Mr.Pos : The Thinking & Learning in My Life
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2556
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
15 พฤษภาคม 2556
 
All Blogs
 
เกาะรถด่วนขบวนสุดท้าย ไปชายตาดู ‘พี่มั่กขา’ ในราคา 80 บาท !! (เขียนเอาฮา แบบไม่มีเม้ม)

เกาะรถด่วนขบวนสุดท้าย

 

ไปชายตาดู ‘พี่มั่กขา’ ในราคา 80 บาท !!

 

นวัตกรรมใหม่แห่งเสียงฮา ท่าเต้นประจำกองทัพ และไอ้แดงยังจำเป็นอยู่ใช่มั๊ย ?

 

 

                ยังไม่โบราณกาล นานเนา เกินไปใช่ไหม ? ที่จะมาเขียนถึง ‘พี่มั่กขา’ ในเพลานี้..

 

 

คิดเข้าข้างตัวเอง ก็ต้องบอกว่า ยังแน่ๆ เพราะถึง Timing นี้ (กลางพฤษภา 56) พี่มั่กขา ของน้องนาก เขายัง อึด ทน ถึก ยังไม่ยอมโบกมือลาโรงไปเลย แล้วมันจะเชยไปได้อย่างไรล่ะ ถ้าจะขอเขียนถึง พี่มั่กขา กับเขาบ้าง แต่นี่ไม่ใช่บทความวิจารณ์หนัง ที่เต็มไปด้วยแก่นสาร หรืออุดมด้วยรส ‘อูมามิ’ อะไรหรอก หากแต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกล้วนๆ ครับ !

 

 

หนังผีตลก รักอมตะโรแมนติก อีพิค สยองหลอน เศร้า ฮา ดราม่า น้ำตาเล็ด เคล็ดขัดยอก (แค่ให้คำจำกัดความก็เหนื่อยแล้ว !) ที่สร้างล้อเลียนตำนาน ‘ผีอีนาก’ ที่โด่งดัง และเฮี้ยนที่สุดในประวัติศาสตร์สยามประเทศ ‘พี่มากพระโขนง’ แห่งค่ายหนังสุด Feel Good อย่าง GTH ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเข้าโรงฉายมาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2556 แล้วล่ะ

 

ท่ามกลางกระแส พี่มากฟีเวอร์ ทั่วพื้นปฐพีไทย ที่ค่อยๆ ไล่โกยรายได้ทุบทะลุสถิติไปเรื่อยๆ แบบฉุดไม่อยู่ ตั้งแต่ 200 ล้าน 300 ล้าน กระทั่งไปแตะถึง 500 ล้าน แล้วตอนนี้ก็ Off side ผ่านจุด 500 ล้านไปแล้ว แบบไม่ไว้หน้าหนังประวัติศาสตร์ทุนสร้างมโหฬารเรื่องใดๆ ก่อนหน้าเลย ซึ่งความรู้สึกผม หนังที่ได้รับผล Effect รุนแรงที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘คู่กรรม’ เวอร์ชั่นหน้าใสวัยทีน ที่ดันแจกพอต มาฉายชนโรงประชันกันเสียนี่ ผลคือ คู่กรรม ที่แม้จะมี ณเดชน์ เป็นโคตรแม่เหล็กขั้วโลกมาดึงดูดก็ยังหมดสภาพ ดูดคนดูเอาไว้ไม่ไหว สมรภูมิรบครานี้ พี่มากขา จึงเอาชนะ โกโบริ ไปแบบน็อคเอ้าท์ ตั้งแต่ยังไม่หมดยกแรกด้วยซ้ำ !

 

แต่ผมเป็นพวกขบถครับ ชอบใช้ชีวิตแบบขวางการพัฒนาสังคมประเทศชาติ เพราะแม้ พี่มั่กขา จะฟีเวอร์ กระแสแรงปากต่อปาก เป็น ทอล์กออฟเดอะทาวน์ ปานใด ผมก็ยังคิดและเชื่อมั่นว่า ตัวเองจะไม่เข้าไปดูหนังเรื่องนี้แน่ๆ ด้วยความชื่นชอบส่วนตัวในแนวหนังดราม่า ที่คนส่วนใหญ่มักเบือนหน้าหนี ชอบติดตามหนังกล่อง หนังการันตีรางวัลต่างๆ ที่อย่างไรก็เจ๊งในเมืองไทย แล้วมีเหรอ ที่ผมจะยอมเสียค่าตั๋ว ราคาที่โคตรจะสมเหตุสมผล เพื่อเข้าไปหัวเราะอย่างเดียวโดยไม่ได้รับการกระตุ้นต่อมสมองจากเนื้อหาสาระของหนังเลย !

