DR.MOO CAN DO
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28 
 
9 กุมภาพันธ์ 2553
 
All Blogs
 
10 อันดับ การประหารสุดโหด!!!!!!

อันดับ 10 Bestiarii




                Bestiarii หมายถึงการส่งนักโทษไปอยู่ในสังเวียนของสิงโตครับ โดยที่นักโทษจะไม่มีอาวุธป้องกันตัวใดๆทั้งสิ้น มีแต่ตัวเปลือยเปล่าอย่างนั้นเลยแล้วก็ผู้ชมก็จะดูการละเล่นไป นักโทษก็จะพยายามกระ**กระสน สู้รัดฟัดเหวี่ยงกับสิงโตหรือสัตว์อื่นๆตามแต่ที่ผู้คุมหามาให้ แม้ว่าจะสามารถเอาชนะได้หนึ่งตัวอย่างลากเลือด ก็จะมีตัวที่สองและสามโผล่ออกมาไม่หมดไม่สิ้น นอกจากนั้น อาจมีการแสดงโชว์โดยแทนที่จะใช้นักโทษคนเดียว คราวนี้เทกระจาดเอานักโทษมาหมดแล้วก็ปล่อยฝูงสิงโตออกมางาบอาหารบุฟเฟ่ต์ยาม เย็นจนอิ่มแปล้ไป



อันดับ 9 Colombian Necktie



                เป็นการลงโทษซึ่งนักโทษไม่ทรมานเลย เพราะมันก็คือการเชือดคอหอยดีๆนี่เอง ส่วนวิธีการก็คือ เขาจะจับนักโทษแหงานคอขึ้นแล้วเชือดคอหอยซะ จากนั้นก็จะใช้มือล้วงเข้าไปแล้วดึงลิ้นออกมาให้แลบออกมาที่รอยแผลนั้น ลิ้นก็จะห้อยออกมาสีแดงสดเพราะเลือดย้อม นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเรียกว่า เนคไท ยังไงล่ะครับ



อันดับ 8 Brazen Bull




                 เป็นการลงโทษสมัยก่อนซึ่งเจ้าคนคิดนี่คงจะแอบจิตอยู่บ้าง เพราะจุดประสงค์การออกแบบนั้นเหมือนเป็นการสนองความต้องการของผู้ประดิษฐ์ เสียเองมากกว่า วิธีการคือ จับเอานักโทษมาใส่ในวัวเทียมที่ทำมาจากเหล็ก จากนั้นก็จุดไฟข้างใต้ ความร้อนจะทำให้ข้างในวัวเทียมยิ่งร้อนเข้าไปใหญ่(นึกถึงไก่อบหม้อดินประมาณ นั้น) เสียงของนักโทษก็จะร้องโหยหวนซึ่งทางออกเดียวของเสียงนั้นคือ ปากของวัวเทียมซึ่งทำเป็นทรงกระบอก เมื่อนักโทษร้องออกมาก็จะได้เสียงที่มีเอกลักษณ์และคล้ายกับวัวร้อง นั่นคือสาเหตุว่าทำไมถึงประดิษฐ์เป็นรูปวัวครับ ในประวัติศาสตร์มีคนเคยกล่าวถึงความโหดร้ายของเครื่องนี้ถึงขนาดที่ตนต้อง ปิดหูเพื่อจะได้ไม่ยินเสียงความทรมานของนักโทษซึ่งเสียงนั้นเล็ดลอดเพียงปาก ของวัวเทียมเท่านั้น


อันดับ 7 Flaying




                ถ้าแปลตามตัวเลยก็คือการถลกหนังทั้งที่ยังเป็นๆอยู่ครับ โดยผู้ประหารนั้นจะใช้มีดที่คมกริบค่อยๆเลาะหนังออกมาอย่างบรรจงโดยที่หนัง นั้นจะติดเป็นผืนเดียวกัน นักโทษนั้นก็จะค่อยๆจายอย่างช้าจากภาวะน้ำในร่างกายไม่เพียงพอหรืออาจจะติด เชื้อ(ถ้านักโทษอยู่นานพอนะ) แล้วหนังนั้นก็จะถูกนำไปแขวนไว้กับผนังประจานไว้เพื่อแสดงถึงใครที่คิดแข็ง ข้อต่ออำนาจทางการเมือง



อันดับ 6 Scaphism


                เป็นการลงโทษของชาวเปอร์เชียสมัยโบราณ และมันก็ค่อนข้างจะซับซ้อนหน่อย โดยนักโทษจะถูกจับอดอาหารจนผอมและ ยัดเข้าไปในโพรงของต้นไม้ใหญ่ในสภาพเปลือยเปล่าและถูกมัดให้แขนขายื่นออกมา ข้างนอกโพรงต้นไม้ แล้วจากนั้น ผู้คุมก็จะให้อาหารเพียงนมและน้ำผึ้งซึ่งจะทำให้นักโทษท้องเสีย และทาน้ำผึ้งไว้ตามมือและเท้าที่ยื่นออกมา เหตุครั้งนี้มีไว้เพื่อล่อแมลงเข้ามาตอมและกัดกินหรือวางไข่สร้างรังโดยที่ นักโทษไม่สามารถทำอะไรได้ ส่วนการที่ท้องเสียก็คืออุจจาระจะส่งกลิ่นและกระตุ้นให้แมลงยิ่งเข้ามาอีก บางทีแมลงพวกนี้ก็จะมากินอุจจาระและวางไข่หรือชอนไชเข้าไปในก้นด้วย สุดท้ายนักโทษจะเกิดแผลเน่าเฟะและตายอย่างช้าๆจากการติดเชื้อ



