ตุลาคม 2560

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
19
20
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
ง่ายงามในความธรรมดา


ประสบการณ์ในวันเสาร์อาทิตย์ที่ 5-6 สิงหาคมที่ผ่านมาเราไปเข้าเวิร์คช็อปง่ายงามในความธรรมดา กับ วิจักขณ์ พานิช ที่เรือนร้อยฉนำ เจริญนคร


มันเป็นประสบการณ์ที่พิเศษสำหรับฉัน


มันเริ่มจากความอยากรู้อยากเห็นก่อนว่าการทำสมาธิแบบวัชรญาณจะพาฉันก้าวไปข้างหน้าอีกได้ไหม พี่น้อง เพื่อนฉันเคยพูดถึงคอร์สนี้ประมาณว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาหันมาสนใจการเดินทางภายในของตนเอง


ดิฉันฟังแล้วก็สร้างข้อสรุปของตัวเองว่าเหย... ประสบการณ์เปลี่ยนชีวิต...(ก็อยากจะเปลี่ยนชีวิตไง)


แล้วก็เริ่มถามผู้คนที่เกี่ยวกับประสบการณ์ของเขากับวิจักขณ์ พานิช ว่าเป็นอย่างไรบ้าง โดยผู้ถูกสัมภาษณ์เป็นผู้หญิงทั้งสามคน

คนแรกบอกว่าหล่อ...(ทำตากระพริบแวววาม)

คนที่สองบอกว่าหล่อ...(พร้อมกับยิ้มหวาน)...

พี่นึกในใจว่ากูขอแค่สามคนพอ

โชคดีคนที่สามบอกว่า" เขาเป็นผู้ชายที่อ่อนโยนมากๆคนนึง"


พี่ค่อยโล่งใจ

พี่ไม่รังเกียจที่ครูจะหล่อ

แต่คิดว่าเค้าควรมีคุณสมบัติอื่นนอกจากหล่อ

และในที่นี้พี่ก็มิได้รังเกียจความอ่อนโยนด้วยเช่นกัน

เป็นอันว่าไปลงทะเบียนเรียนและจ่ายสตางค์


ระหว่างนั้นยังมีความคลางแคลงใจอยู่ไปเสิร์ช YouTube ดูสัมภาษณ์คุณวิจักขณ์ พานิช


คลิปนั้นเท่าที่จำได้มีพูดถึงเรื่องจิตในการเรียนรู้โลกกว้างของเยาวชน ดูแล้วก็ดีนะ แต่ดีเฉยๆ องค์ยังไม่ลง


แต่คิดอยู่ในใจว่าเอาเหอะ..เผื่อเค้าจะมีของที่เรามองไม่เห็น


และลึกๆในใจก็เฝ้ารอให้วันที่ 5 สิงหาคมมาถึง (ลงทะเบียนตั้งแต่ปี 59 กลัวเต็ม)


5 สิงหาคม2560 (2017)


และแล้ววันที่5 สิงหาคมก็มาถึง (ก๊า... ก๊า... ก๊า... เสียงอีกาญี่ปุ่นบอกเวลาเริ่มต้นวันใหม่)


แวบแรกที่เราสบตากันเราได้เห็นรอยยิ้มของคุณตั้ม (ใช่แล้ว คุณวิจักขณ์ ชื่อเล่นชื่อ ตั้ม) และเราจำได้ว่าตัวเองก็ยิ้มอ่อนๆโดยไม่รู้หรอกว่านั่นคือคุณตั้มรู้หลังจากถอนสายแล้ว และเดินผ่านไปแล้ว แต่รู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนในตัวครู


