจะปรับ โดยมันจะเกร็ง ขมิบปากทวารไว้โดยไม่รู้ตัว แม้จะไม่ได้จงใจก็ตาม ทำให้เลือดไปเลี้ยงแผลน้อยลง ผลคือแผลหายช้า การเกร็ง การเม้มนั้นยังทำให้เมื่ออุจจาระที่กำลังผ่านออกมานั้นไปรั้งเอาแผล แถมเรายังติดนิสัยคือ ชอบจงใจไปขมิบ เม้ม เพื่อให้มันค่อยๆ ออกมา ซึ่ง  เป็นการกระทำที่ยิ่งสร้างความเสียหาย การสังเกตขณะถ่ายทำให้พบว่า การขมิบ เม้ม ทำให้แย่ลงจริงคือ แม้อุจจาระยังไม่พ้นขอบทวาร แต่ เจ็บในขณะที่เรากำลังเม้ม ขมิบ  เพราะอุจจาระต้องไปอออยู่ และพยายามดันให้พ้นกล้ามเนื้อหูรูดทวารที่เราไปเม้มไว้ และไปดันเอาแผลให้บาดเจ็บมากขึ้น หาได้ช่วยให้ไปกระเทือนแผลน้อยลงแต่ประการใดไม่!!!

ข้อนี้ที่ต้องเน้น --> การเม้ม การขมิบ ทำให้เจ็บมากขึ้น กระทบกระเทือนต่อแผลมากขึ้น หาได้ช่วยให้เจ็บน้อยลงไม่!!!

ปัญหาอีกอย่างคือ เมื่อทวารมีแผล เราจะเครียด และทำให้ "ขี้หดตดหาย" ปวดขี้ แต่มันไม่ออกมา ก็นั่งขี้ไป เบ่งไป พยายามเบ่งให้ออกมา มันก็ออกแหละ แต่ บาดตูดอีก!! แม้มันจะไม่ได้เป็นอุจจาระแข็งแล้วก็ตาม เพราะอะไร เพราะเราเกร็งขอบทวารไว้โดยไม่รู้ตัว มัวแต่ไปเน้นหรือจับสังเกตการเบ่ง แต่ลืมปล่อยคลายกล้ามเนื้อปากทวาร มันเลย เจ็บเลือดซิบ 

สติครับ สติ  จะขี้ก็ต้องมีสติ จับสังเกตกล้ามเนื้อทุกมัดที่ปากทวารและลำไส้

การผ่อนคลายเป็นเรื่องที่ดี ทำไงจึงจะผ่อนคลาย จะขี้ทีมีลุ้นตลอด จะเจ็มมั้ย เลือดออกมั้ย เครียด ขี้ไม่ออกอีก 

ก็เปิดเพลงสิครับ ผมเปิดเพลงเลย คือ เพลงสนุกๆ เพลงที่ผมชอบตอนนั่งส้วมคือ เพลงเกมส์สมัยเด็ก เปิด Youtube เอา เพลงเกมยาวๆ ไป  เพลงที่ได้ผลดีสำหรับผมคือ Mario 

ทำสมาธิ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกมัดที่ปากทวาร ซึ่งมีสองมัด คือ ปากทวารชั้นนอก และ ทวารชั้นใน สองมัดนะครับ ต้องคลายทั้งสองมัด จริงๆ อาจเม้มไว้น้อยๆ ก็ได้ไม่มีปัญหา แค่อย่าเม้มจนต้องออกแรงดัน สำคัญคืออย่าไปเครียดกะมัน สบายๆ แล้วค่อยๆ ดันมันออกมาช้าๆ ถ้าทุกอย่างถูกต้อง มันจะไหลออกมาเหมือนบีบหลอดยาสีฟัน ยาวๆ ไปจนจบแบบไม่ขาดตอน ลงมากองในโถเป็นขด สวยงามจนอยากถ่ายรูปมาอวดบนโซเชียลเลยทีเดียว  จบแบบไม่เจ็บเลยสักนิด ไม่มีแถบแดง ไม่มีเลือดหยด

ในที่สุดผมก็ทำได้ The Perfect Shot

แม้การถ่ายครั้งก่อนหน้าจะยังมีเลือดหยดก็ตาม แต่ยังคงแสบน้อยๆ เมื่อฉีดน้ำชำระ แสดงถึงแผลที่ยังไม่หายสนิท และการล้างสะอาดด้วยการใช้สบู่ มือยังคงคลำพบการบวมเป็นโดนัทรอบปากทวาร และมุมหนึ่งของปากทวารกลมๆ นั้นพบว่ามีเหมือนรอยเม้ม นูนออกมาจนสังเกตด้วยการสัมผัสพร้อมน้ำสบู่ลื่น