อันดับ 5 กรอกปาก 





                อันนี้เป็นการลงโทษแบบหนึ่งครับ(หารูปไม่ได้)เกิดขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2โดยเหตุเกิดที่เมืองไทยนั้นแหละ สมัยนั้นทหารญี่ปุ่นเข้ามาในไทยและค่อนข้างกดขี่ข่มเหงมากครับ ซึ่งก็มีบทลงโทษสำหรับหัวขโมยเหมือนกัน เช่น ถ้าคนไหนขโมยของกิน ก็จะโดนจับเอาของอันนั้นยัดเข้าปาก หรือบางทีก็จะกรอกน้ำหรือน้ำมันเข้าไปในปากจนเต็มกระเพาะหรือท้องป่องและ หายใจไม่ออก บางคนก็ถึงขั้นเสียชีวิตเนื่องจากเกิดภาวะน้ำมากเกินในร่างกาย(เอ่อ...กลัว จะไปวกเรื่องการแพทย์เลยหยุดประมาณนี้นะ) แต่ก็มีบางคนที่ไม่ตายก็มีครับ ซึ่งทหารก็จะใช้วิธี เอาออกมา หรือก็คือจะใช้เท้าเหยียบเข้าที่ท้องของหัวขโมยคนนั้นและก็อ้วกออกมา ซึ่งยังไงก็ตายครับ



อันดับ 4 Breaking wheel




                อันนี้มีวิธีการลงโทษอยู่สองแบบครับ แบบ Indoor กับ Outdoor (หมายถึงทำในที่บ้านกับที่โล่งแจ้ง) โดยแบบแรกคือการตรึงนักโทษไว้บนล้อเกวียนจากนั้นก็ทำการหมุนครับ เพียงแต่ว่าตรงพื้นข้างล่างนั้นจะเป็นซี่เหล็กแหลมนับไม่ถ้วนขูดกรีดผิวหนัง และใบหน้าของนักโทษเมื่อผู้คุมหมุนซี่เกวียน และผู้คุมก็จะปรับระดับลดความสูงลงมาอีก ทำให้ขูดลึกกว่าเดิม และทำเช่นนี้จนกระทั่งนักโทษตาย อีกแบบหนึ่งคือตรึงไว้กับซี่ล้อเกวียนครับ แล้วก็จับผึ่งตากแดดอดอาหารจนตาย หรือบางครั้งก็มีอีแร้งมาทึ้งกินเหมือนกัน


อันดับ 3 Ling Chi



 


                Ling chi คือการลงโทษของคนจีนครับ โดยการจับนักโทษมาแล้วก็เริ่มสับอวัยวะออกทีละชิ้นมีละชิ้น เริ่มจากปลายสุดก่อนแล้วไปส่วนอื่นๆซึ่งทำให้นักโทษตายช้าที่สุดแล้วจากนั้น จึงเริ่มสับที่คอของนักโทษและควักหัวใจออกมา



อันดับ 2 Sawing


 


 



 


                แปลตรงตัวครับ คือการเลื่อยอย่างช้าๆจนกว่าตัวจะขาดเป็นสองท่อน ก็ทำตามรูปนี้ล่ะครับ โดยจับนักโทษแขวนห้อยหัวไว้ แหกขาออกแล้วเอาเลื่อยมาวางพาดไว้ที่ระหว่างขา แล้วก็ทำการเลื่อยครับ คิดดูว่ากว่าจะตายนี่ ทรมานขนาดไหน



อันดับ 1 Hanging Drawing and Quartering




                 ถ้าหากว่าเรามีวิ่งสู้ฟัด อันนี้ก็คงไม่แพ้กันเพราะมันคือการประหารสามครั้งโดยที่นักโทษยังมีชีวิต อยู่(ยกเว้นอันที่สามที่เขาคงตายแล้วล่ะ) นั่นประกอบไปด้วยการแขวนคอ โดยที่ผู้คุมจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อนักโทษถูกจับแขวนคอนั้นไม่ใช่การกระตุกจนต้นคอหักตายนะครับ แต่เป็นการรัดคอจนกระทั่งใกล้จะหมดลมหายใจตาย ผู้คุมก็จะปล่อยตัว จากนั้นก็ลากนักโทษไปวางบนเขียงต่อหน้าประชาชี แล้วผู้คุมเบอร์2 ก็ทำหน้าที่ชำแหละควักเอาตับไตไส้พุงออกมาให้นักโทษคนนั้นดูต่อหน้าแม้ว่า สติจะเลอะเลือนบ้างก็ตาม ถ้าเป็นผู้ชายก็จะโดนตอนแล้วเอามาให้ดูด้วย ซึ่งผู้คุมก็จะเริ่มการจุดไฟเผาเครื่องในเหล่านั้น อ๊ะ! ทั้งหมดนี้ทำในเวลาอันรวดเร็วและทำต่อหน้านักโทษคนนั้นซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ และหายใจอย่างรวยริน เมื่อนักโทษตาย หรือ อาจจะยังไม่ตาย ก็จะตัดหัวและตัวแยกเป็น4ส่วนครับ นั่นคือการลงโทษแบบ 3 in 1 เหมือนมอคโคน่าโดยแท้ๆเลย




Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2553 22:36:34 น. 3 comments
Counter : 888 Pageviews.

