"กลับบ้าน"




หลังจากที่เขาไม่ได้กลับบ้านมานานแรมปี
จากการแรมรอนไปหลายที่หลายแห่งตามแต่โชคชะตาจะพาไป
บ่ายวันอาทิตย์นั้น เขารู้สึกเหงาและคิดถึงบ้านอย่างบอกไม่ถูก
จึงตัดสินใจคว้าเป้ขึ้นหลังเดินทางกลับบ้านที่นครชัยศรี
แทนการอยู่ในกรุงเทพช่วงวันหยุดต่อเนื่องอย่างเหงาๆ........
จากรถ บขส. สายกรุงเทพๆ-นครปฐม มาลงที่แยกท่านา
แล้วมาคอยต่อรถสายพระฐม-ลำพญา ไปลงที่ ห้วยพลู
แล้วจ้างเรือ"สองตอน"ไปส่ง แล้วเดินอีกกิโลกว่าๆ เข้าบ้าน
ที่อยู่ริมชายทุ่งนาแหล่งปลูกข้าวสำคัญของลุ่มน้ำนครชัยศรีฝั่งขวา




บ่ายวันนั้น...ไม่มีรถเข้าห้วยพลูเลย
รถทุกคันตัดระยะแค่ตลาดท่านาเท่านั้น
คันแล้ว คันเล่า....เขายังคอยและคอยอยู่อย่างฉงน
แต่ไร้คำถาม จนกระทั่งรถเที่ยวสุดท้ายมาถึง
เขาจึงตัดสินใจขึ้นรถมา แล้วค่อยไปหาต่อรถ
เข้าห้วยพลูอีกที เมื่อขึ้นไปบนรถโดยสาร
เขาถึงได้รู้สาเหตุที่รถมาสุดทางที่ตลาดท่านา
"น้ำท่วมทาง" กระเป๋ารถบอก
"ถ้าน้องจะไปห้วยพลูต้องไปต่อเรือด่วนที่ท่าน้ำหน้าตลาด
เที่ยวสุดท้ายออก หกโมงเย็น...น้องต้องรีบแล้ว"
"อ้าว...นี่มัน หกโมงสิบห้าแล้ว !!บ้าชะมัด"เขาพรึมพรำ
และรู้สึกโมโหตัวเองที่นั่งเงียบอยู่ได้ตั้งนาน
เขากึ่งเดินกึ่งวิ่งมาที่ท่าน้ำ และพบว่าเรือโดยสารลำสุดท้าย
ออกไปแล้ว..........






บรรยากาศหัวลมหนาว ใกล้ค่ำเต็มที เดินทางมาไกล
เหลือระยะทางอีกไม่กี่อึดใจ กลับจะไปไม่ถึงบ้าน?
จะไปให้ถึงบ้านได้อย่างไร......เขาครุ่นคิด......
.....จะหันหลังกลับ รถก็หมด.....
....จะเดินหน้าต่อ เรือก็หมด.....
ทำไมถึงมาตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ได้....ให้ตายเถอะ.
ระหว่างที่กำลังสับสน และลังเลอยู่นั้น ก็มีเสียงคนขับเรือ
สองตอนถามขึ้นว่า
"ให้ขับตามไหม ยังพอไล่ตามทัน "
อา....ประตูทางออกเปิดให้แล้ว
เมื่อคนขับเรือรับปาก มั่นเหมาะ เด็กหนุ่มไม่รีรอ ตกลงทันที



ท่ามกลางท้องฟ้าหม่นมัว เรือสองตอนทะยานพุงออกจากท่า
ราวกับการออกจากจุดสตาร์ทของฟอร์มูล่าวัน
มันร่อนไปบนผิวน้ำด้วยความเร็วสูง แต่ไม่ว่าจะเร็วเท่าใด
ก็ยังช้ากว่าใจของผู้โดยสารที่จากบ้านนอกมานาน
ตั้งแต่จบชั้นประถมหก แทบไม่มีชีวิตวัยเด็กให้นึกถึง.....



