keeping the faith

 
กุมภาพันธ์ 2550
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728 
 
9 กุมภาพันธ์ 2550
 

~~~~~~ Perhaps Love - - รอยทรงจำ ตอนที่ ๑ ~~~~~~






รบกวนคนอ่านช่วยคอมเม้นท์กันด้วยนะ
เป็นงานเขียนที่เคยเขียนสมัยเรียนมอปลาย (เอ่อ..หลายปีแล้วนะนั่น) แล้วก็เขียนไม่จบ
แต่เป็นเรื่องที่อยู่ในใจเรื่อยมา


อยากให้ช่วยแสดงความคิดเห็นกันจะได้นำไปปรับปรุงได้ถูก ขอบคุณมากๆ









ผมพบ ‘เธอ’ ครั้งแรกในวันที่สายลมหนาวของฤดูเริ่มพัดเข้ามาสัมผัสทักทาย ณ ร้านหนังสือเจ้าประจำของผมซึ่งมีมุมกาแฟเล็กๆ อยู่ที่ชั้นบน เธออยู่ที่โต๊ะตรงบริเวณริมระเบียงซึ่งยื่นไปในแม่น้ำ ในมือมีหนังสือเล่มหนึ่ง- -และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผม ‘สะดุด’ ตาเธอ ด้วยหนังสือเล่มนั้นจัดเป็นหนังสือสุดโปรดอันดับต้นๆ ของผม เจ้าตัวซ่อนร่างเล็กบอบบางไว้ด้วยเสื้อคอบัวแขนตุ๊กตากับกระโปรงยาวลายดอกไม้เล็กๆ สีหวาน รองเท้าส้นเตี้ยมีสายพันร้อยรัด บนโต๊ะมีถ้วยชาที่กรุ่นไอชายังระเหยเต้นระบำอยู่เหนือถ้วยสีน้ำตาลแดงนั้น เค้กหน้าส้มเพิ่งโดนทานส่วนมุมไปเล็กน้อย ใบหน้าด้านข้างทำให้ผมเห็นแก้มขาวเนียนละเอียดที่แดงด้วยเลือดฝาด ยังคงยุ้ยในแบบสาวน้อยที่เพิ่งเติบโต ปากแดงเม้มนิดๆ ดวงตาจดจ้องหนังสือตรงหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ

ผมเดินเสไปที่เคาน์เตอร์ บุ้ยปากไปที่สาวน้อยคนนั้น

“ใครน่ะพี่อ้าย?”

“เด็กแถวนี้ล่ะมั้ง พี่ก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำไม? งอนเหรอที่เค้าแย่งโต๊ะประจำเราน่ะ..หือม์?” เจ้าของร้านคนสวยเย้ายิ้มๆ ก่อนถาม “วันนี้ดินเอากาแฟกับพายบลูเบอรี่เหมือนเดิมใช่มั้ย?”

“ครับ”

ผมรับคำ ก่อนเลือกไปนั่งโต๊ะที่หน้าประตูซึ่งอยู่ใกล้กับบันไดแทนและเริ่มต้นอ่านหนังสือที่เพิ่งซื้อมา...

ผมจมอยู่กับหนังสืออยู่เนิ่นนานจนกระทั่งเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เด็กสาวคนนั้นก็ไม่อยู่แล้ว...






ในวันเสาร์ของสองอาทิตย์ถัดมาผมกลับไปที่ร้านนั้นอีกครั้ง หลังจากได้หนังสืออย่างที่ตั้งใจแล้วผมก็ขึ้นไปยังมุมโปรด รอยยิ้มสดใสพร้อมคำทักทายดังขึ้นมาทันทีที่ผมก้าวไปถึงชั้นบน

“ไงดิน มาซื้อเล่มใหม่ของชาติเหรอ?”

“ครับพี่ ขอบคุณนะครับที่โทร.ไปบอก”

“ไม่เป็นไร โทร.ไปบอกแล้วพี่ขายหนังสือได้อีกเล่ม คุ้มจะตาย” พี่อ้ายหัวเราะเบาๆ ก่อนบุ้ยปากไปอีกทาง “เด็กคนนั้นมาอีกแล้วนะ มานั่งนี่ทุกเสาร์เลยเนี่ย”

