Mr.Pos : The Thinking & Learning in My Life
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2556
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
19 มิถุนายน 2556
 
All Blogs
 
‘พลอย’…อย่าให้ ‘ความรัก’ ต้องถึงวันหมดอายุ มุมมองความรัก ในสายตา 'เป็นเอก'

‘พลอย’

 

…อย่าให้ ‘ความรัก’ ต้องถึงวันหมดอายุ

 

 

ความในใจจากผู้เขียน :

 

ในวาระที่หนังสารคดีการเมืองสุดร้อนแรงแห่งปี ที่ชื่อ ‘ประชาธิป ไทย’ ของ พี่ต้อม ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ กำลังจะเข้าฉาย ท้าทาย กรอบคิด และอคติส่วนตัวของกลุ่มคนทุกฝ่าย ทุกสีของสังคม ในเร็ววันนี้ ผมอยากจะย้อนรำลึกถึงผลงานเก่าๆ ของผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘อาร์ทติสต์’ ตัวพ่อแห่งวงการผู้นี้ ด้วยความประทับใจในฝีไม้ลายมือ ของ พี่ต้อม ที่มีลายเซ็นการทำหนัง ที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนตลอดมา ถึงแม้ว่าหนังเรื่อง ‘พลอย’ ของเขา จะไม่มีกระแสที่หวือหวา และไม่ประสบความสำเร็จในแง่การตลาด (เป็นเรื่องสามัญมากๆ สำหรับหนังของ เป็นเอก) แต่หนังเรื่องนี้ กลับมีประเด็นที่น่าสนใจให้ชวนครุ่นคิดอยู่ไม่น้อย นี่จึงเป็นที่มาของบทความที่อยากจะถ่ายทอดความรู้สึกของ คนดูหนัง คนหนึ่ง ที่มีต่อ หนังรัก ในสไตล์ของ เป็นเอก เรื่องนี้.

 

 

 ----------------------------------------------------------

 

 

1..

 

                ความคลุมเครือ ไม่กระจ่างชัดของ เนื้อหา ความเงียบนิ่ง เนิบช้าในการดำเนินเรื่องราว รวมถึงอารมณ์เปลี่ยวเหงาของตัวละคร ยังคงอยู่คู่หนังยี่ห้อ ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ อย่างแยกไม่ออก นับตั้งแต่ เรื่องรักน้อยนิดมหาศาล , คำพิพากษาของมหาสมุทร มาจนถึงหนังที่ถูกตั้งชื่อแสนสั้นว่า ‘พลอย’ เรื่องนี้ ซึ่งน่าจะเป็นหนังที่มีงานโปรดักชั่นเล็กกระจ้อยที่สุด นับแต่ตัวเขาทำหนังมา (เรื่องราวเกือบทั้งหมด เกิดขึ้นในห้องพักของโรงแรม) และแน่นอนว่า พลอย ยังคงเป็นยาขมขนานเอกสำหรับคนจำนวนมาก ขณะที่มันก็ยังเป็นอาหารจานแปลกที่น่าลิ้มลองของคนอีกกลุ่มด้วยเช่นกัน..

 

                ในวงการหนังไทย มีผู้กำกับจำนวนหนึ่ง (ไม่เกินหยิบมือ) ที่มุ่งมั่นสร้างงานโดยไม่สนใจตลาด หรือหวังโกยเงินจากกลุ่มคนดูกระแสหลัก ซึ่ง เป็นเอก น่าจะถือเป็น ‘หัวโจก’ ของผู้กำกับกลุ่มนี้ เขาพยายามจะอธิบายกับผู้ชมว่า หนังของเขาขายอารมณ์ความรู้สึกเป็นหลักมากกว่าการขายเนื้อหา ซึ่งหากเปรียบไปแล้วงานของ เป็นเอก ก็น่าจะถูกจัดให้เป็นภาพยนตร์แนว แอ๊บสแตร็ค ดังเช่นภาพเขียนศิลปะประเภทที่มีแต่เส้นสีปาดป้ายวกเวียนไปมาไม่เป็นรูปร่างบนเฟรมผ้าใบ ที่ใครหลายคนส่ายหน้าไม่รู้เรื่อง แต่อีกหลายคนเมื่อใช้อารมณ์ความรู้สึกเข้าไปจับต้องแล้ว ก็สามารถเข้าถึง และชื่นชมกับภาพเขียนนั้นๆ ได้

 

หากเป็นเช่นนี้ พลอย ก็ย่อมจะถูกจัดให้อยู่ในหนังประเภทนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะพล็อตเรื่องที่แสนจะบางเบา จนเกือบถึงขั้นไม่มีเลยนั้น แน่นอนว่าคงไม่สามารถกระตุ้นให้ผู้ชมรู้สึกสนุกสนานเร้าใจ ตามติดไปกับหนังด้วยใจอันระทึกเยี่ยงขนบของหนังตลาดทั่วไปได้..

