Mr.Pos : The Thinking & Learning in My Life
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2556
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
5 ธันวาคม 2556
 
All Blogs
 
วินสตัน เชอร์ชิล รัฐบุรุษอังกฤษ ผู้เกรียงไกร

 

           ในห้วงประวัติศาสตร์ ที่ทั้งโลกตกอยู่ในภาวะการเผชิญหน้า และความขัดแย้งอย่างรุนแรงในวงล้อมของสงครามโลกครั้งที่ 2 อันระอุเดือด นับตั้งแต่ปี 1939 - 1945 นั้น คงไม่มีผู้นำประเทศคนไหนในฟากฝั่งชาติสัมพันธมิตร ที่จะมีบทบาท ผงาดเด่น มากไปกว่ารัฐบุรุษอย่าง ‘วินสตัน เชอร์ชิล’ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในขณะนั้นไปได้อีกแล้ว

                ความยิ่งใหญ่ และชีวิตอันเป็นตำนานของ บุรุษท่านนี้ กล่าวกันว่าทั้งคนในยุคสมัยโน้น มาจนถึงยุคนี้ต่างก็พร้อมใจกันยกย่อง สรรเสริญความสามารถในด้านผู้นำ และพรสวรรค์อันมากล้ำเหลือในตัวท่าน ดังเช่นคำกล่าว และนิยามในตัวของ เชอร์ชิล อาทิ

                เขาคือชาวอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่…เขาคือนักยุทธศาสตร์ที่มากด้วยพรสวรรค์…เป็นผู้นำสงครามที่หาญกล้า และบันดาลกำลังใจมาให้ประชาชนทั้งมวล เชอร์ชิล ยังเป็นนักพูดชั้นเยี่ยมต่อหน้าสาธารณชน… เป็นจิตรกรมากฝีมือ จนถึงเป็น นักประพันธ์ที่มีโวหารสำนวนเอกอุ และมีสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งแหลมคม

                มากไปกว่าคำกล่าวยกย่อง อดีตผู้นำอังกฤษท่านนี้ เราไปย้อนรู้จัก ตัวตน ผลงาน ความคิดของ รัฐบุรุษแห่งโลกท่านนี้กันเถอะครับ..

ทายาท ดยุค..มาร์ลโบโรจ์ ผู้ก้าวสู่สถาบันการทหาร

 

                เชอร์ชิล มีนามเต็มว่า ‘เซอร์ วินสตัน (เลียวนาด สเปนเซอร์) เชอร์ชิล’ ท่านมีชีวิตอยู่ในห้วงปี ค..1874 ถึง 1965 หรือระหว่าง พ..2417 ถึง 2508 ชาติกำเนิดของ เชอร์ชิล นั้นถือว่าอยู่ในตระกูลขุนนางชั้นสูง และมีสายเลือดทหารอย่างเข้มข้น เชอร์ชิล ลืมตาขึ้นดูโลกในปราสาทเบลนไฮม์ (Blenheim Palace) วูดสต๊อก ออกฟอร์ดเชียร์ เป็นบุตรคนโตของ ‘ลอร์ด แรนดอล์ฟ เชอร์ชิล’ รัฐบุรุษแห่งพรรคการเมืองอนุรักษ์นิยม (Conservative) และ ‘เจนนี่ เยโรม’ บุตรสาวในตระกูลนักธุรกิจในนิวยอร์ค ยิ่งไปกว่านั้น เชอร์ชิล ยังมีศักดิ์เป็นหลานแท้ๆ ของ ‘จอห์น เชอร์ชิล’ ดยุคที่ ๑ แห่งมาร์ลโบโรจ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในรัชกาลสมเด็จพระราชินีนาถแอนน์ ที่เคยบัญชาการกองทัพอังกฤษออกรบจนมีชัยเหนือฝรั่งเศสมาแล้ว

แต่กล่าวกันว่า ชีวิตวัยเยาว์ของ เชอร์ชิล ถึงจะเพียบพร้อมเพียงใด แต่เขาก็เป็นเด็กที่เหงาอ้างว้างต่างจากเด็กคนอื่นๆ ช่วงเวลาที่ เชอร์ชิล เติบโตขึ้นมาภายในปราสาทใหญ่ เขามีเพียงพยาบาลพี่เลี้ยง ที่คอยดูแล มอบความรัก และเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเท่านั้น