 

สารภาพว่านี่เป็นความคิดแรกจริงๆ ยิ่งมีข้อเขียน ข้อวิจารณ์ของเหล่ากูรูหนัง นักวิชาการมากมาย ออกมาประทับตรา ปรากฏการณ์สะท้านสยามของ พี่มั่กขา ว่าเป็นเพียง ‘อุปทานหมู่ระดับชาติ’ ผมจึงทึกทักไปว่า มันก็คงเป็นแค่หนังตลก ที่โคตรตลกอีกเรื่องของวงการก็เท่านั้นเอง แต่เมื่อมาตั้งข้อสังเกต เหล่านักวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัย ที่มีดีกรี ระดับ ดร. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ไปจนถึงรองศาสตราจารย์ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับวงการภาพยนตร์ด้วยเลย วันๆ สนใจอยู่แต่ปัญหาโครงสร้างสังคม ความเหลื่อมล้ำอันใหญ่โตของชนชั้น และความขัดแย้งทางการเมือง กลับอุทิศเวลามาเขียนถึง พี่มั่กขา กันอย่างพร้อมเพรียง นี่ก็ย่อมเป็นหลักฐานว่า พี่มั่กขา ได้สร้างปรากฏการณ์ความแรงแบบไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

 

นั่นแหละครับ ท้ายของท้ายที่สุด ผมจึงกลายมาเป็น ส่วนเสี้ยวของคลื่นมหาชน ที่มาต่อท้ายขบวนความสำเร็จให้กับ พี่มั่กขา จนได้ แต่เหตุผลแรกสุด มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความอยากดูอย่างบริสุทธิ์ใจแต่อย่างใด เพียงแต่ช่วงสัปดาห์ทองสุดท้ายกลางเดือนพฤษภา ที่ พี่มั่กขา ยังยืนโรงฉายมาได้อย่างคงกระพัน และอัศจรรย์ใจยิ่ง บริษัทหนังดันปล่อยอาวุธลับ ดัมป์ราคา พี่มั่กขา ลงไปกองอยู่ที่ 80 บาทขาดตัว ต่อที่นั่ง (แพงกว่า เอสเพรสโซ่เย็น ของ อเมซอน แค่ 25 บาท)  นี่แหละเป็นเหตุผลเดียว ที่ทำให้ จระเข้ขวางคลองอย่างผม ต้องหมุนพลิกตัว 361 องศา (บวกไปอีก 1) ขอเป็นกลุ่มคนที่เกาะโหน รถด่วนขบวนสุดท้าย เข้าไปร่วมพิสูจน์ อุปทานหมู่ ด้วยตาตัวเอง ว่า พี่มั่กขา นั้นมันของจริงรึเปล่าหนอ ?

                แล้วผมก็มารับรู้ว่า สถิติเลยเถิดไร้ยางอาย เกิน 500 ล้านที่ พี่มั่กขา โกยไปได้นั้น ไม่ได้เกิดขึ้น จาก อุปทานหมู่ เพียงอย่างเดียวแน่ๆ แต่นี่คือหนังผีตลก (ถ้าจะให้คำนิยามหนังเรื่องนี้) ที่ถูกปรุงรสได้อย่างกลมกล่อม ถูกต่อมลิ้นผู้บริโภคคนไทยมากที่สุด เท่าที่วงการเคยทำมาเลยก็ว่าได้ ! อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับ นี่ผมไม่ได้กำลังออกมาสดุดีหนัง พี่มั่กขา อะไรหรอก แค่อยากมาร่วมตั้งข้อสังเกต และถ่ายทอดความประทับใจจากหนัง 500 ล้าน เรื่องนี้กับเขาบ้างก็เท่านั้น นะตัวเอง !

 

