Why looking for true love, when it never exists in this cruel world.
Group Blog
 
 
มกราคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
22 มกราคม 2554
 
All Blogs
 
Holden ชวนดู : Fighter ใจนักสู้ ทรงพลัง

Photobucket

ยังไม่ดูก็อ่านได้นะครับ ไม่มี spoiler

เมื่อวานหลังจากตอนเช้าที่ผมต้องเป็นพยานรับรู้การพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของเอแนงในรอบ 3 Australian Open จนทำใจไม่ได้ ไม่มีกำลังใจ ไม่สามารถทำอะไรได้ทั้งวัน ตอนเย็นจึงได้เวลาของ Movie Therapy แล้วจะมีหนังเรื่องไหนที่บำบัดความผิดหวัง พร้อมปลุกเร้าใจนักสู้ได้ดีไปกว่าหนังเรื่องนี้ The Fighter

The Fighter หนังที่กำลังเป็นที่ฮือฮาเดินสายกวาดรางวัลเป็นว่าเล่นโดยเฉพาะในสาขาการแสดงเป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริงของ 2 พี่น้องนักมวยจากโลเวต เมตซาชูเสต ที่พี่ชายเคยเป็นนักมวยดาวรุ่งผู้สามารถน็อคชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ดมาแล้ว ส่วนน้องก็กำลังเป็นนักมวยที่กำลังไต่เต้าไปสู่แชมป์โลก

Photobucket

หนังเริ่มเรื่องด้วยการที่ทำให้เราได้รู้จักกับ 2 พี่น้องนี้ ดิกกี้ และมิคกี้ พร้อมกับครอบครัวใหญ่ๆที่ผู้นำครอบครัวคือแม่ผู้มีลูก 9 คน และน้องสาว 7 คน พร้อมๆกับสามีแม่ พ่อของมิคกี้ แค่เริ่มเรื่องมาก็ทำให้เราได้เห็นถึงสภาพครอบครัวชั้นล่างของสังคม การศึกษาต่ำ แต่เต็มไปด้วยความภูมิใจของอดีต

Photobucket

พี่ชายขี้ยาแต่อัจฉริยะในเชิงมวย train ให้น้องเป็นนักมวยผู้ยิ่งใหญ่ แม่ผู้จัดการที่ดิ้นรนทุกวิถีทางให้ลูกชายคนเล็กได้ขึ้นชก พร้อมๆกับการเข้ามาถึงผู้หญิงที่จะส่งผลเปลี่ยนแปลงครอบครัวนี้อย่างชาลีน สาวเสริฟที่มิคกี้หลงรัก

Photobucket

หลังจากแนะนำตัวละคร ก็ถึงเวลาที่เรื่องดำเนินต่อไป เมื่อมิคกี้ต้องขึ้นชกกับคู่ต่อสู้ที่น่าจะง่ายๆ แต่กลายเป็นว่าต้องขึ้นชกกับคนที่หนักกว่าถึง 20 ปอนด์ ด้วยเหตุผลเดียว ถ้าเค้าไม่ชก ก็จะไม่มีเงินเข้าบ้าน ครอบครัวมาก่อนสิ่งอื่นเสมอ มิคกี้ขึ้นชก ก่อนที่จะแพ้อย่างย่อยยับจนแทบเอาชีวิตไม่รอด จุดเริ่มต้นความขัดแย้งครอบครัวได้เกิดขึ้น

รอยร้าวครอบครัวนี้ถูกเน้นย้ำจากชาลีน คนนอกที่เข้ามาเป็นคนใน ชี้ให้มิคกี้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวเอาแต่ผลประโยชน์ของครอบครัว จนมิคกี้ตัดสินใจเดินออกมาจากครอบครัวพร้อมๆกับการที่ดิคกี้ถูกจับจากอาชญกรรมที่ก่อขึ้นจากที่ต้องการเงินเพื่อดึงรั้งให้มิคกี้อยู่กับครอบครัวต่อไป

Photobucket

จุดเปลี่ยนของครอบครัวเริ่มอีกครั้งเมื่อสารคดีชีวิตขี้ยาดิคกี้ออกฉายจากความภูมิใจกลายเป็นขยะของสังคมในชั่วข้ามคืน เมื่อต้องยอมรับความจริงช่วงนี้หนังนำเสนอได้อย่างทรงพลัง โดยเฉพาะฉากสั้นๆเมื่อลูกชายอยากดูพ่อออกทีวีโดยไม่รู้เลยว่านั่นมันเป็นความน่าละอายของชีวิตพ่อเต็มๆ