เรือรอดผ่านสะพานรถไฟพ้นคุ้งน้ำแรกมายังไม่เห็นวี่แวว
ของเรือโดยสาร จนกระทั่งผ่านคุ้งน้ำที่สองมาจึงมองเห็น
อยู่ริบๆ ข้างหน้า คนขับไม่ผ่อนคันเร่งเลย เพราะรู้ว่า
ยิ่งไล่ไปไกลเท่าไหร่ก็ต้องขับกลับไกลเท่านั้น
เมื่อได้ระยะ คนขับสบัดไฟสปอร์ตไลท์ส่งสัญญานเรียก
เรือสองตอนเทียบข้าง เขาก้าวขึ้นเรือด่วนท่ามกลางสายตา
ผู้โดยสารทุกคนที่หันมองเป็นตาเดียวกัน....
แม้จะรู้สึกเคอะเขินอยู่บ้างแต่เขายังโชคดีที่มีสายตาบางคู่
ที่มองมานั้นเป็นคนที่เขารู้จัก...........






เรือด่วน...ที่ครั้งหนึ่งเคยแล่นประจำเส้นทาง
จากสถานีรถไฟ งิ้วรายไปถึงสุพรรณเมื่อครั้งที่
ถนนหนทางยังไม่สะดวก และหยุดแล่นไปในที่สุดเมื่อ
การเดินทางโดยรถยนต์ที่สะดวกกว่าเข้ามาแทนที่
แต่ในยามคราวน้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้น ผู้คนยังต้องเดินทาง
เรือโดยสารที่ถูกลืมไปแล้วกลับมามีชีวิตโลดแล่น
ประกาศถึงความสำคัญของมันไปทั่วลำน้ำท่าจีนอีกครั้ง
แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ก็ตาม.........

สายลมเย็นปะทะใบหน้าเด็กหนุ่มที่เหม่อมองฝ่าความมืด
ไปยังเงาไม้ริมฝั่ง เหนือเงาไม้ขึ้นไปมีดวงดาวกระพริบพราว
ติดตามเรือด่วนที่ส่งเสียงเครื่องยนต์ก้องลำน้ำไปตดอตทาง......
เขายังคงจับจ้องดวงดาวที่วิ่งตาม แต่ในใจยังกังวล......
น้ำที่ท้นขึ้นมาจนไม่มีตลิ่งให้เที่ยบเรือ และบ้านก็ไม่ได้อยู่
ริมฝั่งแม่น้ำ...เขาจะไปขึ้นท่าไหน.....
....ลุยน้ำไปบ้านอย่างไร........
.....ดวงดาวไม่มีคำตอบ.......

คำตอบนั่งอยู่ถัดไปข้างหน้าสองแถว "ทิดเวียง" กลับมาจากพระฐม
นอกจากขออาศัยขึ้นที่ท่าร้านค้าของแกแล้ว ยังให้ยืมเรือพายด้วย
แม้จะต้องเลยไปไกลอีกหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีที่ให้ขึ้น
เขาไหว้ขอบคุณทิดเวียงแล้วพายเรือล่องกลับลงมา
ปรกติต้องพายเข้าไปตามคลอง แต่เขาเลือกพายลัดทุ่งเข้าไปเลย
ผืนน้ำท้องทุ่งสีขาวสะท้อนผืนฟ้าและดวงดาวเต็มฟ้า
มีเสียงกบเขียดร้องระงมเซ็งแซ่ แทรกอยู่ด้วยเสียงใบพาย
แหวกสายน้ำ และเสียงถอนใจยาว.....กว่าจะมาถึงบ้านได้.....
บ้าน...ที่ซ่อนตัวอยู่กับหมู่เงาไม้เบื้องหน้า อยู่ห่างออกไปไม่กี่อึดใจ
เวลานี้ไม่มีแสงตะเกียงให้เห็น เป็นปรกติที่แม่ที่อาศัยอยู่
.....เพียงลำพัง.....จะเข้านอนแล้ว.





