DR.MOO CAN DO
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2553
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
16 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 

พบเทคนิคใหม่จับผู้ร้ายคดีข่มขืนไม่มีคราบอสุจิก็หาดีเอ็นเอของผู้กระทำผิดได้

         นักวิทยาศาสตร์อังกฤษพบวิธีทดสอบดีเอ็นเอแบบใหม่ ช่วยตำรวจหาผู้กระทำผิดในคดีข่มขืนได้ ถึงแม้จะไม่เจอคราบอสุจิในที่เกิดเหตุ หรือในตัวเหยื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ร้ายเป็นหมัน หรือทำหมันมาแล้วนักวิจัยประจำสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ในอังกฤษได้พัฒนาเทคนิคทดสอบสำหรับหารูปแบบดีเอ็นเอจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น จากเซลล์ผิวหนัง และเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีแบบพิมพ์เดียวกับดีเอ็นเอในอสุจิ โดยตั้งความหวังว่าวิธีทดสอบดังกล่าวจะสามารถหาหลักฐานดีเอ็นเอเพื่อคลี่คลายคดีข่มขืนที่ไม่สามารถตามจับผู้ก่ออาชญากรรมได้ เนื่องจากผู้ร้ายไม่ทิ้งร่องรอยอสุจิไว้


            ปัญหาสำคัญที่เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์มักเจอเสมอเวลาสืบหาร่องรอยดีเอ็นเอเพื่อมัดตัวผู้ร้ายคดีข่มขืนคือ ดีเอ็นเอของผู้ร้ายชายที่เก็บได้จากตัวเหยื่อผู้หญิงมักมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับดีเอ็นเอของตัวผู้หญิงเอง เทคนิคเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอที่ใช้กันทั่วไปไม่สามารถนำมาใช้ในกรณีนี้ได้ เนื่องจากวิธีดังกล่าวทำให้ดีเอ็นเอของผู้หญิงเพิ่มจำนวนไปด้วย


            บางครั้งเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ใช้วิธีแยกสกัดเฉพาะดีเอ็นเอของผู้ชายออกมา แต่ไม่สามารถใช้ได้ผลทุกคดี เนื่องจากร้อยละ 10 ของคดีที่นิติวิทยาศาสตร์เก็บหลักฐานมาได้มักไม่พบเชื้ออสุจิอยู่ในสเปิร์ม ซึ่งอาจเป็นได้กรณีเช่นตัวผู้ร้ายทำหมัน หรือไม่ก็มีปัญหาด้านการสืบพันธุ์


            นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์อังกฤษจึงผสมผสานสองเทคนิคเข้าด้วยกัน เริ่มจากใช้เทคนิคที่เรียกว่า แอลเอ็มดี ซึ่งเป็นวิธีพิเศษที่สามารถสกัดหาโครโมโซมวาย (เป็นโครโมโซมเฉพาะของเพศชาย) ได้จากทุกเซลล์ของผู้ชาย จากนั้นใช้อีกเทคนิคหนึ่งที่เรียกว่ ฟิช ส่องหาลำดับดีเอ็นเอเฉพาะที่อยู่ในเซลล์


            เมื่อนำมาวิเคราะห์ด้วยเครื่องตรวจดีเอ็นเอความไวสูง นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถหา ลายพิมพ์ ดีเอ็นเอของผู้ชายได้อย่างแม่นยำจากตัวอย่างที่เก็บจากช่องคลอดภายใน 24 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือถูกบังคับขืนใจ ถึงแม้จะไม่เจออสุจิในตัวเหยื่อก็ตาม วิธีทดสอบดังกล่าวถูกนำไปใช้แล้วครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม โดยผู้ต้องสงสัยถูกตั้งข้อหา และคดีนี้อยู่ระหว่างศาลพิจารณาความ


            เจมส์ เฟรย์เซอร์ ผู้อำนวยการศูนย์นิติวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสตรัธไซด์ กล่าวว่า เทคนิคดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญ เนื่องจากเป็นวิธีที่ช่วยให้หาหลักฐานประกอบการพิจารณาคดีได้หลายคดีที่ผู้ต้องหาไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้ ไม่จำเพาะคดีข่มขืน




 

Create Date : 16 มีนาคม 2553
6 comments
Last Update : 17 มีนาคม 2553 6:54:38 น.
Counter : 3481 Pageviews.

 

ขอขอบคุณอาจารย์สำหรับความรู้ใหม่ๆครับ

 

โดย: kanetp007 16 มีนาคม 2553 22:42:59 น.  