บรรยากาศการเริ่มเรียนช่างเป็นธรรมดาและเป็นธรรมชาติมากเราไม่ได้จับจ้องมองครูเหมือนนักเรียนที่ตั้งใจเรียนตลอดเวลาเหมือนอย่างทุกครั้ง แต่ใช้สายตาจับจ้องรายละเอียดของสิ่งต่างๆรอบตัวทั้งภาพเขียนพระพุทธเจ้าแบบทิเบต องค์พระ กระถางธูป กรอบประตูไม้สีขาว ช่องแสงเหนือบานประตูที่มีกระดาษสีขาวสีดำติดอยู่เพื่อบังแสงแต่บางกรอบ ก็ปิดไว้ไม่มิดและมองลอดออกไปจะเห็นบรรยากาศข้างนอกเป็นมุมสูงที่อยู่ไกลออกไปพื้นไม้สีน้ำตาลเป็นมันที่มีความโค้งงและความเรียบตรงในตัวมัน ผ้าม่านลูกไม้สีเขียวอ่อนเย็บจีบรูดติดระบายเบาะรองนั่งสีขาวสะอาดนวลตา นุ่มนิ่มเป็นมิตรกับก้นของทุกคน จนสงสัยว่ามันต้องเป็นเบาะใหม่(รึเปล่าหว่า เพราะเราเคยมาเวิร์คช็อปในห้องนี้หลายหน มันรู้สึกเบาะคนละฟีล)ทำไมทุกอย่างมันสบายตาน่ารักน่าชมไปเสียหมดหนอ


และแล้วครูก็เริ่มหยิบไมค์ขึ้นกล่าวสวัสดีและแนะนำตัวครูพูดถึง “ความกล้าที่จะใช้ชีวิต กล้าที่จะเป็นตัวเอง”เราน้ำตาใหลมันสั่นสะเทือนอยู่ข้างใน แล้วครูก็พูดถึง  "ความสัมพันธ์ของเรา " ที่เป็นของเราไม่ว่ามันจะ fucked up (ขอแปลเป็นภาษาไทยว่า พัง)และเจ็บปวดอย่างไร มันก็เป็นของเรา ในแบบของเรา ข้างในเราสั่นระริก และเราก็น้ำตาไหล


จากนั้นเราก็เริ่มนั่งยกที่หนึ่ง เรียนรู้ที่จะนั่งเฉยๆ ไม่ขยับ หาจุดโฟกัส เมื่อเริ่มรู้สึกไม่สบายให้ใช้ลมหายใจเข้าไปแตะ และฝึกขยายความรู้สึกตัว


นั่งยกที่สอง จินตนาการว่ามีเส้นด้ายขึงกระหม่อมและกระดูกสันหลังของเราไว้ ฝึกการแตะ-ปล่อยความรู้สึก (อันนี้น่าจะเป็นการเรียนรู้และสัมผัสกับความเป็น-ความตาย?) รู้สึกถึงพื้นที่ว่างที่อยู่ปลายสุดของลมหายใจออกณ จุดนี้เราเรียนรู้ว่าเวลาที่เราตั้งใจมากเพื่อเป็นนักเรียนที่ดี เราจะไม่สามารถรู้สึกและไม่สามารถสัมผัสประสบการณ์ภายในได้


นั่งยกที่สาม โฟกัสที่ท้องน้อย ที่ฝีเย็บ ซึ่งถือเป็น "junction" ในกายมนุษย์

เรียนรู้การใช้จินตนาการ เชื่อมต่อกับ ประสบการณ์

เรียนรู้การเชื่อมต่อประสบการณ์ กับ ความจริง

และการปรับจินตนาการ ให้เข้ากับ ความจริง

รวมๆแล้ว เป็นการทำงานกับ “ตัวตน” pattern จินตนาการ ความคิด

รู้สึกกับความเกร็ง และ การคลายตัวเอง จากความคิด

สรุปประสบการณ์สามนั่งเป็นคำสั้นๆได้สามแบบ

อืม... รู้แล้ว

อ๋อ... อย่างนี้นี่เอง

และ... เบื่อ...

...


จากนั้น ก่อนที่จะเบื่อได้ที่ครูก็ให้พวกเราทำบอดี้เวิร์ค ซึ่งเป็นท่านอนหงาย ชันเข่า และเอาผ้าที่ครูเตรียมมาให้เราผูกเข่าเราไว้ด้วยกัน(เข่าใครเข่ามันนาจา ไม่ใช่ผูกเข่าทุกคนรวมกันเป็นพวง) เปรี้ยวมาก..นอนสมาธิผูกเข่า..เราลงนอนแล้ว..หลับเสียเป็นส่วนใหญ่


แรกๆตามคำพูดของครูได้ดีแต่พอเริ่มงง ก็หลับซะเลย ระหว่างนั้นได้ยินเสียงครูเป็นระยะๆ บอกตัวเองว่า เค้าพูดไม่ชัดฟังไม่ออก หลับต่อดีกว่า..รู้สึกตัวอีกทีได้ยินเสียงครูบอกว่าคลายผ้ารัดเข่าออก แล้วให้ลุกขึ้นนั่ง