 

เป็นเอก กล่าวว่าเขาต้องการทำ ‘หนังรัก’ และนี่ก็คือหนังรักสไตล์ของเขา ไม่ว่าใครจะตีตราว่านี่เป็น หนังรักโรแมนติก หรืออีโรติก ก็ตาม แต่ผมเชื่อว่าคนที่สามารถเข้าถึง พลอย ได้ดีที่สุดย่อมเป็นคนที่ผ่านการใช้ชีวิตคู่มาแล้วระยะหนึ่ง รวมทั้งยังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับตัวละครในเรื่องอีกด้วย !

 

 

2..

 

พลอย บอกเล่าเรื่องราวของ ‘วิทย์’ และ ‘แดง’ คู่สมรสที่ใช้ชีวิตด้วยกัน 7 ปีที่อเมริกา ฝ่ายชายเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหาร ส่วนฝ่ายหญิงนั้นเรารับรู้ในภายหลังว่าเธอเป็น อดีตดาราสาวชื่อดัง ที่ร้างลาวงการมายาไปเสียนาน ทั้งคู่บินข้ามทวีปกลับมาเมืองไทยเพื่อร่วมงานศพของญาติคนหนึ่ง เมื่อถึงกรุงเทพฯ ด้วยเหตุว่าทั้งคู่ไม่มีบ้านอยู่ที่นี่ จึงต้องเข้าเช็คอินที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเช้าตรู่..

 

ด้วยเนื้อหาเช่นที่ว่านี้ จึงส่งผลให้ตัวละครหลักของเรื่องยังตกอยู่ในสภาพไม่ตื่นดี รวมทั้งบรรยากาศ การดำเนินเรื่องก็ตกอยู่ในสภาพคนงัวเงีย สะลึมสะลือตามไปด้วย (ฉะนั้นใครที่ดู พลอย แล้วเกิดอาการง่วงขึ้นมา ก็ใช่เรื่องผิดแปลกแต่อย่างใด) ที่สำคัญ ชีวิตคู่อันยาวนานของ แดง และ วิทย์ นั้นก็ยังดำเนินไปในท่วงทำนองของคนง่วงเหงาหาวนอนด้วยเช่นกัน.. วิทย์ และ แดง หาใช่คู่สามี – ภรรยา ที่แสดงออกซึ่งความรักอย่างหวานซึ้งดูดดื่ม แต่ลักษณะภายนอกย่อมทำให้เราระแคะระคายได้ว่า ชีวิตคู่ของพวกเขา คงกำลังตกอยู่ในวังวนปัญหาบางอย่างที่รุมเร้า ทั้งคู่มีความเบื่อหน่าย เย็นชา หมางเมินต่อกัน การจับมือถือแขนกันและกัน ก็เป็นเพียงการทำพอเป็นพิธีเท่านั้น..

 

จุดเริ่มของเรื่องราวเกิดขึ้น หลังจากทั้งคู่เข้าไปในห้อง แล้ว วิทย์ ปลีกตัวลงไปซื้อบุหรี่ที่ลอบบี้ ส่วน แดง ก็เผอิญไปพบกระดาษชิ้นน้อยที่จดเบอร์โทรศัพท์ของหญิงสาวชื่อ น้อย ในกระเป๋าของ วิทย์.. วิทย์ ได้ลงไปพบเด็กสาววัย 19 ชื่อ ‘พลอย’ (อันเป็นที่มาของชื่อหนัง) ที่บาร์ชั้นล่างของโรงแรม ซึ่งบอกกับเขาว่ามานั่งรอแม่ จากลักษณะท่าทีของ วิทย์ นั้นทำให้เรารู้ว่า เขารู้สึกถูกชะตากับ เด็กสาว คนนี้อยู่ไม่น้อย เขาจึงได้ชักชวนเด็กสาวให้ขึ้นมาพักผ่อนรอแม่อยู่บนห้อง การปรากฏตัวของ เด็กสาวชื่อ พลอย จึงทำให้ แดง เกิดปฏิกิริยาไม่พอใจ และเกิดความหึงหวงขึ้นมาอย่างฉับพลัน และนี่ก็คือจุดเริ่มของความหวาดระแวง ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกัน และการมีปากเสียงต่อกันของคนทั้งคู่