แม่ต้องแปลกใจ และดีใจมากที่ลูกชายคนสุดท้องกลับมาเยี่ยม....
.......อย่างไม่รู้ตัว และไม่คาดคิดด้วย.....เขากระหยิ่มในใจ........
นานๆ เขาจะกลับบ้านสักครั้งแต่มาครั้งใดก็จะมีเงินมาฝากแม่ทุกครั้ง
หลายครั้งแม่ก็เหงา แต่ก็ไม่เคยต้องการให้ลูกมาอยู่ด้วย.......
อยู่อย่างคนไร้ที่ทำกิน ไร้อนาคต รับจ้างเกี่ยวข้าวดำนาไปตลอดชีวิต
โดยแม่ไม่รู้หรอกว่า เด็กชายตัวเล็กๆ ที่ต้องจากบ้านไปเผชิญโชคชะตา
ตามลำพังนั้น ต้องเจอกับอะไรมาบ้าง......


"แม่....แม่....เปิดประตูหน่อย" เขาเรียก หลังจากผูกเรือกับบันไดบ้าน
"..........(เงียบ)................."
"แม่ แม่ เปิดประตูด้วย" เขาเรียกและเคาะประตูซ้ำ
" นั่นใคร" เสียงตอบมาจากในเรือน
"ฉันเองแหล่ะแม่ เปิดประตูด้วย"
แม่ของเขาเปิดประตู แสงตะเกียงน้ำมันก๊าส ส่องให้เห็นใบหน้า
ที่เปี่ยมไปด้วยความยินดีจากการกลับมาของลูกชาย
แต่ก็ไมสว่างพอให้เห็นแววตาเศร้าหมองแม่ได้
"ทำไมถึงมาจนค่ำมืดล่ะ"แม่ถาม"แล้วกินข้าวมาหรือยังล่ะ"
"ยังเลย มีอะไรกินบ้างแม่" เขาถามโดยไม่รอคำตอบ
ตรงเข้าเปิดตู้กับข้าวยกปลาต้มเค็มลงนั่งกินกับข้าวที่เหลือจากมื้อเย็น
ก้อนหนึ่งด้วยความหิว โดยมีแม่นั่งนั่งคุยอยู่ด้วย
ค่ำคืนนี้.......ท่ามกลางความทุกข์ความลำบาก
ของคนที่ต้องศูนย์เสียจากน้ำท่วมไปหลายจังหวัด
ยังมีแม่ลูกคู่หนึ่งได้กลับมาพบกันถามสารทุกข์สุขดิบกัน
ภายใต้แสงตะเกียง แสงดาว และผืนน้ำกว้างใหญ่.......

หลังจากแม่เข้านอนในห้องแล้วแล้ว
เขาออกมานั่งรับลมเย็นหน้าชานบ้าน....
ดูท้องฟ้า มองผืนน้ำ อยู่อีกนาน ก่อนจะกลับเข้ามานอน
ฟังเสียงกบ เขียดร้องขับกล่อม มีเเสียงไอ้ช่อนหุบเหยื่อดังแทรก
เป็นระยะๆ จนหลับไปในที่สุด..........