ดิฉันทำตามโดยพร้อมเพรียง ดูเข้าพรรคเข้าพวกกันกับชั้นเรียนมาก ครูบอกว่าให้ลุกขึ้นมานั่งต่อด้วยความรู้สึกในกายในช่วงขณะที่ทำ Body Work


ถึงเราจะเรียกความทรงจำจากความคิดไม่ได้เลยเพราะหลับแต่ร่างกายจดจำความรู้สึกในขณะหลับได้อย่างแจ่มชัด เป็นการนั่งที่มีความรู้สึกตัวอย่างชัดแจ้งโดยไม่ต้องบีบเค้นหรือตั้งใจ ดีงามมากกกก...


จากนั้นเราพักเบรคบ่ายและกลับมาทำ Body Work อีกครั้ง แล้วจึงกลับบ้าน


คืนนี้ได้กลับมาทำ Body Work แล้วนั่งต่อที่บ้านตามการบ้านที่ครูได้มอบหมายไว้


6 สิงหาคม2560 (2017)


เช้าวันอาทิตย์ที่หกสิงหา เรารู้สึกสดใหม่กับแต่ละขณะชีวิตมาก ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการกระทำของตัวเองเป็นของใหม่ที่ตัดสินใจทำในแต่ละขณะ


เราเริ่มช่วงเช้าด้วยการทำ Body Work แล้วนั่งอีกสามรอบ ครูเน้นเรื่องความว่างและจุดดิน


ครูสอนเรื่อง

· การรอคอย

· การลองผิด ลองถูก

· การสืบทอด “คำสอน" จากรุ่นสู่รุ่นผ่าน ความเป็นตัวเรา


ตอนบ่าย เราเรียนรู้ว่าเรากำลังทำ “กรรมฐาน" ฝึกสัมปชัญญะ ซึ่งเริ่มจากการผ่อนคลาย แล้วรวมกาย-จิตเป็นหนึ่งเดียวเราสัมผัสกับความว่างเรียนเทคนิค Earth Breathing


เราเรียนเรื่องโพธิจิต(Awakening Heart)

รู้จักกับจุดเปราะบาง-ความเจ็บปวด

ความอ่อนโยนความกรุณาอันไม่มีเงื่อนไข

และการเปิดหัวใจของเรา


เราจบวันที่สองด้วยการทำ“ท็องเล็น”


ก่อนหน้านี้ในตอนเช้า ครูถามว่า เราเชื่อหรือไม่ว่าวันหนึ่งเราจะกลายเป็นผู้ที่มีสภาวะเหมือนพระพุทธรูปที่เราก้มกราบหรือครูบาอาจารย์ของเราและการพูดอย่างนี้มันดูก้าวร้าวหรือไม่


คำตอบของเราที่ไม่ได้ตอบครูก็คือ มันไม่ได้ดูก้าวร้าวเลยแม้แต่นิดเดียว (ยกเว้นว่าคนถามจะถามแบบกวนตีนนะ) เพราะเราเชื่อมั่นในความเป็นพุทธะของตัวเองอย่างสนิทใจ


เราคิดว่าเราได้สัมผัสมันครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงแต่สภาวะที่ว่ามันไม่แจ่มชัดเหมือนกับตอนที่อยู่ในห้องเรียน เราสัมผัสได้ว่าโพธิจิตของเรานี้ช่างมั่นคง เจิดจ้า และแผ่ขยายอย่างไร้ขอบเขต


มันทำให้เรายิ่งเชื่อมั่นในชีวิตและมีความสุขยิ่งขึ้นเวลาที่หัวใจของเราสั่นไหวและสัมผัสกับความเจ็บปวด รับรู้ได้ว่า นี่คือความงามและความหมายของชีวิต


เดินออกมาจากตึกเรียนตอนประมาณ 5 โมงเย็น รู้สึกหน่วงๆ บีบๆท้องน้อยด้านซ้าย(ก็ลมมันดัน) กลับถึงบ้านถ่าย รู้สึกเหมือนร่างกายมันบีบขับความเขม็งตึงออกมา อาบน้ำแล้วก็เริ่มรู้สึกง่วง(ตอน 6 โมงครึ่งเนี่ยนะ) กะว่าจะนอนให้หนำใจ เลยลงมาบอกแม่ว่าจะนอนแล้ว แม่เลยใช้ให้หิ้วตะกร้าเสื้อผ้าเดินไปส่งให้บ้านพี่ชายหน่อย (อยู่ใกล้ๆกัน เดินไป 2 นาทีถึง)


