Mr.Pos : The Thinking & Learning in My Life
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
15 ตุลาคม 2556
 
All Blogs
 
‘ธีรยุทธ บุญมี’ กับ ‘การเดินทางในจิตใจ’

    

‘ธีรยุทธ บุญมี’ กับ ‘การเดินทางในจิตใจ’ บทตริตรองชีวิตและธรรมชาติ ของ ปัญญาชนนักวิพากษ์การเมืองไทย

 

 

ในวาระการรำลึกเหตุการณ์วันมหาวิปโยค ‘14 ตุลาคม 2516’ ที่ถือเป็นหมุดหมาย จุดเปลี่ยนสังคมการเมืองไทยยุคใหม่ ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยพลังนักศึกษาในครั้งนั้น ที่เวียนมาครบบรรจบ 40 ขวบปี หรือ 4 ทศวรรษในปี 2556 นี้ เราคงได้เห็นการปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งของ เหล่าปัญญาชน อดีตผู้นำนักศึกษา คนเดือนตุลา มากมายหลายชีวิต ตามหน้าข่าว หน้าสื่อกระแสหลัก ที่ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ ให้ทัศนะแง่มุมคิดต่อกระบวนการสร้างประชาธิปไตยในสังคมไทย ที่เดินทางผ่านร้อนหนาวหลายยุคสมัยมาอย่างยาวนาน  

 

สำหรับอดีตผู้นำนักศึกษาที่โดดเด่นที่สุด ซึ่งออกมากล่าวคำปาฐกถา ในวาระ 40 ปี 14 ตุลา 16 ในครั้งนี้  คงหนีไม่พ้นสองปัญญาชนคนสำคัญของสังคมไทย ผลิตผลคนเดือนตุลา อย่าง ‘ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’ และ ‘.ธีรยุทธ บุญมี’ นั่นเอง ซึ่งสำหรับตัวผมเองแล้ว แม้อาจจะไม่คุ้นเคยกับตัวตน และผลงานของ .ธีรยุทธ มากเท่ากับ ดร.เสกสรรค์ ก็ตาม แต่ด้วยความประทับใจจากผลงานเขียนบางเล่มของ .ธีรยุทธ เป็นการส่วนตัว ผมจึงอยากบันทึก เขียนเล่าเรื่องราวของ .ธีรยุทธ ในแง่มุมเล็กๆ แง่มุมหนึ่งเพื่อเป็นเกียรติแก่ปัญญาชนคนเดือนตุลาท่านนี้ เอาไว้ในวาระโอกาสนี้ครับ..

 

 

   ประวัติชีวิตของ .ธีรยุทธ บุญมี ในช่วงวัยอุดมศึกษานั้น เขาได้รับการบันทึกว่า เป็นนิสิตที่สามารถสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของประเทศในสายวิทยาศาสตร์ เมื่อปี 2511 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์นั้นเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และด้วยพื้นฐานของตัวเอง ที่มีความสนใจใฝ่รู้กิจกรรมทางด้านสังคม และการเมืองอยู่แล้ว จึงทำให้ .ธีรยุทธ ได้หันเหความสนใจไปสู่การทำกิจกรรมต่างๆ ในรั้วจุฬาลงกรณ์ฯ โดยเริ่มจากกิจกรรมเชิงวิชาการ จนขยับขยายมาสู่กิจกรรมด้านสังคมในภายหลัง

 

.ธีรยุทธ ได้เข้าเป็นสมาชิกศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างนิสิตนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ และเริ่มต้นบทบาททางการเมืองอย่างจริงจังในฐานะ เลขาธิการ ศนท. ระหว่างช่วงปี 2515 - 2516 มีบทบาทเป็นผู้นำรณรงค์ให้คนไทยต่อต้าน คว่ำบาตรการซื้อสินค้าต่างชาติโดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่น

 

ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 .ธีรยุทธ เป็นหนึ่งในอดีตผู้นำนักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตย โดยก่อตั้งกลุ่มนักศึกษาจำนวน 100 คนเพื่อเรียกร้องขอรัฐธรรมนูญคืนจากรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร จนกระทั่งนำมาสู่เหตุการณ์การจับกุมคุมขังนักศึกษา และเหตุการณ์นองเลือดวันมหาวิปโยคบนถนนราชดำเนินในที่สุด จากนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งรัฐบาลยุคนั้น กับพลังมวลชนกลุ่มต่างๆ ได้ล้อมปราบนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างโหดเหี้ยมและเป็นระบบ .ธีรยุทธ จึงตัดสินใจเดินทางเข้าป่า เข้าร่วมอุดมการณ์กับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในฐานะ ‘สหาย’ ใช้ชีวิตบนภูสูงในเขตจังหวัดน่าน และภูดอยแห่งอื่นๆ อยู่นานร่วม 4 ปีครึ่ง

 

เมื่อพ้นช่วงชีวิตในป่าเขา .ธีรยุทธ ได้เดินทางคืนเมือง และไปศึกษาต่อ ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทำงานเป็นนักวิจัยใน สถาบันสังคมของกรุงเฮก ทำงานวิจัยให้กับมหาวิทยาลัย Beilfeld ประเทศเยอรมัน และเป็น PH.D. CANDIDATE ด้านสังคมมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยไนเนแกน จนกระทั่งถึงปี 2528 .ธีรยุทธ จึงเดินทางกลับเมืองไทย ดำรงบทบาทเป็นปัญญาชน นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักคิด - นักเขียนที่มีความโดดเด่นเฉียบคมในการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทยในทุกยุคสมัย อย่างลึกซึ้ง แฝงแง่มุมอารมณ์ขัน และยังนำเสนอแนวคิดทางออกใหม่ๆ ให้กับสังคมอย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้ .ธีรยุทธ ยังเป็นอาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็น ผู้อำนวยการสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย และจากผลงานเขียน ที่เปี่ยมคุณค่ามากมายที่เกิดจากผลิตผลความคิดของ .ธีรยุทธ เช่น บนเส้นทางไปสู่สังคมนิยมจีน (2519) จุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัย (2536) ปรัชญาคาวบอย หลุยส์ ลามูร์ (2537) วิกฤตมนุษย์ยุคโลกาภิวัฒน์ (2538) ปรัชญาแห่งการปฏิรูปการเมือง (2540) ชาตินิยมและหลังชาตินิยม (2545) หนังสือชุดบูรณาการและถอดรื้อความคิดตะวันตกนิยม (2546) ความคิดสองทศวรรษ (2550) ด้วยผลงานการขีดเขียน วิเคราะห์ กะเทาะแก่นปัญหาโครงสร้างสังคมไทยที่มีมิติหลากหลายนี้เอง ทำให้ .ธีรยุทธ ได้รับเกียรติ เป็นบุคคลผู้ได้รับรางวัล ‘ศรีบูรพา’ ประจำปี 2549 ร่วมกับ .เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อีกหนึ่งปัญญาชนคนเดือนตุลาที่อยู่ร่วมสมัยเดียวกัน

 

 

                ท่ามกลางงานเขียนจำนวนมากของ .ธีรยุทธ ที่ปรากฏอยู่ในรูปแบบของงานวิชาการ แต่สำหรับงานเขียนที่เรียกว่าทำให้ผมได้รู้จักทัศนะ แง่มุมคิดอีกด้านหนึ่งของ . ธีรยุทธ อย่างแท้จริง ก็คือ หนังสือรวมความเรียง ที่ชื่อว่า ‘การเดินทางในจิตใจ : บทตริตรองชีวิตและธรรมชาติ’ โดยสำนักพิมพ์สายธาร ที่ตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อปี 2550

 