สาวน้อยคนเดิมยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำของผม เธอสวมเสื้อคอเต่าสีขาวนวล กระโปรงยาวโทนครีมอ่อน และรองเท้าเปลือยส้นเตี้ย ครั้งนี้มีเพียงถ้วยชาอยู่บนโต๊ะพร้อมกับหนังสืออีกเล่มหนึ่ง เจ้าตัวเท้าคางหันออกไปที่แม่น้ำ ดวงตาเรียวที่มีขนตาเป็นแพมองไปไกลๆ ราวกับกำลังอยู่ในภวังค์

“น่ารักดีนะดิน”

“เอ่อ..ครับพี่” ผมรับคำอัตโนมัติก่อนเดินไปที่โต๊ะอีกตัว เหลือบมองเธอก่อนก้มหน้าสู่หนังสือในมือ

พักใหญ่ทีเดียวร่างบางในชุดขาวก็ปรากฏอยู่ที่ปลายสายตา เธอกำลังจ่ายเงินและคุยอยู่กับพี่อ้าย ก่อนหันกายเดินออกไป--ไม่รู้ว่าตาผมฝาดหรือเปล่า แต่ราวกับจะเห็นรอยยิ้มน้อยๆ จากปากอิ่มแดงนั้น ผมกำลังจะอ่านหนังสือต่อทว่าร่างสูงคุ้นตาก็มานั่งที่เก้าอี้ตรงกันข้ามเสียก่อน

“เป็นไงเล่มนี้?”

“ก็ดีครับพี่ ปกติหนังสือของเค้า ดินก็ไม่ค่อยผิดหวังอยู่แล้ว” ผมระบายยิ้มบางๆ ให้คนตรงหน้า “ยังไงดินก็คงต้องตามอ่านต่อไปล่ะครับ พี่อ้ายอย่าลืมโทรบอกด้วยละกันเวลามีเล่มใหม่ของเค้ามา”

“จ้า พ่อลูกค้าวีไอพี” คนตรงหน้ากึ่งเย้ากึ่งขำ แต่ก่อนที่พี่อ้ายจะพูดอะไรต่อเจ้าตัวก็ต้องรีบลุกไปเมื่อมีลูกค้าอีกคนมา ผมจึงไม่ทันได้ไถ่ถามว่าเธอคนนั้นคุยอะไรกับพี่อ้าย แต่ก็นั่นหละ- -มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรนักหรอก...





หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ได้ไปที่ร้านอีก จนกระทั่งวันเกิดผมที่คราวนี้น้องสาวตัวดีเจ้ากี้เจ้าการให้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ที่บ้าน ทั้งที่โดยปกติเรามักจะไปฉลองอะไรกันเฉพาะในครอบครัว แต่คนต้นคิดอ้างว่า เนื่องจากปีนี้ผมกำลังจะพ้นการเรียนในระดับมัธยมแล้วจึงควรจัดงานเป็นการพิเศษและจะได้เป็นการอวด ‘พี่ชาย’ กับเพื่อนๆ เธอด้วย

แล้ววันนั้นเองที่ผมก็ได้พบกับ ‘มีน’ เป็นครั้งที่สาม คราวนี้เธอใส่ชุดแส็คลูกไม้สีขาว ที่บ่ามีสายเล็กๆ ผูกไว้ทั้งสองข้าง ผ้าคลุมไหล่สีฟ้าอ่อนถูกพันไว้รอบคอและปล่อยบางส่วนให้ปิดไหล่ขาวเนียน ผมยาวสลวยของเจ้าตัวถูกรวบไว้ด้วยลูกไม้แบบเดียวกับชุด ช่อลิลลี่แซมด้วยยิปโซซึ่งถูกผูกเข้าช่อไว้ด้วยผ้าลูกไม้สีขาวลายดอกเขียวอ่อนจางยื่นมาให้- -ราวกับจะรู้ว่า..ดอกไม้สองชนิดนี้เป็นดอกไม้โปรดอันดับต้นๆ ของผม

“สุขสันต์วันเกิดค่ะพี่ดิน” เสียงหวานใสสมตัวอวยพรโดยไม่สบตา ผมกล่าวขอบคุณทว่าไม่ได้พูดอะไรต่อ เจ้าตัวจึงแยกไปกับกลุ่มเพื่อน และด้วยที่วันนั้นเพื่อนของผมที่มาร่วมงานเองก็ไม่ใช่น้อย ดังนั้นผมจึงไม่ได้ใส่ใจกับเพื่อนๆ ของน้ำนัก…