 

ในใจของ แดง นั้นมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะกำจัดเด็กสาวให้พ้นจากห้องตลอดเวลา แต่ฉากหน้าของเธอกลับแสดงความโอบอ้อมอารีต่อเด็กสาว อย่างที่ผู้ใหญ่พึงกระทำ เนื่องมาจากพื้นฐานของ แดง เป็นหญิงสาวที่พยายามรักษาภาพพจน์ของตนอยู่ตลอดเวลา (ซึ่งพฤติกรรมนี้ เป็นเอก อาจกำลังจงใจเสียดสีบุคคลที่มีอาชีพนักแสดง ในประเด็นการสร้างภาพลักษณ์ที่สวยงามเกินจริงก็เป็นได้) อย่างไรก็ดีการก้าวเข้ามาของ พลอย ในช่วงชีวิตสั้นๆ ของทั้งคู่ แม้จะทำให้เกิดความระแวงแคลงใจต่อกัน แต่ก็ดูจะมีคุณค่าในแง่ที่ทำให้พวกเขาได้มีโอกาสสำรวจตรวจตราความสัมพันธ์ที่ผ่านมาว่า ทั้งคู่ต่างเหินห่างหมางเมินกันมานานเพียงใดแล้ว..

 

 

3..

 

หนังได้ตัดสลับไปมาระหว่างเรื่องราวความรักที่จืดชืดของ แดง และ วิทย์ ที่มี พลอย เดินเข้ามาคั่นกลาง กับ เรื่องราวระหว่าง หนุ่มบาร์เทนเดอร์ กับ แม่บ้านสาวของโรงแรม ที่ลักลอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน ความสัมพันธ์ของคนคู่นี้เป็นไปอย่างรุนแรงรวดเร็ว ชนิดที่จู่โจมคนดูไม่ให้ทันตั้งตัว โดยที่หนังไม่ได้ปูพื้นฐานความเป็นมาของตัวละครคู่นี้แต่อย่างใด ซึ่งผมคิดว่า ฉากรัก อันสุขสมของหนุ่มสาวคู่นี้ ที่ถูกตัดสลับมาเป็นระยะนั้น น่าจะสะท้อนความสัมพันธ์ของ วิทย์ และ แดง เมื่อครั้งที่รักยังหวานชื่น ซึ่งได้พ้นผ่านไปนานแล้วได้เหมือนกัน..

 

อย่างไรก็ตาม หลายต่อหลายฉากที่เกิดขึ้น ภายหลังการมาถึงของ เด็กสาว พลอย นั้นกลับทำให้เราไม่อาจคาดเดาได้ถูกว่าเรื่องราวนั้นๆ ที่ได้เห็น มันคือความจริง หรือ มโนภาพความคิดของตัวละครกันแน่ สิ่งที่ แดง พยายามทำกับ พลอย คือเรื่องจริง หรือ ความคิดฝัน ก้นบึ้งในใจ วิทย์ เขาคิดอะไรกับ พลอย กันแน่ ส่วนตัวของ พลอย เอง ก็เป็นหนึ่งในความคลุมเครือที่เด่นชัดของหนัง เราไม่รู้เลยว่า พลอย คือเด็กสาวไร้เดียงสาจริงหรือ และเธอมารอแม่อย่างที่เธอว่าไว้หรือไม่ ? (ซึ่งเมื่อดูจากอากัปกิริยาแล้ว เธอน่าจะกร้านโลกพอสมควร) ยิ่งไปกว่านั้น พลอย ก็อาจเป็นเพียงมโนภาพที่ แดง จินตนาการขึ้นเอง รวมทั้งอาจเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่แทรกเข้ามาในห้วงเวลาที่ ความรัก ของทั้ง แดง และวิทย์ กำลังก้าวไปถึงทางตันก็เป็นได้

