DR.MOO CAN DO
Group Blog
 
 
มกราคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
21 มกราคม 2553
 
All Blogs
 
บึ้งกัดตาย ???

จากข่าวการตายปริศนาของ นายสุรชัย วรเดชากุล อายุ 57 ปี ชาวปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสภาพร่างกายพบรอยเขียว 2 จุด ที่บริเวณเอว และข้อศอก และใกล้กันนั้นพบ ตัวบึ้ง ที่ญาตของผู้เสียชีวิตคาดการณ์ว่า มันอาจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม จากการชันสูตรพลิกศพ แพทย์ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่???

กับคำถามที่ว่า “พิษของบึ้งสามารถทำให้เสียชีวิตได้หรือไม่”
ก่อนอื่นเรามารู้จักบึ้งกันก่อนนะครับ
บึ้งหรือแมงมุมโบราณ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า แมงมุมยักษ์ สำหรับในประเทศไทยพบว่ามี 4 ชนิด ด้วยกันคือ
1. บึ้งสีดำ
2. บึ้งสีน้ำเงิน
3. บึ้งสีน้ำตาล
4. บึ้งลาย
ปกติแล้วบึ้งจะไม่ค่อยเข้ามาที่บ้านคน แต่ถ้าหากเข้ามาก็ด้วยสาเหตุ 2 ประการ คือ
1. มาจับกินแมลงที่มาตอมไฟ หรือ
2. อาจเกิดจากบ้านที่รกเกินไป
ส่วน "บึ้ง" ที่เป็นข่าวกัดคนตายนั้น เป็นบึ้งสีน้ำเงิน ซึ่งมีนิสัยดุร้าย กัดเก่ง ตัวผู้ลำตัวจะออกน้ำตาลนิดๆ ส่วนตัวเมียขาจะเป็นสีน้ำเงิน
การกัดของบึ้ง เริ่มด้วยการใช้เขี้ยว ฝังลึกลงไปในเนื้อ และปล่อยน้ำพิษผ่าน เขี้ยวเข้าสู่ร่างของเหยื่อ เมื่อเหยื่อรับพิษ เหยื่อจะไม่มีแรง ในที่สุดก็จะเป็นอัมพาตขยับเขยื้อนไม่ได้ เนื่องจากพิษบึ้งมีผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
แม้บึ้งน้ำเงินเป็นสัตว์มีพิษค่อนข้างรุนแรง แต่ก็ยังไม่เคยมีการรายงานถึงการเสียชีวิตจากการถูกบึ้งกัด มีเพียงการบาดเจ็บ เป็นบาดแผลตามผิวหนัง สร้างความเจ็บปวด แต่อย่างไรก็ตามก็ควรต้องมีความระมัดระวังเนื่องจากผู้ถูกบึ้งกัดอาจเสียชีวิตได้จากผลกระทบต่อเนื่องต่อหลายระบบของร่างกาย เช่น
1. หากผู้ที่ถูกบึ้งกัดมีอาการแพ้พิษของบึ้ง ก็อาจทำให้เสียชีวิตจากอาการแพ้พิษอย่างรุนแรงได้ โดยขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะเกิดอาการแพ้มากน้อยเพียงใด
2. หากมีการกัดบริเวณทรวงอก ก็อาจทำให้กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจเป็นอัมพาตไม่สามารถทำงานได้ และเสียชีวิตจากระบบการหายใจล้มเหลว
3. หากผู้ที่ถูกบึ้งกัดมีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ พิษของบึ้งจะไปกระตุ้นอาการของโรคหัวใจ และอาจทำให้ผู้ถูกกัดเสียชีวิตกะทันหันได้เช่นกัน
กับคำถามที่ว่า “คนที่กินบึ้งเป็นอาหาร จะเป็นอันตรายหรือไม่”
คำตอบคือ "ถึงแม้ว่าพิษบึ้งจะน่ากลัวก็จริง แต่พิษบึ้งจะออกฤทธิ์ได้หลังการกัด ถ้าไม่ถูกกัดจนเป็นแผล พิษก็เข้าร่างกายไม่ได้ ดังนั้นการกินบึ้งเผา ถ้าผ่านความร้อน เช่นการเผาไฟทำให้สุกก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้ากินดิบๆ ประกอบกับคนที่ทานมีแผลในกระเพาะอาหาร ก็อาจเป็นอันตรายได้
การรักษาเบื้องต้น ในกรณีไม่พบอาการแพ้พิษรุนแรง
- พยายามอย่าขยับเขยื้อนบริเวณที่ถูกต่อย และควรหลีกเลี่ยงการกีดบาดแผลเพื่อเอาพิษออก หรือการเอาผ้ารัดบริเวณเหนือบาดแผล
- ใช้น้ำแข็งประคบบริเวณที่ถูกต่อยเพื่อลดอาการปวด
- อาจให้ยาแก้ปวดเบื้องต้นได้ เช่น ยาพาราเซตตามอล
- รีบนำตัวผู้ป่วยไปพบแพทย์
- หากผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ หรือโรคความดันโลหิตสูง ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตกะทันหันได้