เราเริ่มออกเดินลมเย็นพัดมาปะทะตัว ตาดูยอดไม้เขียวๆสั่นไหวๆ บ้างเป็นพุ่ม บ้างเป็นสาย เลยตัดสินใจว่าไม่นอนละจะเดิน ส่งผ้าเสร็จแล้วกลับมาบอกแม่ว่า จะเดินรอบหมู่บ้าน แม่บอกตามสบายเลย จะถึงเช้าเลยก้อด้ายยย...


ฟ้าเริ่มมืดลงและเราก็ยังคงเดินช้าๆเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่อง ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่แปลกมากมันเหมือนเวลาหยุดนิ่งลง และเรากำลังอยู่ในโลกกึ่งจริงกึ่งฝันเหมือนอยู่ในแดนสนธยา


ได้ยินเสียงพื้นรองเท้าที่ตัวเองใส่กระทบกับพื้นซิเมนต์ดังตุบ ตุบ ตุบ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ มันเป็นการเดินที่ย่างก้าวมั่นคง แต่มันมีความสะเปะสะปะในท่อนขาอยู่เหมือนกันมันมีความรู้สึกตัวที่แจ่มชัด แต่ความแจ่มชัดนั้นมันก็เหมือนอยู่ในความฝัน


รู้สึกถึงความสั่นสะเทือนในหัวใจแล้วเราก็ร้องไห้ เงยหน้ามองพระจันทร์บนฟ้า เห็นพระจันทร์ลูกกลมดวงเล็กกว่าทุกวัน เท่าลูกบอลเองมั้งแต่ขอบเลือนรางอยู่หลังเมฆหมอกมัวๆ ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ความจริงเลือนรางปนเปกันไปกับความฝันรู้สึกถึงความร้อนที่แล่นอยู่ในร่างกายช่วงล่าง สะโพก บั้นเอว


เมื่อกลับเข้าบ้านดูนาฬิกาอีกที เราเดินไป 2 ชั่วโมงเต็มๆเลย อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าและกะว่าจะนอนให้หนำใจ แล้วความรู้สึกตัวก็นำพาตัวเองสู่เทคนิคดำดิ่งทั้งตัวลงสู่พื้นดินรู้สึกได้ว่า กูทิ้งทั้งหมด กูทิ้งทุกสิ่ง กูสบาย ปล่อยให้ผืนดินรองรับทั้งเนื้อทั้งตัวและทิ้งทุกสิ่งอย่าง รู้สึกเหมือนดำดิ่งลงสู่โลกกึ่งจริงกึ่งฝันอีกแล้ว


รู้สึกตัวอีกทีตอนตีสามพบว่าตัวเองตื่นขึ้นสู่โลกกึ่งจริงกึ่งฝันอีกครั้งหนึ่งยังคงรู้สึกตัวในความดำดิ่งลงสู่พื้นดินสบาย..สบาย..สบาย..รู้สึกตัวอยู่แบบนั้นติดๆดับๆจนรุ่งเช้า อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันส่องกระจก ตาบวม หน้าก็บวม ราวกับมิได้นอนมาทั้งคืน


เช้าแล้ว ตื่นแล้วรู้สึกตัวแล้ว แต่ยังเหมือนอยู่ในโลกกึ่งจริงกึ่งฝันอยู่ เอากล่องดนตรีที่เพื่อนเกาหลีเคยซื้อมาฝากเมื่อ20 ปีก่อน ออกมาไขลานฟังเสียงกรุงกริ๊ง มาถึงตอนที่ลานใกล้จะหมด ที่ความเงียบทอดยาวก่อนจะส่งเสียงกริ๊งแต่ละกริ๊งคิดถึงอดีตที่ผ่านมา ข้างในสั่นไหว ร้องไห้ สัมผัสความเศร้าสะเทือนใจบางอย่าง ขณะที่รู้สึกได้ว่าหัวใจตัวเองกำลังเปิดออก