 

สำหรับผมแล้ว ดูเหมือนส่วนที่น่าจดจำที่สุดของหนังน่าจะอยู่ที่ ฉากสนทนาว่าด้วย ปรัชญาการครองเรือน ระหว่าง วิทย์ และ พลอย ซึ่งมีคำเปรียบเปรยความรักที่โดนใจอยู่ไม่น้อย อย่างเช่นการเปรียบเทียบความรัก กับ อาหารบรรจุกระป๋อง ว่ามีความคล้ายคลึงกันในแง่ที่ทั้งสองสิ่งล้วนมีวันหมดอายุ..  ส่วนฉากที่น่าจะสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมได้มากที่สุดนั้นคงเป็นฉากที่ แดง ตัดสินใจตามชายแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักได้ไม่นานไปที่บ้าน ภายหลังที่เธอผลุนผลันออกมาจากห้องพัก และ แดง ก็โดนชายผู้นั้นหลอกมอมเหล้าหวังจะข่มขืน ก่อนที่เธอจะรอดพ้นเหตุการณ์ระทึกขวัญมาได้อย่างหวุดหวิด.. ซึ่งการพบเจอเหตุการณ์นี้ อาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ แดง หันกลับมาเห็นคุณค่าความสำคัญในตัว วิทย์ มากขึ้น ส่วน วิทย์ เอง แม้เขาจะแสดงออกซึ่งความเฉยเมย เฉื่อยชาต่อ แดง อยู่ทุกขณะก็ตาม แต่ในยามที่ แดง หายไป ท่าทีที่ วิทย์ แสดงออกกลับบ่งบอกถึงความเหงาที่เข้าจู่โจมตัวเขาอย่างหนักหน่วง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงเสมอ เมื่อคนเราอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เรามักจะมองข้ามความสำคัญของอีกฝ่ายหนึ่งไป และคิดไปว่าตัวเราพร้อมที่จะอยู่เพียงลำพังได้ทุกเมื่อ แต่เมื่อไม่มีอีกฝ่ายอยู่ เราจะรู้สึกได้ทันทีว่ามีบางสิ่งที่สำคัญในชีวิตขาดหายไป..

 

 

4..

 

พลอย นับเป็นหนังที่ผู้ชมน่าจะเข้าถึงได้ง่ายที่สุดแล้วของ เป็นเอก (หากไม่นับ มนต์รักทรานซิสเตอร์ ที่ต้องถือว่าเป็นหนังแนวตลาดที่สุดของเขา) เพราะเมื่อบทสุดท้ายมาถึง ตัวหนังได้คลี่คลายลงในแบบฉบับ ‘แฮปปี้เอนดิ้ง’ ซึ่งดูเหมือนว่าคนทั้งคู่จะเข้าใจ และยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ระหว่างกันได้มากขึ้น แม้ระหว่างทาง หนังจะดำเนินเรื่องแบบกึ่งจริงกึ่งฝันมาโดยตลอดก็ตาม..

 

ผมเชื่อแน่ว่า สำหรับคู่รักหลายคู่ที่ได้ชมหนังเรื่องนี้ เมื่อพวกเขาก้าวเดินออกจากโรงแล้ว แม้จะมีความรู้สึกกึ่งตื่นกึ่งฝันตามติดตัวออกมาอยู่บ้าง แต่อีกด้านคู่รักหลายคู่ก็คงจะเกาะกุมมือกันและกันแน่นขึ้นกว่าเดิมดังเช่น วิทย์ และ แดง ก็เป็นได้

 

ผมนึกไปถึงบทสนทนาบทหนึ่งในหนังที่ วิทย์ พูดกับ พลอย ว่า “..บางทีคนเราเวลาอยู่ด้วยกันนานๆ ถ้ายิ่งได้ทะเลาะกันในสิ่งไร้สาระมากเท่าไหร่ ก็อาจเป็นเครื่องยืนยันว่า เรายังรักกันมากเท่านั้น..”

 

 

…วันนี้คุณทะเลาะกับคนรักแล้วหรือยัง !?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 19 มิถุนายน 2556
Last Update : 19 มิถุนายน 2556 14:13:31 น. 0 comments
Counter : 1034 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

โปสการ์ดราดซอส
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add โปสการ์ดราดซอส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.