คุณเคยผิดหวังไหม?

คุณเคยผิดหวังไหม? แล้วคุณได้อะไรจากมัน

คนเราเมื่อมีความคาดหวังย่อมมีความผิดหวังตามมาเป็นเรื่องปกติหากสิ่งที่เราคาดหวังไม่ได้มาดั่งที่ใจหวังไว้
ตัวฉันเองก็เจอบ่อยครั้งกับเจ้าความผิดหวังจนมันกลายเป็นเพื่อนสนิทที่ฉันคิดส่ายหน้าด้วยซ้ำไปยามเจอะเจอมัน วันนี้ว่างๆเลยมาลองนับความผิดหวังที่เคยเจอะมาเล่นๆดีกว่า

ครั้งแรก กับการแข่งขันวิชาการทางศิลปะ
ประถมศึกษาปีที่สี่ คุณครูคัดเลือกตัวแทนห้องเพื่อไปแข่งขันทักษะวิชาการระดับโรงเรียนภายในกลุ่มตำบลสำนักขามและตำบลสำนักแต้วซึ่งหากใครชนะก็จะได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันระดับอำเภอ ในวิชาศิลปะการใช้วัสดุตกแต่งรูปภาพ ปกติฉันก็วาดรูปไม่ค่อยเป็นหรอกนะเรียกว่าถ้าใช้จินตนาการวาดจะออกมาดูไม่ได้เลยล่ะ แต่ตอนที่คัดเลือกในห้องคุณครูให้ดูรูปตัวอย่างได้ เราก็เลยวาดออกมาดูที แล้ววัสดุที่ใช้ประกอบก็คัดสรรอย่างดีมีการวางแผนรอบคอบ งานที่ทำออกมามันเลยดูดี ส่งผลให้ได้เป็นตัวแทนของห้องไปแข่งระดับตำบลที่โรงเรียนบ้านน้ำลัด ไม่เคยซ้อม ไม่เคยฝึก วันที่ไปก็ถึงเวลาก็ไปกับอาจารย์ เหอๆพอถึงเวลาแข่งผลที่ได้คือ ไม่รู้จะวาดรูปอะไรดี อุปกรณ์ที่นำไปประกอบก็ไม่รู้จะเอามาตกแต่งยังไง แล้วผลก็ออกมาอย่างที่คิด ไม่ติดอันดับ 1ใน 3 อาจจะเป็นที่สุดท้ายเลยก็ได้หากคุณครูนำคะแนนมาติดประกาศให้ดู ความผิดหวังครั้งนี้ ยอมรับแต่โดยดีว่าตัวเองประสบการณ์น้อย และด้อยการฝึกฝน

ครั้งที่สอง ให้พี่ป.6 ไปก่อนนะ
มันก็ยังวนเวียนกับการแข่งขันทักษะทางวิชาการอีกตอนนี้เรียนป .5 ซึ่งสมัยนั้นเพิ่งจะได้เริ่มเรียนวิชาภาษาอังกฤษก็ตอนที่อยู่ป .5 นี่แหละ ไม่ได้เริ่มเรียนตั้งแต่อนุบาลอย่างสมัยนี้(ในโรงเรียนรัฐบาลนะ) สมองฉันที่เคยเรียนคณิตเก่งเริ่มอ่อนลง แต่ก็ได้วิชาภาษาอังกฤษนี่แหละมาแทนที่ คะแนนเต็มร้อยสอบได้ตั้ง 98 (โดนอาจารย์แกล้งตอนสอบปฏิบัติการพูด ก็มีอย่างที่ไหนสอบพูดอยู่ดีๆก็ถามเราว่ามีนาฬิกาไหม เราก็ตอบสิว่าไม่มีค่ะ แง่วโดนตัดคะแนนเลย ฐานไม่ตอบเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็โดนกันทุกคน อาจารย์มาเฉลยตอนสอบเสร็จว่าพวกเธอไม่มีสมาธิเวลาสอบ )เมื่อผลการเรียนออกมาเป็นอย่างนี้อาจารย์ก็จับตัวมาฝึกซ้อมภาษาอังกฤษทุกวันทั้งตอนเที่ยงและตอนเย็นหลังเลิกเรียนอีกครึ่งชั่วโมง ทั้งท่องศัพย์ แต่งประโยค สุดท้ายเมื่อถึงวันที่ส่งชื่อนักเรียนอาจารย์บอกว่า" พวกเธอรอปีหน้านะ ปีนี้ครูคงต้องส่งพี่ป.6 ไปก่อนโรงเรียนอื่นเค้าส่งป.6กันทั้งนั้น " ตอนนั้นมีเคืองนะจับเรามาฝึกแทบตายสุดท้ายอดไปแข่งขัน แต่สุดท้ายฉันก็ได้ไปแข่งตอนที่เรียนชั้นป.6 สงสัยเพราะฝึกหนักมาตั้งสองปี เลยได้ตำแหน่งชนะเลิศมาในระดับกลุ่ม แต่ระดับอำเภอได้แค่ที่2 เลยอดแข่งระดับจังหวัด เรียกว่าไปได้แค่ครึ่งทาง