“ไงพี่ดิน มีนน่ารักมั้ย?” ร่างเล็กเปรียวที่เข้ามาในห้องพร้อมประโยคคำถามนั้นทำให้ผมซึ่งกำลังจะเอนตัวลงนอนแล้วต้องลุกขึ้นนั่ง

“อะไรเนี่ย นึกไงมาถามพี่เนี่ยเรา?”

“ก็..เปล่า ก็อยากรู้ว่าเพื่อนใหม่ของน้ำน่ารักมั้ย” ยายน้ำเดินมานั่งที่ข้างเตียงพร้อมกับเสหยิบหนังสือของผมขึ้นมาดู “แล้วพี่ดินว่าน่ารักเปล่าเล่า?”

“ก็...น่ารักดี”

“มีนเค้ายังโสดอยู่นะพี่”

“อะไรเนี่ย..จะเป็นแม่สื่อหรือไงน้ำ?”

“ก็..แหม มีนเค้าน่ารักดี ตั้งแต่เค้าย้ายเข้ามานี่ก็มีน้ำนี่แหละเป็นเพื่อนสนิท เค้าไม่ค่อยมีเพื่อนหรอก มีนเค้าเป็นคนเงียบๆ น่ะ แต่นิสัยดีนะ เรียบร้อยเชียว หนุ่มๆ ในห้องนี้เพ้อกันเป็นแถว”

“ย้ายโรงเรียนมาเทอมสองอย่างนี้เลยเหรอ? แล้วเค้าย้ายมาจากไหนหละ?”

“ก็ย้ายมาตั้งแต่ปลายเทอมที่แล้วน่ะ เห็นว่าย้ายตามพ่อมา พ่อน้ำเค้าหย่ายยยน่ะ เลยไม่มีปัญหา” เจ้าตัวเปิดๆ หนังสือในมืออย่างไม่มีอะไรทำมากกว่าจะสนใจจริงจัง ก่อนจะโยนลงไปที่พื้นห้อง มะเหงกงามๆ จึงได้เคาะไปที่หัวเล็กๆ นั้น

“โอ๊ย! อะไรเนี่ยพี่ดิน?”

“บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าโยนหนังสือพี่ เดี๋ยวเป็นรอยหมด”

“โหย..คนอะไรรักหนังสือมากกว่าน้อง ป่านนี้ถึงไม่มีแฟนซะทีไง” เจ้าตัวบ่น พร้อมกับคลำหัวป้อยๆ

“พี่ไม่เจอคนที่ใช่ต่างหาก” ผมยักไหล่ “ของอย่างนี้พี่ไม่ได้เดือดร้อนต้องไขว่คว้านี่ ถึงไม่มี ชีวิตพี่ก็ยังมีความสุขกับการอ่านหนังสือ มีเพื่อน ดูหนัง อะไรของพี่ไปเรื่อยเปื่อย ชีวิตคนเรามีอะไรอีกเยอะนอกจากการมีแฟนนะน้ำ”

“โอ๊ย! พอๆๆ เหอะพี่ น้ำไม่มีตังค์มาติดกัณฑ์เทศน์พี่ดินหรอก ว่าแต่...” น้ำทำตาเจ้าเล่ห์ “ตกลงมีนถูกสเป็คพี่ดินมั้ยอ้ะ?”

“เฮ้ย! ถามอะไรอย่างนี้เนี่ยเรา? ถ้าถามว่าน่ารักมั้ยพี่ก็ว่าน่ารักดี แต่จะมาคาดหวังโน่นนี่น่ะ อย่าได้คิดไปก่อนเชียว”

“จ้า ไม่หวังก็ไม่หวัง น้ำก็อยากรู้แค่นี่แหละ” ร่างเปรียวลุกขึ้นยืนก่อนหันมาด้วยใบหน้าทะเล้น “ถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็บอกน้ำด้วยแล้วกัน ยินดีเสมอสำหรับเพื่อนรักและพี่ชายที่แสนดี”

จบประโยคน้ำก็วิ่งตื๋อออกไป ผมหันกลับไปมองช่อดอกไม้ที่เอามาใส่แจกันบนโต๊ะก่อนจะนึกถึงหน้าคนให้ นี่เจ้าตัวจะรู้ไหมหนอ..ว่าโดนใครเจ้ากี้เจ้าการขนาดนี้...





