Why looking for true love, when it never exists in this cruel world.
Group Blog
 
 
มีนาคม 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
4 มีนาคม 2549
 
All Blogs
 
กว่า 20 ชั่วโมงแล้วแต่มันยังมึนๆ ตื้อๆ จุกๆกับ brokeback mountain อยู่เลย

Image hosting by Photobucket

เมื่อวานไปดู brokeback mountain ที่เมเจอร์เอกมัย รอบ 20.15 มาครับ

ก่อนอื่นขอประณามผู้หญิงกลุ่มหนึ่งครับ ประมาณ 3 คน แถวเดียวกับผมคือแถว B (ผมนั่ง B1) หัวเราะมันอยู่ได้ มาดูหนังซึ้งนะครับ ไม่ใช่หนังตลก อยากรู้นัก ถ้าแฟนพวกหล่อนไปมีแฟนใหม่เป็นผู้ชายจะยังหัวเราะออกมั้ย

ตอนดูมันก็เศร้าไปกับเรื่องราวนะครับ แต่ไม่ถึงน้ำตาไหลพราก แค่น้ำตามันคลอ แล้วก็รู้สึกจุกตรงลิ้นปี่ พอเดินออกจากโรงคิดว่ามันไม่เห็นจะทรงพลังอย่างที่เค้าว่ากัน ไม่มีฉากสุดยอดอย่างฉากเสื้อวิเศษใน crash แต่มันยังรู้สึกติดในหัว เลยทำให้ต้องคิดกลับไปถึงเรื่องในหนัง ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า แต่ก็หยุดคิดไม่ได้ หนังมันมีผลต่อความรู้สึกหลังหนังจบมากจริงๆ

หนังที่เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ไม่มีจุด peak ผ่านภาพที่สวยงาม และเลือกที่จะเล่าเรื่องแบบจิ๊กซอว์ ที่แบ่งเรื่องเป็นส่วนๆ และถ้าไม่ต่อจนเสร็จก็ไม่มีทางเห็นภาพรวมที่สวยงาม เรื่องนี้ให้คนดูเห็นระยะเวลา 20 ปี โดยตัดมาเฉพาะช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญ แต่เมื่อต่อจนเสร็จจะพบว่าฉากทุกฉากล้วนร้อยเรียงแล้วส่งผลซึ่งกันและกันจนได้ภาพที่เรียบง่ายแต่สวยงาม และซึมลึงตรงลงที่หัวใจ

สำหรับผมตัวหนังเล่าเรื่องราวที่ถ้าตัดความเป็นเกย์ออกไป มันก็คือเรื่องราวของ"รักต้องห้าม" ไม่ต่างจาก romeo&juliet หรือ titanic รักต้องห้ามที่ถ้าโลกนี้มีแค่เค้า 2 คน ทุกอย่างมันคงไปได้สวย แต่น่าเสียดายที่โลกนี้ไม่ได้มีแค่ 2 คน และแค่รักคงยังไม่พอ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม สร้างสิ่งที่เป็นกรอบกำหนดการกระทำและความคิด ขนบ ธรรมเนียม วัฒนธรรม ค่านิยม ศาสนา ไปจนถึงกฎหมายจึงเกิดขึ้น โดยหวังว่ากรอบเหล่านี้จะจรรโลงสังคมให้ดีกว่าเดิม แต่สำหรับแจ็คและเอนนิสแล้วตลอด 20 ปีในหนังเวลาที่เค้ามีความสุขคือเวลาที่ได้หนีไปจากกรอบสังคมและมีแค่กันและกัน

เอนนิส คนที่ไม่เคยรู้ใจตัวเองมาก่อนจนได้ไปทำงานบนเขา แล้วคนพบความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต แต่เมื่อลงจากเขาเค้าเลือกที่จะเดินตามที่สังคมคาดหวัง เก็บเรื่องราวบนเขาไว้ในใจ แล้วแต่งงาน มีลูก และเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจ ไม่เคยสนใจผู้ชายคนอื่น นอกจากแจ็ค ผู้ชายคนเดียวในชีวิต และเมื่อแจ็คกลับเข้ามาเค้าก็เลือกที่จะเป็นฝ่ายเฝ้ารอเท่านั้น หลังหย่าแล้วก็ยังต้องดูแลลูกไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับแจ็คได้ ผมมองว่าสำหรับเอนนิสแล้วแม้รักเท่าไหร่ก็ยังแพ้กรอบของสังคม ไม่กล้าที่จะทำตามที่หัวใจต้องการ เพราะในขณะที่แจ็คพูดถึงชีวิตของคน 2 คน เอนนิสจะขัดขึ้นด้วยมุมมองของคนรอบข้างเสมอ ถ้าแจ็คคือความฝันที่สวยงาม เอนนิสก็คือความจริงที่โหดร้าย กว่าที่จะกล้าทำตามใจ กล้าฉีกกรอบสังคม ก็สายเกินไปแล้ว