ครั้งที่สาม โควต้า

เมื่อเป็นนักเรียนที่เรียนดีทำชื่อเสียงให้โรงเรียน เป็นนักกีฬาโรงเรียน เป็นหัวหน้าห้องเรียนฝ่ายหญิง เป็นคณะกรรมการนักเรียน ได้รับรางวัลนักอ่านยอดเยี่ยมของโรงเรียน รางวัลนักเรียนเรียนดี ฉันก็หวังสิว่าเมื่อจะไปเรียนมัธยมโควต้ามันคงไม่ไปไหน เราจะได้ไม่ต้องไปสอบกับคนอื่นให้เสียเวลา แต่สุดท้ายสิ่งที่เราทำมาคุณครูกลับมองเลยไปด้วยเหตุผลที่ว่าเธอเรียนเก่งไปสอบแข่งขันกับใครก็ได้อยู่แล้ว ให้เพื่อนคนที่เรียนอ่อนกว่าเถอะ (เพื่อนคนนี้ร้องเพลงเก่งเคยชนะเลิศการประกวดของโรงเรียนมัธยมที่ฉันจะไปเรียน) เมื่ออาจารย์คือคนตัดสินใจเราก็ต้องยอมรับ แต่เจ็บใจจังเพื่อนคนที่ได้มันไม่ได้ไปเรียนที่โรงเรียนนี้อ่ะดิ พ่อแม่มันส่งไปเรียนโรงเรียนศาสนาอิสลามที่นาทวีโน้นแน่ะ


ครั้งที่สี่ นักเรียนมัธยมหนึ่งเลือกสายวิทย์แต่อด

เมื่อไปสมัครเข้าเรียนชั้นมัธยมหนึ่ง อาจารย์จะให้กรอกว่าอยากจะเข้าเรียนแผนอะไรวิทย์-คณิต ศิลป์-คณิต ศิลป์-วิชาชีพ ด้วยความมั่นใจในตัวเองฉันและเพื่อนๆเลือกเรียนสายวิทย์กันทั้งกลุ่มที่ไปด้วยกัน ตอนนั้นคิดว่าจะได้เรียนห้องหนึ่งเท่านั้น เวลาใครถามมันคงดูดีมากกว่าการที่บอกว่าอยู่ห้องท้ายๆ(สมัยนั้นที่โรงเรียนขรรค์ชัย มี ม.ต้นระดับชั้นละ 10ห้อง) แต่ผลประกาศรายชื่อออกมาในกลุ่มไม่มีใครได้ห้องหนึ่งแม้แต่คนเดียว ดีสุดอุษาห้องสอง อีกสามคนนี่สิริลักษณ์ สุรีรัตน์ สุนีย์ห้องห้า แล้วฉันล่ะห้องไหน เหอๆโดนจับไปห้องหกแน่ะ ไม่มีเพื่อนจากที่โรงเรียนเดียวกันสักคน แต่ก็ยังโชคดีมีเพื่อนต่างโรงเรียนที่เคยรู้จักสนิทกันอยู่บ้างจากการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนการเข้าค่าย(นี่คือผลดีของกิจกรรมส่วนนี้) แต่ถึงได้อยู่ห้องหกการเรียนก็ไม่ด้อยตามหรอกนะ เทอมแรกนี่ได้ที่สองของห้องติด1ใน50ของระดับชั้นม.1 เทอมที่สองไม่เอาแล้วที่ 2 หุหุ แย่งที่1ของห้องมาครองสำเร็จ แล้วสุดท้ายฉันก็โดนย้ายกลับไปเรียนแผนวิทย์-คณิต เมื่อเรียนชั้นม.2 คราวนี้ได้อยู่ห้อง 2/2 สมใจ ให้เราเรียนแต่แรกก็สิ้นเรื่องจะได้ไม่ลำบากย้ายชื่อแล้วที่สำคัญได้กลับมาเรียนกับเพื่อนจากสำนักขามด้วยกันอย่างสุนีย์ อุษา ส่วนสิริลักษณ์กับสุรีรัตน์นี่ได้อยู่ห้องหนึ่ง(เหตุที่ไม่ได้ห้องหนึ่งเพราะอาจารย์จัดให้ห้องหนึ่งมีแต่ไทยพูทธ)