                ความสำเร็จของ พี่มั่กขา ครั้งนี้ ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นจาก สูตรสำเร็จอันตายตัว ที่เคยย่ำซ้ำรอยเดิมๆ ไว้แต่อย่างใด แต่มันน่าจะมาจากปัจจัย การคิด วิเคราะห์ การวางแผนอย่างแยบยล และหนักหน่วง ของทีมงานสร้างทุกฝ่ายต่างหาก ที่ต้องขอยกจอก ‘ยาดองปั่น’ ค้อมคารวะให้มากที่สุดก็คือ ‘ทีมเขียนบทหนัง’ ที่ผมรู้สึกว่าพวกเขาช่างอุดมล้นไปด้วย Energy มีพลังในการปล่อยของอย่างไม่มีวันหมด พวกเขาใช้ประโยชน์จาก จุดแข็งของการเล่าเรื่องแบบ ‘หักมุมย้อนศร ‘ครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างเต็มที่ เต็มประสิทธิภาพ จะให้เดากันกี่ชั้นกี่ตลบ ก็ไม่สามารถจับทิศทางตอนจบของหนังได้ง่ายๆ เลย จนผมรู้สึกไปว่า พี่มั่กขา ยังให้อารมณ์บรรยากาศแบบหนังทริลเลอร์ ฆาตกรรมซ้อนซ่อนเงื่อนชั้นดีไปเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่า หนังเรื่องนี้ ไม่มีทั้งฆาตกร ไม่มีเหยื่อผู้ถูกกระทำ และไม่มีนักสืบหัวเห็ดก็เท่านั้นเอง  เอาเป็นว่า ถ้าเราจะเรียก ‘ทีมฟุตบอลบาร์ซ่า’ ว่าเป็นทีมลูกหนังที่มาจากดาวอังคาร แล้ว ทีมเขียนบทหนัง พี่มั่กขา ก็ย่อมมาจาก ดาวเสาร์ ได้เช่นกัน !

 

                เอาล่ะ แล้วในเมื่อหน้าหนังหลักๆ ของ พี่มั่กขา คือหนังตลกอย่างไม่มีข้อสงสัย สิ่งที่คนดูคาดหวังมากถึงมากที่สุดที่จะได้เห็น ได้ยลยิน ก็คือ มุกตลก ในแต่ละฉาก แต่ละซีนนั่นแหละ ซึ่งมุกตลกในเรื่องที่เราได้สัมผัส ก็ต้องบอกว่า มันเต็มแน่นไปด้วยทั้งปริมาณ และคุณภาพแบบพอฟัดพอเหวี่ยงเคียงคู่กัน มุก ในหนังเรื่องนี้ มันไม่ได้ดีเด่ถึงขั้นเลอเลิศอะไรปานนั้นหรอก แต่มันดีเด่นในด้าน ความสดใหม่ ไม่ซ้ำเดิม แต่ละมุกได้ถูกคิด ถูกจัดวางได้อย่างถูกที่ถูกเวลา และมาจากปากตัวละครที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะ เหมาะสมลงตัว ไม่ล้นเกิน และไม่เจือจางน้อยไป เมื่อเป็นเช่นนี้ มุกตลกบ้านๆ ที่ดูธรรมดา ก็ย่อมเรียกความฮาได้แบบเกินคาดแล้ว

 

                เมื่อโฟกัสมาที่ตัวแสดงนำในหนัง พี่มั่กขา ซึ่งเล่นกันอยู่แค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น ก็กลายเป็นจุดขาย จุดแข็งให้กับหนังทั้งเรื่องอย่างไม่ต้องสงสัย แม้จะเป็นหนังตลก แต่คาแรกเตอร์ตัวละครนำ กลับค่อนข้างมีมิติจับต้องได้ ไม่แบนราบ ทุกตัวละครมีบทบาท มีความโดดเด่น มีน้ำหนักในหนังที่ใกล้เคียงกัน และยังอาจประทับอยู่ในความทรงจำของผู้ชม หลังจากที่หนังจบลงแล้วได้เท่าๆ กันอีกด้วย ต้องบอกว่าผู้กำกับ  ‘บรรจง ปิสัญธนะกุล’  ใช้ประโยชน์จาก ภาพลักษณ์ คาแรกเตอร์นักแสดงตัวนั้นๆ ได้อย่างคุ้มค่า อีกทั้งพลังการแสดงในการสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ชม ของเหล่านักแสดงก็ดูล้นเหลือ เป็นธรรมชาติ ส่วนคำสบถด่า ที่คล้ายเป็นโลโก้อยู่คู่หนังไทยแทบทุกเรื่อง ก็ถูกจัดวางในที่ทางตำแหน่งอันเหมาะสมของมัน จนไม่รู้สึกว่าเป็นการยัดเยียด หรือระคายหูคนดูจนเกินไป  

 

หนังเรื่องนี้ เรายังได้เห็นความสามารถอันหลากหลายด้านจริงๆ ของ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ ที่เคยผ่านการรับบทสุดหนักหน่วงใน ‘จัน ดารา’ มาแล้ว กระทั่งพลิกกลับตัวมารับบท พี่มั่กขา ได้อย่างน่ารัก ไม่มีขวยเขิน จนสร้างภาพจำของ พี่มาก เวอร์ชั่นใหม่ ให้กับคนดู ได้อย่างสุดแอ๊บแบ๊ว จนไม่หลงเหลือคราบไคลของ พี่มากชายชาตรีไทยกล้ามโต แม้แต่น้อย  และอาจกล่าวได้ว่า นี่เป็น เวอร์ชั่นผีอีนาก  ที่คนดูคงต้องอ้าปากค้างตะลึง กับความงามแบบหยาดเยิ้มหยดย้อย ของ แม่นาก ภายใต้รูปโฉมของ ‘สาวใหม่ ดาวิกา’ ที่คงจะต้องประทับอยู่ในความทรงจำของใครหลายคนกันไปอีกนาน จริงไหม ตัวเอง !

