Mr.Pos : The Thinking & Learning in My Life
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2556
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
21 มิถุนายน 2556
 
All Blogs
 
จาก เณรคำ ถึง หลวงพ่อเนียน ‘งู’ ในคราบผ้าเหลือง กับพฤติกรรมเอา ‘สวรรค์’ มาฉก เอา ‘นรก’ มาขู่

จาก เณรคำ ถึง หลวงพ่อเนียน ‘งู’ ในคราบผ้าเหลือง กับพฤติกรรมเอา ‘สวรรค์’ มาฉก เอา ‘นรก’ มาขู่

 

 

                ปรากฏการณ์ฉาว สะท้านวงการสงฆ์ (อีกครั้ง) ของ พระเซเลบดังแห่งภาคอีสาน ผู้มีอายุอานามเพิ่งต้น 30 แต่อุตริอยากชราภาพ อุปโลกย์ตนเป็น ‘หลวงปู่’ (หรือ ลูกศิษย์ อวยให้ก็ไม่ทราบ) แอบอ้าง บุญญาบารมี ว่าตนหลุดพ้นวัฏสงสาร บรรลุเป็น ‘อรหันต์’ เรียบร้อยแล้ว ทำให้ผมนึกไปถึง ‘งู’ นวนิยายสุดคลาสสิก และทันยุคสมัยตลอดกาลของ นักเขียนมือรางวัลซีไรท์ ‘วิมล ไทรนิ่มนวล’ ( วิมล ได้รับเกียรติยกย่องให้เป็น นักเขียนซีไรท์ ในปี 2543 จากนวนิยายเรื่อง อมตะ) ที่ปรากฏโฉม สะเทือนวงวรรณกรรม และเขย่าสั่นวงการสงฆ์อย่างแรง เมื่อเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา

 

 

1..

 

‘งู’ เป็นนวนิยายลำดับที่หนึ่งซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ในชุดจตุรภาคของ วิมล ที่ประกอบด้วย งู , คนทรงเจ้า, โคกพระนาง และ จ้าวแผ่นดิน ตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2527 ถือเป็นสุดยอดนวนิยายเชิงสัญลักษณ์ ที่ลึกซึ้ง คมคาย และกะเทาะแก่น ความเชื่อในสังคมไทยได้อย่างถึงราก !

 

วิมล เขียนเรื่องนี้ ด้วยการพุ่งเป้าวิพากษ์ ‘มารห่มเหลือง’ ที่มีพฤติกรรมบัดสีบัดเถลิง นอกลู่นอกทางพระศาสนา ได้อย่างฉกเข้าเป้าตรงประเด็น และไม่ประนีประนอมต่อ ‘เหล่าปีศาจคาบคัมภีร์’ ที่แอบอิงมาในรูปโกนคิ้ว ห่มจีวร ไม่ว่าหน้าไหนทั้งสิ้น

 

เนื้อหาอันเข้มข้นของ ‘งู’ ได้สะท้อนให้เราเห็นรากเหง้าอันเป็นเหตุแห่งความงมงาย และ ‘ด้านมืด’ ของพุทธศาสนา โดยเฉพาะการเอา ‘บาป’ มาล่อหลอก เพื่อให้คนจับจ่ายซื้อ ‘บุญ’ ในทำนองของพุทธพาณิชย์อย่างเลยเถิดไร้สติ และน่าเศร้าตรงที่ว่า การย่ำยีศาสนาดังกล่าว มันเกิดจากการ แท็กทีม ร่วมมือระหว่างฝ่ายศาสนา (หลวงพ่อเนียน แห่งวัดโคกพระนาง) กับฝ่ายการเมือง (กำนันฤทธิ์ คงคาเดช ผู้แสวงหาอำนาจทางโลก โดยไม่แยแสกับวิธีการใดๆ) สองฝ่ายอำนาจในสังคมที่คอยอุปถัมภ์ เกื้อหนุน ค้ำชูกันอย่างแยกไม่ออก

 