หลังจากวันนั้นมีนก็กลายเป็นแขกประจำของบ้านผม บางหนเจ้าตัวมาทำการบ้านกับน้ำ บางคราวก็มาอ่านหนังสือด้วยกัน และเมื่อได้พูดคุยกับมีน ก็กลายเป็นว่าเราสองคนมีอะไรคล้ายคลึงกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรักการอ่านหนังสือ ชอบเขียนไดอารี่ ติดใจร้านหนังสือของพี่อ้าย หลงใหลทะเล ฯลฯ แต่ถ้าถามความรู้สึกผม ผมก็ยังไม่รู้สึกอะไรกับเธอมากไปกว่า ‘น้อง’ หรือ ‘เพื่อนของน้อง’ ถึงแม้เราจะชอบอะไรคล้ายกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้ความรู้สึกของผมเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นได้ มีนอาจจะสะดุดตาผม แต่ไม่รู้เหมือนกันครับ...ราวกับหัวใจของผมไม่สามารถยอมรับเธอในฐานะอื่นได้…





ผมยังคงไปนั่งที่ร้านของพี่อ้ายอย่างสม่ำเสมอ แต่กลับไม่เคยเจอมีนอีก วันอาทิตย์นี้ก็เช่นกัน หลังจากไม่พบเล่มที่น่าสนใจจากชั้นหนังสือออกใหม่ ผมจึงตรงไปยังชั้นบน

“สวัสดีครับพี่”

“หวัดดีจ้ะ” พี่อ้ายยิ้มรับ ดวงตามีแววกระตือรือร้น “วันนี้ดินลองกินแยมโรลบลูเบอรี่มั้ย? พี่ลองทำดูน่ะ ให้ชิมฟรีเลย อยากรู้ว่าเวิร์คมั้ย”

“ได้ครับ ของฟรีชอบอยู่แล้ว” ผมหัวเราะเบาๆ ครู่เดียวแยมโรลรสใหม่พร้อมกาแฟหอมกรุ่นและหนังสืออีกเล่มก็วางอวดโฉมอยู่บนโต๊ะ

“หนังสืออะไรอะครับพี่?”

“หนังสือทำมือน่ะ เมื่อวานนี้มีน้องที่เรียนที่เดียวกับดินน่ะแหละ เค้าลองเอามาให้อ่าน บอกว่าจะฝากวางที่ร้าน เสนอให้เปอร์เซ็นต์พี่ด้วยนะ แต่พี่บอกไปแล้วว่าไม่เอาน่ะ” ประโยคท้ายพี่อ้ายพูดกลั้วหัวเราะ “ดินลองอ่านหน่อยสิว่าเป็นไงบ้าง พี่ว่าก็โอเคนะ ก็สไตล์เด็กๆ วัยรุ่นแหละ พี่เลยกะว่าจะมาวางแถวนี้แหละน่าจะเหมาะกว่าไปวางข้างล่าง”

“ครับพี่”

ผมยิ้มให้ร่างที่เดินกลับไปที่เคาน์เตอร์พลางหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา มันเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นและกลอนตามประสาวัยรุ่นทั่วไป เขียนด้วยลายมือน่ารักตัวเล็กๆ จนแทบไม่ต้องเดาว่าเป็นผู้หญิง แนวเรื่องก็ประมาณรักหวานแหววทั่วไป ซึ่งมองโลกใสเสียจนผมอดยิ้มไม่ได้ แต่ก่อนที่จะอ่านจนจบเล่ม ร่างเพรียวบางไม่คุ้นตาที่มานั่งยังเก้าอี้ตรงกันข้ามก็ต้องทำให้ผมต้องละสายตาขึ้นมา

“สวัสดีค่ะ” รอยยิ้มสดใสส่งมาก่อนทันที เจ้าตัวไม่ใช่คนสวยโดดเด่น แต่ตากลมโตเป็นประกายพราวรับกับคิ้วเข้ม ปากหยักได้รูปและลักยิ้มที่สองแก้มนั้นก็ชวนมองอยู่ไม่น้อย ผมหยักศกสลวยถูกปล่อยอิสระให้คลอเคลียที่หลัง เธอสวมเสื้อสีดำแขนยาวแต่เปิดไหล่โชว์ผิวสีแทนนวลเนียน ที่คอมีสร้อยแบบติดคอซึ่งร้อยจากหินสีดำรูปร่างแปลกตา