 

แล้วใครเล่าที่จะลืมบรรดา แก๊ง 4 ช่า 4 สหายเพื่อร่วมรบ พี่มั่กขา อย่าง เผือก ชิน เต๋อ เอ ไปได้ ที่หน้าตา บุคลิก ระดับความฮา และความเข้าขาของทั้ง 4 คน ต้องเรียกว่าเป็น ฟอร์มเทพมาจุติ ชนิดที่ ผู้เล่นบาร์ซ่า หรือ บาเยิร์น ยังต้องอายม้วน ไอ้ 4 ตัวนี้แหละ ที่ทำให้ใครหลายคน พากันหลงลืม ตลกซุป’ตา อย่าง หม่ำ เท่ง โหน่ง ไปได้อย่างชะงักงัน..

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องยกย่อง และต้องปรบมือให้ดังๆ ก็คือ แม้เราจะแทบนับกันไม่หวาดไม่ไหวว่า มุกตลก ฉากหัวเราะ ในหนังได้ถูกยิงกระหน่ำรัวมาหาเราดุจดังปืนกลมากเพียงใด แต่ ผู้สร้าง ก็ยังมีความสามารถในการทิ้งค้างอารมณ์ ดราม่า เศร้าซึ้งตรึงใจ ในประเด็น รักบริสุทธิ์ รักแท้อันอมตะต่างภพระหว่าง พี่ กับ คน - พี่มาก กับ นางนาก ได้อย่างลงตัว และประทับตรึงใจ ในท้ายที่สุด และแถมยังแทรกตัว แทรกอารมณ์อยู่ในหลายฉาก หลายซีนอีกด้วย  นี่แหละที่ทำให้ พี่มั่กขา ไม่ได้กลายสภาพเป็นเพียงหนังตลกดาษๆ เรื่องหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปจากความทรงจำคนดูอย่างง่ายๆ อย่างน้อย คนดูที่อยู่ในวัย คู่รัก คู่ครอง และครอบครัว ก็ยังได้ข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิต ติดสมองกลับมาด้วยเช่นกัน

 

                ความสำเร็จของ พี่มั่กขา หากจะขอสรุปแบบกระชับ เข้าใจง่ายโดนที่สุด ก็ต้องบอกว่า ผู้กำกับ ผู้สร้าง ทีมนักแสดง ผู้เขียนบท ได้พร้อมใจกันท้าทาย กล้าที่จะทะลุทะลวงแหวกกรอบขนบการเล่าเรื่อง ‘ตำนานผีอีนาก’ ทั้งปวงที่เคยมีมา (คาดว่าพวกเขาคงไปขอขมา กับวิญญาณย่านาก แล้วนะ ถึงได้กล้าเอาตำนานของย่ามายำกันเละขนาดนี้ !) แบบหาญกล้าชาญชัย ไม่แคร์กับภาพจำเดิมๆ และมัวพะวงต่อกฎเกณฑ์ ความสมจริงของยุคสมัยใดๆ ทั้งสิ้น ก็ในเมื่อโลกภาพยนตร์ คือ โลกแห่งจินตนาการแล้ว แล้วเหตุไฉนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เล่าในโลกภาพยนตร์ (เขียนเองก็งงเอง !)  นี่อาจเป็นการสร้าง นวัตกรรมใหม่ ในการสร้างเสียงหัวเราะให้กับภาพยนตร์ไทย นั่นก็คือความฮาแบบไทยๆ นี่แหละ ที่เป็น ‘ต้นทุนทางวัฒนธรรม’ ที่เรามีอยู่จริง จับต้องสัมผัสได้ และสามารถนำมาพลิกโฉมปรับสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร้ขีดจำกัด หากมีคนที่กล้าคิด ! ซึ่งถึงตอนนี้ เราก็ได้แต่นั่งรอฟังผลสอบ ความสำเร็จของ พี่มั่กขา ในประเทศเพื่อนบ้าน ต่างแดน อย่างลุ้นระทึกกันว่า ชาวบ้านชาวช่อง ที่พูดจาภาษาอื่นกันนั้น เขาจะชื่นชม คลั่งไคล้ พี่มั่กขา ตามอย่างมหาชนคนไทย กันบ้างหรือเปล่า ? แล้วกระแสความสำเร็จของ พี่มั่กขา ในการโกอินเตอร์นั้น จะตามติดมาอีกซักเท่าไหร่ ?