ตัวละครหลัก ที่เป็นกาฝากศาสนา ในเรื่องก็คือ ‘หลวงพ่อเนียน’ เจ้าอาวาส ‘วัดโคกพระนาง’ ตำบลเล็กๆ ในสังคมชนบทราบลุ่มภาคกลาง ที่ชาวบ้านยังมีชีวิตจนยากแร้นแค้น หล่อชีวิตด้วยวิถีเกษตรกรรมแบบพึ่งฟ้าฝน และโชคชะตา และความเชื่อในเรื่อง บาป บุญ คุณ โทษ เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ ที่มองไม่เห็น แต่สถิตอยู่ตามโคนต้นรากไทร ยังฝังแน่นลึกในชุมชน

 

การมาถึงของ หลวงพ่อเนียน เจ้าอาวาสคนใหม่ของวัดศูนย์กลางชุมชน จึงเหมือนเป็นน้ำทิพย์ เป็นความศรัทธาทางใจ ที่ชาวบ้านหวังจะได้พึ่งใบบุญได้ทำบุญสุนทานกับ ผู้เปี่ยมบุญญา ที่พวกเขาต่างหวังว่าสักว่า ผลบุญที่ได้สร้างย่อมทำให้ชีวิตอันข้นแค้น คงลืมตาอ้าปากได้สักวัน

 

โชคร้ายครับที่ หลวงพ่อเนียน เป็นเพียงพวกกาฝากอิงศาสนา ใช้วาจาไพเราะ รูปกายที่งามภายนอก และอาศัยข้ออ้าง บาป บุญ คุณ โทษ นรก - สวรรค์ ที่มองไม่เห็น ฉกชิงผลประโยชน์ สืบเลือดสูบเนื้อชาวบ้านที่ข้นแค้นอยู่แล้ว ไปโดยที่แทบไม่มีใครสังเกต ผลคือ วัดโคกพระนาง และชีวิตความเป็นอยู่ของ พระ กลับดีวันดีคืนแบบติดจรวด แต่ชาวบ้านรอบวัดกลับยิ่งจน ทรุดโทรมลง ก็ด้วยความเชื่อว่ายิ่ง ทำบุญ ก็ยิ่งสุขสบายในชาติหน้า แต่ชาตินี้ลำบากก่อนช่างมันเถอะ

 

ตัวละคร หลวงพ่อเนียน ยังอาจเป็นสัญลักษณ์แทน ‘งู’ สัตว์ที่คอยจ้องฉกเหยื่อ คอยขู่ฟ่อๆ ให้เหยื่อกลัว ให้หูตามัวหลงงมงายหวังมีชีวิตสบายในชาติภพหน้า แต่ไม่คิดหวังจะทำ ปัจจุบันขณะ หรือชีวิตในชาตินี้ให้มันดีขึ้น กระทั่งเมื่อเขาทั้งหลายถูก งูพันรัด และฉกเข้าแล้วนั่นแหละ ถึงรู้ตัวว่าสายไปเสียแล้ว !!

 

 

2..

 

ใครได้อ่าน ‘งู’ แล้ว จะรู้เลยว่า หลวงพ่อเนียน หาใช่ภิกษุนอกรีตที่หลุดมาจาก ‘จินตนาการ’ ของผู้เขียนแต่อย่างใด ทั้งพิธีกรรมการสร้างวัตถุมงคลเพื่อบำรุงบำเรอวัดแบบเกินพอดี ตั้งตนเป็นหมอดู ทำนายทายทักชีวิตรัก ชีวิตคู่ ผูกดวงให้ชาวบ้าน ไปจนถึงพฤติกรรม ‘เสพกาม’ กับพระหนุ่มบวชใหม่ ล้วนเป็นภาพจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทั้งสิ้น ในเรื่อง หลวงพ่อเนียน ยังทำได้กระทั่ง วางแผนลอบตัดเศียรพระประธานใน ศาลาการเปรียญ แล้วโยนบาป ให้ ‘ยี่สุ่น’ ตัวละครหลักฝ่ายฆราวาส ที่เพิ่งผลโทษจากคุกออกมา ให้กลายเป็น ‘แพะ’ ไปแบบไร้ยางอาย โดยหวังเงินบริจาคของญาติโยม ที่จะสร้างพระประธานองค์ใหม่ ให้หลั่งไหลมาสู่วัดอย่างมหาศาล !