 

ได้ความรู้มากเลยค่ะ จะเข้ามาอ่านเรื่อยๆนะค่ะ

 

โดย: pairnatkoo IP: 183.88.117.123 25 กันยายน 2553 16:43:40 น.  

 

ขอบคุณมากเลยครับ

 

โดย: พนมกร IP: 118.173.140.215 14 ตุลาคม 2553 20:24:58 น.  

 

คือเฉพาะในกรณีข่มขืนใช่มั้ยคับ ถ้าอวัยวะเพศไม่โดนล่วงเกินนี่ยังตรวจได้อยู่ป่าวคับ

 

โดย: sixmun IP: 223.207.132.117 4 กรกฎาคม 2554 16:14:20 น.  

 

มาขออนุญาตเอาบทความไปแปะที่บล็อกค่ะ (งานส่งอาจารย์) แต่จะให้credit+link ไว้นะคะ

ขอบคุณมากๆค่ะ

 

โดย: เอม IP: 124.120.177.192 22 กรกฎาคม 2554 12:07:37 น.  

 

ขอบพระคุณมากค่ะ

 

โดย: Air อากาศ ^.^ IP: 203.146.6.86 5 กันยายน 2555 17:51:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


DR.MOO CAN DO
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




ผมเป็น นิติพยาธิแพทย์ หรือ จะเรียกว่า หมอนิติเวช ก็ได้ครับ นิติพยาธิแพทย์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปีแล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง นิติพยาธิอีก 3 ปี และเมื่อสอบผ่าน ก็จะได้รับวุฒิบัตรเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขานิติเวชศาสตร์ และได้เป็นนิติพยาธิแพทย์ โดยสมบูรณ์
หน้าที่ของหมอนิติเวช แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ
ส่วนแรก จะเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยคดี โดยในผู้ป่วยคดีนั้นแพทย์นิติเวชจะมีหน้าที่ในการตรวจ และให้ความเห็นกับพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับบาดแผลที่ตรวจพบ ซึ่งตำรวจจะนำไปใช้ในการตั้งข้อกล่าวหากับคู่กรณี และหน้าที่ต่อมาของแพทย์นิติเวชคือการเป็นพยานในชั้นศาลในคดีดังกล่าว
ส่วนที่สอง จะเกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต โดยในกรณีผู้เสียชีวิตนั้นแพทย์นิติเวชมีหน้าที่ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุในกรณีตายผิดธรรมชาติตามที่กฎหมายกำหนด และหากมีความจำเป็นต้องผ่าชันสูตร ก็จะต้องมีการทำรายงาน และให้ความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุของการเสียชีวิต ส่งให้พนักงานสอบสวน สุดท้ายหน้าที่หลักที่สำคัญโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเป็นพยานในชั้นศาลในคดีนั้นๆครับ
ประวัติการศึกษา
1.แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
2.วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญสาขานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3.ประกาศนียบัตร “Crime Scene Investigation” โครงการร่วมระหว่าง International Law Enforcement Academy กับ Federal Bureau of Investigation Academy
4.ประกาศนียบัตร “การบริหารงานโรงพยาบาล” คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ผลงาน
1.อาจารย์ประจำภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มศว.
2.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
3.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาปริญญาโท สาขานิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
4.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาปริญญาโท สาขานิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
5.วิทยากร หัวข้อ "ICD-10" ของกระทรวงสาธารณสุข
6.วิทยากร หัวข้อ "การตรวจสถานที่เกิดเหตุ" ของมูลนิธิร่วมกตัญญู และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
7.วิทยากรอบรมหลักสูตรนายร้อยตำรวจอบรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
8.วิทยากร หัวข้อ "KPI รายบุคคล" ให้กับโรงพยาบาลและมหาลัยวิทยาลัย ในภาครัฐ
9.วิทยากร หัวข้อ "Living will" ให้กับโรงพยาบาลในภาครัฐและเอกชน10.วิทยากร หัวข้อ "นิติเวชศาสตร์กับงานด้านโบราณคดี" ให้กับคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
11.ร่วมเขียนหนังสือ "KPI รายบุคคล"
12.ร่วมเขียนหนังสือ "มาตรฐาน ICD-10, ICD-9"
13.ที่ปรึกษารายการ "เรื่องจริงผ่านจอ" และ "Redline"
14.บทความทางวิชาการและผลงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ 15 เรื่อง
15.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ตั้งแต่ ปี พศ.2553
16.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพ ฯ คณะแพทยศาสตร์ มศว. ตั้งแต่ปี พศ.2551
ผศ.นพ.วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี (DR.MOO CAN DO)
New Comments
Friends' blogs
[Add DR.MOO CAN DO's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.