เช้าวันรุ่งขึ้น
เด็กหนุ่มต้องตื่นขึ้นด้วยเสียงเรียกและเสียงเคาะประตูของน้าของเขา
เมือเปิดประตูพอได้เห็นหน้าหลานชายเท่านั้นล่ะ
น้าก็ต่อว่าและตัดพ้อเป็นการใหญ่
"มึงไปอยู่ไหนมา ทำไมถึงไม่ส่งข่าวคราวมาบ้าง
ไม่คิดจะกลับบ้านกลับช่องแล้วหรือไง? "
ว่าแล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
"เดี๋ยวๆ" เขาร้อง "อะไรกันน้า มาถึงก็ต่อว่าใหญ่
เมื่อคืนแม่่ฉันยังไม่ว่าอะไรสักคำ"
น้าที่กำลังก้าวขขึ้นบ้านถึงกับชะงัก จ้องหน้าเขาตาเขม็ง
"หา มึงว่าอะไรนะ !! มึงเจอแม่มึงเหรอ?"
"ก็ใช่นะซี มีอะไรเหรอ?"
"ก็ที่กูมานี่ก็จะมาบอกเรื่องแม่เอ็งนี่แหล่ะว่า"
น้าพูดด้วยน้ำเสียงสะอึก
"แม่มึง แม่มึงตายแล้ว...เพิ่งเผาไปเมื่อสามวันก่อน..."
เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง....แต่แววตาและสีหน้าของน้า...
"หา...นะ น้า..." เขาอุทานได้เท่านั้น มันเหมือนมีอะไรมาจุกอก
แล้ว แล้วเมื่อคื้นนี้......
เขาคิดเพียงแค่นั้นแล้วหันก้าวเท้าไปเปิดตู้กับข้าว..
จ้องดูด้วยความงงงัน
แล้วเดินไปเปิดห้องแม่ซึ่งบัดนี้มีแต่ความว่างเปล่า........
เขาค่อยๆปิดประตูแล้วถอยหลังกลับมาทรุดตัวลงนั่ง
อย่างคนหมดแรงข้างๆน้าที่กำลังเอาชายเสื้อขึ้นซับน้ำตา
หรือว่า....เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้...
เป็นเพียงเขาหลับฝันไป....
"แม่เป็นอะไรตาย น้า........"เขาถามด้วยเสียงแผ่วเบา
"คงจะเป็นลมล้มหน้าคว่ำจมน้ำอยู่หน้าบันได...โธ่ถัง เวรกรรมแท้ๆ"
น้ำตาน้าก็ไหลน้าพรากอีก แล้วพูดต่อด้วยเสียงสะอื้น
"ตายก็ไม่มีคนมาดูใจ".....
เด็กหนุ่มสะท้อนใจ รู้สึกสงสารแม่อย่างจับใจ
เมื่อนึกถึงภาพแม่ที่ต้องมาจากไปอยู่อย่างเดียวดาย
ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน จนเขาอยากจะตื่นจากความฝัน
ที่แสนสลดใจนี้เสียที........







"แล้วเอ็งจะกลับมาอยู่บ้านอีกไหม?"

ไม่ว่าเสียงเครื่องยนต์เรือด่วนจะดังแค่ไหน
ก็ไม่สามารถกลบคำถามของน้าได้
มันยังก้องอยู่ในหูเขาตลอดเวลา
แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้้นนี้คือความจริง
หาใช่ความฝันอย่างที่เขาต้องการไม่
ความจริงหนึ่ง คือแม่จากไปแล้ว
อีกความจริงหนึ่ง คือชีวิตที่ยังอยู่ต้องดำเนินต่อไป


วันนั้น...
เมล็ดพันธุ์เพิ่งแตกรากยังไม่ทันได้ยึดเกาะผืนดินเกิด
ก็ถูกกระแสธารชีวิตพัดพรากมันไปสู่ความเวิ้งว้าง.....
บางครั้งก็ตกลงไปในร่องน้ำอันเชี่ยวกราก....
แทบเอาตัวไม่รอด


โชคยังดี.....................
ที่มันรอดจากการเป็นอาหารเต่าและปลามาจนถึงฝั่ง
แผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งใหม่
แล้วค่อยๆ ยั่งราก ตั้งลำต้นขึ้นตรง
ท่ามกลางหมู่ไม้น้อยใหญ่ยืนเบียดเสียด
ที่มีที่มา ต้นกำเนิดแตกต่างกันไป


ด้วยเหตุนี้....................
เมล็ดพันธุ์นั้น คงไม่มีวันจะหวนกลับคืนถิ่นกำเนิดได้อีกแล้ว....















 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2554
12 comments
Last Update : 7 ธันวาคม 2554 22:45:26 น.
Counter : 870 Pageviews.

 

แวะมาเยี่ยมในวันหยุด...สวัสดีครับ

 

โดย: **mp5** 27 พฤศจิกายน 2554 11:33:11 น.  

 



สว้สดีค่ะ

แม่มาเยี่ยมในฝัน เกิดได้จริงๆนะคะ
ตอนแม่เสีย ยังไปหาที่เมกาเลย (ในฝัน) แต่พอตื่น
ก็มีเสียโทรศัพท์จากเมืองไทย บอกว่าแม่เพิ่งจากไป


newyorknurse

 

โดย: newyorknurse 27 พฤศจิกายน 2554 23:21:49 น.  