มีภาพ Flashback ย้อนกลับไปตอนที่ตัวเองเป็นนิสิตจุฬา ไปออกค่ายเสร็จแล้วนั่งรถบขส.สีส้มไม่ติดแอร์จากหนองคายกลับเข้ากรุงเทพ ตอนนั้นง่วงแบบควบคุมตัวเองไม่ได้เลยรู้สึกตัวทีไรตัวเอียงไปเกือบจะครึ่งตัว หรือไม่ก็กำลังซบไหล่พี่ผู้หญิงที่นั่งข้างๆซึ่งเป็นคนแปลกหน้าแล้วก็จะทรงตัวขึ้นมานั่งหัวตรงใหม่ จังหวะที่รู้สึกตัวและกำลังจะทรงหัวขึ้นตั้งใหม่นั้น รู้สึกได้ว่าพี่เขาเอื้อมมือมากดหัวเราลงไปให้ซบกับไหล่เขาแต่โดยดี


ภาพนี้ Flashback ขึ้นมา น้ำตาเราไหล มโนทัศน์ไหลไปยังภาพอีกภาพหนึ่งที่ประเทศเนปาลตอนนั้นเรานั่งรถประจำทางแบบไม่ติดแอร์ข้ามเมืองจากริมแม่น้ำตรีศูล (นั่นคือปี 2000 และเราเพิ่งอายุ 30 ปีเต็ม) มุ่งหน้าไปโพคารา พวกเราห้าคนโผล่ขึ้นไปบนรถจากริมถนนซึ่งไม่ใช่ท่ารถ ไม่มีที่นั่งสำหรับเรา ชาวบ้านร้านถิ่นขยับก้นกันคนละนิดเพื่อให้เราห้าคนทั้งหญิงและชายมีที่นั่งแบบนั่งกันคนละครึ่งก้นกะดั้ย แบ่งๆกันนั่งเราได้นั่งเบาะยาวแถวหลังสุดกับมวลมหาประชาเด็ก


เด็กผู้ชายชาวเนปาลีวัยพรีทีนน่าจะซัก 10 ถึง 12 ขวบ ผอมๆ ตาคมๆ ขนตายาวๆ งอนๆ เป็นแผงๆรู้สึกตัวอีกทีการดำรงอยู่ของเราทำให้เกิดศึกชิงนางขึ้นบนเบาะยาวแถวหลังสุดของรถประจำทางคันนั้นเพื่อแย่งกันมานั่งติดนางเกิดการเจรจาต่อรองและการทุ่มเถียงกันแบบเบาะๆในภาษาเนปาลีเพื่อช่วงชิงที่นั่งข้างๆเรา


หนุ่มน้อยผู้ชนะการต่อรองลงนั่งแนบข้างเราทางด้านขวาเค้ายิ้มหวาน จ้องตา เริ่มคุยภาษาอังกฤษง่ายๆ แนะนำตัวชื่อเสียงเรียงนามกัน เค้าชื่อสุเรษฐ์อายุ 12 ปี สุเรษฐ์น้อยยิ้มหวานจ้องหน้าเราอย่างเดียว เราหมดเรื่องคุยเพราะปราการด้านภาษา บรรยากาศเงียบสงบและเป็นปกติสุขในรถประจำทางที่วิ่งข้ามเมืองตอนบ่ายวันนั้นสุเรษฐ์เอื้อมมือมาแตะหลังมือขวาเรา ลูบเบาๆแล้วพลิกดู เราหันไปสบตา หนุ่มน้อยยิ้มให้รถวิ่งไปเรื่อยๆ เราเริ่มหลับตาลง อยากพักสายตา รู้สึกได้ว่าสุเรษฐ์เอื้อมมือมาปัดปอยผมเราที่ถูกลมพัด


สักพักก็รู้สึกได้ว่าสุเรษฐ์ลูบแก้มเราเสียแล้วแล้วตามมาด้วยรอยประทับจากริมฝีปากของเด็กผู้ชายตาคมชาวเนปาลีวัยสิบสอง


เมื่อภาพนี้Flashback ขึ้นมา เรารู้สึกว่าหัวใจเปิดออก มีความสั่นไหวข้างใน และน้ำตาไหลอีกแล้ว