จากนั้นทุกคนจึงเริ่มปรับตัวใหม่ มิคกี้ออกชกอีกครั้งพร้อมทีมงานใหม่ที่ไม่มีทั้งแม่และพี่ชาย ดิกกี้เลิกยาแต่เมื่อออกจากคุกพบว่าน้องชายไม่ต้องการเค้าต่อไป นั่นคือจุดแตกครั้งใหม่ของครอบครัว มิคกี้ต้องเลืกระหว่างแม่ พี่ชายกับพี่สาว และพ่อ กับคนรัก

Photobucket

บอกก่อนเลยว่าผมไม่ชอบเรื่องมวยมากๆ ที่ดูหนังเรื่องนี้ก็เพราะชอบมาร์ค วาลเบิร์ก กับคริสเตียน เบลมานานแล้ว ดูจบก็ต้องบอกว่าผมชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เพราะมันเยี่ยมแล้วก็ทรงพลังสุดๆ

หนัง Drama ชีวิตนักมวย แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการต่อยม่วยเท่านั้น หนังยังนำเสนอภาพที่สำคัญที่สุดคือชีวิตของครอบครัวเบื้องหลังนักมวยคนนี้ ชอบมากๆก็การนำเสนอของหนังที่เป็น Drama แต่ก็ไม่ได้พยายามดัดจริต Drama จ๋า ใส่ประโยคสอนใจแบบที่ชีวิตจริงไม่มีใครพูด พร้อมๆกับ Build อารมณ์สุดๆ แต่หนังนำเสนอ "ชีวิต" จริงๆ ชีวิตที่มีทั้งสุขทั้งเศร้า drama เท่าไหร่ แต่ชีวิตเราจริงๆมันก็มีเรื่องขำได้มากมาย (บางทีอาจจะมากกว่าด้านเศร้าๆด้วยซ้ำสำหรับหนังเรื่องนี้) ดังนั้นนี่คือหนัง Drama ที่ดูสนุกมากๆครับ ทั้งอินไปกับเรื่องราว ทั้งเศร้าไปกับชีวิต ทั้งขำไปกับการกระทำ แล้วก็ลุ้นสุดตัวไปกับการต่อยมวย

Photobucket

นอกจากนั้นยังต้องชมผู้กำกับ เดวิด โอ รัสเซล (ที่ผมอยากจะถามจริงๆว่าระหว่าง 10 ปีที่แล้วกับ Three Kings จนมาถึงหนังเรื่องนี้เค้าหายไปไหนมา) ที่นำเสนอเรื่องราวเดินไปข้างหน้าไม่หยุดยั้งได้อย่างทรงพลัง ไม่บีบคั้นแต่กินใจเต็มๆ แล้วไหนการนำเสนอที่ฉับไวแบบโอ รัสเซลยังกลับมาให้เห็นโดยเฉพาะฉากต่อยมวยที่ลุ้นไม่ต่างจากดูมวยจริงๆ

ถ้าจะติก็แค่ เรื่องราวมันดูง่ายไปหน่อย คือเรื่องมันมีปมลึกๆอย่างเรื่องของความลำเอียงของแม่ การอยู่แต่ในเงาของพี่ชายของมิคกี้ที่ถ้าได้ผู้กำกับละเมียดในการดำดิ่งลงจิตใจตัวละคร เรื่องราวคงลึกกว่านี้แน่ๆ แต่โอ รัสเซลเน้นพลังในการขับเคลื่อนเรื่องไปข้างหน้ามากกว่า มันเลยดูเฮ้ย ครอบครัวนี้รักกันเกินไปมั้ยทั้งๆที่แต่ละคนมีปมทางใจที่ส่งผลต่อกันชัดๆ

หนังมีฉากเยี่ยมๆให้เราอึ้งอ้าปากค้างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฉากต่อยมวยทุกฉาก ฉากตอนสารคดีดิคกี้ออกฉาย และที่สำคัญที่สุด ฉากลากยาวตั้งแต่ตอนดิคกี้รู้ความจริงว่ามิคกี้ไม่ต้องการให้เค้ามา train อีกต่อไป จนไปถึงตอนดิคกี้ไปปรับความเข้าใจกับชีลีน เยี่ยมเว่อร์ๆครับกับการแสดงและการกำกับในฉากนี้

แล้วถ้าใครเป็นแฟน American Rock ยุค 70-80 ก็ห้ามพลาดเลยครับ นำทัพมาปลุกความฮึกเหิมตั้งแต่ Aerosmiths กันเลย เพลงและดนตรีประกอบมันมากครับ แถมเสริมอารมณ์เข้ากับเรื่องราวสุดๆ

แล้วก็เหมือนที่บอกไป หนังขายการแสดง ส่วนที่ดีที่สุดของหนังคือนักแสดงครับ เจ๋งมากทั้งตัวประกอบเล็กๆไปจนดารานำเลยทีเดียว