                เชอร์ชิล ก้าวสู่วัยศึกษาที่ ‘โรงเรียนแฮร์โรว์’ แต่ก็ยังไม่ได้ฉายแววโดดเด่นด้านการเรียนเหนือกว่าเพื่อนร่วมชั้นแต่อย่างใด กระทั่งได้ย้ายมาศึกษาต่อที่ ‘โรงเรียนการทหารแซนด์เฮิร์ส’ ตามอย่างบรรพบุรุษในตระกูล ในการสอบแข่งขัน เชอร์ชิล ต้องใช้ความบากบั่นเพียรสอบถึง ๔ ครั้งด้วยกัน จนสุดท้ายเขาจึงสอบเข้าเรียนในสถาบันการทหารที่มีชื่อเสียงของอังกฤษได้สำเร็จ จากความสามารถของตัวเอง และได้เข้าเรียนในกองทหารม้า ในปี ๑๘๙๕ ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ ลอร์ด แรนดอล์ฟ ผู้เป็นบิดา ได้อำลาโลก และจากเขาไปตลอดกาลนั่นเอง

 

               

 

วีรบุรุษสงคราม สู่ ถนนการเมือง

 

 

ช่วงชีวิตอาชีพทหารของ เชอร์ชิล กล่าวได้ว่าเขาผ่านสงครามสมรภูมิต่างๆ มาอย่างเข้มข้น จากปี 1897 ที่เข้าร่วมในกองทัพที่ มาลากันด์ จากนั้นปีต่อมา ก็เข้าร่วมรบในสมรภูมิ กับ กลุ่มเดอร์วิช ที่ ออมเดอร์มาน กระทั่งในช่วง สงครามบัวร์ ที่อุบัติขึ้นในแอฟริกาใต้ เชอร์ชิล ได้ถูกข้าศึกจับกุม และตกอยู่ในสภาพเชลยศึก แต่สุดท้ายเขาก็สามารถหลบหนีเอาชีวิตรอดออกมาได้สำเร็จ ซึ่งช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ปีที่คลุกคลีอยู่กับสงคราม ก็ทำให้ เชอร์ชิล เริ่มเบื่อหน่ายอาชีพทหาร ที่ไม่อาจให้คำตอบของชีวิตแก่เขาได้ เชอร์ชิล ลาออกจากกองทัพในปี 1899 เพื่อมาทำงานด้านหนังสือ ที่เขารัก

เชอร์ชิล นั้นฉายแววความสนใจในด้านหนังสือมาตั้งแต่วัยหนุ่ม มักปลีกเวลาในการเขียน แต่งหนังสือควบคู่ไปด้วยตลอดเวลาในการรับใช้ชาติ และกองทัพ เขาไม่เคยทิ้งการฝึกฝนทักษะการประพันธ์ มุ่งพัฒนาความคิด สำนวนโวหารในการเขียน จนงานด้านประพันธ์ได้กลายเป็นงานที่เขารักตลอดมา

                พร้อมๆ กับการก้าวถอยออกมาจากกองทัพ เชอร์ชิล ก็ตัดสินใจเดินเข้าสู่ถนนสายการเมืองอย่างจริงจัง

อันเป็นเส้นทางที่เขาคิดว่าจะสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ และประชาชนได้มากกว่า เขาได้เข้าร่วมกับพรรคอนุรักษ์นิยม และได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปีถัดมา

 

 

นักการเมืองน้ำดี ใน รัฐสภาอังกฤษ

 

 