                เมื่อเหลียวมองบนหิ้งชั้นหนังสือของตัวเองแล้ว ผมพบว่าตัวเองมีงานเขียนรวมเล่มของ .เสกสรรค์ อยู่มากมายนับ 10 เล่ม แต่มีเพียงหนังสือรวมเล่มบางๆ ผลงานของ .ธีรยุทธ เล่มนี้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งหากเปรียบเทียบในเชิงปริมาณแล้ว นักคิดนักเขียนเดือนตุลาทั้งสองท่านนี้ ย่อมมีงานเขียนที่แตกต่างในเชิงปริมาณอย่างมาก และแน่นอนว่า นักอ่านผู้ติดตามงานเขียนของ .เสกสรรค์ อย่างเหนียวแน่นและสม่ำเสมอ ก็มีมากกว่าฟากฝั่งของ .ธีรยุทธ ด้วยเช่นกัน แต่สำหรับ หนังสือ ‘การเดินทางในจิตใจ : บทตริตรองชีวิตและธรรมชาติ’ ที่วางอยู่บนชั้นของผม ทำให้ผมประหลาดใจประทับใจ และทึ่งในความสามารถอีกด้านของ .ธีรยุทธ นั่นคือความเป็นศิลปิน และนักเขียนที่กรุ่นไปด้วยอารมณ์โรแมนติก และมองความงามของธรรมชาติ รูปทรง สิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลกอย่างเข้าใจ ตกผลึก และโยงมาสู่ปรัชญา การตั้งคำถามกับชีวิต ได้อย่างแยบยล ลึกซึ้ง หนังสือรวมเล่มบางๆ เล่มนี้ ทำให้ผมซึ่งเป็นคนอ่าน รู้สึกหลงรักทัศนะและความคิดในทางปรัชญาของ .ธีรยุทธ เข้าอย่างจัง และมักจะพกพา หยิบฉวย หนังสือเล่มนี้ ติดกระเป๋าไปเป็นเพื่อนด้วยทุกครั้งในยามที่ต้องเดินทาง..

 

                หนังสือ การเดินทางในจิตใจฯ เป็นการรวบรวมข้อเขียนตั้งแต่ห้วงปี 2533 จนถึงปี 2546 ของ .ธีรยุทธ ที่ได้รับการตีพิมพ์กระจัดกระจาย อยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน คอลัมน์นิตยสารรายเดือน รวมไปถึงคำกล่าวปาฐกถาในวาระต่างๆ ที่ว่าด้วย ธรรมชาติ ภูเขา ต้นไม้ สายน้ำลำธาร ฤดูกาล ทุ่งหญ้า ผาหิน ไปจนถึง ปรัชญาศิลปะ ศาสนา และความตาย อันเป็นวาระการเดินทางช่วงสุดท้ายของทุกชีวิต แต่ละบทเนื้อหานั้น .ธีรยุทธ เขียนได้อย่างสั้นกระชับ แต่มีพลัง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลิตผลจากการผ่านโลก ผ่านชีวิต และผ่านประสบการณ์การเดินทางจริงในช่วงหนึ่งของชีวิตผู้เขียนทั้งสิ้น

 

.ธีรยุทธ เขียนเล่า ถ่ายทอดเนื้อหาที่น่าสนใจตั้งแต่ เรื่องราวของ ต้นไม้ใหญ่ดึกดำบรรพ์บนป่าภูภาคเหนือ ก้อนหินปุ่มสน ที่มีเรื่องราวการต่อสู้ยืนหยัดในตัวมันเอง การเดินทางด้วยเท้าบนภูเขาสูง ที่เขียนเล่าและขมวดปมอ้างอิงมาถึงเส้นทางเดินในชีวิตคนเราได้อย่างแยบยล เขากล่าวเล่าถึง สายฝน ที่ตกกระทบผืนดินและนำมาซึ่งแนวคิด วิถีปฏิบัติ การใช้ชีวิตของคนไทยตั้งแต่ครั้งโบราณ และความผูกพันที่แนบแน่นอยู่กับฤดูกาลแห่งสายฝน  .ธีรยุทธ พาผู้อ่านไปสัมผัสความงามของสองฝั่งน้ำ เมื่อครั้งเดินทางล่องแม่น้ำเงา ที่จังหวัดตาก ที่ทำให้เขาได้พบเห็นศิลปะแห่งแสงเงาในธรรมชาติที่ตกกระทบลงบนผืนแม่น้ำได้อย่างงดงามลุ่มลึก พาผู้อ่านไปตระเวนชม และละเลียดความงามแบบนิ่งสงบของ สวนหินแบบเซน ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น บอกเล่าประสบการณ์ครั้งเดินทางรอนแรมไปบนเกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ ที่ .ธีรยุทธ ได้ผ่านพบความงามทั้ง สิ่งเล็กๆ ในธรรมชาติ อย่างดอกไม้ป่า และสิ่งยิ่งใหญ่อย่างโตรกผา ทุ่งหิมะ ทะเลสาบ และอีกมากมาย ผนวกกับ ‘ผลงานภาพวาดสีน้ำ’ อันเป็นภาพประกอบที่แทรกอยู่ในแต่ละบทตอนจากฝีมือของ .ธีรยุทธ เอง ซึ่งได้สะท้อนความเป็น ‘ศิลปิน’ ซึ่งเป็นตัวตน พรสวรรค์อีกด้านของ ปัญญาชนสยามผู้นี้ ที่คนจำนวนมากยังไม่เคยรับรู้ ก็ยิ่งทำให้หนังสือจาก นักวิพากษ์การเมืองไทยเล่มนี้ น่าสนใจ มีคุณค่ายิ่งขึ้นไปอีก