 

                ถึงบรรทัดนี้แม้อยากจะจบบทความ พี่มั่กขา เสียทีแล้ว แต่ด้วยความโลภมากครับ (นานๆ จะมีเวลาปลีกตัวมาเขียน blog กับเขาเสียทีหนึ่ง ก็จัดเต็มกันไปเลย) ยังติดใจอยู่กับไอ้ท่าเต้น และเพลงประจำกองทัพ ของเหล่าสหาย พี่มั่กขา เขาอยู่ ก็เลยขอยกเอาเนื้อเพลงมาลงไว้เป็น อนุสรณ์ กันเสียที่นี่เลย..

 

"เสียงกลองรบดังสนั่น เหล่าชายฉกรรจ์ปกปักษ์ปฐพี ยามรบเราก็เต็มที่ แม้ไม่มีช้างขี่ไล่จับตั๊กแตน ตกดึกข้านั้นเปลี่ยวหนัก คิดถึงยอดรักที่งามวิไล ข้าต้องระบายทันใด ลุกขึ้นมาสาวววววว เอาดาบมาขัดๆๆ เฮ่! "

 

พูดจริงๆ เลยนะ ไอ้ท่าเต้นเพลงประจำกองทัพ แบบพร้อมหมู่ใน พี่มั่กขา นี่ ผมว่ามันยังฮากว่า กังนัม สไตล์  ไม่รู้กี่เท่า กี่ช่วงตัว โดนใจคนไทยกันเองได้แบบถึงแก่นจริงๆ นี่แหละ ความฮาแบบไทย อันเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมสูงค่าที่เรามีอยู่

 

สุดท้ายจริงๆ ผมขอบอกว่า ไม่ได้พิมพ์ชื่อพระเอกในเรื่องนี้ผิดหรอกนะครับ พี่มั่ก เขาชื่อ พี่มั่ก จริงๆ เราเองเข้าใจผิดกันมาตั้งนานว่าชื่อ มาก เพราะชาติกำเนิดเขาเป็นลูกครึ่ง พระโขนง – ยูเอสเอ นั่นเอง เอาเป็นว่าปีพุทธศักราช 2556 คนไทยทั้งประเทศต่างพากันฮาจนม้ามแตก ม้ามแตน หัวเราะกันจนปัสสาวะเหนียว มีความสุขสมใจกับการดู พี่มั่ก และสหาย 4 เกลอ ของเขาไปเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนพระโขนงแล้ว จากนี้เราก็แค่ตั้งตารอคอยต่อว่า ไอ้แดง ลูกพี่มั่ก และนางนาก ที่ยังแบเบาะอยู่ในเปลในภาคนี้ จะถูกขุดตำนานมาเล่าขานอย่างไรต่อ ถ้าหากพวกเขา (ผู้กำกับ - ทีมงาน) ยังสนุก และมีเรี่ยวแรงที่จะสร้างมันอยู่นะ ถึงตอนนี้ ก็ทำให้ผมคิดไปถึงฉากที่ตัวละครทั้งหมดกำลังเผชิญภาวะวิกฤตเรือกำลังจะล่มกลางน้ำ นั่นจึงทำให้ ไอ้เผือก หันกลับไปถาม นาก ที่นั่งอุ้มลูกอยู่หลังสุด อย่างปากคอสั่น ลิ้นแทบพันกันว่า..

 

                “ แล้วตอนนี้ ไอ้แดง ยังจำเป็นอยู่ใช่มั๊ย ! ?”

 

 

ประโยคท้ายสุดนี้ ขอสงวนสิทธิ์เสียงหัวเราะ ไว้ให้กับ คนที่ดู พี่มากพระโขนง มาแล้วเท่านั้นนะครับ !!

 




Create Date : 15 พฤษภาคม 2556
Last Update : 15 พฤษภาคม 2556 12:22:32 น. 1 comments
Counter : 988 Pageviews.

 
วิจารณ์ได้เจ๋งโดนใจจริงๆ เลยจอจ์ท


โดย: the ent. IP: 58.181.223.136 วันที่: 16 พฤษภาคม 2556 เวลา:13:36:59 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

โปสการ์ดราดซอส
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add โปสการ์ดราดซอส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.