                แม้จะก้าวเข้าสู่อาชีพนักการเมือง แต่ เชอร์ชิล ก็มีแนวคิดบางด้านเป็นของตนเอง ที่ไม่เห็นพ้องกับแนวทางพรรคที่ตัวเองสังกัดไปเสียทั้งหมด โดยเฉพาะการที่เขาไม่เห็นด้วยกับนโยบายแก้ไขภาษีศุลกากรของ ‘นายกรัฐมนตรี เชมเบอร์เลน’ เขาจึงย้ายเข้าสู่สังกัด ‘พรรคลิเบอร์รัล (Liberal)’ หรือ ‘พรรคเสรีนิยม’ ในปี 1904 จากนั้น เชอร์ชิล ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ และเริ่มบทบาทออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงค่าแรงกรรมการ เพื่อให้มีชีวิตการครองชีพที่ดีขึ้น

เส้นทางการเมืองของ เชอร์ชิล ช่วงเวลานี้เริ่มจะรุ่งโรจน์สว่างขึ้น ในปี 1910 เขาได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเมื่อถึงปี 1911 ซึ่งเยอรมัน ได้ส่งเรือรบโจมตีฝรั่งเศส เชอร์ชิล จึงย้ายมาดูแลรับผิดชอบในกระทรวงการทหารเรือ ในตำแหน่งรัฐมนตรี ที่เขาถนัด และเข้ามาปฏิรูป สร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับกองทัพเรืออังกฤษเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตามบุรุษที่เดินดิน ในชีวิตย่อมมีสิ่งผิดพลาดเป็นเรื่องสามัญ  ปี 1915 เชอร์ชิล ได้ออกคำสั่งให้เปิดช่องแคบดาร์ดะแนลส์ ในตุรกี ที่กั้นระหว่างทวีปยุโรป และเอเชีย จนเกิดความผิดพลาดส่งผลเสียหายตามมา ทำให้อังกฤษต้องออกจากกลุ่มพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 เชอร์ชิล ได้แสดงความผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี และได้เข้ารับราชการเป็นทหารในกองทัพที่ประเทศฝรั่งเศส

ในปี 1917 เชอร์ชิล หวนคืนสู่รัฐสภาอีกครั้ง โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุทธการ ในรัฐบาลของ ‘นายกฯ ลอย์ด ยอร์ช’ ซึ่งเป็นโอกาสให้เขาได้เข้ามาดูแลส่งเสริมการผลิตรถถัง อย่างใกล้ชิด ซึ่ง เชอร์ชิล เคยทำมาแล้วช่วงที่อยู่กระทรวงการทหารเรือ จากปี 1919 ถึง 1921 เขายังเป็นรัฐมนตรีฝ่ายการสงคราม พร้อมกับรับผิดชอบงานในกองทัพอากาศควบคู่ไปด้วย

 

 

 

ผู้นำอังกฤษ แห่งยุคมหาสงคราม

 

 

เชอร์ชิล ได้กลับคืนสู่เส้นทางการเมืองอีกครั้งในปี 1924ในฐานะผู้สนับสนุนรัฐธรรมนูญ และรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่างปี 1924 – 1929 โดยเป็นการกลับเข้าสังกัดพรรคอนุรักษ์นิยมอีกหน ในช่วงที่ ‘เนวิล เชมเบอร์เลน’ ดำรงตำแหน่งนายกฯ เวลานี้ เชอร์ชิล ได้นำอังกฤษกลับมาสู่มาตรการใช้ทองเป็นหลักประกัน และแสดงบทบาทผู้นำในการปราบปรามการประท้วงครั้งใหญ่ของแรงงานกรรมกร ได้อย่างโดดเด่น

ในปี 1939 ถือเป็นหมุดหมายเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เดือดระอุไปทั่วภาคพื้นยุโรป โดยวันที่ 3 กันยายน ปีนั้น อังกฤษได้ประกาศสงครามกับเยอรมันอย่างเป็นทางการ และ เชอร์ชิล ได้กลับเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทหารเรือ จนถึงปี 1940 ทั่วยุโรปได้ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายล่อแหลม หลายชาติถูกเยอรมันรุกราน อาทิ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม นอร์เวย์ ที่ต่างก็ยอมจำนน ส่วนปารีส ก็ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของกองทัพฮิตเลอร์ และเยอรมันกำลังดำเนินยุทธการแห่งบริเตน ส่งฝูงบินรบไปทิ้งระเบิดเกาะอังกฤษ ในปีนี้เองที่ เชมเบอร์เลน ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ทำให้ เชอร์ชิล ผู้ถูกจับตาจากทั่วโลกว่าเป็นผู้เหมาะสมที่สุดในยามนี้ ก็ได้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำชาติอังกฤษ บริหารประเทศร่วมกับรัฐบาลพรรคผสมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 1940 จนถึงปี 1945