“ชื่อพายค่ะ พันพระพาย พายเป็นคนเขียนหนังสือเล่มนั้นเองหละ เป็นไงบ้างอ้ะพี่ดิน?”

“เอ่อ..” ผมอึ้งกับการจู่โจมแบบตรงจุดทันทีของเธอ และที่งงกว่าคือ “รู้จักชื่อพี่ด้วย?”

“อ้าว..รู้จักสิพี่ พายเรียนโรงเรียนเดียวกับพี่นะ แต่พายอยู่มอสี่ พี่คงไม่เคยเห็นพายหละมั้ง โรงเรียนเราคนออกเยอะ” รอยยิ้มกึ่งกวนกึ่งเย้าพรายที่ริมฝีปาก ดวงตามีประกายรื่นเริง “แต่พายน่ะเห็นพี่ตลอดแหละ”

ท้ายประโยคเจ้าตัวทำตาพราวล้อ จนผมออกจะขัดเขินกับทั้งประโยคปิดท้ายและแววตานั้น

“ตกลงหนังสือทำมือเล่มแรกของพายเป็นไงมั่งอ้ะพี่”

“ก็..เขียนน่าอ่านดีครับ สำนวนก็ใช้ได้ อ่านแล้วไหลลื่นดี เพียงแต่ตัวพล็อตไม่มีอะไรใหม่เท่าไหร่น่ะครับ” ผมเลือกพูดตามความรู้สึก แม้กลัวว่ามันอาจทำลายความตั้งใจแรกของคนตรงหน้า ทว่าเจ้าตัวกลับหัวเราะเสียงดัง

“พี่ดินนี่ตรงดีเนอะ นี่แหละ...พายชอบ เพื่อนพายนะให้ใครอ่านก็ไม่มีใครกล้าบอกพายตรงๆ อย่างนี้เลย แต่เอาเหอะ เล่มแรกน่ะพี่ พายลองชิมลางดูแค่นั้นเอง” เจ้าตัวอมยิ้มในประโยคท้าย แต่เมื่อเห็นผมอึ้ง พายก็หัวเราะร่วน

"พี่ดินช็อกไปเลยอ้ะ น่าพี่..พายก็เป็นคนตรงๆ อย่างนี้แหละ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรหรอก เป็นคนวางแผนไม่เป็นเหมือนคนอื่นเค้า” จบประโยคนี้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏบนริมฝีปากได้รูปนั้นครู่หนึ่ง “พี่ไม่ต้องกลัวพายหรอกน่า”

ผมยังคงพูดอะไรไม่ออก คนตรงหน้ายังคงมองมานิ่งนาน ระบายยิ้มน้อยๆ ที่ดูราวขบขันแกมเอ็นดูก่อนจะลุกขึ้นยืน

“พายไปแล้วนะพี่ เจอกันที่โรงเรียนก็ทักกันบ้างก็ได้นะ ส่วนหนังสือเล่มนั้นพายให้พี่ฟรีในฐานะที่ช่วยวิจารณ์ให้พายแล้วกันค่ะ เดี๋ยวพายบอกพี่อ้ายเอง”

จบประโยคเจ้าตัวก็ทำท่าตะเบ๊ะก่อนลิ่วไปที่เคาน์เตอร์ ผมจึงเพิ่งเห็นว่าเธอใส่กางเกงยีนส์เพ้นท์เป็นรูปดอกไม้สีสวยแปลกตา หลังจากที่พูดคุยกับพี่อ้ายและบุ้ยบ้ายมาทางผมแล้วร่างเพรียวนั้นก็เดินจากไป

ผมมองตามเธอจนลับสายตา หัวใจยังคงเต้นแรงและจดจำทุกอย่างที่ปรากฏในเวลาไม่ถึง 10 นาทีที่ผ่านมานั้นได้เป็นอย่างดี ไม่รู้สิครับ..ถ้าเทียบระหว่างผู้หญิงสองคนที่ผมเพิ่งได้รู้จัก- -มีนเหมือนสายลมฤดูหนาวที่ค่อยๆ ชำแรกผ่านมาสัมผัสผิว แต่สำหรับพาย- -เธอเหมือนพายุฤดูร้อนที่พัดพาเข้ามาอย่างรุนแรงและสร้างร่องรอยไว้ให้จนยากที่จะลืมเลือน…