มาร์ค วาลเบิร์ก เมื่อเกือบ 20 กว่าปีที่แล้วถ้าบอกว่ามาร์คกี้ มาร์ค นักร้องเพลงแรปผิวขาววัยรุ่นที่จุดขายคือการถอดเสื้อผ้าจนเหลือแค่กางเกงในสีขาวอวดหุ่นล่ำบนเวที จะมาไกลในวงการภาพยนตร์ขนาดนี้ คงไม่มีใครเชื่อ แต่มันเป็นไปแล้วครับ

Photobucket

มาร์ค วาลเบิร์ก คืออีก 1 นักแสดงคุณภาพอย่างแท้จริง แล้วนี่ยังเป็นหนังที่เค้าพยายามสร้างด้วยตัวเองมานาน (อีกตำแหน่งหนึ่งคือการเป็นผู้อำนวยการสร้าง) ฟิตมากว่า 5 ปีเพื่อรับบทนักมวยจิตใจดี รักครอบครัว พูดน้อย ไม่กล้าหือไม่กล้าอือกับคนรอบข้างโดยเฉพาะกับแม่และพี่ชาย มาร์คเยี่ยมมากครับ แม้จะไม่ได้พูดอะไรมาก แต่การแสดงนำเสนอภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ความกดดันที่ต้องรับความคาดหวังของครอบครัว แต่ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จขนาดไหนก็เป็นได้แค่เงาของพี่ชายเท่านั้นได้อย่างยอดเยี่ยม

Photobucket

เอมี่ อดัม จากสาวหวาน สาวหงิม คราวนี้ชีมากับบทสาวแรงๆบ้าง นักศึกษาที่เรียนไม่จบต้องมาเป็นสาวเสริฟ เราไม่ค่อยเห็นภาพเอมี่ แบบนี้เท่าไหร่นัก แม้จะเป็นคนที่แสดงได้ด้อยที่สุดในบรรดานักแสดงนำ 4 คน แต่ก็จัดว่าเธอทำได้เยี่ยมมาก โดยเฉพาะฉากต่อปากต่อคำปรับความเข้าใจกับดิคกี้ที่หน้าประตู เบลส่งมาเท่าไหร่ เอมี่ส่งกลับไปแบบไม่ด้อยกว่า ฉากนี้จับตามองสายตาเอมี่ให้ดีดี เยี่ยมมากๆ ตอนที่ถูกเบลตอกมาด้วยประโยคที่เธอปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอก็ไม่ได้มีดีเหนือคนอื่น ไม่กี่วินาที สายตาเปลี่ยนจากโกรธ ถือดี ดูถูก กลายเป็นเสียใจ เข้าใจ แล้วก็ยอมรับ เป็นการเล่นสายตาที่ผมให้ความเยี่ยมเทียบเท่านิโคล คิดแมน กับฉากในโรงละครจากเรื่อง birth แล้วก็ป้าเมอรีล สตรีฟ กับฉากจบในเรื่อง Devil Wears Prada เลยครับ

Photobucket

เมลิซ่า ลีโอ ป้าคนนี้เล่นหนังอินดี้มามาก จนเมื่อไม่นานมานี้ถึงได้รับการยอมรับจากออสการ์ เรื่องนี้ป้าทรงพลังมากกับบทแม่ที่เลี้ยงลูกไม่เป็น เห็นแก่ตัว อวดดี ไม่รับฟังความเห็นของคนอื่น แต่ก็รักลูกและครอบครัวสุดหัวใจ ไม่พูดอะไรมากแล้วกัน เอาเป็นแค่ว่าการแสดงของป้าในเรื่องนี้มัน โคตรเจ๋งอ่ะ เก็บอารมณ์ทุกเม็ดอยู่ ประหนึ่งมาราย แครี่ ที่ร้องเพลงโคตรยาก แต่เก็บโน้ตได้หมดทุกตัวไม่ว่าสูงต่ำขนาดไหน

และสุดท้าย คริสเตียน เบล คนที่ผมไม่เข้าใจเลยว่าฝีมือขนาดนี้ น่าจะได้ออสการ์มานานแล้ว แต่เบลไม่แม้แต่จะเข้าชิง เยี่ยมมาตั้งแต่เป็นเด็กเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้วใน empire of the sun จนมาถึงปัจจุบัน ฝีมือไม่เคยตก แต่ออสการ์มองข้ามมาตลอดซะงั้่น