 

บางตอนจาก คำนำ ในนวนิยาย ‘งู’ วิมล ได้สะท้อนแง่มุมคิดว่า..

 

เขามุ่งหมายเขียนเรื่องนี้ขึ้นเพื่อ วิพากษ์วิจารณ์ พระ โดยเฉพาะ พระ ที่มิได้เป็นพระ หากเป็นเพียง คนโกนผมโกนคิ้ว และ นุ่งห่มเหลือง เท่านั้น ส่วนวัตรปฏิบัติมิได้ผิดแผกไปจาก ฆราวาส แต่อย่างใดเลย ซ้ำยังชั่วร้ายกว่าเสียอีก เพราะ มารศาสนา พวกนี้ฉวยโอกาสหากินกับ ความเชื่อ ความศรัทธา ของชาวบ้าน

 

พฤติกรรมเหล่านี้อาจได้ว่าเป็นการ.. ‘เอาสวรรค์มาฉก เอานรกมาขู่’ พระพวกนี้ไม่ต่างจาก งู ทั้งฉก ทั้งขู่ฟอดๆ กับชาวบ้านที่หลงบุญ กลัวบาป จนปราศจากสติ จนต้องประเคนถวายเงินทอง ทรัพย์สินให้ พระ เพื่อตนเองจะได้พ้นนรก รอจ่อเข้าประตูสวรรค์ ส่วน พระ ก็สะสมพอกพูนทรัพย์สิน เงินทองที่ญาติโยมถวายให้ด้วยจิตศรัทธา จนมั่งมี มีสถานะความเป็นอยู่ไม่ต่างจาก เจ้าสัว มหาเศรษฐี กุฏิ วัดวา ใหญ่โตโอฬารราวกับวัง ขณะที่ชีวิตความเป็นอยู่ชาวบ้านมีแต่ทรง กับทรุดลงทุกวัน !

 

 

3..

 

น่าแปลกนะครับ นวนิยายเรื่อง ‘งู’ นี้ ถูกเขียนผ่านวันเวลามาเกือบ 3 ทศวรรษแล้ว แต่แทนที่จะล้าสมัย กลับยิ่งทันสมัยมากขึ้น วิมล กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าเขาเขียนเก่งแต่อย่างใด แต่มารศาสนาเหล่านั้น ไม่เคยหยุดสำแดงตน ใช้ ‘เดรัจฉานวิชา’ ย่ำยีศาสนา ต่างหาก ซึ่งไม่ว่ามันจะแปลงกาย เปลี่ยนรูป ไปเป็นอะไร ก็ไม่พ้นวงจรอุบาทว์แห่งการย่ำยีศาสนา และใช้เล่ห์เพทุบาย หลอกลวงเหยื่อกับ ความเชื่อ ความศรัทธาที่มองไม่เห็นอยู่วันยังค่ำ

 

จากกรณี จิ้งเขียว ‘ยันตระ’ มาจนถึง ‘เณรคำ’ มันสะท้อนชัดเจนว่า สภาพสังคมไทย และผู้คนจำนวนมาก ก็ยังคล้ายคนอ่อนแอ ป่วยไข้ ไร้หลักยึดพึ่งพิง และไขว่คว้าหาศาสนาแต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น เราเหมือนคน ‘หัวกลวง’ ที่อยู่กลาง ‘หลุมดำใหญ่’ นั่นจึงทำให้มารศาสนาอย่าง ยันตระ มาจนถึง เณรคำ อุปโลกย์ตนหากิน แสวงหาประโยชน์ รีดไถ่ทรัพย์จากชาวบ้าน ที่ทำมาหากินอย่างสุจริต เพื่อเสวยสุขแก่ตนอย่างไม่ละอายบาปแต่อย่างใด