ครั้งที่ห้า โดนแย่งจนได้

สืบเนื่องมาจาก ม.ต้น ได้รับรางวัลจากการแข่งขันเขียนเรียงความ แต่งคำประพันธ์บ่อยจนเพื่อนๆระอา (แม้แต่ตัวเองก็เริ่มไม่รู้สึกตื่นเต้นยามออกไปรับรางวัลหน้าเสาธง) เพียงแค่ประกาศว่ารางวัลชนะเลิศได้แก่.... เพื่อนๆก็ไล่ให้ออกไปหน้าเสาธงแล้ว ตอนนั้นความรู้สึกคือสนุกมากที่สามารถชนะได้รางวัลมา(แต่ไม่ค่อยชอบก็ตรงที่อาจารย์ให้เป็นเงินหรือสมุดปากกานี่แหละ มันเก็บไม่ได้อย่างประกาศนียบัตร) เมื่อเรียนม.ปลาย อาจารย์ก็เลยเรียกให้ฉันไปฝึกเขียนเรียงความเพื่อเป็นตัวแทนไปแข่งขันวิชาการของจังหวัดสงขลา เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกตามเคย ฝึกไปฝึกมา อาจารย์ปนัดดาซึ่งเป็นคนที่เลือกฉันเรียกไปพบแล้วบอกว่า หัวหน้าภาควิชาภาษาไทยส่งคนอื่นไปแทนนะเค้าไม่เอาเธอ พวกครูที่เลือกเธอแพ้เสียงอาจารย์เขา(ซึ่งอาจารย์บอกว่าถึงกับเถียงกันแยกเป็นสองฝ่ายเลยที่เดียว) ผิดหวังไหม? ตอนนั้นมากเลยนะก็ฝึกทุกวันกลับบ้านต้องเขียนหนึ่งเรื่องตามหัวข้อที่อาจารย์เก็งไว้แล้วรุ่งขึ้นเราก็เอาไปให้อาจารย์ดู แล้วสุดท้ายอาจารย์อีกคนบอกว่าฉันไม่เลือกเธอ แล้วที่สำคัญมันจะไม่น่าเจ็บใจเท่าที่คนที่อาจารย์เค้าเลือกเป็นลูกอาจารย์ในโรงเรียน

แต่คนอย่างฉันหรือจะยอมแพ้ง่ายๆ อาจารย์ปนัดดาบอกว่าครูจะให้เธอไปแข่งการอ่านจับใจความแทนนะ เธอจะเอาไหม ฉันไม่คิดมากตอบไปทันทีว่าเอาค่ะ แล้วในใจก็คิดว่ายังไงฉันจะต้องได้รางวัลกลับมาให้อาจารย์ที่ไม่ชอบเราเห็นในฝีมือ แล้วสวรรค์ก็เข้าข้างฉันได้รางวัลเหรียญทองแดงระดับจังหวัด ส่วนเด็กคนที่อาจารย์คนนั้นเลือกไปแทนฉันไม่ติดอันดับ (แถมอาจารย์ยังบอกว่าเขียนไม่ได้เรื่องเลยล่ะ)