 ด้วยบทบาทผู้นำชาติมหาอำนาจ เชอร์ชิล ได้นำพาอังกฤษก้าวเดินไปด้วยความเชื่อมั่น เชอร์ชิล กล่าวว่า.. เขาไม่มีสิ่งใดจะอุทิศให้แก่ชาวอังกฤษ นอกจาก เลือด การทำงานอย่างจริงจัง น้ำตา และหยาดเหงื่อ เพื่อที่จะนำอังกฤษต่อสู้กับ กองทัพอักษะของเยอรมัน และอิตาลี แต่ทั้งนี้ก็มิอาจเปรียบได้กับพลังใจอันยิ่งใหญ่ของชาติที่จะรวมกันเป็นแรงพลังเพื่อต้านทานต่ออำนาจของศัตรูที่น่าเกรงขาม

กล่าวกันว่า..ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เชอร์ชิล ได้มุ่งมั่นทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ เดินทางไกลเป็นระยะถึง 150,000 ไมล์ อีกทั้งยังมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจกับเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้น เขาได้ตั้งกฎบัตรแอทแลนติคขึ้นในปี 1941 และเป็นผู้คิดแผนกลยุทธ์สงครามที่ แอล อัลมีน เมื่อปี 1942 เชอร์ชิล ได้ต่อสู้อย่างถึงที่สุดต่อ เรือรบ ยู – โบทส์ และได้ชัยชนะต่อพวกลุฟท์วาฟ ที่โจมตีอังกฤษ อีกทั้งยังเป็นผู้นำประเทศคนสำคัญที่ให้กำลังใจแก่ชาวยุโรปทั้งมวล เพื่อให้มีพลังที่จะต่อสู้กับฝ่ายเยอรมันอย่างอาจหาญ

                เชอร์ชิล ได้พบกับ ‘แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดหลายครั้ง เพื่อร่วมหารือให้ความช่วยเหลือแก่สหภาพโซเวียต ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ทั้งได้ประกาศว่า เยอรมัน จะต้องยอมแพ้โดยปราศจากเงื่อนไขต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น

                สิ่งที่ เชอร์ชิล ได้รับยกย่อง กล่าวขวัญอย่างมากในช่วงมหาสงครามก็คือ บุรุษผู้นี้ได้แสดงออกถึงภาวะผู้นำที่หาได้ยากยิ่งในภาวะที่ทั้งโลกต่างตึงเครียด และไร้ความหวัง เชอร์ชิล มีความสามารถอันยอดเยี่ยมในฐานะนักพูดผู้ปลอบประโลม ให้ความหวัง ช่วยรักษากำลังใจแก่ฝ่ายอังกฤษ ใช้ความสามารถรักษาประคับประคองความเป็นเอกภาพของชาติฝ่ายสัมพันธมิตร มิให้เกิดความแตกร้าว โดยเฉพาะกับมหามิตรอย่าง สหรัฐฯ จนกระทั่งกองทัพชาติสัมพันธมิตร ได้รับชัยเหนือฝ่ายอักษะในที่สุด

 

 

เกียรติยศของ รัฐบุรุษแห่งโลก

 

 

ถึงแม้ว่าภายหลังสัมพันธมิตร จะประกาศชัยชนะเหนือฝ่ายอักษะอย่างเด็ดขาดแล้ว แต่ในปี 1945 เชอร์ชิล ซึ่งเวลานั้นมีสถานะเป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงกระฉ่อน ยิ่งใหญ่ไปทั่วโลก กลับต้องพ่ายแพ้ศึกในการเลือกตั้งทั่วไปในอังกฤษ ต่อพรรคเลเบอร์  แต่เขาก็ยังได้รับเลือกตั้งให้กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย ในปี 1951 ถึง 1955 หลังจากพ้นตำแหน่งผู้นำประเทศในสมัยที่สองแล้ว เชอร์ชิล ได้ลาออก หากแต่ยังดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาจนถึงปี 1964 อันเป็นช่วงบั้นปลายในชีวิตของเขา  