แจ็ค คนที่รู้ใจตัวเองตลอดว่าเค้าเป็นใคร เค้าต้องการอะไร เป็นคนที่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น คนที่มีความฝัน แล้วเชื่อว่าฝันนั้นจะเป็นจริงได้ เช่นเดียวกับเอนนิสที่ได้พบความรักที่ยิ่งใหญ่บนเขา เพียงแต่ต่างตรงที่เมื่อลงจากเขาเค้าเลือกที่จะเดินตามใจตัวเอง กลับไปหางานเดิมอีกครั้งเพียงเพื่อจะได้เจอเอนนิส พอรู้ว่าไม่มีหวังก็มองหาคนที่จะร่วมสร้างฝันไปกับเค้าเรื่อยๆแม้จะรู้ว่าเอนนิสเป็นรักเดียวที่เค้ามี ถึงจะแต่งงานแต่ถ้าเอนนิสตกลง เค้าพร้อมทิ้งทุกอย่างเพื่ออยู่กับเอนนิส และเมื่อมีโอกาสเค้ายินดีที่จะขับรถ 14 ชั่วโมงเพื่อไปหารักที่เค้ารอเสมอ แต่น่าสงสารที่ทุกคนมีความฝัน แต่น้อยคนที่จะกล้าทำตามฝัน และยิ่งน้อยลงไปอีกที่จะมีคนสนับสนุนความฝันนั้น ถึงแจ็คจะกล้าทำตามฝัน แต่เอนนิสไม่เคยที่จะกล้าพอจะสนับสนุนความฝันนั้น แม้ว่าเอนนิสจะเป็นคนเดียวที่แจ็คอยากใช้ชีวิตด้วยก็ตาม

อัลมา ผู้หญิงช้ำรัก รู้มาตลอดว่าสามีเธอเป็นอะไร แต่เพื่อครอบครัว เธอยินดีกล้ำกลืนทุกข์นั้นไว้ จนเมื่อไม่สามารถทนได้ต่อไป ก็เลือกที่จะเลิกทน แต่ก็ยังเก็บความลับของอดีตสามีไว้คนเดียว เพราะเค้าคือพ่อของลูกเธอ สำหรับผมเธอคือคนที่น่าสงสาร เป็นผลของการกระทำที่เธอไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเลย เป็นตัวแทนของคนรอบข้างคนที่แหกกรอบสังคมที่ต้องรับผลกรรมไปด้วย

หนังรักที่ไม่มีการบอกรัก แต่คนดูรับรู้ได้ถึงรัก ทั้งเรื่องไม่มีฉาก ไม่มีดนตรีประกอบ บีบคั้นอารม์ ไม่ว่าจะเป็นฉากยอมรับตัวเองของเอนนิส ฉากจูบที่โหยหาแต่ต้องหลบซ่อน ฉากรู้ความจริงที่เจ็บปวดแต่ต้องเก็บไว้ ขับรถมาพร้อมความหวังแต่กลับไปด้วยฝันที่สลาย ไปจนถึงฉากสุดท้าย แต่ทั้งเรื่องค่อยๆสร้างอารมณ์ซึมลึกลงไปที่หัวใจคนดู ค่อยๆกัดกร่อนหัวใจคนดูไปกับโศกนาฏกรรมความรักต้องห้ามครั้งนี้ จนเมื่อหนังจบไปแล้วยังทิ้งบาดแผลไว้ในใจคนดู ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นยังไง แต่สำหรับผม 20 ชั่วโมงแล้วครับ มันยังอึ้ง ซึม เศร้า แล้วก็จุกอยู่ตรงลิ้นปี่อยู่เลยครับ




Create Date : 04 มีนาคม 2549
Last Update : 4 มีนาคม 2549 23:05:14 น. 2 comments
Counter : 369 Pageviews.

 

เป็นเรื่องราวของความรักที่ยิ่งใหญ่ค่ะ ชอบมากค่ะ



โดย: Litchi วันที่: 25 พฤศจิกายน 2550 เวลา:11:11:02 น.  

 

ดูไปรู้สึกร้าวรานใจอย่างบอกไม่ถูก ความรักมันไม่แบ่งแยกเพศหรอกค่ะ



โดย: Litchi วันที่: 25 พฤศจิกายน 2550 เวลา:11:16:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Holden Caulfield
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




There's nothing wrong with the Blueberry Pie,
just people make other choices.
You can't blame the Blueberry Pie,
it's just... no one wants it.

Friends' blogs
[Add Holden Caulfield's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.