Create Date : 21 มกราคม 2553
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2553 11:09:00 น. 1 comments
Counter : 1561 Pageviews.

 
ตายลักษณะนี้ อาจเป็นเพราะเจ้ากรรมนายเวร ขอให้สู่สุขคติ


โดย: หมิว IP: 110.49.205.241 วันที่: 20 มกราคม 2554 เวลา:15:20:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

DR.MOO CAN DO
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 39 คน [?]




ผมเป็น นิติพยาธิแพทย์ หรือ จะเรียกว่า หมอนิติเวช ก็ได้ครับ นิติพยาธิแพทย์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปีแล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง นิติพยาธิอีก 3 ปี และเมื่อสอบผ่าน ก็จะได้รับวุฒิบัตรเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขานิติเวชศาสตร์ และได้เป็นนิติพยาธิแพทย์ โดยสมบูรณ์
หน้าที่ของหมอนิติเวช แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ
ส่วนแรก จะเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยคดี โดยในผู้ป่วยคดีนั้นแพทย์นิติเวชจะมีหน้าที่ในการตรวจ และให้ความเห็นกับพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับบาดแผลที่ตรวจพบ ซึ่งตำรวจจะนำไปใช้ในการตั้งข้อกล่าวหากับคู่กรณี และหน้าที่ต่อมาของแพทย์นิติเวชคือการเป็นพยานในชั้นศาลในคดีดังกล่าว
ส่วนที่สอง จะเกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต โดยในกรณีผู้เสียชีวิตนั้นแพทย์นิติเวชมีหน้าที่ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุในกรณีตายผิดธรรมชาติตามที่กฎหมายกำหนด และหากมีความจำเป็นต้องผ่าชันสูตร ก็จะต้องมีการทำรายงาน และให้ความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุของการเสียชีวิต ส่งให้พนักงานสอบสวน สุดท้ายหน้าที่หลักที่สำคัญโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเป็นพยานในชั้นศาลในคดีนั้นๆครับ
ประวัติการศึกษา
1.แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
2.วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญสาขานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3.ประกาศนียบัตร “Crime Scene Investigation” โครงการร่วมระหว่าง International Law Enforcement Academy กับ Federal Bureau of Investigation Academy
4.ประกาศนียบัตร “การบริหารงานโรงพยาบาล” คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ผลงาน
1.อาจารย์ประจำภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มศว.
2.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
3.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาปริญญาโท สาขานิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
4.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาปริญญาโท สาขานิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
5.วิทยากร หัวข้อ "ICD-10" ของกระทรวงสาธารณสุข
6.วิทยากร หัวข้อ "การตรวจสถานที่เกิดเหตุ" ของมูลนิธิร่วมกตัญญู และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
7.วิทยากรอบรมหลักสูตรนายร้อยตำรวจอบรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
8.วิทยากร หัวข้อ "KPI รายบุคคล" ให้กับโรงพยาบาลและมหาลัยวิทยาลัย ในภาครัฐ
9.วิทยากร หัวข้อ "Living will" ให้กับโรงพยาบาลในภาครัฐและเอกชน10.วิทยากร หัวข้อ "นิติเวชศาสตร์กับงานด้านโบราณคดี" ให้กับคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
11.ร่วมเขียนหนังสือ "KPI รายบุคคล"
12.ร่วมเขียนหนังสือ "มาตรฐาน ICD-10, ICD-9"
13.ที่ปรึกษารายการ "เรื่องจริงผ่านจอ" และ "Redline"
14.บทความทางวิชาการและผลงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ 15 เรื่อง
15.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ตั้งแต่ ปี พศ.2553
16.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพ ฯ คณะแพทยศาสตร์ มศว. ตั้งแต่ปี พศ.2551
ผศ.นพ.วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี (DR.MOO CAN DO)
New Comments
Friends' blogs
[Add DR.MOO CAN DO's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.