ครั้งที่ 6 อีกครั้งกับอาจารย์คนนี้

อาจารย์คนที่ปฏิเสธที่จะเลือกฉันไปแข่งเขียนเรียงความสอนภาษาไทยฉันในชั้นม.6 ปกติภาษาไทยคือวิชาที่ฉันชอบมากแต่พอเจออาจารย์คนนี้ความรู้สึกมันกลับเนือยๆไป แล้วก็เหมือนการตอกย้ำว่าฉันไม่เลือกเธอนะ งานเตรียมการปัจฉิมนิเทศนักเรียนระดับชั้นม.6เริ่มตระเตรียมในช่วงเดือนมกราคม สิ่งหนึ่งที่ทุกคนคาดหวังจะได้เห็นคือบทความที่ตัวแทนนักเรียนเป็นคนเขียนถึงอาจารย์และเพื่อนๆกล่าวถึงความรู้สึกภายในรั้วของโรงเรียนว่ามันจะออกมาซาบซึ้งทำให้อาจารย์สามารถกลั่นน้ำตาออกมาได้หรือไม่ อาจารย์จากหมวดวิชาภาษาไทยหลายคนจะถามฉันว่าเธอเป็นคนเขียนใช่ไหม เอามาให้ดูบ้างสิ หารู้ไม่ว่าฉันแค่ตัวสำรอง

อาจารย์คนนั้นไม่ได้เลือกให้ฉันเป็นคนเขียนซึ่งเค้าคงคิดเหมือนครั้งก่อนคือฉันไม่มีความสามารถพอในการเขียน ยิ่งเขียนแล้วอ่านต่อหน้าคนหมู่มากต่อหน้าท่านนายอำเภอแขกผู้มีเกียรติคงทำให้ขายหน้าได้ คนที่อาจารย์ท่านนั้นเลือกก็คือหลานอาจารย์เอง (ซึ่งเป็นที่รู้ๆกันว่าอาจารย์คนนี้มักจะให้หลานของตนทำอะไรที่ออกหน้าออกตาเสมอ) เพื่อนๆต่างไม่ยอมรับในการตัดสินใจของอาจารย์ครั้งนี้ อาจารย์หลายคนก็ไม่เห็นด้วย ส่วนฉันตอนนั้นไม่อยากยุ่งอีกแล้ว ใครจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่สุดท้ายก็ต้องเข้าไปยุ่งจนได้ เมื่อก่อนถึงงานสัปดาห์นึงอาจารย์ฝ่ายแนะแนวเรียกไปพบแล้วบอกว่าเธอช่วยเขียนบทความมาให้ครูหน่อยนะ (คนที่เลือกไม่ยอมเขียนให้บอกว่าเขียนไม่ได้) หุหุ ฉันก็จัดการเขียนเลยนะรุ่งเช้าเอาไปให้อาจารย์หมวดวิชาภาษาไทยที่สนิทกันมากดูแก้ไขตามที่อาจารย์แนะนำนิดหน่อยแล้วเก็บไว้เลยไม่ยอมให้ใครดู (เอาให้เพื่อนคนที่จะอ่านก่อนถึงวันปัจฉิมเพียง1วัน) ปรากฏว่าในวันปัจฉิมทั้งเพื่อนๆอาจารย์พากันร้องไห้ตอนที่เพื่อนคนนั้นอ่านบทความความรู้สึกจากศิษย์ถึงอาจารย์ที่ฉันเขียน ก็อยากรู้นะว่าถ้าหลานอาจารย์เขียนมันจะให้ความรู้สึกเท่าที่ฉันเขียนไหม?

ครั้งที่ 7 เอ็นทรานซ์ไม่ติด

ตอนเรียนก็เรียนสายวิทย์แต่ดันไปเอ็นท์สายศิลป์แล้วคณะที่เลือก โหดๆทั้งนั้นรุ่นที่ฉันเรียนนี่ใช้ระบบเอ็นท์สอบสองครั้งปีแรกสอบไปก็งงไปแหละ แต่ตอนนั้นคือไม่อยากเรียนที่สงขลาก็เลยเลือกมศว.และศิลปากร ความหวังก็น้อยนิดอยู่แล้ว แต่ที่ผิดหวังก็ตรงที่คะแนนที่เห็นน่ะสิ ขาดเพียงแค่15คะแนน ฉันก็จะได้เรียนเอกภาษาอังกฤษที่ศิลปากร เสียดายมากๆให้ขาดเป้นร้อยจะไม่เสียดายเลย เป็นอุทาหรณ์ให้น้องๆรุ่นหลังว่าจะเลือกทางไหนเอาให้แน่ แล้วตั้งใจอ่านหนังสือก่อนสอบให้มากๆทำความเข้าใจให้ดีที่สุดอย่าใช้เพียงความจำ แต่เมื่อเอ็นท์ไม่ติดหนึ่งทางเลือกคือ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ฉันสมัครเรียนในคณะศึกษาศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ แต่ไปจบที่คณะมนุษยศาสตร์เอกสื่อสารมวลชน เหอๆก็เรียนเอกอังกฤษที่รามคำแหงนี่มันยากมากๆคะแนนเก็บก็ไม่มีมีหรือก็น้อยแค่20คะแนนที่เหลือสอบวัดกันเลยคะแนนดิบ ถ้าให้เรียนเอกอังกฤษให้จบมันก็ได้นะแต่ขอเวลาสัก5-6ปี แต่ที่บ้านไม่ยอมนี่สิเลยมองทางเลือกใหม่เอาที่ชอบลองๆลงมามาลงตัวที่สื่อสารมวลชน หุหุ แล้วมันก็ถูกโฉลกกันมั้ง ไม่เคยสอบติด F ในสาขานี้แม้แต่วิชาเดียว ภายในสองปีก็เก็บได้หมด แต่โทษทีคนอื่นเรียนกัน 145หน่วยของฉันนี่ปาไป 170 เหอๆมากกว่าแถมจบได้สี่ปีด้วยนะ