Photobucket

ในเรื่องนี้ 3 คนแรกเล่นได้ยอดเยี่ยมแล้ว แต่คริสเตียน เบลเล่นได้โคตเทพ ถ้าให้ยกตัวอย่างก็แบบว่าในเรื่อง cold mountain ที่นิโคล คิดแมนเล่นดีแล้ว แต่เจอการแสดงของเรเน่ เซลวีเกอร์เข้าไป นิโคลแทบจะกลายเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากไปเลย เรื่องนี้ก็เช่นกัน คนอื่นเล่นได้เยี่ยม แต่เบลยังขโมยซีนทุกคนได้ คิดดูแล้วกันว่าเล่นดีขนาดไหน ยกตัวอย่างฉากนึงที่มาร์คและเอมี่กอดกันอยู่ด้านหน้า แต่คริสเตียน เบล เดินอยู่ข้างหลัง ไกลๆ ลิบๆ เบลอๆ แต่เราก็ไม่สามารถละสายตาจากเค้าไปได้ เจ๋งขนาดนั้น

ก็ต้องยอมรับว่าบทดิกกี้เป็นบทที่มีสีสันให้เล่นได้มาก แต่ถ้าเล่นไม่ดีจริงมันก็จำอวดไปเลย แต่นี่เบลเอาอยู่มากๆ ในเรื่องนี้ เรายิ้ม เราหัวเราะ เราอ้าปากค้าง เราส่ายหัว จนไปถึงน้ำตาคลอเบ้าก็มาจากเบลนี่แหละ กับบทอดีตนักมวยดาวรุ่งที่ยังหลงอยู่ในเงาความสำเร็จของอดีตไม่ได้รับรู้เลยว่าปัจจุบันเค้ามันก็แค่ขี้ยาคนนึง แต่ไม่ว่าจะยังไงสุดท้ายก็ยังรักน้อง พร้อมทำเพื่อน้องชายสุดหัวใจ ที่สำคัญเรื่องนี้ลองมองสายตาของเบลอีกคน สุดๆมากอ่ะครับ โดยเฉพาะฉากที่เค้ารับรู้ว่าจริงๆแล้วสารคดีนำเสนอเค้าในรูปแบบไหน Perfect ครับ

แล้วอีกฉาก ง่ายๆ ไม่มีอะไรมากกว่านั่งในรถแล้วร้องเพลง i started a joke ข้างๆแม่ แต่อ่ะนะเมื่อเทพกับเทพมาเจอกันอย่างเบล และเมลิซ่า ลีโอ ฉากเล็กๆฉากนี้ที่ไม่มีแม้คำพูด ขอบอกครับว่าโคตรซึ้ง ผมร้องไห้เลยอ่ะ

แล้วถ้าอยากรู้ว่าเบลเยี่ยมขนาดไหน ให้รอตอนหนังจบ แล้วมีฉากเล็กๆที่ตัวจริงของดิกกี้ออกมานั่นแหละ จะพบว่า แม่เจ้า เล่นโคตรเหมือนตัวจริงสุดๆ

สุดท้ายมันไม่สำคัญหรอกว่าจะชนะหรือแพ้ ถ้าตราบใดเรามีครอบครัวและคนรอบข้างที่เข้าใจ แล้วก็พร้อมจะยืนหยัดต่อสู้ไปกับเรา แค่กำลังใจก็เพียงพ่อจะหล่อเลี้ยงให้เราสู้ได้ต่อไปแล้วครับ

Photobucket
Photobucket

ดูจบขอบอกครับว่าอิ่มมาก เป็นหนังที่อิ่มสุดๆ ครบรสมากๆ เหมือนไปกินต้มยำร้านข้างทาง ไม่ได้หรูไม่ได้เริศ แต่คนทำตั้งใจทำสุดๆ ใส่เครื่องปรุงอย่างดีทุกอย่าง กลมกล่อม อร่อย ไม่เปรี้ยว ไม่หวาน ไม่เผ็ดจนน้ำหูน้ำตาไหลจนเกินไป ไม่พยายามดัดจริตตกแต่งจานให้เยอะแยะมากมาย แต่ก็สวยงาม

Photobucket

มันอร่อยแล้วก็สวยงามจนต้องบอกคนรอบข้างว่า ไปกินเถอะ ก่อนที่จะพลาดของที่ดีที่สุดไป

enjoy your day


Create Date : 22 มกราคม 2554
Last Update : 22 มกราคม 2554 13:54:42 น. 1 comments
Counter : 1704 Pageviews.

 



ขอบคุณค่ะ


โดย: deeplove วันที่: 22 มกราคม 2554 เวลา:15:00:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Holden Caulfield
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




There's nothing wrong with the Blueberry Pie,
just people make other choices.
You can't blame the Blueberry Pie,
it's just... no one wants it.

Friends' blogs
[Add Holden Caulfield's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.