 

สำหรับ เณรคำ นั้นก็เลวร้ายไม่ต่างอะไรจาก หลวงพ่อเนียน ในนวนิยาย แค่งัดเอาคาแรกเตอร์ขลังๆ เคี้ยวหมากหยับๆ สร้างตำนานให้ตัวเอง อุปโลกย์ตนว่าระลึกชาติได้หมื่นแสนชาติไปโน่น แค่นี้ก็สร้างเครือข่ายลูกศิษย์ลูกหาผู้ศรัทธาไปทั่วประเทศ ข้ามทวีปไปไกลถึงอเมริกา ยุโรปแล้ว

 

เห็น งูในผ้าเหลือง ที่ใช้เดรัจฉานวิชา หากินกับสังคมเช่นนี้ ก็อยากให้มันถูกลอกคราบออกเสียโดยไว อีกทั้งยังอยากไล่นิมนต์ ให้ออกไปอยู่ไกลๆ พ้นแผ่นดินไทยตลอดกาลเถิด ประเทศนี้ต้องการแต่คนมีสติปัญญา ต้องการแต่ปัญญาชน คอยช่วยกันขับเคลื่อนประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปพร้อมๆ กับนานาประเทศเพื่อนบ้านเขาในอนาคตครับ

 

 

ยิ่งได้เห็นมาดเท่ๆ ออกแนวจิ๊กโก๋ๆ ของ เณรคำ และบรรดาพระสมุนผู้ติดตามบนเครื่องบินแล้ว ไม่ได้อิจฉาอะไรเลยนะครับ แค่อยากยืมคำพูดของ ‘วินทร์ เลียววาริณ’ ที่เคยเขียนวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมนอกลู่นอกทางของพวก ภิกษุอลัชชี พวกนี้ว่า..

 

 

ตั้งแต่เกิดมาก็รู้สึกอยากตบกะโหลกพระ (เณร) ก็คราวนี้แหละ !!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 21 มิถุนายน 2556
Last Update : 21 มิถุนายน 2556 10:11:42 น. 2 comments
Counter : 1299 Pageviews.

 
พระบวชทั่วประเทศมีเป็นแสน ทั้งดีทั้งชั่วปะปนกันไป แต่ที่แน่ๆสละอื่นๆได้ไม่ยาก แต่เรื่องความต้องการทางเพศเนี่ยใครสละได้จริงถึงจะเรียกว่าเป็นพระแท้


โดย: แอ IP: 124.122.25.108 วันที่: 21 มิถุนายน 2556 เวลา:12:21:03 น.  

 
เมื่อวานพึ่งได้อ่านเรื่องนี้ จาก นสพ.ของฝรั่งเศส ที่เอาเรื่องนี้มาลง อายยยยย...จังเลย ไหนว่า พระ..สละแล้วซึ่งกิเลส คือ คำถามของสามี ?
เพราะเขาเคยไปกราบพระป่า ที่ จ. เชียงใหม่ ที่นั่น ไม่มีอะไรเลย เราต้องซื้อถังน้ำขนาดใหญ่ไปบริจาค เพื่อให้พระท่านได้ใช้

พอมาเห็น พระขึ้นเครื่องบินเจ็ต ถือ กระเป๋าหลุยส์...ฉิบเป๋ง...เดาะเรียกตัวเองว่าหลวงปู่อีก เคยมีพระรูปหนึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมาก มีคนศรัทธาถวายเงินสร้างศาสนสถานใหญ่โต เคี้ยวหมากยับ ๆ เรียกตัวเองว่า หลวงตา...ต่อมาไม่นานก็แพ้ กิเลส ภายในใจ สึก..ออกไปแต่งงาน..โอละพ่อ


โดย: Maeboon วันที่: 21 มิถุนายน 2556 เวลา:13:49:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

โปสการ์ดราดซอส
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add โปสการ์ดราดซอส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.