 

                ผลงานเล่มนี้ของ .ธีรยุทธ ได้รับเกียรติเขียนคำนิยม โดย ‘อาจินต์ ปัญจพรรค์’ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่เขียนมอบไว้ว่า

 

“..ธีรยุทธ บุญมี คุณมีหัวใจที่เด็ดเดี่ยว ในหัวใจนี้มีความงาม ในสมองมีความคิด ในวิญญาณมีศิลปะ คุณเป็นกัลยาณมิตรของผมและโลก หนังสือเล่มนี้ เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งแก่สมองและความคิด บทความทุกบทลุ่มลึกทุกเรื่อง..”

 

ส่วนคำโปรยบนปกหลังหนังสือ .ธีรยุทธ เขียนไว้ว่า  “..ผมแหงนดูดวงดาว แล้วครุ่นคำนึงถึงมนุษยชาติ เราสามารถไปไกลจนสุดของจักรวาลถ้าเราปรารถนา จากจุดเริ่มต้นเราก็มาได้ไกลมาก เราสามารถสร้างสถาปัตยกรรมที่ยอดเยี่ยมอย่าง Alhambra หรือ วิหารฮอริว จิ เรามีศิลปกรรมงดงามอย่างภาพเขียน เซียกุ้ย หรือ เซซานน์ เรามีดนตรีไพเราะอย่าง เพลงไอริช เกาหลี เพลงชาวเขา เรามีปรัชญาที่ลึกซึ้งของ นิทเช่ โซราซุทรา หรือ สิทธารถะ เรามีนักฟิสิกส์ที่รู้สิ่งเล็กที่สุดอย่าง Witten กับจักรวาลที่ใหญ่ที่สุดอย่าง ไอน์สไตน์ มนุษย์เรามีเส้นทางเดินชีวิตมาไกลถึงเพียงนี้ เพียงเพื่อจะทำลายสายใยบาง แห่งจักรวาลทิ้งลง ?..”

 

 

จากคำโปรยของหนังสือข้างต้น ที่ .ธีรยุทธ ได้ให้ทัศนะไว้ ผมอยากจะสรุปแบบรวดรัดว่า บางทีการเดินทางอันยาวไกลของมนุษยชาติ อาจเป็นการเดินทางที่ไร้ซึ่งจุดมุ่งหมาย และเต็มไปด้วยความไร้สาระ กับการที่มนุษย์ ต้องทุ่มเทสติปัญญา พัฒนาความคิดทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการอันเป็นเพียงภาพลวงตาความจอมปลอม ที่เรียกว่า ‘กิเลส’ ซึ่งเรามีไม่เคยพอ และไม่เคยมีที่สิ้นสุด จนกระทั่งมนุษย์ค่อยๆ เหินห่าง และแปลกแยกตัวออกจาก ธรรมชาติ ไปเรื่อยๆ

 

การตริตรองชีวิต และธรรมชาติผ่านหนังสือเล่มนี้ของ .ธีรยุทธ ย่อมให้แง่คิดที่ว่า..การเมือง คือเรื่องหยาบ แต่ ธรรมชาติ ต่างหาก ที่ละเอียดอ่อนที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกชีวิต เพราะท้ายที่สุดชีวิตของผู้คนก็ย่อมต้องหวนกลับมาปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ และธรรมชาตินั้น ก็เป็นเสมือนดั่ง ครู ผู้สอนให้มนุษย์ได้รู้ว่า ชีวิตของเรามันช่างเล็กกระจ่อยร่อยน้อยนิดเสียนี่กระไรในจักรวาล !

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 15 ตุลาคม 2556
Last Update : 15 ตุลาคม 2556 14:37:15 น. 0 comments
Counter : 1659 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

โปสการ์ดราดซอส
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add โปสการ์ดราดซอส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.