 

สวัสดีค่ะพี่หมุนฯ
เป็นเรื่องจริงหรือนิยายคะ

ขอบคุณสำหรับกำลังใจคงต้องใช้เวลา

ฝันดีราตรีสวัสดิ์ค่ะ

 

โดย: pantawan 28 พฤศจิกายน 2554 0:33:57 น.  

 

แม่นแล้วค่า แม่ของน้องมาร์คบอกว่า มีคนบอกว่า เด็กหน้าตาดีมากลักษณธดีมากเขาเลยอยากได้

โชคดี ที่ครอบครัวเขาหาพ่อแม่บุญธรรมให้เด็กได้

และเป็นบุญของน้องมาร์ค ที่มีคนรุมฝันเรื่องเดียวกันพร้อมๆกัน

 

โดย: โสมรัศมี 28 พฤศจิกายน 2554 9:01:02 น.  

 

สวัสดีค่ะพี่หมุน
ที่บ้านเรียบร้อยหรือยัง
วันนี้มีโรตีใส่ไข่มาฝาก

 

โดย: pantawan 1 ธันวาคม 2554 10:18:14 น.  

 

จองไว้ก่อน เดี๋ยวจะเขามาอ่านค่ะ

 

โดย: Maeboon 2 ธันวาคม 2554 14:34:32 น.  

 

มาอ่านแล้วซึมครับ ถ้ามีเหตการณ์แบบนี้คงมึน

ถามนิด เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าครับ 555 อดระแวงไม่
ได้ว่าถูกหลอก เพราะ แหะ ๆ เคยหลอกคนไว้มากมั้ง

 

โดย: ไวน์กับสายน้ำ 2 ธันวาคม 2554 14:41:58 น.  

 

แวะมาทักทายค่ะ
วันหยุดหลายๆวันแบบนี้ ไปเที่ยวไหนคะ
หรือพักผ่อนอยู่กับบ้าน
แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ขอให้มีความสุขนะคะ

 

โดย: dayydream_m 4 ธันวาคม 2554 12:26:11 น.  

 

สวัสดีค่ะพี่หมุนฯ
แวะมาทักทาย
บ้านเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ

 

โดย: pantawan 7 ธันวาคม 2554 1:15:13 น.  

 

อ่าน แล้วอิน ไปด้วย เลยค่ะ ... เหมือนอ่าน นิยาย..
เรื่องของใคร น้อ..
มาทัก ทาย ค่ะคุณหมุน สบายดีนะคะ..
น้ำคงลด แล้ว ..นะ..

 

โดย: tifun 9 ธันวาคม 2554 18:14:44 น.  

 

อ่านแล้วเศร้าค่ะคุณหมุนฯ มันเศร้า ๆ จุก ๆ อยู่ข้างใน กอปรกับอากาศหนาว ๆ ของเช้านี้ด้วย ยิ่งซึมหนักไปกันใหญ่

.....

พิดโลกหนาวแล้วค่ะ ปีนี้หนาวต้นธันวา และน่าจะหนาวนานไปอีกเป็นค่อนเดือน

คุณหมุนสบายดีนะคะ แหม่มไม่ค่อยได้แวะมาเลยเพราะมัวแต่โม่งานอยู่ แต่ก็คิดถึงเพื่อน ๆ บล้อกเสมอค่ะ

รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

 

โดย: i'm not superman 13 ธันวาคม 2554 9:34:58 น.  

 

แวะมาทักทายค่ะ ^^

 

โดย: namfaseefoon 13 ธันวาคม 2554 20:50:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#13


 
หมุนตามไมล์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




ดูย้อนหลัง คลิกที่ภาพครับ

ทำลิ้งค์ ๓

ทำลิ้งค์ ๒

ทำลิ้งค์ ๑

ทำลิ้ง 250

ทำลิ้งค์ ตอนที่๒

ทำลิ้งค์ ตอนที่๓

ทำลิ้งค์ ตอนที่๔

ทำลิ้งค์ ตอนที่๕
ทำลิ่ง
Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
27 พฤศจิกายน 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add หมุนตามไมล์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.