~~~~~~ จบการลงครั้งที่ ๑ ~~~~~~






Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2550
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2550 17:45:05 น. 7 comments
Counter : 419 Pageviews.  
 
 
 
 
อืม น่าสนุกดีค่ะ
ให้วิจารณ์จริงจังเลยไหมคะ
คิดว่าจุดอยู่ที่สำนวน และวิธีการเขียนนะคะ เพราะว่าเขียนได้ละเมียดละไมและใส่ใจมาก
โดยเฉพาะเมื่อมีพรรณาโวหารที่รู้สึกทำให้เหมือนว่าอยู่ในเหตุการณ์ไปด้วย

แต่ขณะเดียวกัน พรรณาโวหารในตอนแรกก็เหมือนจะเป็นจุดอ่อนไปด้วยในตัว
เพราะมีช่วงที่ใช้คำเยิ่นเย้อ และ/หรือขยายวลี ขยายคำมากจนทำให้ลืมส่วนที่ถูกขยายเดิมบางส่วนไป

แต่โดยรวม ชอบนะคะ เพียงแต่ว่า ตอนนี้เร็วไปที่จะบอกว่าอย่างไร
ต้องรออ่านก่อนค่ะ :D :D :D
 
 

โดย: หมาเลี้ยงแกะ วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:18:09:55 น.  

 
 
 
*คิดว่าจุดเด่นน่ะค่ะ ตกไป ^^"
 
 

โดย: หมาเลี้ยงแกะ วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:19:20:38 น.  

 
 
 
น่าจะมีความน่าตื่นเต้นแฝงไว้ซักนิดนะค่ะ..

เรื่องจะได้น่าชวนติดตาม...

ไว้จะมาบ่อย ๆ

อีโม..น่ารักนะค่ะ...คนที่ทำ..คงจะน่ารัก
 
 

โดย: TsuTaYa วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:21:05:56 น.  

 
 
 
บรรยายละเอียด จนบางครั้งรู้สึกว่าละเอียดเกินไปหน่อยนะคะ

รวมๆ ก็ดีค่ะ รออ่านต่อ...
 
 

โดย: rebel วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:21:34:10 น.  

 
 
 
ถ้าเขียนตอนมอปลายแล้วได้ขนาดนี้ เก่งมากค่ะ

อ่านตามได้แทบไม่มีสะดุด

มีเล็กน้อยในเรื่องการบรรยายละเอียดเกินไปนิดอย่างที่ คห.บนๆกล่าวถึง


สำนวนละเมียดดีค่ะ

ไว้จะเข้ามาอ่านอีก
 
 

โดย: หยุ่ยยุ้ย วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:23:07:14 น.  

 
 
 


ความรักคือความเมตตา
 
 

โดย: โสมรัศมี วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:11:40:26 น.  

 
 
 
มารอตอนสอง
 
 

โดย: หมาเลี้ยงแกะ วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:14:28:13 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

มีนเมษ
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เกิดกึ่งๆ ระหว่างราศีมีนกับเมษ
เป็นคนสองบุคลิก
อ่อนโยนบางที ห้าวแกร่งบางหน

ก็คนธรรมดาๆ คนหนึ่ง
ที่อยากเขียนหนังสือดีๆ ไว้ให้คนอื่นอ่าน
(แต่ยังอีกห่างไกลนัก)




สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด โดยนำ ภาพถ่าย,รูปภาพ,บทความ งานเขียนต่างๆ รวมถึงข้อความต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดของข้อความใน Blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่ ไม่ว่าเป็นการส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด
[Add มีนเมษ's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com