หยิบหีบเพลงรูปเปียโนของเพื่อนเกาหลีมาไขลานฟังเสียงกรุงกริ๊งของมันรู้สึกดำรงอยู่ในโลกแห่งความจริงและความฝัน แต่เวลาไม่ได้หยุดนิ่งมันเดินไปเรื่อยเรื่อยๆรู้สึกง่วง ปิดประตูตรงระเบียงห้อง เปิดแอร์นอนเริ่มดำดิ่งลงในความหลับไหลอีกครั้ง


ตื่นอีกทีเพราะเสียงมือถือดัง ตื่นมารับสาย เป็นลูกค้าที่มาติดต่อเราไปทำงาน ระหว่างคุยกันแม่แง้มประตูห้องเข้ามาสบตาเราแล้วขัดจังหวะการสนทนา " เที่ยงนี้จะกินข้าวไหม "


ความไม่พอใจก่อตัวขึ้นมาเป็นริ้วๆคิดในใจว่า "แม่อ่า.. บอกหลายทีแล้วอย่าขัดจังหวะเวลาคุยงาน"


คุยโทรศัพท์เสร็จเดินลงมาหาแม่บอกแม่ว่า "ถ้าแม่ไม่รีบ  อย่าขัดจังหวะเวลาหนูคุยงาน"


แม่เถียงอะไรสองสามคำ"ก็แค่ถามว่ากินข้าวไหม "


“นั่นแหละนั่นแหละ ถ้าไม่รีบด่วน อย่าขัดจังหวะ เดี๋ยวคุยโทรศัพท์เสร็จจะลงมาถามแม่เองว่ามีอะไร


ในที่สุดเราก็หลุดออกจากโลกกึ่งจริงกึ่งฝันกลับสู่โลกของความเป็นจริงสมบูรณ์ โลกที่เรารู้สึกตื่นตัว โลกที่เราดิ้นรนต่อสู้กับความโกรธ มีแม่ที่ดึงเรากลับมา และมีโลกจริงที่รอเราอยู่ พร้อมกับโพธิจิตที่รอการบ่มเพาะอยู่ภายในได้ความรู้เนื้อรู้ตัวที่แผ่ซ่านและครอบคลุม


ขอโพธิจิตนี้ถูกบ่มเพาะและส่องสว่างนำทางให้ข้าพเจ้าได้ประสบกับความเบิกบาน แจ่มใสของชีวิต ตราบจนกว่าชีวิตจะหาไม่


สรุปสุดท้าย ถ้ามีคนมาถามเราว่า ประสบการณ์ของเรากับ วิจักขณ์ พานิช เป็นยังไง เราจะตอบเขาว่า เค้าเป็นคนมีของ "ของ" นี้ถูกส่งต่อมายังเรา เราจะดูแล เพาะเลี้ยงให้เติบโต เพื่อส่งมอบให้คนอื่นต่อไป ของนี้เป็นของธรรมดาที่ทุกคนมีอยู่ในตัวแล้ว แต่เราไม่เคยเห็นมัน


เราเคยเห็นเงาของมันปรากฏส่องแสงวับแวมอยู่หลายคราวนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยได้เห็นโฉมหน้าที่ชัดเจนของมันสักที แต่บัดนี้ได้เห็นมันจะๆแล้วผ่านการชี้แนะและนำทางของครู และคาดการณ์เอาว่าประสบการณ์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหญ่ในชีวิต การเดินทางที่จะกลับสู่ความเป็นเด็กน้อยคนเดิม ได้กลับไปทำความรู้จักเขาอย่างแท้จริงว่า เขาคือใคร และโอบกอดเขาไว้อย่างนุ่มนวล


ขอบคุณครูที่มาสอน...

ขอบคุณเสมสิกขาลัย มหาวิทยาลัยชีวิตที่จัดการเรียนรู้ให้มนุษย์เดินทางเข้าสู่ด้านในตนเอง...

ขอบคุณพี่น้องที่พูดถึงคอร์สนี้ให้เราฟัง...

ขอบคุณตัวเองที่พาตัวเองไปเข้าคอร์ส....


ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ




Create Date : 22 ตุลาคม 2560
Last Update : 24 ตุลาคม 2560 16:50:35 น.
Counter : 48 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมวยตั้ง
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



หญิง minimalist ที่มาแนวใจดี ขี้เล่น
New Comments