พิสูจน์ด้วยการถ่ายภาพใต้ทวาร โดยวางกล้องบนพื้น พร้อมไฟส่องด้วยกระจกสะท้อน แล้วกดถ่ายจากปุ่มข้าง จึงเห็นว่า มีแผลปริสองแนวที่ขอบทวาร เป็นสันออกมาตามแนวที่สัมผัสได้ขณะทำความสะอาดด้วยสบู่ที่กล่าวข้างต้น 

แผลนี้จะถูกกล้ามเนื้อปากทวารบีบไว้โดยธรรมชาติ ทำให้มันหายช้าและอาจติดเชื้อได้หากเป็นมานานและเรื้อรัง  ผมโชคดีที่พยายามแก้ไขจนมันเป็นบ้างหายบ้าง ทำให้แผลนั้นไม่ถึงกับติดเชื้อเป็นหนอง... ซึ่งเป็นความโชคดีอีกอย่างที่ผมชอบทาน โยเกิร์ท

โยเกิร์ทที่ผมทานนั้นเป็นชนิดเชื้อเป็น มีชีวิต ไม่ได้ถูกพาสเจอไรซ์จนเชื้อตายหมด ทำให้เชื้อจุลินทรีย์โยเกิร์ทเหล่านั้นสามารถลงไปแทนที่เชื้อที่ก่อโรคในลำไส้ จึงน่าจะเป็นคำตอบว่าทำไมแผลที่ทวารผมไม่ติดเชื้อเหมือนคนอื่นๆ ที่ติดเชื้อจนปวดแผล มีน้ำเหลือง มีหนอง และ เจ็บมากเมื่อถ่าย  แนะนำให้เลือกโยเกิร์ทที่ไม่ใส่น้ำเชื่อมหวาน ถ้ากินไม่ไหวจริงก็ซื้อมาทั้งแบบจืดและแบบหวาน เอามาผสมกันเลย ลดหวานครึ่งนึง

อีกอย่างที่เป็นตัวช่วยที่ผมใช้ นั่นคือ  Hydrogen Peroxide 1-2% ใส่ขวดสเปรย์ พ่นที่ปากทวารหลังอาบน้ำ เพื่อฆ่าเชื้อที่ทำให้เจ็บแผล และคัน  จึงทำให้แผลไม่ติดเชื้อ

ดูเหมือนจะจบสวย อีกครั้ง แต่ ยังครับ 

การกินอาหารผมคือเน้นอาหารเหมือนภาคใต้ ผักบางอย่างก็หายาก เช่น ผักเหลียง สะตอก็กลิ่นแรง จึงไม่ได้ทานผักสองชนิดนี้ในสัปดาห์ต่อมา 

แล้วๆๆ เจ้า Perfect Shot ก็เริ่มเปลี่ยน มาเป็นก้อนที่แข็งขึ้นอีกนิด แม้จะออกมาโดยง่าย แต่ มันไปกระเทือนแผลสองรอยนั่นอีกครั้ง ...

เมื่อค้นข้อมูลผักสองชนิดนี้ พบว่า ผักเหลียงนั้นมีผลช่วยระบายอ่อนๆ จริง ทำให้อุจจาระนั้นมีความชุ่มชื้นมากขึ้น และนุ่มลงมาก และ สะตอ พริก ช่วยให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้ดี ดังนั้น ถ้าแผลยังไม่หายสนิท ผักเหลียงเป็นผักที่ขาดไม่ได้ ส่วนพริกนั้น ใช้แต่พอดี เพราะมันจะแสบแผลบ้าง (ใช้เป็นตัวเช็คได้ว่าแผลนั้นใกล้หายหรือยัง)

ปริมาณที่กินในขณะมีแผลคือ วันละ 25 กรัม ชั่งรวมก้าน แต่ละท่านที่ทานลองเริ่มจากปริมาณนี้ แล้ว ปรับเพิ่มลด ดูเอาตามความเหมาะสม  เมื่อปรุงให้เอาก้านผักออกออกให้หมดนะครับ กิ่งก้านใบมันแข็งอาจแทงลำไส้เอาได้ แต่ไม่ถึงขนาดไปรูดเอาเส้นกลางใบออกนะ มันไม่ต้องถึงขนาดนั้น ปริมาณนี้ทำให้ถ่ายได้ลื่นดี เป็นนุ่มๆ คล้ายยาสีฟัน ไม่กระเทือนแผล ส่วนสะตอนั้น เพิ่มเข้าไปได้ จะทำให้ถ่ายเพิ่มเป็นวันละสองครั้ง ซึ่งอาจจะเกินความจำเป็นไปหน่อยและกลิ่นแรง ผมจึงเอาสะตอออกจากเมนู และคงผักเหลียงไว้