ในความผิดหวังที่เกิดขึ้นมันจะมีสิ่งอื่นมาทดแทนเสมอ ถ้าเรายอมรับในผลที่เกิดแล้วสู้ต่อไปสักวันที่ฝันมันก็ไม่ไกลเกิน




Create Date : 15 มิถุนายน 2550
Last Update : 24 กรกฎาคม 2550 13:48:46 น. 3 comments
Counter : 637 Pageviews.

 
ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดีนะคะ...รู้แต่ว่าเราสองคนมีอะไรที่คล้ายๆ กัน คือหนูเองก็ไม่ยอมแพ้กับสิ่งที่ล้มเหลว พยายามเสมอที่จะให้มันประสบความสำเร็จ แล้วไม่ให้คนที่ดูถูกเรานั้นมาข่มเหงเราอีกได้ พูดง่ายๆ ว่าอยากตอกหน้าเขาให้หงายไปตามๆ กัน เพราะเราทำได้ดีกว่าลูกเหง้าเหล่าสักหลาดของพวกเขานั่นเอง...(ความคิดโหดร้ายดีไหมล่ะคะ?) ตอนนี้ก็เริ่มที่จะถักทอสานความฝันในการเป็นผู้พิพากษาให้ได้อยู่ ส่วนอีกความฝันที่ทิ้งไม่ได้ก็คือ นักร้อง รอเถิดนะคะ บางที...พี่อาจได้มีโอกาสเห็นน้องสาวคนนี้อยู่บนเวทีการประกวดนะคะ (หวังไว้แบบนั้น...) เอาเป็นว่าเราต่างเป็นกำลังใจให้แก่กันแล้วกันนะคะพี่สาว....


โดย: มุมมอง IP: 125.25.75.241 วันที่: 15 มิถุนายน 2550 เวลา:23:25:47 น.  

 
น้องสาวจ๋า พี่ไม่อยากแค่เห็นน้องบนเวทีการประกวดนะ แต่อยากเห็นน้องชนะได้รางวัลกลับมาด้วย ไม่ต้องเป็นที่หนึ่งแต่ก็ให้ได้มาสักรางวัลติดมือกลับบ้านก็ยังดี (อิอิ เมื่อน้องได้ทำเทปพี่จะไปเป็นผู้จัดการส่วนตัวไงล่ะ)
ส่วนความคิดน้องไม่โหดร้ายหรอกเราไม่ได้ไปทำร้ายเค้าซะหน่อยแค่ทำให้เห็นว่าเราไม่ได้มีค่าต่ำอย่างที่เค้าประเมินตัวเรา สู้สู้นะท่านผู้พิภากษาในอนาคต


โดย: มัยดีนาห์ วันที่: 15 มิถุนายน 2550 เวลา:23:39:53 น.  

 
ดีใจที่ได้อ่านประสบการณ์ดีๆจากมัยดีนาห์ ทั้งที่เลิกเขียนเรียงความนานแล้วกลับอยากเขียนอีก


โดย: นาเดีย IP: 58.136.74.253 วันที่: 25 กรกฎาคม 2551 เวลา:11:56:59 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

มัยดีนาห์
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]





เช็คหลังไมค์มัยดีนาห์
Color Codes ป้ามด
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2550
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
15 มิถุนายน 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add มัยดีนาห์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.