 
อันนี้ที่1 นี้เหมือนเรื่องเบรฟฮาร์ทเลยคะ


โดย: ออนเซ็น IP: 115.31.162.97, 117.121.208.2 วันที่: 5 พฤษภาคม 2553 เวลา:16:41:57 น.  

 
ผมรู้สึกเหมือนจะอ๊วก ทำไมมนุษย์ถึงคิดสรรหาวิธีประหารแบบนี้ได้นะ


โดย: Ignite IP: 124.120.66.80 วันที่: 29 สิงหาคม 2553 เวลา:10:46:52 น.  

 
การลงโทษแบบนี้ควรมีอยู่ใช้กับคนที่ก่อคดีร้ายมากๆ เช่น ฆ่าพ่อแม่ ฆ่าข่มขืน ทรมานคนอื่น ต้องตายแบบทรมานตามเหยื่อไป


โดย: หมิว IP: 110.49.205.241 วันที่: 20 มกราคม 2554 เวลา:15:14:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

DR.MOO CAN DO
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 38 คน [?]




ผมเป็น นิติพยาธิแพทย์ หรือ จะเรียกว่า หมอนิติเวช ก็ได้ครับ นิติพยาธิแพทย์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปีแล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง นิติพยาธิอีก 3 ปี และเมื่อสอบผ่าน ก็จะได้รับวุฒิบัตรเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขานิติเวชศาสตร์ และได้เป็นนิติพยาธิแพทย์ โดยสมบูรณ์
หน้าที่ของหมอนิติเวช แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ
ส่วนแรก จะเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยคดี โดยในผู้ป่วยคดีนั้นแพทย์นิติเวชจะมีหน้าที่ในการตรวจ และให้ความเห็นกับพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับบาดแผลที่ตรวจพบ ซึ่งตำรวจจะนำไปใช้ในการตั้งข้อกล่าวหากับคู่กรณี และหน้าที่ต่อมาของแพทย์นิติเวชคือการเป็นพยานในชั้นศาลในคดีดังกล่าว
ส่วนที่สอง จะเกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต โดยในกรณีผู้เสียชีวิตนั้นแพทย์นิติเวชมีหน้าที่ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุในกรณีตายผิดธรรมชาติตามที่กฎหมายกำหนด และหากมีความจำเป็นต้องผ่าชันสูตร ก็จะต้องมีการทำรายงาน และให้ความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุของการเสียชีวิต ส่งให้พนักงานสอบสวน สุดท้ายหน้าที่หลักที่สำคัญโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเป็นพยานในชั้นศาลในคดีนั้นๆครับ
ประวัติการศึกษา
1.แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
2.วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญสาขานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3.ประกาศนียบัตร “Crime Scene Investigation” โครงการร่วมระหว่าง International Law Enforcement Academy กับ Federal Bureau of Investigation Academy
4.ประกาศนียบัตร “การบริหารงานโรงพยาบาล” คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ผลงาน
1.อาจารย์ประจำภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มศว.
2.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
3.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาปริญญาโท สาขานิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
4.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาปริญญาโท สาขานิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
5.วิทยากร หัวข้อ "ICD-10" ของกระทรวงสาธารณสุข
6.วิทยากร หัวข้อ "การตรวจสถานที่เกิดเหตุ" ของมูลนิธิร่วมกตัญญู และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
7.วิทยากรอบรมหลักสูตรนายร้อยตำรวจอบรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
8.วิทยากร หัวข้อ "KPI รายบุคคล" ให้กับโรงพยาบาลและมหาลัยวิทยาลัย ในภาครัฐ
9.วิทยากร หัวข้อ "Living will" ให้กับโรงพยาบาลในภาครัฐและเอกชน10.วิทยากร หัวข้อ "นิติเวชศาสตร์กับงานด้านโบราณคดี" ให้กับคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
11.ร่วมเขียนหนังสือ "KPI รายบุคคล"
12.ร่วมเขียนหนังสือ "มาตรฐาน ICD-10, ICD-9"
13.ที่ปรึกษารายการ "เรื่องจริงผ่านจอ" และ "Redline"
14.บทความทางวิชาการและผลงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ 15 เรื่อง
15.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ตั้งแต่ ปี พศ.2553
16.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพ ฯ คณะแพทยศาสตร์ มศว. ตั้งแต่ปี พศ.2551
ผศ.นพ.วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี (DR.MOO CAN DO)
New Comments
Friends' blogs
[Add DR.MOO CAN DO's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.