ถ้าหาผักเหลียงไม่ได้ สะตอ และผักบุ้ง ก็ช่วยได้  และยังมีผักอื่นที่ควรกินร่วมด้วยหรือสลับกันไปคือ บวบเหลี่ยม และ กระเจี๊ยบเขียว(ช่วยดีมาก) ฟักทอง และผักอื่นๆ ตามชอบ  การปรุงผักนั้นไม่ควรกินดิบ แต่ต้องปรุงด้วยความร้อนเพื่อเลี่ยงเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคที่อาจทำให้แผลติดเชื้อได้ อาหารทุกมื้อต้องสะอาด การติดเชื้อที่ปากทวารคือเรื่องลำบากและยากที่จะจัดการ  การตัดไฟแต่ต้นลมโดยทำอาหารทานเองทุกมื้อและกินสุกทุกมื้อคือกุญแจสำคัญ

ถ้าไม่ทำอาหารทานเอง มีร้านนึงถ้าคุณที่มีอาการท้องผูก เข้าร้านนี้ปุ๊บคล่องทันที คือร้าน MK สุกี้ สั่งผักใหญ่เท่านั้น สำหรับ 1ท่าน สั่งเนื้อสัตว์และองค์ประกอบอื่นตามชอบ กินผักทั้งถาดไปคนเดียวแบบจุกๆครับ (ถ้าเหลือเก็บกลับบ้านมากินต่อได้นะ) ได้ผลดีมาก เพราะผักเอ็มเคมีทั้งเส้นไยละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ รวมทั้งมีน้ำซุป มากมายเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในลำไส้

การดื่มน้ำ ให้ดื่มเป็นระยะๆ ทั้งวัน นั่งห้องแอร์ไม่ต่ำกว่าวันละสองลิตร ทำงานเหงื่อออกก็มากกว่านั้นตามส่วน 

การออกกำลัง ทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้ดีถ่ายง่ายขึ้นเยอะ การออกกำลังบ้างไม่ต้องหนักเป็นสิ่งที่ไม่ควรขาด เอาแค่เดินเร็วรอบหมุ่บ้าน สักสองกิโลเมตรก็ใช้ได้ละ บิดเอวไปมา หรือก้มมือแตะปลายเท้าสลับไปมา เหมือนท่าออกกำลังตอนเด็กๆ นั่นก็ใช้ได้ 

เมื่อการบริโภค ดี การออกกำลัง ดี การดื่มน้ำ ดี การพักผ่อน ดี การไม่เครียดผ่อนคลาย ดี ทุกอย่างก็จะดีตามไป 

การบริโภคยุคปัจจุบันนั้นเต็มไปด้วยอาหาร Processed Food จะก่อโรคต่างๆ ให้ร่างกาย การบริโภคแบบธรรมชาติกินอาหารเป็นยานี้ ทำให้ไม่ต้องไปหาหมอเลย 

ที่ผมหายขาดแล้วมาแนะนำได้นี้ ไม่ได้ไปโรงพยาบาลเลยด้วยซ้ำ เพียงใช้การค้นคว้าข้อมูลร่วมกับคำแนะนำจากเพื่อนที่เป็นคุณหมอใหญ่ท่านหนึ่ง ทำให้ผมไม่ต้องใช้ยาใดๆ เลย นอกจากยามะขามแขกเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงแรกเท่านั้น 

ปัจจุบันหายขาดมาประมาณ 10 เดือนแล้ว และยังคงทานอาหารตามสูตรอยู่ ซึ่งนอกจากจะหายจากท้องผูก และแผลปริขอบทวารแล้ว ยังทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้น มีพลังมากขึ้น กระฉับกระเฉงขึ้น อย่างไม่น่าเชื่อ เปลี่ยนจากเดิมที่มักจะ "รู้สึกแก่" รู้สึกเหมือนเพลียน้อยๆ อยู่ตลอด จนขี้เกียจจะทำอะไรๆ  จนกระทั่งปัจจุบันไม่เหลืออาการอีกเลย




ผักต้ม และเห็ด ไม่ต้องปรุงมาก ใส่เกลือหน่อยเดียวพอ
ทำกับข้าวง่าย ผักต้มสารพัดชนิดใส่เห็ดด้วย ปรุงด้วยเกลือ 

กินให้ครบ  ข้าว ผลไม้ ผัก โปรตีน เติมเคลเซี่ยมด้วย ข้าวเกรียบกระดูกปลา
กินให้ครบ  ข้าว ผลไม้ ผัก โปรตีน เติมเคลเซี่ยมด้วย ข้าวเกรียบกระดูกปลา


ปรับพฤติกรรม ราคาหลักสิบ ร้อย  หรือ ผ่าตัด ราคาหลักแสน


ดร สลัมพ์กับหนูน้อยอาราเล่ Dr.スランプ アラレちゃん


อาราเล่กับน้องอุนจิ


ทำให้ได้หน้าตาแบบนี้กันนะทุกคน

 




 

Create Date : 31 มกราคม 2569
0 comments
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2569 21:02:51 น.
Counter : 576 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


NaCl
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




Friends' blogs
[Add NaCl's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.