การกล่าวสุนทรพจน์อันมีชื่อเสียงหลายครั้งของ เชอร์ชิล ได้ย้ำเตือนถึงความโหดร้าย และความอยุติธรรมของสงคราม และเขายังสนับสนุนแนวความคิดเพื่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่าง ยุโรป และแอทแลนติค ซึ่งต่อมาแนวคิดของเขาได้กลายมาเป็น องค์กรนาโต NATO และองค์กรนานาชาติที่สำคัญอื่นๆ อีกมากมาย

เชอร์ชิล อาจเป็นผู้นำชาติมหาอำนาจเพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ ที่มีความสามารถที่เอกอุ ฉายชัดในด้านวรรณศิลป์ การประพันธ์อย่างมาก งานเขียนล้ำค่าที่ เชอร์ชิล ทิ้งเป็นมรดกทางปัญญา ให้กับคนอังกฤษ และคนทั่วโลกก็คือ งานเขียน สงครามโลกครั้งที่สอง (1948 – 1953) และ ประวัติศาสตร์ ประชากรผู้พูดภาษาอังกฤษ (1956 – 1958)  จนทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณคดี ในปี 1953 และยังได้รับพระราชทานยศเป็น ‘เซอร์’ ในปีเดียวกัน พร้อมทั้งได้รับยกย่องให้เป็น ‘รัฐบุรุษแห่งอังกฤษ’ แม้แต่รัฐสภาสหรัฐฯ ยังได้ตราพระราชบัญญัติยกย่อง เชอร์ชิล ให้เป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของสหรัฐฯ ในปี 1963 ซึ่งถือเป็นเกียรติยศที่สูงส่งและพิเศษยิ่ง

                นอกจากภาพลักษณ์ภายนอกที่เราคุ้นตาของ เชอร์ชิล ที่มักสวมสูท ผูกหูกระต่าย และสวมหมวกทรงสูงแบบผู้ดีอังกฤษเต็มยศ นิ้วคีบซิการ์มวนโต และถือไม้เท้าในมือแล้ว เชอร์ชิล ยังเป็นบุคคลแรกๆ ที่แสดงสัญลักษณ์การ ‘ชูสองนิ้ว’ เป็นรูปตัววี เหนือศีรษะต่อหน้าสาธารณะ อันมีความหมายว่า Victory ชัยชนะ นั่นเอง

วาระสุดท้ายของชีวิต เชอร์ชิล ได้ล้มป่วยลงและจากโลกไปในปี 1965 ที่กรุงลอนดอน พิธีศพของ เชอร์ชิล ถูกจัดขึ้นประหนึ่งเป็นรัฐพิธีที่ยิ่งใหญ่และเปี่ยมไปด้วยเกียรติยศเท่าที่สามัญชนผู้หนึ่งของอังกฤษจะได้รับ ซึ่งมีบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียง และผู้นำทั่วโลกมาร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายอย่างคับคั่ง

สุดท้ายผมอยากจะยกหนึ่งในวาทะ คำคมของ เชอร์ชิล อันมีชื่อเสียงที่เขากล่าวว่า..

 

“..หากเรายังมัวทะเลาะกันในเรื่องของเมื่อวานนี้…ที่สุดแล้วเราก็จะสูญเสียวันพรุ่งนี้ไป..”  ช่างเป็นประโยคที่ลึกซึ้ง และสะท้อน โยงมาถึงเหตุการณ์บ้านเมืองเราในยามนี้ได้ดีเหลือเกิน !!

 

 

อ้างอิงและเรียบเรียงจาก สารานุกรมชีวประวัติออกฟอร์ด โดย เดวิด คริสตัล (David Crystall)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 05 ธันวาคม 2556
Last Update : 5 ธันวาคม 2556 15:01:05 น. 0 comments
Counter : 7873 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

โปสการ์ดราดซอส
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add โปสการ์ดราดซอส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.